[Click ที่ภาพด้านบนเพื่อชมภาพหน้าปกขนาดใหญ่]
แปลและเรียบเรียงจาก Shinigami no Ballad
ฮาเซงาวะ เคสุเกะ(K-Ske Hasegawa) เขียน
สุพัตรา ผดุงปรีชาไชย แปล
สำนักพิมพ์ JBOOKS (ในเครือ Bliss Publishing) : 2548
100 บาท 306 หน้า
Overture - Close your eyes
มีสาวน้อยคนหนึ่งอยู่ ณ ที่นั่น
เธอสวมรองเท้าสีแดง
แต่สาวน้อยไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงได้สวมรองเท้าสีแดง
เพราะเธอปราศจากความทรงจำ
อย่างไรก็ตามสาวน้อยได้แบกรับภารกิจอย่างหนึ่งไว้
คือการนำชีวิตของใครสักคนไป
การพรากชีวิต...
นั่นคือ ภารกิจของสาวน้อยผู้กำเนิดมาจากหยาดน้ำตา
ผู้ควบคุมความตาย
ทูตแห่งความมืดดำ
เหตุใดตนจึงได้เกิดมา
เหตุใดจึงต้องมาอยู่ที่นี่
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทาง
เพื่อค้นหาตนเอง
ร่างสีขาวแสนโดดเดี่ยว ท่ามกลางความมืดดำ
เพื่อค้นหาเหตุผล
ที่ตนมีร่างสีขาวอันเกิดจากน้ำตา
สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ เพ่งมองตรงมายังโลกนี้ผ่านความมืดที่สะท้อนในดวงตา
สักวันเธอคงรู้ได้อย่างแน่นอน
ฉะนั้นเธอจึงสวมรองเท้าสีแดงแล้วออกเดินทางไป
[หน้า 12 - 13]
งานมหกรรมหนังสือครั้งที่ 10 ที่ผ่านมา ผมใช้เวลาเดินสำรวจไปทั้งสิ้น 7 วันซื้อหนังสือมาหลายสิบเล่ม และ (แน่นอนว่า)หมดเงินไปไม่รู้กี่พัน กระนั้น เงินที่เสียไปก็นับได้ว่าคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ เพราะทำให้ผมได้มาซึ่งหนังสือดีๆ และน่าสนใจมากมาย (ตามความเห็นของผม)
ในจำนวนหนังสือเป็นตั้งๆ ที่ผมซื้อมานี้ คงไม่มีเล่มใดคุ้มค่าเกินหนังสือเล่มจิ๋ว ขนาด 4" * 6" จากบูธ Bliss Publishing ที่มีชื่อว่า "ยมทูตสีขาว" อีกแล้ว
ในช่วงวันต้นๆ ของงานมหกรรมหนังสือ เมื่อเดินเที่ยวไปแถวๆ บูธของ สนพ. Bliss Publishing ใน Plenary Hall สิ่งที่เตะตาผมมากที่สุดคือ หนังสือขนาดเล็ก 4 เล่มที่ถูกจัดวางแสดงไว้ ณ กึ่งกลางแผงสินค้าของบูธพอดิบพอดี ซึ่งพอเข้าไปสำรวจดู ผมก็ได้พบกับเพื่อนร่วมคณะและมหาวิทยาลัยประมาณ 2-3 คนที่ทำงานพิเศษช่วยขายของให้บูธดังกล่าว (ซึ่งไม่ขอเปิดเผยตัวตนเพื่อผลประโยชน์ของเจ้าตัว หึๆ) เข้ามาแนะนำหนังสือทั้ง 4 เล่ม และยังรับประกันคุณภาพหนังสือด้วยอีกว่า "ถ้าไม่พอใจ ไปรับเงินคืนที่คณะได้เลย!!"
