2005/Oct/20

 

[Click ที่ภาพด้านบนเพื่อชมภาพหน้าปกขนาดใหญ่]

แปลและเรียบเรียงจาก Shinigami no Ballad

ฮาเซงาวะ เคสุเกะ(K-Ske Hasegawa) เขียน

สุพัตรา ผดุงปรีชาไชย แปล

สำนักพิมพ์ JBOOKS (ในเครือ Bliss Publishing) : 2548

100 บาท 306 หน้า

Overture - Close your eyes

 

มีสาวน้อยคนหนึ่งอยู่ ณ ที่นั่น

เธอสวมรองเท้าสีแดง

แต่สาวน้อยไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงได้สวมรองเท้าสีแดง

เพราะเธอปราศจากความทรงจำ

 

อย่างไรก็ตามสาวน้อยได้แบกรับภารกิจอย่างหนึ่งไว้

คือการนำชีวิตของใครสักคนไป

การพรากชีวิต...

นั่นคือ ภารกิจของสาวน้อยผู้กำเนิดมาจากหยาดน้ำตา

ผู้ควบคุมความตาย

ทูตแห่งความมืดดำ

 

เหตุใดตนจึงได้เกิดมา

เหตุใดจึงต้องมาอยู่ที่นี่

 

ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทาง

เพื่อค้นหาตนเอง

ร่างสีขาวแสนโดดเดี่ยว ท่ามกลางความมืดดำ

เพื่อค้นหาเหตุผล

ที่ตนมีร่างสีขาวอันเกิดจากน้ำตา

สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ เพ่งมองตรงมายังโลกนี้ผ่านความมืดที่สะท้อนในดวงตา

สักวันเธอคงรู้ได้อย่างแน่นอน

 

ฉะนั้นเธอจึงสวมรองเท้าสีแดงแล้วออกเดินทางไป

[หน้า 12 - 13] 

านมหกรรมหนังสือครั้งที่ 10 ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาเดินสำรวจไปทั้งสิ้น 7 วันซื้อหนังสือมาหลายสิบเล่ม และ (แน่นอนว่า)หมดเงินไปไม่รู้กี่พัน กระนั้น เงินที่เสียไปก็นับได้ว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เพราะทำให้ผมได้มาซึ่งหนังสือดีๆ และน่าสนใจมากมาย (ตามความเห็นของผม)

ในจำนวนหนังสือเป็นตั้งๆ ที่ผมซื้อมานี้ คงไม่มีเล่มใดคุ้มค่าเกินหนังสือเล่มจิ๋ว ขนาด 4" * 6" จากบูธ Bliss Publishing ที่มีชื่อว่า "ยมทูตสีขาว" อีกแล้ว

ในช่วงวันต้นๆ ของงานมหกรรมหนังสือ เมื่อเดินเที่ยวไปแถวๆ บูธของ สนพ. Bliss Publishing ใน Plenary Hall สิ่งที่เตะตาผมมากที่สุดคือ หนังสือขนาดเล็ก 4 เล่มที่ถูกจัดวางแสดงไว้ ณ กึ่งกลางแผงสินค้าของบูธพอดิบพอดี ซึ่งพอเข้าไปสำรวจดู ผมก็ได้พบกับเพื่อนร่วมคณะและมหาวิทยาลัยประมาณ 2-3 คนที่ทำงานพิเศษช่วยขายของให้บูธดังกล่าว (ซึ่งไม่ขอเปิดเผยตัวตนเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าตัว หึๆ) เข้ามาแนะนำหนังสือทั้ง 4 เล่ม และยังรับประกันคุณภาพหนังสือด้วยอีกว่า "ถ้าไม่พอใจ ไปรับเงินคืนที่คณะได้เลย!!"

หนังสือ 3 เล่มในกลุ่มนั้นดูๆ แล้วออกจะเป็นแนวหวานแหวว รักๆ ใคร่ๆ ซึ่งเป็นแนวที่ผมไม่ใคร่จะชอบนัก แต่อีกเล่มหนึ่ง ซึ่งมีภาพหน้าปกเป็นภาพเด็กผู้หญิงใส่ชุดขาวทั้งตัวและถือเคียวอันใหญ่ ประกอบกับคำอธิบายบนปกหลัง ได้บอกให้รู้ว่าเล่มนี้ต่างจากอีก 3 เล่มแน่นอน และคงจะไม่ผิดหวังหากซื้อไปอ่าน ทำให้ผมควักกระเป๋าสตางค์ จ่ายเงินประมาณ 80 บาท (ถูกอย่างเหลือเชื่อ) ไปโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด

และแล้ว ผมก็ได้สัมผัสกับหนังสือรูปแบบ Light Novel เป็นครั้งแรก

Light (หรือ Lite ตามแต่จะเรียก) Novel เป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นคือผสมผสานจุดเด่นของการ์ตูนหรือเกมที่พวกวัยรุ่นคุ้นเคยกันดีเข้ากับเนื้อเรื่องที่ต้องการสื่อ แล้วนำมาเขียนเป็นนิยายในรูปแบบใหม่ เป็นนิยายสำหรับ "อ่านเบาๆ" สมชื่อ (ไม่ใช่สำหรับอ่านในวันเบาๆ นะคะคุณหนูๆ ^^ )ผู้อ่านอ่านไปแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือดู Animation อยู่ ไม่ชวนให้เกิดความเครียดเหมือนนิยายเล่มหนาๆ โตๆ ทั่วไป แต่ยังคงมีแง่คิดดีๆ แฝงไว้ให้ผู้อ่านได้รับรู้

