Prisma Dominatus (นามปากกา). D.A.M.T. Syndrome เชื้อวิบัติ พันธุ์อมตะ. กรุงเทพฯ: ตะวันส่อง, 2556.
 
 
* S P O I L E R S * A L E R T *
 
ราวๆ ปี 2010-11 คนเกือบครึ่งโลกต่างตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ประหลาด "Blood Falls" หรือการที่มีของเหลวสีแดงคล้ำๆ คล้ายเลือดไหลทะลักออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ถึงแม้ปรากฏการณ์นี้จะได้รับการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1911 ทว่าความวิตกกังวลต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมทั่วโลกซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายศตวรรษที่ 20 ทำให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระแสความสนใจของคนส่วนมากอย่างรวดเร็ว หลายคนลงความเห็นว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณซึ่งโลกส่งมาเตือนมนุษชาติให้หยุดสร้างมลพิษทำร้ายโลกเสียที

จากนั้นไม่นาน ของเหลวคล้ายเลือดนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วคือน้ำที่มีส่วนผสมเข้มข้นของเหล็กออกไซด์อันเกิดจากแบคทีเรียชนิดหนึ่ง และแบคทีเรียพวกนั้นคงไม่โผล่ออกมาสร้างผลงานอวดมนุษย์ ถ้าหากว่าน้ำแข็งขั้วโลกที่พวกมันหลับไหลอยู่ไม่ละลายด้วยภาวะโลกร้อน ท้ายที่สุด แม้ว่าคนส่วนมากจะเลิกสนใจเรื่องดังกล่าว แต่ความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนทั้งโลกก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย
 
http://i1.ytimg.com/vi/P_fzqq0LdZ8/hqdefault.jpg
 
นวนิยายแอ๊คชั่นไซไฟเรื่อง D.A.M.T Syndrome เชื้อวิบัติ พันธุ์อมตะ โดย Prisma Dominatus ก็มีเรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้น มีสิ่งชีวิตระดับจุลชีวันหลุดรอดออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่กำลังละลาย เพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทว่าในเรื่องนี้ มนุษยชาติหาได้โชคดีเท่าพวกเราในโลกแห่งความเป็นจริงไม่

วันที่ 15-16 ก.พ. 2012 (ตามเวลาในเรื่อง) ทีมสำรวจจากศูนย์วิจัยของอเมริกาที่ขั้วโลกเหนือออกสำรวจตรวจสอบน้ำแข็งขั้ว โลกที่ละลายเร็วขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน และค้นพบฟองอากาศแปลกๆ ในน้ำแข็งขั้วโลก ปรากฏว่าฟองอากาศที่ว่าคือไวรัสที่เปลี่ยนร่างของผู้ติดเชื้อให้กลายเป็นตัวประหลาดยึกยือ (ซึ่งเมื่ออ่านจากคำบรรยายในเรื่องแล้ว ชวนให้นึกถึงอสุรกายสายพันธุ์หนึ่งในมังงะเรื่อง Hakaiju พันธุ์นรกแตก เอามากๆ) และตัวประหลาดยึกยือนี้ก็แพร่พันธุ์ด้วยการเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์ ให้กลายเป็นตัวประหลาดยึกยือเหมือนมัน
 
http://vibulkij.com/home33/wp-content/uploads/2011/08/Hakaiju-01.jpg
 
สามเดือนหลังจากเชื้อร้ายที่แฝงมากับร่างของสมาชิกคณะวิจัยน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ คนสุดท้ายเข้าสู่สังคมมนุษย์ โลกก็กลายเป็นนรก เชื้อร้ายได้รับการบัญญัติชื่อว่า "กลุ่มอาการแปลงสภาพตนเองที่เป็นอันตราย" (DAngerous Meta-Transformation (D.A.M.T.) Syndrome) หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เชื้อวิบัติ" ส่วนคนที่ติดเชื้อแล้วกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดยึกยือถูกเรียกว่า "ร่างวิบัติ" พวกนี้มีสภาพเกือบเป็นอมตะ ไม่สามารถฆ่าด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากใช้ไฟความร้อนสูงเผา แถมยังสามารถรวมร่างกันเพื่อเพิ่มขนาดและความวิบัติ (ส่วนตัวสังเกตว่า ผู้เขียนแปลคำว่า "วิบัติ" เป็นภาษาอังกฤษว่า "damned" ซึ่งน่าจะเป็นเพราะต้องการเล่นเสียงกับ "DAMT" ซึ่งออกเสียงคล้ายกัน)