หนังสือ 3 เล่มในกลุ่มนั้นดูๆ แล้วออกจะเป็นแนวหวานแหวว รักๆ ใคร่ๆ ซึ่งเป็นแนวที่ผมไม่ใคร่จะชอบนัก แต่อีกเล่มหนึ่ง ซึ่งมีภาพหน้าปกเป็นภาพเด็กผู้หญิงใส่ชุดขาวทั้งตัวและถือเคียวอันใหญ่ ประกอบกับคำอธิบายบนปกหลัง ได้บอกให้รู้ว่าเล่มนี้ต่างจากอีก 3 เล่มแน่นอน และคงจะไม่ผิดหวังหากซื้อไปอ่าน ทำให้ผมควักกระเป๋าสตางค์ จ่ายเงินประมาณ 80 บาท (ถูกอย่างเหลือเชื่อ) ไปโดยไม่ลังเลแต่อย่างใด
และแล้ว ผมก็ได้สัมผัสกับหนังสือรูปแบบ Light Novel เป็นครั้งแรก
Light (หรือ Lite ตามแต่จะเรียก) Novel เป็นวรรณกรรมรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่นคือผสมผสานจุดเด่นของการ์ตูนหรือเกมที่พวกวัยรุ่นคุ้นเคยกันดีเข้ากับเนื้อเรื่องที่ต้องการสื่อ แล้วนำมาเขียนเป็นนิยายในรูปแบบใหม่ เป็นนิยายสำหรับ "อ่านเบาๆ" สมชื่อ (ไม่ใช่สำหรับอ่านในวันเบาๆ นะคะคุณหนูๆ ^^ )ผู้อ่านอ่านไปแล้วจะรู้สึกเหมือนกำลังอ่านหนังสือการ์ตูนหรือดู Animation อยู่ ไม่ชวนให้เกิดความเครียดเหมือนนิยายเล่มหนาๆ โตๆ ทั่วไป แต่ยังคงมีแง่คิดดีๆ แฝงไว้ให้ผู้อ่านได้รับรู้
สรุปคุณสมบัติของ Light Novel ที่ทำให้วรรณกรรมประเภทดังกล่าวเป็นที่นิยม (จากส่วนคำนำของเรื่อง "ยมทูตสีขาว")
- 'มีพล็อตเด็ด' ผู้เขียนมักดัดแปลงหรือวางพล็อตใหม่ให้เป็นแนวการ์ตูนหรือเกม ซึ่งส่วนใหญ่จะมีกลิ่นอาย 'แฟนตาซี' อยู่ด้วย
- 'เข้าใจง่าย เดินเรื่องเร็ว' ตัวหนังสือน้อย ไม่บรรยายอะไรยืดยาวเกินควร
- 'มู้ดคล้ายการ์ตูน' อย่างที่บอกว่า อ่านแล้วเหมือนอ่านการ์ตูนหรือดูอนิเม และมักจะมีภาพการ์ตูนน่ารักๆ แทรกประกอบเป็นระยะๆ
- 'ได้ทั้งอารมณ์และแง่คิด' ผู้อ่านอ่านแล้วจะรู้สึกว่าได้รับข้อคิดหรือแรงบันดาลใจจากเรื่องที่อ่าน ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรมแนวอะไรก็ตาม(คือไม่ใช่ว่าเป็นเรื่องรักหวานแหววแล้วมีแต่ฉากพระเอกนางเอกตามเกี้ยวกันไปมาโดยไม่มีความหมาย หรือเรื่องแนวแฟนตาซีที่มีแต่การผจญภัย เวทมนตร์ แดนมหัศจรรย์ แล้วพระเอกกับผู้ร้ายปะทะกัน สุดท้ายสรุปแค่ว่า "ธรรมะย่อมชนะอธรรม" แค่นั้น) ข้อนี้จัดได้ว่าเป็นลักษณะเด่นของนิยายญี่ปุ่นเลยทีเดียว
- 'ราคาย่อมเยา' ข้อนี้สำคัญสุด เพราะต่อให้หนังสือจะดีแค่ไหน ถ้าแพงลิบลิ่วก็คงต้องรอพิจารณากันนานทีเดียว แต่ Light Novel มักมีราคาตามปกไม่แพงเกินเหตุ ถ้าเทียบเป็นเงินบาทคือไม่ควรเกินกว่า 100 บาท
หลายๆ คนอาจจะบอกว่า รูปแบบ Light Novel ก็เริ่มมีบ้างแล้วในประเทศไทย เห็นได้จากวรรณกรรมเยาวชนมากมายที่วางจำหน่ายกันเกลื่อนท้องตลาด (ซึ่งดูเหมือนผู้เขียนจำนวนกว่าครึ่งจะยังเรียนไม่จบระดับปริญญาตรีด้วยซ้ำ) ที่ดูแล้วน่าจะมีคุณสมบัติพอเป็น Light Novel ได้ (ไม่นับข้อ 'ราคาย่อมเยา' เพราะเราและท่านก็รู้ๆ กันดีอยู่ว่าทำไม o_O?!?) ซึ่งผมก็ขอคัดค้านไปตามความคิดเห็นส่วนตัวของผม นั่นก็คือ
- นิยายบางเรื่องดำเนินเรื่องราวเร็วเกินไป โดยตัดบทบรรยายส่วนใหญ่ทิ้ง รวมทั้งส่วนที่ค่อนข้างจำเป็น เช่น ลักษณะและบุคลิกของตัวละคร และภาพลักษณ์คร่าวๆ ของฉากต่างๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดเสียงประกอบ หรือ SFX มากเกินไป จนให้ความรู้สึกเหมือนอ่าน "การ์ตูนที่ไม่มีภาพ" ในเมื่อเปิดไปในแต่ละหน้าก็เจอแต่ "บู้ม!" "ตูม!!" "เปรี้ยง!!!" แถมมีทีละหลายๆ บรรทัด แล้วมันจะไม่ทำให้ยิ่งเปิดอ่านไปเร็วได้ไงล่ะครับท่าน?!?
