[Preview] Abarat II: Days of Magic, Nights of War

posted on 03 Oct 2005 00:46 by povolam

มื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เป็นวันที่น่าอภิรมย์ยิ่ง เพราะเป็นวันสอบวันสุดท้ายของผม

แต่วันดีๆ อย่างนี้ ก็ยังอุตส่าห์มีเรื่องมารบกวนใจ ชวนให้ประสาทเสียอีกละ ซึ่งผมจะไม่ขอบอกเล่าอะไรถึงเรื่องดังกล่าวละกันนะครับ เพราะมันอยู่นอกเหนือหัวข้อในวันนี้เอาเป็นว่าเพื่อไม่ให้จิตใจต้องแปดเปื้อนไปกับเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกทั้งวันที่เหลือ พอเพื่อนผม 2 คนมาชวนไปเดินเที่ยว Emporium เล่น ผมจึงตอบตกลงทันที

พอถึงหน้าร้านหนังสือ Asia Books สาขา Emporium ผมก็นึกขึ้นมาได้ว่า มี Gift Voucher ลดราคา 100 บาท ที่ได้แถมมาพร้อมกับบัตรสมาชิก เมื่อครั้งซื้อ Harry Potter เล่ม 6 ที่ยังไม่ได้ใช้

แล้วไอ้บัตรลดเจ้ากรรมนั่นก็ใช้ได้ถึงแค่วันที่ 30 ก.ย. 2548 ซึ่งก็คือ...วันนี้นี่หว่า!!!

เหตุที่ผมยังไม่ได้ใช้ Gift Voucher ก็เพราะได้ยินมาว่า สามารถใช้ลดราคาได้กับเฉพาะนิตยสารเท่านั้น

แต่เนื่องจากวันนั้นเป็นวันสุดท้ายที่บัตรใช้งานได้ ด้วยความที่ไม่อยากให้เสียบัตรไปเปล่าๆ ก็เลยตกลงว่า จะซื้อนิตยสารอะไรก็ได้สักเล่มหนึ่ง ซึ่งเพื่อนที่ไปด้วยกันแนะนำว่าให้ซื้อ Times เล่มใหม่

พอเข้าไปในร้าน หยิบ Times ส่งให้ Cashier พร้อมกับบัตรสมาชิกและ Gift Voucher...

Cashier: "ขอโทษนะคะ Gift Voucher ใช้ได้กับหนังสือทุกประเภทยกเว้นนิตยสารนะคะน้อง"

...ฮ่วย!!!

ไหนๆ ก็ไหนๆ ก็เลยตรงไปที่ชั้นหนังสือประเภท Fiction เพื่อหาหนังสือที่ดูน่าสนใจ หรือที่เคยเล็งเอาไว้ว่าจะซื้อสักเล่ม จึงได้เจอ...

ราคาตามป้ายคือ 495 บาท แต่ด้วย Gift Voucher และบัตรสมาชิกของ Asia Books ผมจึงสามารถซื้อหนังสือเล่มนี้ด้วยราคาเพียง 345 บาทเท่านั้น อู้ววววว์ ก็นับว่าคุ้มสำหรับหนังสือเล่มนึงที่เล็งไว้มานาน หึๆ

เอาล่ะครับ มาถึงช่วงแนะนำหนังสือกันบ้างดีกว่า

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ 2 ในจตุรภาคของหนังสือชุดอบารัต (The Books of Abarat) อันเป็นผลงานของไคลฟ์ บาร์เกอร์ (Clive Barker) นักเขียนผู้มีความสามารถทางศิลปะโดดเด่น (ภาพประกอบกว่า 1,000 ภาพในหนังสือชุดนี้นี่ฝีมือเขานะเออ) และยังเป็นนักเขียนบทละคร และผู้กำกับภาพยนตร์อีกด้วย

ว่าแล้วขอท้าวความถึงหนังสือเล่มแรกก่อนดีกว่า เผื่อใครที่ไม่เคยอ่านหรือรู้จักหนังสือชุดนี้จะได้รู้จักกันถ้วนหน้า

"อบารัต" (Abarat)เป็นชื่อของโลกในมิติคู่ขนานกับโลกของเรา ซึ่งมีภูมิประเทศทั้งหมดเป็นทะเลเพียงหนึ่งเดียว คือ ทะเลอิซาเบลลา (Izabella) และเกาะอีก 25 เกาะ ซึ่งแต่ละเกาะจะเป็นสถานที่เฉพาะสำหรับเวลาแต่ละชั่วโมง และบรรยากาศบนเกาะนั้นๆ ก็จะเป็นไปตามเวลาของแต่ละเกาะ อาทิ "อีซิล" (Yzil) เกาะแห่งเที่ยงวัน เต็มไปด้วยพืชพรรณเขียวชอุ่ม และอากาศอบอุ่นเย็นสบาย และ "กอร์กอสเซียม" (Gorgossium) เกาะแห่งเที่ยงคืน อันเต็มไปด้วยสัตว์และพืชที่รูปร่างหน้าตาดุร้าย และฝันร้ายทุกรูปแบบ อาทิ กองซากศพ ป่าตะแลงแกง และภูตผีปีศาจ (คาดว่าคงเป็นเพราะผู้คนมักโยงช่วงเลาแห่งฝันร้ายเข้ากับตอนเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของกลางคืน) และแน่นอนว่าแต่ละเกาะก็เต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตสุดแสนจะพิสดารพันลึกเหนือจินตนาการทั้งสิ้น