ประเทศไทยเองก็ไม่รอดจากการรุกรานของเชื้อร้าย จู่ๆ เกิดเหตุเครื่องบินตกกลางกรุง จากนั้นเหล่าอดีตผู้โดยสารที่กลายเป็นร่างวิบัติก็กรูกันเข้าไปรุมทำร้าย "เอก" กับเด็ก ม.ปลายอีกหลายคนในโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง เอกได้รับการช่วยเหลือจาก "จี" นางเอกที่เกือบเข้าข่ายสูตรสำเร็จสาวซึนฯ หัวแดง และ "ปืน" หนุ่มล่ำบึ้กที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังบู๊ ทั้งจีและปืนเป็นสมาชิกของหน่วย "นักรบโลหิต" กองกำลังเฉพาะกิจขององค์การสหประชาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปราบเชื้อวิบัติ เอกซึ่งสูญเสียทั้งครอบครัวและเพื่อนสนิทตามติดจีกับปืนฝ่าดงร่างวิบัติที่ กำลังทำลายล้างกรุงเทพฯ และปริมณฑลทีละนิดๆ ไปจนถึงเรือ UNS-Bloodhound ศูนย์บัญชาการใหญ่ของเหล่านักรบโลหิต จากนั้นก็เข้ารับการฝึกหนักจนเป็นนักรบโลหิตคนใหม่ ร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษยชาติกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่

http://th02.deviantart.net/fs71/PRE/i/2011/303/0/c/zombie_apocalypse_by_loreli_productions-d4ejswd.jpg
 
น่าสังเกตว่า นับตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา โครงเรื่อง (plot) แนว "ซอมบี้ล้างโลก" (Zombie Apocalypse) เช่นนี้มีแพร่หลายมากขึ้นในสื่อบันเทิงประเภทต่างๆ ทั้งวรรณกรรม ภาพยนตร์ การ์ตูน เกม ละครซีรีส์ ฯลฯ ซึ่งเป็นกระแสที่ดำเนินควบคู่ไปกับความกลัวที่มนุษยชาติมีต่อแนวคิดเรื่อง "วันสิ้นโลก" (Doomsday)อันเกิดจากที่มาหลายแห่ง เช่น คำทำนายของนอสตราดามุส ปฏิทินชาวมายัน ฯลฯ ประกอบกับความกลัวที่มนุษย์อย่างเราๆ มีต่อวิทยาการที่นับวันจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทว่าสภาพแวดล้อมและจิตใจมนุษย์กลับเสื่อมโทรมและเสื่อมทรามลง "วันสิ้นโลก" ตามที่สื่อบันเทิงในยุคหลังๆ นำเสนอ จึงเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ผู้โฉดเขลาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การทดลองอาวุธชีวภาพวิปริตซึ่งเปลี่ยนคนและสัตว์ให้กลายเป็นซอมบี้ แล้วซอมบี้พวกนั้นก็มาไล่แทะเนื้อ จกสมองคนเป็นๆ อีกที

ต่อมา เมื่อความกังวลในเรื่องวิกฤติสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่มา "ล้างโลก" ในสื่อบันเทิงร่วมสมัยก็เริ่มเปลี่ยนจากซอมบี้ผีดิบไปเป็นบางสิ่งบางอย่างที่กล่าวได้ว่าเป็น "การแก้แค้นของธรรมชาติ" เช่น ต้นไม้ที่ปล่อยสารพิเศษออกมาสังหารมนุษย์ในภาพยนตร์เรื่อง The Happening (2008) โดยผู้กำกับมาโนช ไนท์ ชยามาลัน หรือขาจักรกลลึกลับที่โผล่ขึ้นจากทะเลในมังงะเรื่อง Gyo (2001-2, ฉบับแปลไทยใช้ชื่อว่า "ปลามรณะ") โดย อิโต้ จุนจิ ปรากฏการณ์ประหลาดซึ่งปรากฏขึ้นมากวาดล้างมนุษยชาติเช่นนี้ ดูคล้ายจะเป็นการลงโทษจากธรรมชาติต่อมนุษย์ผู้กอบโกยโดยไม่รู้จักพอ ทั้งยังทำลายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆ ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ "ทฤษฎีไกอา" (Gaia Theory) ของเจมส์ เลิฟล็อค (James Lovelock, เกิด 1919) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เสนอว่า โลก (รวมถึงจักรวาลโดยรวม) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ และเมื่อมนุษย์เราทำตัวเป็น "ไวรัส" ที่ทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของโลกต้องแปรปรวน จึงเป็นไปได้ที่ "ระบบภูมิคุ้มกัน" ของโลกจะหาทางกำจัดไวรัสตัวฉกาจเพื่อป้องกันตัวเอง และนี่ก็คือคำอธิบายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งยังอาจนำมาใช้กับปรากฏการณ์ประหลาดในเรื่องแต่งแนวล้างโลก ตามที่ยกตัวอย่างมาด้วย
 
http://toryardvaark.files.wordpress.com/2012/06/james_lovelock.jpg
 
ในเรื่อง D.A.M.T. บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นบนเรือ "มิไร" ค้นพบว่า อสุรกายที่เรียกกันว่า "ร่างวิบัติ" นั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช แม้ว่าจะเป็นพืชที่เคลื่อนไหวได้เหมือนสัตว์และมาจากต่างดาว ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ตัดต้นไม้ หักร้างถางผงป่าไม้ตามธรรมชาติไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่เชื้อวิบัติซึ่งเป็นพืชโผล่ออกมาฆ่าล้างมนุษย์เกือบหมดโลก จึงสามารถมองว่าเป็นการมองว่าเป็นการชำระแค้นของธรรมชาติต่อมนุษย์ มิหนำซ้ำ พืชมรณะนี้ยังฟื้นคืนชีพจากน้ำแข็งหนาๆ ที่ขั้วโลกเหนือเพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสาร CFC จากอุตสาหกรรมของมนุษย์ เมื่อมองในแง่มุมของ "นิเวศวิจารณ์" (Ecocriticism) จึงกล่าวได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติในนิยายเรื่องนี้ถือเป็นผลกรรมที่สาสมอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องเกิด เพื่อที่ธรรมชาติจะได้ฟื้นคืนสภาพจนกลับคืนสู่ภาวะสมดุล