สรุปคุณสมบัติของ Light Novel ที่ทำให้วรรณกรรมประเภทดังกล่าวเป็นที่นิยม (จากส่วนคำนำของเรื่อง "ยมทูตสีขาว")

- 'มีพล็อตเด็ด' ผู้เขียนมักดัดแปลงหรือวางพล็อตใหม่ให้เป็นแนวการ์ตูนหรือเกม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีกลิ่นอาย 'แฟนตาซี' อยู่ด้วย

- 'เข้าใจง่าย เดินเรื่องเร็ว' ตัวหนังสือน้อย ไม่บรรยายอะไรยืดยาวเกินควร

- 'มู้ดคล้ายการ์ตูน' อย่างที่บอกว่า อ่านแล้วเหมือนอ่านการ์ตูนหรือดูอนิเม และมักจะมีภาพการ์ตูนน่ารักๆ แทรกประกอบเป็นระยะๆ

- 'ได้ทั้งอารมณ์และแง่คิด' ผู้อ่านอ่านแล้วจะรู้สึกว่าได้รับข้อคิดหรือแรงบันดาลใจจากเรื่องที่อ่าน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแนวอะไรก็ตาม(คือไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องรักหวานแหววแล้วมีแต่ฉากพระเอกนางเอกตามเกี้ยวกันไปมาโดยไม่มีความหมาย หรือเรื่องแนวแฟนตาซีที่มีแต่การผจญภัย เวทมนตร์ แดนมหัศจรรย์ แล้วพระเอกกับผู้ร้ายปะทะกัน สุดท้ายสรุปแค่ว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" แค่นั้น) ข้อนี้จัดได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของนิยายญี่ปุ่นเลยทีเดียว

- 'ราคาย่อมเยา' ข้อนี้สำคัญสุด เพราะต่อให้หนังสือจะดีแค่ไหน ถ้าแพงลิบลิ่วก็คงต้องรอพิจารณากันนานทีเดียว แต่ Light Novel มักมีราคาตามปกไม่แพงเกินเหตุ ถ้าเทียบเป็นเงินบาทคือไม่ควรเกินกว่า 100 บาท

หลายๆ คนอาจจะบอกว่า รูปแบบ Light Novel ก็เริ่มมีบ้างแล้วในประเทศไทย  เห็นได้จากวรรณกรรมเยาวชนมากมายที่วางจำหน่ายกันเกลื่อนท้องตลาด (ซึ่งดูเหมือนผู้เขียนจำนวนกว่าครึ่งจะยังเรียนไม่จบระดับปริญญาตรีด้วยซ้ำ) ที่ดูแล้วน่าจะมีคุณสมบัติพอเป็น Light Novel ได้ (ไม่นับข้อ 'ราคาย่อมเยา' เพราะเราและท่านก็รู้ๆ กันดีอยู่ว่าทำไม o_O?!?) ซึ่งผมก็ขอคัดค้านไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของผม นั่นก็คือ

- นิยายบางเรื่องดำเนินเรื่องราวเร็วเกินไป โดยตัดบทบรรยายส่วนใหญ่ทิ้ง รวมทั้งส่วนที่ค่อนข้างจำเป็น เช่น ลักษณะและบุคลิกของตัวละคร และภาพลักษณ์คร่าวๆ ของฉากต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเสียงประกอบ หรือ SFX มากเกินไป จนให้ความรู้สึกเหมือนอ่าน "การ์ตูนที่ไม่มีภาพ" ในเมื่อเปิดไปในแต่ละหน้าก็เจอแต่ "บู้ม!" "ตูม!!" "เปรี้ยง!!!" แถมมีทีละหลายๆ บรรทัด แล้วมันจะไม่ทำให้ยิ่งเปิดอ่านไปเร็วได้ไงล่ะครับท่าน?!?

- บางเรื่อง อ่านแล้วไม่ค่อยได้ข้อคิดอะไรส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในการสร้างอารมณ์ให้ผู้อ่านตามแนวเขียนของแต่ละเรื่อง เช่น นิยายแฟนตาซี ก็มีแต่ผจญภัยข้ามมิติไปนู่นไปนี่ ใช้เวทมนตร์หรืออาวุธวิเศษโจมตีกันเน้นความสนุกสนานเหมือนกำลังเล่นเกม RPG อยู่ ถ้าเป็นนิยายรักวัยรุ่นหวานแหวว พี่แกก็เล่นให้มีแต่บทพระเอกนางเอกตามง้องอนกันไปมา (จะเข้าใจกันดีๆ แต่แรกก็ไม่ได้รึไงฟะฮะ) ส่วนพวกนิยายสยองขวัญก็วิ่งหนีผีกันป่าราบขนหัวลุกแต่ถ่ายเดียว เหล่านี้แน่นอนว่าชวนให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งสนุก ตื่นเต้น ระทึก กลัว ฯลฯ แต่นอกเหนือจากนั้นเล่า ได้แง่คิดอะไรเพิ่มเติมบ้าง นอกเหนือจาก "ความดีย่อมชนะความชั่ววันยังค่ำ" หรือ "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" (ข้อนี้ ผมก็ต้องขออภัยคนอื่นที่ความคิดไม่ตรงกับผมด้วยนะครับ คือผมเป็นโรคชอบหนังสือที่อ่านแล้วให้แง่คิดแฝงในเรื่อง ยิ่งลึกซึ้งจะยิ่งชอบ พอเจอเรื่องที่ให้แต่อารมณ์ก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่น่ะ เหอๆ)