- บางเรื่อง อ่านแล้วไม่ค่อยได้ข้อคิดอะไรส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นในการสร้างอารมณ์ให้ผู้อ่านตามแนวเขียนของแต่ละเรื่อง เช่น นิยายแฟนตาซี ก็มีแต่ผจญภัยข้ามมิติไปนู่นไปนี่ ใช้เวทมนตร์หรืออาวุธวิเศษโจมตีกันเน้นความสนุกสนานเหมือนกำลังเล่นเกม RPG อยู่ ถ้าเป็นนิยายรักวัยรุ่นหวานแหวว พี่แกก็เล่นให้มีแต่บทพระเอกนางเอกตามง้องอนกันไปมา (จะเข้าใจกันดีๆ แต่แรกก็ไม่ได้รึไงฟะฮะ) ส่วนพวกนิยายสยองขวัญก็วิ่งหนีผีกันป่าราบขนหัวลุกแต่ถ่ายเดียว เหล่านี้แน่นอนว่าชวนให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ร่วมอย่างไม่ต้องสงสัย ทั้งสนุก ตื่นเต้น ระทึก กลัว ฯลฯ แต่นอกเหนือจากนั้นเล่า ได้แง่คิดอะไรเพิ่มเติมบ้าง นอกเหนือจาก "ความดีย่อมชนะความชั่ววันยังค่ำ" หรือ "ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น" (ข้อนี้ ผมก็ต้องขออภัยคนอื่นที่ความคิดไม่ตรงกับผมด้วยนะครับ คือผมเป็นโรคชอบหนังสือที่อ่านแล้วให้แง่คิดแฝงในเรื่อง ยิ่งลึกซึ้งจะยิ่งชอบ พอเจอเรื่องที่ให้แต่อารมณ์ก็เลยไม่ค่อยชอบเท่าไหร่น่ะ เหอๆ)
- นิยายบางเรื่องให้ข้อคิดก็จริง แต่ก็เป็นการให้ที่อ่านแล้วเหมือนยกเอา Lecture ที่จดตามครูเขียนบนกระดานดำมาแทรกลงไปในเนื้อเรื่องคั่นกลางระหว่างฉาก ทำให้อ่านแล้วรู้สึกเหมือนผู้เขียนต้องการ "สอน" ผู้อ่านกันอย่างโจ่งแจ้งเกินเหตุ ควรมีวิธีแฝงข้อคิดที่แนบเนียนกว่านั้นหน่อยนะครับ อย่างเช่น แทรกข้อคิดไว้ในบทสนทนาของตัวละคร หรือกำหนดเป็นสัญลักษณ์ในเรื่อง แล้วค่อยมาเฉลยทีหลังก็ยังได้ ขออนุญาตแนะนำนิยายแฟนตาซีไทยที่ผมเห็นว่าทำได้ดีมากตามข้อนี้ละกันนะครับ ซึ่งก็ได้แก่ หัวขโมยแห่งบารามอส โดย Rabbit และ ไมรอน โดย พัณณิดา ภูมิวัฒน์ หากใครไม่เคยอ่าน ขอแนะนำทั้ง 2 เรื่อง แล้วรับรองว่าท่านจะไม่ผิดหวังครับ
มัวแต่เม้าธ์เรื่อง Light Novel เสียนาน กลับมาที่เรื่อง "ยมทูตสีขาว" บ้างดีกว่า
ในบรรดา Light Novel ที่วางขายทั่วตลาดหนังสือในญี่ปุ่น เรื่อง "ยมทูตสีขาว" นับเป็นหนึ่งใน series ยอดนิยมทีเดียว ปัจจุบันเรื่องชุดนี้มีวางจำหน่ายในญี่ปุ่นถึง 7 เล่ม และสร้างรายให้กับผู้เขียน คือ ฮาเซงาวะ เคสุเกะ อย่างมหาศาล ส่งผลให้ผลงานชิ้นถัดมาของเขา (หรือเธอก็มิอาจทราบได้ ข้อนี้ยังเป็นปริศนาอยู่ครับ) คือเรื่อง Ji-chan Jet ได้รับความนิยมล้นหลามเช่นเดียวกัน