อย่าง ไรก็ดี แนวคิดเรื่องทฤษฎีไกอาและการลงทัณฑ์จากธรรมชาติเป็นหัวข้อที่นักวิชาการ จำนวนหนึ่งตั้งข้อสงสัย หนึ่งในนั้นคือ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Zizek, เกิด 1949) นักปรัชญาชาวสโลวีเนียน ชิเชคกล่าวว่า ภาพลักษณ์สวยๆ งามๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น พระแม่ธรณีผู้เอื้ออารี จักรวาลที่มีระบบระเบียบ หรือธรรมชาติที่ปกป้องตัวเองจากมลพิษ ล้วนแต่ไร้สาระ เป็นภาพเพ้อฝันหรือแฟนตาซีที่ถูกปลูกฝังขึ้นจากคำสอนของคริสต์ศาสนาและนัก คิดสมัยโรแมนติก (ซึ่งต่อมา พวกเสรีนิยมนำมาปรับใช้ในแคมเปญรณรงค์เรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)
 
http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/1/1d/Slavoj_Zizek_in_Liverpool_2.jpg
 
สำหรับชิเชค ธรรมชาตินั้นไร้เหตุผล ไร้ระเบียบ และไร้ความเมตตาปรานีโดยสิ้นเชิง บางสิ่งบางอย่างในธรรมชาติ เช่น DNA ส่วนใหญ่ของมนุษย์ เกิดขึ้นมาโดยไม่มีหน้าที่รองรับ ทุกขั้นตอนในจักรวาล ทั้งกำเนิดกาแล็กซี่ ดาวเคราะห์ หรือวิวัฒนาการ ล้วนแต่เป็นเรื่องบังเอิญและการด้นสด มิหนำซ้ำ การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ ในจักรวาลยังเป็นผลจากการทำลายล้างสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้า จักรวาลที่เราอยู่ ณ ขณะนี้ เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของเศษซากจักรวาลก่อน (Big Bang) โลกที่เราอยู่ก็เกิดจากเศษอุกกาบาตมาชนกัน และโฮโมเซเปียนส์อย่างเราคงผงาดขึ้นมาครองโลกไม่ได้ถ้าไดโนเสาร์ไม่สูญพันธุ์ไปตั้งแต่ก่อนยุคน้ำแข็ง (ว่าแต่...ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเชื้อวิบัติที่ตกลงมาสู่โลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนหรือเปล่านะ) ชิเชคสรุปแนวคิดเรื่องนี้ว่า "Nature does not exist." หมายความว่า ภาพลักษณ์ของธรรมชาติตามที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมานั้นไม่มีอยู่จริง

แนวคิดเรื่องธรรมชาติที่ไร้เหตุผลและระเบียบแบบชิเชค ดูจะเข้ากับ D.A.M.T. มากกว่าธรรมชาติที่พยายามปรับสมดุลตัวเองแบบเลิฟล็อค สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนเด่นชัดที่สุดของแนวคิดดังกล่าวคือ โครงเรื่องที่ดูจะไม่สมเหตุสมผล (ไปบ้าง) ไม่มีการอธิบายอย่างชัดแจ้งว่า เหตุใดจีกับปืนจึงช่วยชีวิตของเอกเอาไว้ ทั้งยังพากลับมาฝึกเป็นนักรบโลหิต คำอธิบายเท่าที่มีในเรื่อง ซึ่งก็คือ เอกมีรูปร่างหน้าตาคล้ายชิว น้องชายของปืนที่ตายไปแล้ว (และเป็นไปได้ว่าเป็นอดีตคู่หูและคนรักของจี) ดูจะมีน้ำหนักไม่มากพอ และในครึ่งหลังของเรื่อง ณ เรือรบ Bloodhound ของนักรบโลหิต ชื่อของบรรดาตัวละครแสดงถึงเชื้อชาติที่แตกต่างกันคนละทวีป ทว่าทุกตัวกลับพูดจาเข้าใจกันด้วยภาษาเดียวกัน ในเรื่องไม่ได้บอกว่าเป็นภาษาอะไร แต่สันนิษฐานได้ว่าเป็นภาษาอังกฤษ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในภาษาสากลของ UN แต่ถึงกระนั้นก็ยังชวนให้สงสัยต่อว่า แล้วคนที่เพิ่งพ้นสภาพจากเด็ก ม.ปลายผู้ได้เรียนภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของระบบการศึกษาในไทยมาตลอดสิบกว่าปี จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วจนถึงขั้นพูดจาเล่นหัวยั่วเย้ากับเจ้าของภาษาอย่างนายทหารชื่อฝรั่งมังค่าคนอื่นๆ ได้เลยเชียวหรือ หรือเป็นเพราะว่า สถานการณ์วิกฤติผลักดันให้ความสามารถทางภาษาของเขาพัฒนาอย่างรวดเร็ว ฯลฯ ...บางที เรื่องเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ในเมื่อธรรมชาติภายนอกนั่นยังไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น