ตัวละครเอกของเรื่องอบารัตคือ "แคนดี้ แคว็กเกนบุช" (Candy Quackenbush) เด็กหญิงอายุ 14 ปีจากโลกธรรมดาของเรา (ซึ่งชาวอบารัตเรียกกันว่า "โลกหน้า" (The Hereafter) ซึ่งเบื่อหน่ายชีวิตในเมืองอันน่าเบื่อของเธอเหลือเกิน และหลุดเข้าไปในโลกอบารัตโดยบังเอิญ (ที่จริงก็ไม่ได้บังเอิญนักหรอกครับ เอาเป็นว่า เขาพบวิธีเข้าไปในนั้นโดยบังเอิญละกัน) เธอต้องผจญกับสิ่งมีชีวิตอันหลากหลายของอบารัต ทั้งที่มีรูปร่างเป็นมนุษย์ และที่ไม่ใช่โดยสิ้นเชิง ต้องเดินทางไปมาระหว่างเกาะแห่งชั่วโมงต่างๆ และคอยหลบหนีการตามล่าของ "คริสโตเฟอร์ แคร์เรียน" (Christopher Carrion)เจ้าชายสุดหล่อผู้ปกครองดินแดนแห่งเที่ยงคืน

นอกจากนี้ แคนดี้และพรรคพวกพิลึกพิลั่นยังต้องเผชิญกับสุดยอดปริศนาแห่งอบารัตถึง 2 ประการ ประการแรกคือ "โอดอมสไปร์" (Odom's Spire) ดินแดนแห่งเวลา 25.00 น. อันเป็นศูนย์กลางของอบารัตเกาะปริศนาที่ไม่ใครรู้ว่ามีอะไรอยู่บนเกาะ เพราะใครที่ขึ้นฝั่งได้นั้นไม่เป็นบ้ากลับมาก็หายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มีคำกล่าวว่า โอดอมสไปร์ เป็นสถานที่รวมแห่งคำไขของทุกปริศนา บ่อเกิดของทุกมนตรา และจุดหมายปลายทางของคำภาวนาในอบารัต

อีกประการคือ ตำนานของ "รีควิแอกซ์" (Requiax) สิ่งมีชีวิตสุดชั่วช้าสามานย์ที่อาศัยอยู่ในส่วนที่ลึกสุดของทะเลอิซาเบลลา ซึ่งรอคอยวันเวลาที่แสงจากดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ตลอดจนดวงดาวน้อยใหญ่บนท้องฟ้าของอบารัตถูกบดบังจนหมด เพื่อที่พวกมันซึ่งรังเกียจแสงสว่างเหนืออื่นใดจะได้สามารถขึ้นมาบนพื้นผิวของเกาะต่างๆ และทำลายสิ่งต่างๆ ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตจนหมด

สโลแกนของอบารัตคือ "ทุกสิ่งเป็นไปได้ในอบารัต" ซึ่งดูท่าจะเป็นจริง เพราะจินตนาการของผู้เขียนเรื่องนี้ก้าวไปไกลเกินกว่านวนิยายแฟนตาซีร่วมสมัยเรื่องใดๆ จะตามทันทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นตัวละครที่ถูกออกแบบมาอย่าง "หลุดโลก" สุดๆ หรือลักษณะของโลกใบใหม่ที่ไม่เคยมีใครจินตนาการได้มาก่อน เช่น การสร้างสถานที่ที่มีภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และบรรยากาศตายตัวตามเวลาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้ อบารัต ของ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ เป็นนวนิยายแฟนตาซีชั้นนำของยุคสมัยเช่นเดียวกับชุด "นาร์เนีย" (The Chronicle of Narnia) ของ C.S.Lewis เลยทีเดียว

และถึงแม้อบารัตจะเป็นนวนิยายแฟนตาซีที่เกินจริงสุดๆ ชนิดพาผู้อ่านหลีกหนีจากความเป็นจริงได้ (Escapism) กระนั้น อบารัตก็ยังแอบแฝงแง่คิดและมุมมองเกี่ยวกับชีวิตเอาไว้มากมาย ผ่านทางมุมมองและชีวิตของแคนดี้ และตัวละครอื่นๆ ซึ่งบางอย่างในเรื่องอาจตีความเป็นสัญลักษณ์ได้มากมาย (ด้วยความที่ผู้เขียน คือ นายไคลฟ์ บาร์เกอร์ มีความเป็นศิลปินพอๆ กับที่เป็นนักเขียน)