- นิยายบางเรื่องให้ข้อคิดก็จริง แต่ก็เป็นการให้ที่อ่านแล้วเหมือนยกเอา Lecture  ที่จดตามครูเขียนบนกระดานดำมาแทรกลงไปในเนื้อเรื่องคั่นกลางระหว่างฉาก ทำให้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนผู้เขียนต้องการ "สอน" ผู้อ่านกันอย่างโจ่งแจ้งเกินเหตุ ควรมีวิธีแฝงข้อคิดที่แนบเนียนกว่านั้นหน่อยนะครับ อย่างเช่น แทรกข้อคิดไว้ในบทสนทนาของตัวละคร หรือกำหนดเป็นสัญลักษณ์ในเรื่อง แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังก็ยังได้ ขออนุญาตแนะนำนิยายแฟนตาซีไทยที่ผมเห็นว่าทำได้ดีมากตามข้อนี้ละกันนะครับ ซึ่งก็ได้แก่ หัวขโมยแห่งบารามอส โดย Rabbit และ ไมรอน โดย พัณณิดา ภูมิวัฒน์ หากใครไม่เคยอ่าน ขอแนะนำทั้ง 2 เรื่อง แล้วรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังครับ

มัวแต่เม้าธ์เรื่อง Light Novel เสียนาน  กลับมาที่เรื่อง "ยมทูตสีขาว" บ้างดีกว่า

ในบรรดา Light Novel ที่วางขายทั่วตลาดหนังสือในญี่ปุ่น เรื่อง "ยมทูตสีขาว" นับเป็นหนึ่งใน series ยอดนิยมทีเดียว ปัจจุบันเรื่องชุดนี้มีวางจำหน่ายในญี่ปุ่นถึง 7 เล่ม และสร้างรายให้กับผู้เขียน คือ ฮาเซงาวะ เคสุเกะ อย่างมหาศาล ส่งผลให้ผลงานชิ้นถัดมาของเขา (หรือเธอก็มิอาจทราบได้ ข้อนี้ยังเป็นปริศนาอยู่ครับ) คือเรื่อง Ji-chan Jet ได้รับความนิยมล้นหลามเช่นเดียวกัน

"ยมทูตสีขาว" แปลมาจาก "Shinigami no Ballad" หรือ "บทเพลงแห่งยมทูต" เป็นเรื่องของ "โมโมะ" ยมทูตผู้มีรูปร่างเป็นสาวน้อยสวมชุดสีขาวปลอด และ "แดเนียล" แมวพูดได้ที่มีเสียงเหมือนเด็กผู้ชาย ซึ่งเป็นปีศาจบริวารของโมโมะ แต่ทั้งคู่ก็เป็นเหมือนคู่หูกันมากกว่านายกับบ่าว

ชื่อ "โมโมะ" นี้มีที่มาจากหมายเลขยมทูตของเธอ นั่นคือ 100100 ซึ่งดูแล้วเหมือนเอาเลขหนึ่งร้อย 2 ชุดมาเรียงต่อกัน ตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่นของคำว่า 'หนึ่งร้อย' สามารถอ่านออกเสียงได้ว่า "mo" ทำให้ใครต่อใครต่างก็เรียกยมทูตสาวผู้มีหมายเลข 100 ต่อกัน 2 ชุดว่า "โมโมะ" ไปโดยปริยาย

บัตรประจำตัวยมทูตของโมโมะ สาวน้อยยมทูตสีขาว

ยมทูตมีหน้าที่หลักเพียงหนึ่งเดียวคือ นำวิญญาณของมนุษย์ที่สิ้นอายุขัยออกจากร่างเนื้อเพื่อนำไปพิพากษาที่ปรภพว่าจะต้องตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ แต่โมโมะกลับแตกต่างจากยมทูตตนอื่นๆ นั่นคือ เธอมีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนไหว ชอบช่วยเหลือมนุษย์ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยมิให้ชีวิตที่ยังไม่ถึงกำหนดสิ้นอายุขัยต้องดับสูญไปโดยมิใช่เหตุ มีหลายครั้งที่โมโมะถึงกับยื่นมือเข้ามาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของมนุษย์ จนได้รับการต่อว่าจากยมทูตตนอื่นและจากแดเนียลอยู่เรื่อย