ดาวเด่นของเรื่องอย่างอสุรกายร่างวิบัติ ซึ่งร่างกายประกอบด้วยรยางค์แหลมๆ ผุดโผล่ขึ้นยุ่บยั่บไปทั่วตัว แถมยังสามารถรวมตัวกับร่างอื่นจนเละตุ้มเป๊ะไปหมด ก็ดูจะเป็นตัวแทนชั้นเลิศของธรรมชาติแบบชิเชค นั่นคือ สับสนอลหม่าน ไร้ซึ่งระเบียบใดๆ และมีแต่การทำลายล้าง
 
http://data.whicdn.com/images/13834527/aesthetic,art,birds,hourglass,nature,time-e87444a5ac032466bbc2ab9fbb3bdec0_h_large.jpg
 
ในเมื่อธรรมชาติไม่มี และไม่เคยมีเหตุผลหรือระบบระเบียบ ดังนั้นการหวนรำลึกถึงอดีตอันสวยงามซึ่งทุกสิ่งอุดมสมบูรณ์ ไม่แปดเปื้อนมลพิษ หรือคิดฝันว่าจะสามารถเปลี่ยนโลกให้กลับไปน่าอยู่แบบในอดีตจึงเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ เพราะถ้าว่ากันตรงๆ "ธรรมชาติที่สวยงามและน่าอยู่" คือภาพของธรรมชาติที่มนุษย์วาดไว้มาตลอด ทว่าความจริง ธรรมชาติอยู่มานานกว่ามนุษย์ และจะอยู่ต่อไปหลังจากมนุษย์ดับสูญ ดังนั้นการอยู่กับธรรมชาติที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ความคิดเรื่อง "อดีต" และ "อนาคต" จึงไม่มีความหมายอะไรเลย
 
ใน D.A.M.T. ตัวแทนของ "อดีต" อย่างเรือ "โนอา" (เรือซึ่งผู้มีอำนาจทั่วทั้งโลกมารวมตัวกันเป็นรัฐบาลชั่วคราวของโลก พยายามรักษาอำนาจของตนที่ตกค้างมาจากโลกเก่า อีกทั้งชื่อเรือยังมีที่มาจากตำนานเก่าแก่อย่างพระธรรมปฐมกาลในไบเบิล) และตัวแทนของ "อนาคต" อย่างเรือ "มิไร" (เรือของเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่แยกตัวออกมาจากเรือโนอา ทำงานอยู่บนความหวังว่าจะหาวิธีกำจัดเชื้อวิบัติได้ ส่วนชื่อเรือแปลว่า "อนาคต" ในภาษาญี่ปุ่น) รวมทั้งเรือ Bloodhound ของเหล่านักรบโลหิต ผู้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เรือมิไรเพื่อ "อนาคต" ของมนุษยชาติ จึงไม่อาจเทียบท่าชายฝั่งของโลกใหม่ ทว่ามีอันต้องพินาศไปด้วยตัวแทนของธรรมชาติอันสบสนอลหม่านอย่างพวกร่างวิบัติ

ในเมื่ออดีตจบสิ้นลงไปแล้ว ส่วนอนาคตก็เป็นแค่มายา แล้วอะไรที่มนุษย์ควรจะยึดถือเพื่อให้อยู่รอดในจักรวาลอันไร้เหตุผลนี้ได้ คำตอบที่เข้าท่าที่สุดเป็นของชายชราผู้โดยสารมากับเรือไร้ชื่อลำหนึ่งที่อพยพมาจากเรือโนอา

"สำคัญที่ปัจจุบัน หลานเอ๋ย ทำปัจจุบันให้พร้อมสำหรับอนาคตเถิด"
[หน้า 236]

 
อยู่กับ "ปัจจุบัน" รักษาทรัพยากรที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมเสมอสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝัน เหล่านี้คือคำแนะนำที่สมเหตุสมผลที่สุดสำหรับผู้ต้องการดำรงอยู่ในโลกและจักรวาลที่ไม่สมเหตุสมผล
 
 
ราวๆ ปี 2010-11 คนเกือบครึ่งโลกต่างตื่นตระหนกกับปรากฏการณ์ประหลาด "Blood Falls" หรือการที่มีของเหลวสีแดงคล้ำๆ คล้ายเลือดไหลทะลักออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกใต้ ถึงแม้ปรากฏการณ์นี้จะได้รับการบันทึกมาตั้งแต่ปี 1911 ทว่าความวิตกกังวลต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมทั่วโลกซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปลาย ศตวรรษที่ 20 ทำให้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระแสความสนใจของคนส่วนมากอย่างรวดเร็ว หลายคนลงความเห็นว่า เหตุการณ์นี้อาจเป็นสัญญาณซึ่งโลกส่งมาเตือนมนุษชาติให้หยุดสร้างมลพิษทำ ร้ายโลกเสียที