"ยมทูตสีขาว" แปลมาจาก "Shinigami no Ballad" หรือ "บทเพลงแห่งยมทูต" เป็นเรื่องของ "โมโมะ" ยมทูตผู้มีรูปร่างเป็นสาวน้อยสวมชุดสีขาวปลอด และ "แดเนียล" แมวพูดได้ที่มีเสียงเหมือนเด็กผู้ชาย ซึ่งเป็นปีศาจบริวารของโมโมะ แต่ทั้งคู่ก็เป็นเหมือนคู่หูกันมากกว่านายกับบ่าว
ชื่อ "โมโมะ" นี้มีที่มาจากหมายเลขยมทูตของเธอ นั่นคือ 100100 ซึ่งดูแล้วเหมือนเอาเลขหนึ่งร้อย 2 ชุดมาเรียงต่อกัน ตัวคันจิในภาษาญี่ปุ่นของคำว่า 'หนึ่งร้อย' สามารถอ่านออกเสียงได้ว่า "mo" ทำให้ใครต่อใครต่างก็เรียกยมทูตสาวผู้มีหมายเลข 100 ต่อกัน 2 ชุดว่า "โมโมะ" ไปโดยปริยาย
บัตรประจำตัวยมทูตของโมโมะ สาวน้อยยมทูตสีขาว
ยมทูตมีหน้าที่หลักเพียงหนึ่งเดียวคือ นำวิญญาณของมนุษย์ที่สิ้นอายุขัยออกจากร่างเนื้อเพื่อนำไปพิพากษาที่ปรภพว่าจะต้องตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ แต่โมโมะกลับแตกต่างจากยมทูตตนอื่นๆ นั่นคือ เธอมีจิตใจอ่อนโยนและอ่อนไหว ชอบช่วยเหลือมนุษย์ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ช่วยมิให้ชีวิตที่ยังไม่ถึงกำหนดสิ้นอายุขัยต้องดับสูญไปโดยมิใช่เหตุ มีหลายครั้งที่โมโมะถึงกับยื่นมือเข้ามาเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของมนุษย์ จนได้รับการต่อว่าจากยมทูตตนอื่นและจากแดเนียลอยู่เรื่อย
จากในเรื่อง "ยมทูตสีขาว" ยมทูตคือมนุษย์ที่ฆ่าตัวตายในชาติก่อน จึงถูกกำหนดให้ใช้โทษบาปด้วยการทำหน้าที่นำพาดวงวิญญาณของผู้ตายไปสู่โลกหน้า ยมทูตแต่ละตนมีเพียงความทรงจำครั้งเมื่อตนฆ่าตัวตาย สำนึกแห่งบาปก่อนตาย และความทรงจำสำคัญอื่นๆ ในชาติภพก่อนเท่านั้น แต่กลับไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ มีเพียงความเย็นชาที่ปรากฏให้เห็นเมื่อใช้เคียวคู่กายพรากชีวิตมนุษย์ที่สิ้นอายุขัยเท่านั้น คุณลักษณะทั้งหมดนี้ทำให้เครื่องแต่งกายของยมทูตเป็นสีดำสนิททั้งตัว
แต่โมโมะกลับไม่เหมือนยมทูตตนอื่น ด้วยความที่เธอปราศจากซึ่งความทรงจำในชาติภพก่อนโดยสิ้นเชิง แต่กลับมีอารมณ์ความรู้สึกเหมือนมนุษย์ โมโมะมีจิตใจอ่อนไหว มีความเห็นอกเห็นใจมนุษย์ อันเป็นสิ่งที่ยมทูตไม่ควรมี