จากในเรื่อง "ยมทูตสีขาว" ยมทูตคือมนุษย์ที่ฆ่าตัวตายในชาติก่อน จึงถูกกำหนดให้ใช้โทษบาปด้วยการทำหน้าที่นำพาดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่โลกหน้า ยมทูตแต่ละตนมีเพียงความทรงจำครั้งเมื่อตนฆ่าตัวตาย สำนึกแห่งบาปก่อนตาย และความทรงจำสำคัญอื่นๆ ในชาติภพก่อนเท่านั้น แต่กลับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มีเพียงความเย็นชาที่ปรากฏให้เห็นเมื่อใช้เคียวคู่กายพรากชีวิตมนุษย์ที่สิ้นอายุขัยเท่านั้น คุณลักษณะทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องแต่งกายของยมทูตเป็นสีดำสนิททั้งตัว

แต่โมโมะกลับไม่เหมือนยมทูตตนอื่น ด้วยความที่เธอปราศจากซึ่งความทรงจำในชาติภพก่อนโดยสิ้นเชิง แต่กลับมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ โมโมะมีจิตใจอ่อนไหว มีความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ อันเป็นสิ่งที่ยมทูตไม่ควรมี

แม้จะไม่ได้บอกออกมาตรงๆ แต่โมโมะก็รักและห่วงใยในชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ด้วยความที่เธอมีอารมณ์และความรู้สึก อันเป็นสิ่งที่ยมทูตตนอื่นไม่มี บางครั้งเธอจึงแสร้งทำเป็นเย็นชา โดยเฉพาะเวลาร่ายรำเพื่อเกี่ยววิญญาณมนุษย์ แต่มีหลายครั้งที่เธอหลั่งน้ำตาให้กับความตายของมนุษย์ที่เธอไปพรากวิญญาณมา จนถูกแดเนียลล้อว่า "ขี้แย" อยู่บ่อยๆ ยมทูตหลายตนที่ไม่ชอบในความแปลกแยกแตกต่างของโมโมะเรียกเธอว่า 'ดิส' หรือ พวกนอกคอก กระนั้นก็ยังมียมทูตบางตนที่ยอมรับในตัวเธอ โดยเฉพาะแดเนียลที่รักเธอยิ่งกว่าใครๆ เกินกว่าความสัมพันธ์ในฐานะนายกับบ่าว

บุคลิกที่น่าสนใจของตัวละครโมโมะคือ บางครั้งเธอแสดงก็แสดงความมีชีวิตชีวา ความน่ารัก ความไร้เดียงสา สมกับรูปลักษณ์ของเด็กสาว แต่บางเวลา เธอกลับกล่าวถ้อยคำที่ลึกซึ้งกินใจ แลดูเคร่งขรึมราวกับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เจนโลกอย่างไรอย่างนั้น ชวนให้ผมนึกถึงบุคลิกของ โยดา จาก Star Wars เสียเหลือเกิน (โปรดดู Episode V: The Empire Strike Back ประกอบ)

โมโมะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตนจึงสวมชุดสีขาวกับรองเท้าสีแดง ซึ่งอาจเป็นชุดที่เธอสวมก่อนตายในภพที่แล้ว หรือเพราะเธอ "เกิดมาจากหยาดน้ำตา" ดังที่กล่าวไว้ในบทนำและบทส่งท้ายของเล่ม อย่างไรก็ดี เธอก็คาดหวังไว้ว่าจะสามารถค้นพบความจริงข้อนั้นเข้าสักวันเมื่อทำงานในฐานะยมทูตต่อไป (และหวังว่าผู้อ่านก็คงจะได้รู้กันภายในเล่มหลังๆ)

"ยมทูตสีขาว" เล่มแรก มีทั้งหมด 4 ตอน

ตอนที่ 1 ปาฏิหาริย์แห่งแส (I feel the light) โมโมะได้พบกับ อิคุมะ ไดกิ เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ทางศิลปะ และช่วยให้เขาได้เห็นคุณค่าและความหวังในชีวิตและเลิกล้มความคิดที่จะฆ่าตัวตายในที่สุด

ตอนที่ 2 เสียงของเธอ (Echo) เด็กชายชื่อ เซโตะ โคตะ กล่าวโทษแมวชื่อ บลู ว่าเป็นเหตุให้เพื่อนสาวของเขาต้องตาย จึงนำมันไปทิ้ง และได้พบกับโมโมะที่ช่วยให้เขาเปลี่ยนความคิดได้

ตอนที่ 3 ดอกไม้แห่งรอยแผล (Low blood pressure) ฮายามะ มาโคโตะ เด็กหนุ่มผู้มีตาทิพย์ได้มองเห็นโมโมะและแดเนียล ซึ่งนำไปสู่การขจัดบาดแผลในจิตใจของมาโคโตะในภายหลัง

ตอนที่ 4 เด็กหญิงผู้มองท้องฟ้าในวันนั้น (Ballad for innocence / momo) โมโมะและแดเนียลหลงเข้าไปในบ้านประหลาด และพบกับเด็กหญิงชื่อโทวะ ซึ่งไม่เคยออกจากห้องของตัวเองเลยด้วยเหตุผลบางอย่าง