จาก นั้นไม่นาน ของเหลวคล้ายเลือดนั้นก็ได้รับการพิสูจน์ว่า แท้จริงแล้วคือน้ำที่มีส่วนผสมเข้มข้นของเหล็กออกไซด์อันเกิดจากแบคทีเรีย ชนิดหนึ่ง และแบคทีเรียพวกนั้นคงไม่โผล่ออกมาสร้างผลงานอวดมนุษย์ ถ้าหากว่าน้ำแข็งขั้วโลกที่พวกมันหลับไหลอยู่ไม่ละลายด้วยภาวะโลกร้อน ท้ายที่สุด แม้ว่าคนส่วนมากจะเลิกสนใจเรื่องดังกล่าว แต่ความตื่นตัวในเรื่องสิ่งแวดล้อมของคนทั้งโลกก็ไม่ได้ลดลงเลยแม้แต่น้อย

นวนิยาย แอ๊คชั่นไซไฟเรื่อง D.A.M.T Syndrome เชื้อวิบัติ พันธุ์อมตะ โดย Prisma Dominatus ก็มีเรื่องทำนองเดียวกันเกิดขึ้น มีสิ่งชีวิตระดับจุลชีวันหลุดรอดออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือที่กำลังละลาย เพราะภาวะโลกร้อนเช่นกัน ทว่าในเรื่องนี้ มนุษยชาติหาได้โชคดีเท่าพวกเราในโลกแห่งความเป็นจริงไม่

วัน ที่ 15-16 ก.พ. 2012 (ตามเวลาในเรื่อง) ทีมสำรวจจากศูนย์วิจัยของอเมริกาที่ขั้วโลกเหนือออกสำรวจตรวจสอบน้ำแข็งขั้ว โลกที่ละลายเร็วขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน และค้นพบฟองอากาศแปลกๆ ในน้ำแข็งขั้วโลก ปรากฏว่าฟองอากาศที่ว่าคือไวรัสที่เปลี่ยนร่างของผู้ติดเชื้อให้กลายเป็นตัว ประหลาดยึกยือ (ซึ่งเมื่ออ่านจากคำบรรยายในเรื่องแล้ว ชวนให้นึกถึงอสุรกายสายพันธุ์หนึ่งในมังงะเรื่อง Hakaiju พันธุ์นรกแตก เอามากๆ) และตัวประหลาดยึกยือนี้ก็แพร่พันธุ์ด้วยการเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งมนุษย์ ให้กลายเป็นตัวประหลาดยึกยือเหมือนมัน

สาม เดือนหลังจากเชื้อร้ายที่แฝงมากับร่างของสมาชิกคณะวิจัยน้ำแข็งขั้วโลกเหนือ คนสุดท้ายเข้าสู่สังคมมนุษย์ โลกก็กลายเป็นนรก เชื้อร้ายได้รับการบัญญัติชื่อว่า "กลุ่มอาการแปลงสภาพตนเองที่เป็นอันตราย" (DAngerous Meta-Transformation (D.A.M.T.) Syndrome) หรือเรียกง่ายๆ ว่า "เชื้อวิบัติ" ส่วนคนที่ติดเชื้อแล้วกลายร่างเป็นสัตว์ประหลาดยึกยือถูกเรียกว่า "ร่างวิบัติ" พวกนี้มีสภาพเกือบเป็นอมตะ ไม่สามารถฆ่าด้วยวิธีการอื่นใดนอกจากใช้ไฟความร้อนสูงเผา แถมยังสามารถรวมร่างกันเพื่อเพิ่มขนาดและความวิบัติ (ส่วนตัวสังเกตว่า ผู้เขียนแปลคำว่า "วิบัติ" เป็นภาษาอังกฤษว่า "damned" ซึ่งน่าจะเป็นเพราะต้องการเล่นเสียงกับ "DAMT" ซึ่งออกเสียงคล้ายกัน)

ประเทศ ไทยเองก็ไม่รอดจากการรุกรานของเชื้อร้าย จู่ๆ เกิดเหตุเครื่องบินตกกลางกรุง จากนั้นเหล่าอดีตผู้โดยสารที่กลายเป็นร่างวิบัติก็กรูกันเข้าไปรุมทำร้าย "เอก" กับเด็ก ม.ปลายอีกหลายคนในโรงเรียนกวดวิชาแห่งหนึ่ง เอกได้รับการช่วยเหลือจาก "จี" นางเอกที่เกือบเข้าข่ายสูตรสำเร็จสาวซึนฯ หัวแดง และ "ปืน" หนุ่มล่ำบึ้กที่เหมือนหลุดออกมาจากหนังบู๊ ทั้งจีและปืนเป็นสมาชิกของหน่วย "นักรบโลหิต" กองกำลังเฉพาะกิจขององค์การสหประชาชาติที่จัดตั้งขึ้นเพื่อปราบเชื้อวิบัติ เอกซึ่งสูญเสียทั้งครอบครัวและเพื่อนสนิทตามติดจีกับปืนฝ่าดงร่างวิบัติที่ กำลังทำลายล้างกรุงเทพฯ และปริมณฑลทีละนิดๆ ไปจนถึงเรือ UNS-Bloodhound ศูนย์บัญชาการใหญ่ของเหล่านักรบโลหิต จากนั้นก็เข้ารับการฝึกหนักจนเป็นนักรบโลหิตคนใหม่ ร่วมต่อสู้เพื่อปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษยชาติกลุ่มสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่