แม้จะไม่ได้บอกออกมาตรงๆ แต่โมโมะก็รักและห่วงใยในชีวิตของมนุษย์อย่างมาก ด้วยความที่เธอมีอารมณ์และความรู้สึก อันเป็นสิ่งที่ยมทูตตนอื่นไม่มี บางครั้งเธอจึงแสร้งทำเป็นเย็นชา โดยเฉพาะเวลาร่ายรำเพื่อเกี่ยววิญญาณมนุษย์ แต่มีหลายครั้งที่เธอหลั่งน้ำตาให้กับความตายของมนุษย์ที่เธอไปพรากวิญญาณมา จนถูกแดเนียลล้อว่า "ขี้แย" อยู่บ่อยๆ ยมทูตหลายตนที่ไม่ชอบในความแปลกแยกแตกต่างของโมโมะเรียกเธอว่า 'ดิส' หรือ พวกนอกคอก กระนั้นก็ยังมียมทูตบางตนที่ยอมรับในตัวเธอ โดยเฉพาะแดเนียลที่รักเธอยิ่งกว่าใครๆ เกินกว่าความสัมพันธ์ในฐานะนายกับบ่าว
บุคลิกที่น่าสนใจของตัวละครโมโมะคือ บางครั้งเธอแสดงก็แสดงความมีชีวิตชีวา ความน่ารัก ความไร้เดียงสา สมกับรูปลักษณ์ของเด็กสาว แต่บางเวลา เธอกลับกล่าวถ้อยคำที่ลึกซึ้งกินใจ แลดูเคร่งขรึมราวกับผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์เจนโลกอย่างไรอย่างนั้น ชวนให้ผมนึกถึงบุคลิกของ โยดา จาก Star Wars เสียเหลือเกิน (โปรดดู Episode V: The Empire Strike Back ประกอบ)
โมโมะไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ตนจึงสวมชุดสีขาวกับรองเท้าสีแดง ซึ่งอาจเป็นชุดที่เธอสวมก่อนตายในภพที่แล้ว หรือเพราะเธอ "เกิดมาจากหยาดน้ำตา" ดังที่กล่าวไว้ในบทนำและบทส่งท้ายของเล่ม อย่างไรก็ดี เธอก็คาดหวังไว้ว่าจะสามารถค้นพบความจริงข้อนั้นเข้าสักวันเมื่อทำงานในฐานะยมทูตต่อไป (และหวังว่าผู้อ่านก็คงจะได้รู้กันภายในเล่มหลังๆ)
"ยมทูตสีขาว" เล่มแรก มีทั้งหมด 4 ตอน
ตอนที่ 1 ปาฏิหาริย์แห่งแสง (I feel the light) โมโมะได้พบกับ อิคุมะ ไดกิ เด็กหนุ่มผู้มีพรสวรรค์ทางศิลปะ และช่วยให้เขาได้เห็นคุณค่าและความหวังในชีวิตและเลิกล้มความคิดที่จะฆ่าตัวตายในที่สุด
ตอนที่ 2 เสียงของเธอ (Echo) เด็กชายชื่อ เซโตะ โคตะ กล่าวโทษแมวชื่อ บลู ว่าเป็นเหตุให้เพื่อนสาวของเขาต้องตาย จึงนำมันไปทิ้ง และได้พบกับโมโมะที่ช่วยให้เขาเปลี่ยนความคิดได้
ตอนที่ 3 ดอกไม้แห่งรอยแผล (Low blood pressure) ฮายามะ มาโคโตะ เด็กหนุ่มผู้มีตาทิพย์ได้มองเห็นโมโมะและแดเนียล ซึ่งนำไปสู่การขจัดบาดแผลในจิตใจของมาโคโตะในภายหลัง
ตอนที่ 4 เด็กหญิงผู้มองท้องฟ้าในวันนั้น (Ballad for innocence / momo) โมโมะและแดเนียลหลงเข้าไปในบ้านประหลาด และพบกับเด็กหญิงชื่อโทวะ ซึ่งไม่เคยออกจากห้องของตัวเองเลยด้วยเหตุผลบางอย่าง
ตลอดทั้ง 4 ตอน นอกจากอารมณ์หวานซึ้งและการดำเนินเรื่องราวอย่างมีชีวิตชีวาแล้ว ยังมีแง่คิดดีๆ แฝงอยู่มากมาย ทั้งในบทสนทนาของตัวละคร และในบทบรรยายต่างๆ โดยที่แง่คิดนั้นไม่ได้นำเสนอในรูปแบบของ Lecture เลยแม้แต่น้อย แต่ผู้อ่านจะสามารถรับรู้ได้เองขณะอ่าน อันเป็นความรู้สึกหนึ่งที่ทำให้เหมือนกำลังอ่านการ์ตูนหรือดูอนิเมมากกว่ากำลังอ่านหนังสืออยู่