ความเป็นสุดยอดแห่งแฟนตาซีของอบารัตโดดเด่นและน่าสนใจถึงขนาดที่ว่า บริษัท Walt Disney ขอซื้อลิขสิทธิ์จากนายบาร์เกอร์เพื่อนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์ทีเดียว ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจว่าเป็นภาพยนตร์เฉยๆหรือภาพยนตร์การ์ตูน Animation แต่คิดว่าด้วยความที่มีรายละเอียดอะไรหลุดโลกหลายอย่าง ทาง Disney น่าจะนำไปสร้างเป็น Animation มากกว่าเป็นหนังคนแสดง เพราะคงทำได้ง่ายกว่าเยอะ (จริงป่าวหว่า?!?) กำหนดออกฉายตามที่เคยได้ยินมาคือปลายปี 2005 นี้ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เห็นทาง Disney มีข่าวความคืบหน้าแต่ประการใด จึงคิดว่ายังอยู่ในระหว่างการ "ถ่ายทำ" เช่นเดียวกับเรื่อง "ปีกสู่ฝัน" (One for Sorrow, Two for Joy) ที่ Disney ซื้อลิขสิทธิ์มาจากนวนิยายเช่นกัน

ปัจจุบัน อบารัต เล่มแรก แปลเป็นภาษาไทย (มานาน) แล้ว โดยเป็นลิขสิทธิ์ของแพรวสำนักพิมพ์ ในเครืออมรินทร์

เอาล่ะ อารัมภบทถึงเล่ม 1 ซะนานเลย คราวนี้มาพูดถึงเล่ม 2 กันบ้าง

เล่ม 2 ของชุดอบารัตมีชื่อตอนว่า Days of Magic, Nights of War แน่นอนว่าเนื้อเรื่องในเล่มต่อเนื่องกับเหตุการณ์ในเล่มแรก แต่ทวีความเข้มขันขึ้น และคลี่คลายปริศนาได้มากขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีปริศนาใหม่เพิ่มขึ้นมาอีก

เนื้อเรื่องโดยย่อของเล่มนี้คือ แคนดี้และพรรคพวกต้องผจญภัยไปตามเกาะต่างๆ ที่ไม่เคยได้ไปในเล่มแรก โดยมีสมุนของเจ้าแห่งเที่ยงคืนตามล่าอย่างไม่ลดละความพยายาม แล้วอยู่ดีๆ แคนดี้ก็สามารถใช้เวทมนตร์ได้ ซ้ำยังรู้สึกคุ้นเคยกับโลกอบารัตมากขึ้นอย่างน่าประหลาด ราวกับว่า เธอเคยมาเยือนที่แห่งนี้มาก่อน และนอกจากนี้ มหาสงครามระหว่างดินแดนแห่งกลางวันและกลางคืนกำลังจะอุบัติขึ้น พร้อมกับการมาเยือนของรัตติกาลสัมบูรณ์ (Absolute Midnight) ที่ซึ่งความมืดจะเข้าปกคลุมทั่วทุกแห่ง และสุดยอดเผ่าพันธุ์แห่งความชั่วร้ายจะผุดขึ้นจากทะเลอิซาเบลลาอีกครั้ง...

ไม่ขอพูดอะไรมากกว่านี้เกี่ยวกับเล่มนี้ เนื่องจากว่ารายละเอียดนอกเหนือจากนั้น ผมก็บอกคร่าวๆ ไปแล้วตอนพูดถึงเล่ม 1 แต่อยากยกบทกลอนบทหนึ่งมาให้อ่านกัน ซึ่งเป็นบทที่ ไคลฟ์ บาร์เกอร์ แต่งและใส่ไว้ในหน้าก่อนสารบัญของหนังสือเล่มนี้ ผมชอบมากเลยครับ ลองอ่านดู

I dreamed I spoke in another's language,
I dreamed I lived in another's skin,
I dreamed I was my own beloved,
I dreamed I was a tiger's kin.
I dreamed that Eden lived inside me,
And when I breathed a garden came,
I dreamed I knew all of Creation,
I dreamed I knew the Creator's name.
I dreamed -- and this dream was the finest --
That all I dreamed was real and true,
And we would live in joy forever,
You in me, and me in you.
C.B.

ปัจจุบัน Days of Magic, Nights of War ยังไม่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทย แต่ถ้ามีก็คงเป็นลิขสิทธิของแพรวสำนักพิมพ์และเครืออมรินทร์ตามเดิม เผลอๆ ตอนนี้ เรื่องนี้อาจกำลังถูกแปลอยู่ หรือไม่ก็แปลเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเปิดตัวในงานมหกรรมหนังสือที่จะมาถึงในวันที่ 6 ต.ค. ก็เป็นได้

อบารัตเล่ม 2 จะสนุกและเข้มข้นเท่าเล่ม 1 หรือไม่ ต้องลองพิสูจน์เอาเองละกันครับ