น่า สังเกตว่า นับตั้งแต่ครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา โครงเรื่อง (plot) แนว "ซอมบี้ล้างโลก" (Zombie Apocalypse) เช่นนี้มีแพร่หลายมากขึ้นในสื่อบันเทิงประเภทต่างๆ ทั้งวรรณกรรม ภาพยนตร์ การ์ตูน เกม ละครซีรีส์ ฯลฯ ซึ่งเป็นกระแสที่ดำเนินควบคู่ไปกับความกลัวที่มนุษยชาติมีต่อแนวคิดเรื่อง "วันสิ้นโลก" (Doomsday)อันเกิดจากที่มาหลายแห่ง เช่น คำทำนายของนอสตราดามุส ปฏิทินชาวมายัน ฯลฯ ประกอบกับความกลัวที่มนุษย์อย่างเราๆ มีต่อวิทยาการที่นับวันจะก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ ทว่าสภาพแวดล้อมและจิตใจมนุษย์กลับเสื่อมโทรมและเสื่อมทรามลง "วันสิ้นโลก" ตามที่สื่อบันเทิงในยุคหลังๆ นำเสนอ จึงเป็นผลสืบเนื่องจากการกระทำของมนุษย์ผู้โฉดเขลาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เช่น การทดลองอาวุธชีวภาพวิปริตซึ่งเปลี่ยนคนและสัตว์ให้กลายเป็นซอมบี้ แล้วซอมบี้พวกนั้นก็มาไล่แทะเนื้อ จกสมองคนเป็นๆ อีกที

ต่อ มา เมื่อความกังวลในเรื่องวิกฤติสิ่งแวดล้อมเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่มา "ล้างโลก" ในสื่อบันเทิงร่วมสมัยก็เริ่มเปลี่ยนจากซอมบี้ผีดิบไปเป็นบางสิ่งบางอย่าง ที่กล่าวได้ว่าเป็น "การแก้แค้นของธรรมชาติ" เช่น ต้นไม้ที่ปล่อยสารพิเศษออกมาสังหารมนุษย์ในภาพยนตร์เรื่อง The Happening (2008) โดยผู้กำกับมาโนช ไนท์ ชยามาลัน หรือขาจักรกลลึกลับที่โผล่ขึ้นจากทะเลในมังงะเรื่อง Gyo (2001-2, ฉบับแปลไทยใช้ชื่อว่า "ปลามรณะ) โดย อิโต้ จุนจิ ปรากฏการณ์ประหลาดซึ่งปรากฏขึ้นมากวาดล้างมนุษยชาติเช่นนี้ ดูคล้ายจะเป็นการลงโทษจากธรรมชาติต่อมนุษย์ผู้กอบโกยโดยไม่รู้จักพอ ทั้งยังทำลายธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตร่วมโลกอื่นๆ ความคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ "ทฤษฎีไกอา" (Gaia Theory) ของเจมส์ เลิฟล็อค (James Lovelock, เกิด 1919) นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้เสนอว่า โลก (รวมถึงจักรวาลโดยรวม) เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ และเมื่อมนุษย์เราทำตัวเป็น "ไวรัส" ที่ทำให้ระบบการทำงานในร่างกายของโลกต้องแปรปรวน จึงเป็นไปได้ที่ "ระบบภูมิคุ้มกัน" ของโลกจะหาทางกำจัดไวรัสตัวฉกาจเพื่อป้องกันตัวเอง และนี่ก็คือคำอธิบายถึงภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆ ทั้งยังอาจนำมาใช้กับปรากฏการณ์ประหลาดในเรื่องแต่งแนวล้างโลก ตามที่ยกตัวอย่างมาด้วย

