Prisma Dominatus (นามปากกา). D.A.M.T. Syndrome เชื้อวิบัติ พันธุ์อมตะ. กรุงเทพฯ: ตะวันส่อง, 2556.
 
 
* S P O I L E R S * A L E R T *
 
ราวๆ ปี 2010-11 คนเกือบครึ่งโลกต่างตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ประหลาด "Blood Falls" หรือการที่มีของเหลวสีแดงคล้ำๆ คล้ายเลือดไหลทะลักออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ถึงแม้ปรากฏการณ์นี้จะได้รับการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1911 ทว่าความวิตกกังวลต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมทั่วโลกซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระแสความสนใจของคนส่วนมากอย่างรวดเร็ว หลายคนลงความเห็นว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณซึ่งโลกส่งมาเตือนมนุษชาติให้หยุดสร้างมลพิษทำร้ายโลกเสียที

จากนั้นไม่นาน ของเหลวคล้ายเลือดนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วคือน้ำที่มีส่วนผสมเข้มข้นของเหล็กออกไซด์อันเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง และแบคทีเรียพวกนั้นคงไม่โผล่ออกมาสร้างผลงานอวดมนุษย์ ถ้าหากว่าน้ำแข็งขั้วโลกที่พวกมันหลับไหลอยู่ไม่ละลายด้วยภาวะโลกร้อน ท้ายที่สุด แม้ว่าคนส่วนมากจะเลิกสนใจเรื่องดังกล่าว แต่ความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนทั้งโลกก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
 
http://i1.ytimg.com/vi/P_fzqq0LdZ8/hqdefault.jpg
 
นวนิยายแอ๊คชั่นไซไฟเรื่อง D.A.M.T Syndrome เชื้อวิบัติ พันธุ์อมตะ โดย Prisma Dominatus ก็มีเรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้น มีสิ่งชีวิตระดับจุลชีวันหลุดรอดออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่กำลังละลาย เพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทว่าในเรื่องนี้ มนุษยชาติหาได้โชคดีเท่าพวกเราในโลกแห่งความเป็นจริงไม่

วันที่ 15-16 ก.พ. 2012 (ตามเวลาในเรื่อง) ทีมสำรวจจากศูนย์วิจัยของอเมริกาที่ขั้วโลกเหนือออกสำรวจตรวจสอบน้ำแข็งขั้ว โลกที่ละลายเร็วขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน และค้นพบฟองอากาศแปลกๆ ในน้ำแข็งขั้วโลก ปรากฏว่าฟองอากาศที่ว่าคือไวรัสที่เปลี่ยนร่างของผู้ติดเชื้อให้กลายเป็นตัวประหลาดยึกยือ (ซึ่งเมื่ออ่านจากคำบรรยายในเรื่องแล้ว ชวนให้นึกถึงอสุรกายสายพันธุ์หนึ่งในมังงะเรื่อง Hakaiju พันธุ์นรกแตก เอามากๆ) และตัวประหลาดยึกยือนี้ก็แพร่พันธุ์ด้วยการเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์ ให้กลายเป็นตัวประหลาดยึกยือเหมือนมัน
 
http://vibulkij.com/home33/wp-content/uploads/2011/08/Hakaiju-01.jpg
 
สามเดือนหลังจากเชื้อร้ายที่แฝงมากับร่างของสมาชิกคณะวิจัยน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ คนสุดท้ายเข้าสู่สังคมมนุษย์ โลกก็กลายเป็นนรก เชื้อร้ายได้รับการบัญญัติชื่อว่า "กลุ่มอาการแปลงสภาพตนเองที่เป็นอันตราย" (DAngerous Meta-Transformation (D.A.M.T.) Syndrome) หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เชื้อวิบัติ" ส่วนคนที่ติดเชื้อแล้วกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดยึกยือถูกเรียกว่า "ร่างวิบัติ" พวกนี้มีสภาพเกือบเป็นอมตะ ไม่สามารถฆ่าด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากใช้ไฟความร้อนสูงเผา แถมยังสามารถรวมร่างกันเพื่อเพิ่มขนาดและความวิบัติ (ส่วนตัวสังเกตว่า ผู้เขียนแปลคำว่า "วิบัติ" เป็นภาษาอังกฤษว่า "damned" ซึ่งน่าจะเป็นเพราะต้องการเล่นเสียงกับ "DAMT" ซึ่งออกเสียงคล้ายกัน)

ประเทศไทยเองก็ไม่รอดจากการรุกรานของเชื้อร้าย จู่ๆ เกิดเหตุเครื่องบินตกกลางกรุง จากนั้นเหล่าอดีตผู้โดยสารที่กลายเป็นร่างวิบัติก็กรูกันเข้าไปรุมทำร้าย "เอก" กับเด็ก ม.ปลายอีกหลายคนในโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง เอกได้รับการช่วยเหลือจาก "จี" นางเอกที่เกือบเข้าข่ายสูตรสำเร็จสาวซึนฯ หัวแดง และ "ปืน" หนุ่มล่ำบึ้กที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังบู๊ ทั้งจีและปืนเป็นสมาชิกของหน่วย "นักรบโลหิต" กองกำลังเฉพาะกิจขององค์การสหประชาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปราบเชื้อวิบัติ เอกซึ่งสูญเสียทั้งครอบครัวและเพื่อนสนิทตามติดจีกับปืนฝ่าดงร่างวิบัติที่ กำลังทำลายล้างกรุงเทพฯ และปริมณฑลทีละนิดๆ ไปจนถึงเรือ UNS-Bloodhound ศูนย์บัญชาการใหญ่ของเหล่านักรบโลหิต จากนั้นก็เข้ารับการฝึกหนักจนเป็นนักรบโลหิตคนใหม่ ร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษยชาติกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่

http://th02.deviantart.net/fs71/PRE/i/2011/303/0/c/zombie_apocalypse_by_loreli_productions-d4ejswd.jpg
 