ตลอดทั้ง 4 ตอน นอกจากอารมณ์หวานซึ้งและการดำเนินเรื่องราวอย่างมีชีวิตชีวาแล้ว ยังมีแง่คิดดีๆ แฝงอยู่มากมาย ทั้งในบทสนทนาของตัวละคร และในบทบรรยายต่างๆ โดยที่แง่คิดนั้นไม่ได้นำเสนอในรูปแบบของ Lecture เลยแม้แต่น้อย แต่ผู้อ่านจะสามารถรับรู้ได้เองขณะอ่าน อันเป็นความรู้สึกหนึ่งที่ทำให้เหมือนกำลังอ่านการ์ตูนหรือดูอนิเมมากกว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่

นอกจากนั้น "ยมทูตสีขาว" ยังสามารถสร้างกำลังใจให้ในชีวิตให้กับผู้อ่านได้อีกด้วย โดยอาศัยแง่คิดที่ได้รับ จึงนับได้ว่าประหลาดพอควรที่เราสามารถเรียนรู้คุณค่าของ 'ชีวิต' ได้จากเรื่องราวของผู้ทำหน้าที่พราก 'ชีวิต' เสียเอง

ตัวอย่างประโยคที่แฝงข้อคิดน่าสนใจ:

"คนเราไม่สามารถเจิดจรัสได้ด้วยความตายหรอก ที่เธอมองเห็นว่าเขาเจิดจรัสน่ะ เพราะจิตรกรเหล่านั้นพยายามมีชีวิตอยู่อย่างตั้งใจจริง และประคองชีวิตไปได้ตลอดจนถึงวันตายต่างหาก พูดง่ายๆ ก็คือ 'ความตาย' ไม่ได้มีค่าเท่ากับ 'อยู่ไปจนถึงวันตาย' นั่นเอง แล้วเธอล่ะได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้วเหรอ" [หน้า 54]

"เธอเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นใช่ไหม ขนาดนี้แล้วทำไมยังมองไม่เห็นอีกล่ะ เธอไม่เคยหาสิ่งสำคัญ สิ่งที่อยู่ข้างๆ ตัวเลยเหรอ อย่างเธอน่าจะมองเห็นนะ" [หน้า 233]

"วาระสุดท้ายของคนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว...แต่ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนด ชะตาชีวิตและทางเดินชีวิตมีอยู่มากมายไม่จำกัด แม้จะหลงสักกี่ครั้ง แต่ในที่สุดก็จะเดินทางไปถึงที่นั่นในวาระสุดท้าย" [หน้า 300]

มีข่าวบอกมาว่า บริษัท Mediaworks หนึ่งในผู้สร้างอนิเมชั้นนำของญี่ปุ่น (ผลงานอนิเมที่ผ่านมาของ Mediaworks เช่น ToHeart, Gunslinger Girl ฯลฯ) ได้ประกาศซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง "Shinigami no Ballad" จาก ฮาเซงาวะ เคสุเกะ มาเตรียมสร้างเป็นอนิเมเรื่องใหม่ และคาดว่าจะสำเร็จในปี 2006 หรือ 2007 ซึ่งผมหวังว่าจะสามารถทำออกมาได้ดีสมกับใน version นิยาย (จากการอ่านนิยายเล่มนี้แล้วพอจะจินตนาการออกมาเป็นอนิเมได้อยู่บ้าง ขนาดข้อความในบทนำและบทส่งท้าย ผมยังรู้สึกว่า "ฟัง" คล้ายกับเพลงเปิดและเพลงจบอนิเมเลย ให้ตายสิ!)

หากคุณกำลังมองหานิยายญี่ปุ่นแบบเบาสมอง ราคาย่อมเยา ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่แฝงอารมณ์และข้อคิดมากมายแล้ว "ยมทูตสีขาว" คงไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนครับ

(ป.ล. ผมไม่ได้รับค่าโฆษณานะจะบอกให้ -"-)

Finale - Open your eyes

 

 

มีสาวน้อยคนหนึ่งอยู่ ณ ที่นั่น

เธอสวมรองเท้าสีแดง

แต่สาวน้อยไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงได้สวมรองเท้าสีแดง

เพราะเธอปราศจากความทรงจำ

 

อย่างไรก็ตามสาวน้อยได้แบกรับภารกิจอย่างหนึ่งไว้

คือการนำชีวิตของใครสักคนไป

การพรากชีวิต...

นั่นคือ ภารกิจของสาวน้อยผู้กำเนิดมาจากหยาดน้ำตา

ผู้ควบคุมความตาย

ทูตแห่งความมืดดำ

 

เหตุใดตนจึงได้เกิดมา

เหตุใดจึงต้องมาอยู่ที่นี่

 

ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทาง

เพื่อค้นหาตนเอง

ร่างสีขาวแสนโดดเดี่ยว ท่ามกลางความมืดดำ

เพื่อค้นหาเหตุผล

ที่ตนมีร่างสีขาวอันเกิดจากน้ำตา

สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ เพ่งมองตรงมายังโลกนี้ผ่านความมืดที่สะท้อนในดวงตา

สักวันเธอคงรู้ได้อย่างแน่นอน

 

สักวัน... 