ใน เรื่อง D.A.M.T. บรรดานักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นบนเรือ "มิไร" ค้นพบว่า อสุรกายที่เรียกกันว่า "ร่างวิบัติ" นั้น แท้จริงแล้วเป็นสิ่งมีชีวิตในอาณาจักรพืช แม้ว่าจะเป็นพืชที่เคลื่อนไหวได้เหมือนสัตว์และมาจากต่างดาว ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มนุษย์ตัดต้นไม้ หักร้างถางผงป่าไม้ตามธรรมชาติไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่เชื้อวิบัติซึ่งเป็นพืชโผล่ออกมาฆ่าล้างมนุษย์เกือบหมดโลก จึงสามารถมองว่าเป็นการมองว่าเป็นการชำระแค้นของธรรมชาติต่อมนุษย์ มิหนำซ้ำ พืชมรณะนี้ยังฟื้นคืนชีพจากน้ำแข็งหนาๆ ที่ขั้วโลกเหนือเพราะผลกระทบจากปรากฏการณ์เรือนกระจก ซึ่งเกิดขึ้นเพราะสาร CFC จากอุตสาหกรรมของมนุษย์ เมื่อมองในแง่มุมของ "นิเวศวิจารณ์" (Ecocriticism) จึงกล่าวได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษยชาติในนิยายเรื่องนี้ถือเป็นผลกรรมที่สาสมอย่างยิ่ง และจำเป็นต้องเกิด เพื่อที่ธรรมชาติจะได้ฟื้นคืนสภาพจนกลับคืนสู่ภาวะสมดุล

อย่าง ไรก็ดี แนวคิดเรื่องทฤษฎีไกอาและการลงทัณฑ์จากธรรมชาติเป็นหัวข้อที่นักวิชาการ จำนวนหนึ่งตั้งข้อสงสัย หนึ่งในนั้นคือ สลาวอย ชิเชค (Slavoj Zizek, เกิด 1949) นักปรัชญาชาวสโลวีเนียน ชิเชคกล่าวว่า ภาพลักษณ์สวยๆ งามๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น พระแม่ธรณีผู้เอื้ออารี จักรวาลที่มีระบบระเบียบ หรือธรรมชาติที่ปกป้องตัวเองจากมลพิษ ล้วนแต่ไร้สาระ เป็นภาพเพ้อฝันหรือแฟนตาซีที่ถูกปลูกฝังขึ้นจากคำสอนของคริสต์ศาสนาและนัก คิดสมัยโรแมนติก (ซึ่งต่อมา พวกเสรีนิยมนำมาปรับใช้ในแคมเปญรณรงค์เรื่องอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม)

สำ หรับชิเชค ธรรมชาตินั้นไร้เหตุผล ไร้ระเบียบ และไร้ความเมตตาปรานีโดยสิ้นเชิง บางสิ่งบางอย่างในธรรมชาติ เช่น DNA ส่วนใหญ่ของมนุษย์ เกิดขึ้นมาโดยไม่มีหน้าที่รองรับ ทุกขั้นตอนในจักรวาล ทั้งกำเนิดกาแล็กซี่ ดาวเคราะห์ หรือวิวัฒนาการ ล้วนแต่เป็นเรื่องบังเอิญและการด้นสด มิหนำซ้ำ การเกิดขึ้นของสิ่งต่างๆ ในจักรวาล ยังเป็นผลจากการทำลายล้างสิ่งที่มีอยู่ก่อนหน้า จักรวาลที่เราอยู่ ณ ขณะนี้ เกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของเศษซากจักรวาลก่อน (Big Bang) โลกที่เราอยู่ก็เกิดจากเศษอุกกาบาตมาชนกัน และโฮโมเซเปียนส์อย่างเราคงผงาดขึ้นมาครองโลกไม่ได้ถ้าไดโนเสาร์ไม่สูญ พันธุ์ไปตั้งแต่ก่อนยุคน้ำแข็ง (ว่าแต่...ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เพราะเชื้อวิบัติที่ตกลงมาสู่โลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อนหรือเปล่านะ) ชิเชคสรุปแนวคิดเรื่องนี้ว่า "Nature does not exist." หมายความว่า ภาพลักษณ์ของธรรมชาติตามที่มนุษย์อุปโลกน์ขึ้นมานั้นไม่มีอยู่จริง

แนว คิดเรื่องธรรมชาติที่ไร้เหตุผลและระเบียบแบบชิเชค ดูจะเข้ากับ D.A.M.T. มากกว่าธรรมชาติที่พยายามปรับสมดุลตัวเองแบบเลิฟล็อค สิ่งที่เป็นภาพสะท้อนเด่นชัดที่สุดของแนวคิดดังกล่าวคือ โครงเรื่องที่ดูจะไม่สมเหตุสมผล (ไปบ้าง) ไม่มีการอธิบายอย่างชัดแจ้งว่า เหตุใดจีกับปืนจึงช่วยชีวิตของเอกเอาไว้ ทั้งยังพากลับมาฝึกเป็นนักรบโลหิต คำอธิบายเท่าที่มีในเรื่อง ซึ่งก็คือ เอกมีรูปร่างหน้าตาคล้ายชิว น้องชายของปืนที่ตายไปแล้ว (และเป็นไปได้ว่าเป็นอดีตคู่หูและคนรักของจี) ดูจะมีน้ำหนักไม่มากพอ และในครึ่งหลังของเรื่อง ณ เรือรบ Bloodhound ของนักรบโลหิต ชื่อของบรรดาตัวละครแสดงถึงเชื้อชาติที่แตกต่างกันคนละทวีป ทว่าทุกตัวกลับพูดจาเข้าใจกันด้วยภาษาเดียวกัน ในเรื่องไม่ได้บอกว่าเป็นภาษาอะไร แต่สันนิษฐานได้ว่าเป็นภาษาอังกฤษ ในฐานะที่เป็นหนึง่ในภาษาสากลของ แต่ถึงกระนั้นก็ยังชวนให้สงสัยต่อว่า แล้วคนที่เพิ่งพ้นสภาพจากเด็ก ม.ปลายผู้ได้เรียนภาษาอังกฤษตามมาตรฐานของระบบการศึกษาในไทยมาตลอดสิบกว่าปี จะสามารถเรียนรู้ภาษาที่สองได้รวดเร็วจนถึงขั้นพูดจาเล่นหัวยั่วเย้ากับเจ้า ของภาษาอย่างนายทหารชื่อฝรั่งมังค่าคนอื่นๆ ได้เลยเชียวหรือ หรือเป็นเพราะว่า สถานการณ์วิกฤติผลักดันให้ความสามารถทางภาษาของเขาพัฒนาอย่างรวดเร็ว ฯลฯ ...บางที เรื่องเหล่านี้อาจไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล ในเมื่อธรรมชาติภายนอกนั่นยังไม่มีเหตุผลอะไรทั้งสิ้น