น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา โครงเรื่อง (plot) แนว "ซอมบี้ล้างโลก" (Zombie Apocalypse) เช่นนี้มีแพร่หลายมากขึ้นในสื่อบันเทิงประเภทต่างๆ ทั้งวรรณกรรม ภาพยนตร์ การ์ตูน เกม ละครซีรีส์ ฯลฯ ซึ่งเป็นกระแสที่ดำเนินควบคู่ไปกับความกลัวที่มนุษยชาติมีต่อแนวคิดเรื่อง "วันสิ้นโลก" (Doomsday)อันเกิดจากที่มาหลายแห่ง เช่น คำทำนายของนอสตราดามุส ปฏิทินชาวมายัน ฯลฯ ประกอบกับความกลัวที่มนุษย์อย่างเราๆ มีต่อวิทยาการที่นับวันจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทว่าสภาพแวดล้อมและจิตใจมนุษย์กลับเสื่อมโทรมและเสื่อมทรามลง "วันสิ้นโลก" ตามที่สื่อบันเทิงในยุคหลังๆ นำเสนอ จึงเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ผู้โฉดเขลาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การทดลองอาวุธชีวภาพวิปริตซึ่งเปลี่ยนคนและสัตว์ให้กลายเป็นซอมบี้ แล้วซอมบี้พวกนั้นก็มาไล่แทะเนื้อ จกสมองคนเป็นๆ อีกที

ต่อมา เมื่อความกังวลในเรื่องวิกฤติสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่มา "ล้างโลก" ในสื่อบันเทิงร่วมสมัยก็เริ่มเปลี่ยนจากซอมบี้ผีดิบไปเป็นบางสิ่งบางอย่างที่กล่าวได้ว่าเป็น "การแก้แค้นของธรรมชาติ" เช่น ต้นไม้ที่ปล่อยสารพิเศษออกมาสังหารมนุษย์ในภาพยนตร์เรื่อง The Happening (2008) โดยผู้กำกับมาโนช ไนท์ ชยามาลัน หรือขาจักรกลลึกลับที่โผล่ขึ้นจากทะเลในมังงะเรื่อง Gyo (2001-2, ฉบับแปลไทยใช้ชื่อว่า "ปลามรณะ") โดย อิโต้ จุนจิ ปรากฏการณ์ประหลาดซึ่งปรากฏขึ้นมากวาดล้างมนุษยชาติเช่นนี้ ดูคล้ายจะเป็นการลงโทษจากธรรมชาติต่อมนุษย์ผู้กอบโกยโดยไม่รู้จักพอ ทั้งยังทำลายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆ ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ "ทฤษฎีไกอา" (Gaia Theory) ของเจมส์ เลิฟล็อค (James Lovelock, เกิด 1919) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เสนอว่า โลก (รวมถึงจักรวาลโดยรวม) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ และเมื่อมนุษย์เราทำตัวเป็น "ไวรัส" ที่ทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของโลกต้องแปรปรวน จึงเป็นไปได้ที่ "ระบบภูมิคุ้มกัน" ของโลกจะหาทางกำจัดไวรัสตัวฉกาจเพื่อป้องกันตัวเอง และนี่ก็คือคำอธิบายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งยังอาจนำมาใช้กับปรากฏการณ์ประหลาดในเรื่องแต่งแนวล้างโลก ตามที่ยกตัวอย่างมาด้วย
 
http://toryardvaark.files.wordpress.com/2012/06/james_lovelock.jpg
 
ในเรื่อง D.A.M.T. บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นบนเรือ "มิไร" ค้นพบว่า อสุรกายที่เรียกกันว่า "ร่างวิบัติ" นั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช แม้ว่าจะเป็นพืชที่เคลื่อนไหวได้เหมือนสัตว์และมาจากต่างดาว ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ตัดต้นไม้ หักร้างถางผงป่าไม้ตามธรรมชาติไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่เชื้อวิบัติซึ่งเป็นพืชโผล่ออกมาฆ่าล้างมนุษย์เกือบหมดโลก จึงสามารถมองว่าเป็นการมองว่าเป็นการชำระแค้นของธรรมชาติต่อมนุษย์ มิหนำซ้ำ พืชมรณะนี้ยังฟื้นคืนชีพจากน้ำแข็งหนาๆ ที่ขั้วโลกเหนือเพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสาร CFC จากอุตสาหกรรมของมนุษย์ เมื่อมองในแง่มุมของ "นิเวศวิจารณ์" (Ecocriticism) จึงกล่าวได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติในนิยายเรื่องนี้ถือเป็นผลกรรมที่สาสมอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องเกิด เพื่อที่ธรรมชาติจะได้ฟื้นคืนสภาพจนกลับคืนสู่ภาวะสมดุล

อย่าง ไรก็ดี แนวคิดเรื่องทฤษฎีไกอาและการลงทัณฑ์จากธรรมชาติเป็นห