[หน้า 302 - 303]

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
เขียนเก่งจังค่ะ เท่าที่อ่านดูจะสนใจงานด้านทำหนังสือด้วยหรือเปล่า

คนได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งยังไม่แน่ว่าจะเขียนได้แบบนี้

นอกจากผลการเรียนแล้วคนเรายังวัดคุณค่ากันได้ด้วยสิ่งอื่นๆอีกมากมาย จริงมั้ยคะ

บังเอิญพี่ทำงานเกี่ยวข้องกับการผลิตหนังสือเล่มนี้ ดีใจที่มีคนอ่านและชอบ
เลยแวะมาบอกนิดนึง เพราะคิดว่าน้องคงไม่ได้เรียนเอกภาษาญี่ปุ่น(รึเปล่า)ว่าตัวคันจิชื่อเรื่องที่ถูกต้องคือ 死神のバラード นะคะ

รุ่นพี่คนหนึ่ง
#2  by  *usagi kameinochi* At 2005-10-23 21:52, 
ขอโทษด้วยนะฮับ
ไดของข้าพเจ้าไม่ค่อยได้upจริงๆแหละ
วันนี้จะupแย้วคับ
#3  by  Ploy (161.200.146.16) At 2005-10-25 11:21, 
ขอบคุณค่าที่อุตส่าห์แวะไปเยี่ยมกลับ แถมยังจะเก็บเข้าเฟเวอริตอีกแน่ะ
ขอบอกว่าอย่าคาดหวังอะไรนักเพราะเจ้าของบล็อกขี้เกียจตัวเป็นขน เหอเหอ
#4  by  *usagi kameinochi* At 2005-10-26 15:07, 
น่าอ่านจัง ไว้ลองไปหามาอ่านมั่งดีกว่า
#5  by  Aisa ประธานสภาถั่วฯ At 2005-10-28 15:14, 
ขณะนี้ยังไม่มีขายตามร้านเลยครับ - -
ไปหามาทั้งวัน
#6  by  NuRun (61.91.118.10) At 2005-11-21 02:00, 
ตอนนี้ออกเล่มสองแล้วคะ หนุกมากๆ แล้วที่เอามาพิมอย่างนี้อะคะ ระวังโดนลิขสิทธิ์นะคะ ข้อหาลอกเลียนแบบ
#7  by  ..... (58.8.101.207) At 2006-03-16 20:55, 
คุณ...ครับ การทำบรรณนิทัศน์ไม่ถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์นะครับ เพราะมีการให้เครดิตแก่ผู้เขียนและ สนพ. ทุกครั้งอยู่แล้ว อีกอย่างบทความนี้ก็ไม่ได้ตีพิมพ์ลงเป็นลายลักษณ์อักษรที่ไหน หากแต่เผยแพร่ลงใน Internet ครับ ยิ่งเป็นใน blog ของผมด้วย บทความนี้จึงถือเป็นลิขสิทธิ์ของผมแทน แต่ถ้ามีใครเอาบรรณนิทัศน์บทนี้ไปตีพิมพ์ขึ้นมา เมื่อนั้นแหละ...หึๆ อย่างนั้นถึงจะโดนข้อหาลอกเลียนแบบครับ ขอบคุณที่แสดงความคิดเห็ครับ หวังว่าคงได้เข้ามาอ่านคำตอบจากผมนะครับ
#8  by  PoVoLaM MoN ขี้เกียจล็อกอิน (202.90.127.104) At 2006-03-24 21:18, 
ดีจ้า บังเอิญกดดูเว็บไปเรื่อยๆแล้วมาเจอพอดี เราอยากจะบอกว่า เรื่องยมทูตสีขาวเนี่ย ตอนนี้ที่ต่างประเทศ ออกมา 6 ตอนจบแล้ว เราเพิ่งดูจบไปเอง อนิเมะทำออกมาได้ดีมากๆ ถ้าสนใจอยากได้แวะไปดูได้ที่เว็บของเรานะ (แวะมายั่วแล้วเราก็ไป)
#9  by  fay (58.9.185.64) At 2006-04-15 07:03, 
อ่านเล่มแรกแล้วติดใจก็เลยหามาอ่านจนตอนนี้อ่านถึงเล่ม3แล้ว ดีมากเลยตอนแรกอ่านนึกว่าจะเป็นนิยายน่าเบื่อหน่าย แต่พออ่านไปซักพักชักสนุกเลยติดตามอ่านมาสนุกมากเลย บางทีก็มีตลกขำขันบ้าง ตอนนี้กำลังหาเล่มที่4อ่าน จะติดตามอ่านไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่มีให้อ่าน
#12  by  หนูผึ้ง (202.129.7.101 /202.129.7.101) At 2006-10-13 12:15, 
อ่านแล้วสนุกมากกกกกก ภาพน่ารักสุดๆ
#14  by  โมโมะ (124.121.150.108) At 2007-01-27 10:04, 
เล่มแรกอ่านมาแล้วค่ะหนุกๆมากๆแต่ว่าคุณไป ลอกตั้งแต่แรกคิดดีแล้วหรือ??
#15  by  LOVEUEKI At 2007-01-28 16:05, 
>LOVEUEKI

ตรงไหนที่เรียกว่าลอก?