ดาว เด่นของเรื่องอย่างอสุรกายร่างวิบัติ ซึ่งร่างกายประกอบด้วยรยางค์แหลมๆ ผุดโผล่ขึ้นยุ่บยั่บไปทั่วตัว แถมยังสามารถรวมตัวกับร่างอื่นจนเละตุ้มเป๊ะไปหมด ก็ดูจะเป็นตัวแทนชั้นเลิศของธรรมชาติแบบชิเชค นั่นคือ สับสนอลหม่าน ไร้ซึ่งระเบียบใดๆ และมีแต่การทำลายล้าง

ใน เมื่อธรรมชาติไม่มี และไม่เคยมีเหตุผลหรือระบบระเบียบ ดังนั้นการหวนรำลึกถึงอดีตอันสวยงามซึ่งทุกสิ่งอุดมสมบูรณ์ ไม่แปดเปื้อนมลพิษ หรือคิดฝันว่าจะสามารถเปลี่ยนโลกให้กลับไปน่าอยู่แบบในอดีตจึงเป็นเรื่อง เปล่าประโยชน์ เพราะถ้าว่ากันตรงๆ "ธรรมชาติที่สวยงามและน่าอยู่" คือภาพของธรรมชาติที่มนุษย์วาดไว้มาตลอด ทว่าความจริง ธรรมชาติอยู่มานานกว่ามนุษย์ และจะอยู่ต่อไปหลังจากมนุษย์ดับสูญ ดังนั้นการอยู่กับธรรมชาติที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ ความคิดเรื่อง "อดีต" และ "อนาคต" จึงไม่มีความหมายอะไรเลย ดังเช่นใน D.A.M.T. ตัวแทนของ "อดีต" อย่างเรือ "โนอา" (เรือซึ่งผู้มีอำนาจทั่วทั้งโลกมารวมตัวกันเป็นรัฐบาลชั่วคราวของโลก พยายามรักษาอำนาจของตนที่ตกค้างมาจากโลกเก่า อีกทั้งชื่อเรือยังมีที่มาจากตำนานเก่าแก่อย่างพระธรรมปฐมกาลในไบเบิล) และตัวแทนของ "อนาคต" อย่างเรือ "มิไร" (เรือของเหล่านักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นที่แยกตัวออกมาจากเรือโนอา ทำงานอยู่บนความหวังว่าจะหาวิธีกำจัดเชื้อวิบัติได้ ส่วนชื่อเรือแปลว่า "อนาคต" ในภาษาญี่ปุ่น) รวมทั้งเรือ Bloodhound ของเหล่านักรบโลหิต ผู้ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่เรือมิไรเพื่อ "อนาคต" ของมนุษยชาติ จึงไม่อาจเทียบท่าชายฝั่งของโลกใหม่ ทว่ามีอันต้องพินาศไปด้วยตัวแทนของธรรมชาติอันสบสนอลหม่านอย่างพวกร่าง วิบัติ

ใน เมื่ออดีตจบสิ้นลงไปแล้ว ส่วนอนาคตก็เป็นแค่มายา แล้วอะไรที่มนุษย์ควรจะยึดถือเพื่อให้อยู่รอดในจักรวาลอันไร้เหตุผลนี้ได้ คำตอบที่เข้าท่าที่สุดเป็นของชายชราผู้โดยสารมากับเรือไร้ชื่อลำหนึ่งที่ อพยพมาจากเรือโนอา

"สำคัญที่ปัจจุบัน หลานเอ๋ย ทำปัจจุบันให้พร้อมสำหรับอนาคตเถิด" [หน้า 236]

อยู่ กับปัจจุบัน รักษาทรัพยากรที่มีอยู่ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็เตรียมพร้อมเสมอสำหรับความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดฝัน เหล่านี้คือคำแนะนำที่สมเหตุสมผลที่สุด สำหรับผู้ต้องการดำรงอยู่ในโลกและจักรวาลที่ไม่สมเหตุสมผล