ลอก คือ เลียนแบบผลงานคนอื่นแล้วเอามาสวมรอยเป็นของตนเอง
แบบที่พวกเด็กๆ ที่อ้างว่าตัวเองเป็น "นักเขียน" บางคนทำกัน

ที่ผมทำไปแค่คัดเอาบางส่วนมาเพื่อประกอบบทความ และผมก็ใส่ที่มา คือ ข้อมูลของหนังสือและเลขหน้าให้แล้ว ที่สำคัญ ผมไม่ได้เสนอหน้าบอกสักครั้งว่า ผมเขียนเรื่อง ยมทูตสีขาว เอง

จุดประสงค์ที่เขียนบทความนี้ขึ้น เพื่อแนะนำหนังสือ ไม่ใช่ตู่ว่าผมเขียนขึ้นเอง และผมก็ไม่ได้สปอยล์เนื้อเรื่องอะไร ไม่ได้ทำให้ สนพ. เสียรายได้จากการขายหนังสือชุดนี้ด้วย

แล้วยังจะมาหาว่าผมลอกอีกเหรอ

เกรียนเอ๊ย...ถ้าทางจะไม่เคยเรียนวิชาว่าด้วยการเขียนรายงานและการค้นคว้า โชคดีที่ผมเรียนมาตอนปี 1

พิมพ์ข้อความลงไปโดยไม่คิด ไม่ตรวจสอบ ไม่หาความรู้มาก่อน คิดดีแล้วหรือ???
ยมฑูตสีขาวเคยเห็นนะคะ แต่ไม่เคยอ่าน ส่วนบารามอสชอบมากคะอ่านแล้วแบบว่าวางไม่ลง อ่านกี่รอบก็ได้ ชอบตรงที่มีการแทรกคติลงไปในเนื้อหาคะ อยากให้หนังสือของไทยมีแบบนี้เยอะๆคะ ส่วนไมรอนอ่านได้เพียง 10 หน้าก็วางแล้วคะ เพียงแค่เริ่มก็ไม่สนุกแล้ว ตอนแรกดูหน้าปกแล้วสดุดตาน่าสนใจมากคะ สีดูคลาสสิคดีคะแล้วเนื้อหาออกจะหนักพอสมควร

ขอบคุณนะคะที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหนังสืออะคะ

....แต่..ทำไมยมฑูตต้องใส่รองเท้าด้วคะ
คุณแมว คำตอบคงเป็นคำถามเดียวกับที่ว่า ทำไมยมทูตต้องสวมเสื้อด้วย มั้งครับ อะเหอะๆ

จะว่าไป ภาพวาดเทพเจ้ากรีกโรมันสมัยก่อนๆ เทพเจ้าก็โป๊เปลือยกันทั้งนั้น เมื่อไรกันนะที่พวกนี้เริ่มโดนจับใส่เสื้อ น่าค้นคว้าจริงๆ

เห็นด้วยครับที่ว่าไมรอนดูไม่ค่อยเหมาะกับผู้อ่านเด็กๆ เพราะปกดูทึมๆ (สื่อถึงอารมณ์ในเรื่องได้ดียิ่ง) แถมเนื้อหาแน่นมากครับ แต่ถ้าข้ามจุดเหล่านั้นไปได้ รับรองว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์มากมายครับ
ถามผิดไปนิดหนึ่งคะ(พิมพ์ตกไป) ความจริงจะถามว่าทำไมยมทูตถึงใส่รองเท้าสีแดงล่ะคะ

อืม....ส่วนไมรอนนั้นตอนนี้ ว่างๆเลยหยิบขึ้นมาอ่านใหม่ คราวนี้พยายามอ่านผ่านตอนแรกๆไปแล้วอะคะ (ได้ครึ่งเล่มล่ะ วันเดียวนะเนี้ย)อย่างน้อยมันก็น้อยกว่า LOTR (ซึ่งไม่เคยอ่านจบลองอ่านต้นฉบับดูจิมึนจริงๆ ภาษาไทยม๊ะรอดเลยริไปอ่านต้นฉบับ)เข้าเรื่องไมรอน....เท่าที่อ่านมาได้ครึ่งเล่มแล้วรู้สึกจะดัดแปลงมาจากเรื่องพ่อมดเมอร์ลินหรือเปล่าคะ บางครั้งก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อเหมือนกันคะ แล้วก็ไม่รู้ว่าหนังสือมันพิมพ์ผิดหรือว่าอะไร อ่านไปบางคำก็ขาด เลยงงๆคะ

ขอบคุณนะคะที่ตอบทุกคำถามคะ
ไมรอน ถ้าเข้าใจไม่ผิด พี่เคียว (พัณณิดา ภูมิวัฒน์) ใช้เวลาเขียนนานมากครับ ข้ามปีเลยมั้ง ภาษาในเรื่องตอนต้นกับตอนท้ายเลยไม่เหมือนกัน จะเห็นพัฒนาการได้เด่นชัดครับ

เรื่องตำนานพ่อมดเมอร์ลินในเรื่อง ในคำนำรู้สึกพี่เคียวจะบอกว่าเป็นการคิดต่อยอดจากตำนานต้นฉบับ ต่อยอดจากกำเนิดของเมอร์ลิน (ที่ว่ามีด้านสว่างกับด้านมืดตอนเกิดมาแรกๆ น่ะครับ) ในบล็อกของคุณ vendetta รู้สึกเธอจะเคยให้นิยามไมรอนไว้ว่า เป็นแฟนฟิคชันของตำนานเมอร์ลิน ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ล่ะครับ

ส่วนเรื่องเนื้อหาสาระที่ได้ ผมคงสรุปได้ไม่หมดหรอกครับ เพราะเรื่องนี้พี่เคียวแกใส่แนวคิดไปเยอะมาก เยอะจนผมรู้กว่ามันปนกันยุ่งไปหมด แต่ไม่ใช่ว่าไม่เข้าใจนะ เพียงแต่ให้สรุปคงบอกได้ไม่หมด อาจมีที่หลุดความเข้าใจผมไปบ้าง ประเด็นหลักเท่าที่จับได้ก็มีเรื่องความหมายของชีวิต โดยผ่านทางเพลงชวาลา (ตะเกียง) แล้วก็ที่ว่าความมืดไม่ใช่ความชั่วร้าย ซึ่งตรงกันข้ามกับวรรณกรรม High Fantasy อย่างลอร์ดฯ ที่ชอบโยงความชั่วร้ายกับความมืด

การรับสารในวรรณกรรมขึ้นอยู่กับวัยและประสบการณ์ครับ ผมอ่านสถาบันสถาปนาครั้งแรกตอน ม.1 อ่านแล้วงงๆ ได้กลับมาอ่านตอน ม.5 อีกครั้งถึงพอเข้าใจบ้าง คิดว่าเดี๋ยวจะเอาไมรอนมาอ่านอีกครั้งเผื่อจะได้อะไรใหม่ๆ วรรณกรรมที่ดีต้องอ่านได้ทุกวัยครับ อ่านต่างวัย ก็อาจได้อะไรๆ ต่างกันไป

แต่คุณแมวคิดถูกแล้วครับที่ตัดสินใจซื้อไมรอนมาอ่าน อย่างน้อยเรื่องนี้ก็เคยได้รับเสนอชื่อเข้าประกวดรางวัลซีไรต์เชียวนะครับ ถึงจะไม่เข้ารอบชิง 10 เล่มสุดท้ายก็ตาม แต่ก็เป็นครั้งแรกของวรรณกรรมแฟนตาซีไทยเลย อ่านจบแล้วเก็บไว้สักปีสองปี แล้วลองมาอ่านใหม่ อาจได้มุมมองอะไรๆ มากขึ้นครับ

ส่วนเรื่องรองเท้าโมโมะ...อันนี้จนปัญญาแฮะ คิด (แค่คิด) ว่าในเล่ม 6 น่าจะมีเหตุผลนะครับ เพราะอ่านจากหลังปกเขาบอกว่าเล่ม 6 จะเฉลยว่าโมโมะแท้จริงแล้วเป็นใครหรืออะไร แต่ผมยังไม่ได้อ่านเลยยังไม่รู้ครับ

ชอบโมโมะมั่กมาก และ ขอบคุนที่ให้เกบรูปบัตรของโมโมะ ขอบคุนมากค่ะ^o^
#25  by  เดกน่ารัก (203.107.203.9) At 2008-03-29 22:08, 
เรื่องนี้เคยเห็นเพื่อนเอามาอ่าน หน้าปกเล่มทำได้น่าสนใจมาก แต่น่าเสียดายที่ช่วงนั้นอยู่ในช่วงสอบเลยไม่ได้ยืมอ่าน แต่มาอ่านที่นี้พอได้รู้เรื่องบ้าง ขอบคุณมากนะค่ะ big smile Hot!
#26  by  แอ๊ปเปิลตั้งเวลา At 2008-07-22 19:17, 
ง่าชอบการเขียนมากๆ
#27  by  Baew-kun At 2008-08-09 21:53, 
สิ่งสำคันไม่ได้มีเพียงหนึ่งเสมอไป ...

จากยมทูต เล่ม ... (จำม่ายได้แล้ว)
#28  by  Orange (58.9.118.214) At 2008-11-19 20:04, 
อยากให้โมโมะไปโผล่ใน Bleach อ่ะเปนยมทูตเหมือนกานม่ายช่ายหรอ
#29  by  ยมทูตสีขาว (125.26.176.61) At 2009-04-13 16:49, 
^ใส่ชุดขาวแบบนั้น พวกยมทูตคงนึกว่าโมโมะเป็นพวกอาร์รันคาร์ แล้วตามจับกันสนุกล่ะครับ sad smile
open-mounthed smile open-mounthed smile
#31  by  mp3 (114.128.76.147) At 2009-07-07 23:32, 
เยี่ยมเลยครับ
#32  by  เพลง mp3 (112.143.11.91) At 2009-07-08 23:05, 
Thx
#33  by  Download All Mp3 (203.156.6.216) At 2009-07-10 00:14, 
Thx
#34  by  Download All Mp3 (203.156.6.216) At 2009-07-10 00:20, 
หามานานแล้ว
#35  by  Sterling Silver Watch (203.156.6.216) At 2009-07-10 01:06, 
แจ่มมากครับ
#36  by  Writing (114.128.230.177) At 2009-07-10 06:55, 
ขอบคุณมากค๊า
#37  by  เพลง (222.123.143.250) At 2009-08-16 12:44, 

<< Home


วังน้ำวล
View full profile