นอกจากนั้น "ยมทูตสีขาว" ยังสามารถสร้างกำลังใจให้ในชีวิตให้กับผู้อ่านได้อีกด้วย โดยอาศัยแง่คิดที่ได้รับ จึงนับได้ว่าประหลาดพอควรที่เราสามารถเรียนรู้คุณค่าของ 'ชีวิต' ได้จากเรื่องราวของผู้ทำหน้าที่พราก 'ชีวิต' เสียเอง
ตัวอย่างประโยคที่แฝงข้อคิดน่าสนใจ:
"คนเราไม่สามารถเจิดจรัสได้ด้วยความตายหรอก ที่เธอมองเห็นว่าเขาเจิดจรัสน่ะ เพราะจิตรกรเหล่านั้นพยายามมีชีวิตอยู่อย่างตั้งใจจริง และประคองชีวิตไปได้ตลอดจนถึงวันตายต่างหาก พูดง่ายๆ ก็คือ 'ความตาย' ไม่ได้มีค่าเท่ากับ 'อยู่ไปจนถึงวันตาย' นั่นเอง แล้วเธอล่ะได้ใช้ชีวิตเต็มที่แล้วเหรอ" [หน้า 54]
"เธอเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นใช่ไหม ขนาดนี้แล้วทำไมยังมองไม่เห็นอีกล่ะ เธอไม่เคยหาสิ่งสำคัญ สิ่งที่อยู่ข้างๆ ตัวเลยเหรอ อย่างเธอน่าจะมองเห็นนะ" [หน้า 233]
"วาระสุดท้ายของคนได้ถูกกำหนดไว้แล้ว...แต่ชีวิตไม่ได้ถูกกำหนด ชะตาชีวิตและทางเดินชีวิตมีอยู่มากมายไม่จำกัด แม้จะหลงสักกี่ครั้ง แต่ในที่สุดก็จะเดินทางไปถึงที่นั่นในวาระสุดท้าย" [หน้า 300]
มีข่าวบอกมาว่า บริษัท Mediaworks หนึ่งในผู้สร้างอนิเมชั้นนำของญี่ปุ่น (ผลงานอนิเมที่ผ่านมาของ Mediaworks เช่น ToHeart, Gunslinger Girl ฯลฯ) ได้ประกาศซื้อลิขสิทธิ์เรื่อง "Shinigami no Ballad" จาก ฮาเซงาวะ เคสุเกะ มาเตรียมสร้างเป็นอนิเมเรื่องใหม่ และคาดว่าจะสำเร็จในปี 2006 หรือ 2007 ซึ่งผมหวังว่าจะสามารถทำออกมาได้ดีสมกับใน version นิยาย (จากการอ่านนิยายเล่มนี้แล้วพอจะจินตนาการออกมาเป็นอนิเมได้อยู่บ้าง ขนาดข้อความในบทนำและบทส่งท้าย ผมยังรู้สึกว่า "ฟัง" คล้ายกับเพลงเปิดและเพลงจบอนิเมเลย ให้ตายสิ!)
หากคุณกำลังมองหานิยายญี่ปุ่นแบบเบาสมอง ราคาย่อมเยา ขนาดเล็กกะทัดรัด แต่แฝงอารมณ์และข้อคิดมากมายแล้ว "ยมทูตสีขาว" คงไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอนครับ
(ป.ล. ผมไม่ได้รับค่าโฆษณานะจะบอกให้ -"-)
Finale - Open your eyes
มีสาวน้อยคนหนึ่งอยู่ ณ ที่นั่น
เธอสวมรองเท้าสีแดง
แต่สาวน้อยไม่รู้ว่าเหตุใดตนจึงได้สวมรองเท้าสีแดง
เพราะเธอปราศจากความทรงจำ
อย่างไรก็ตามสาวน้อยได้แบกรับภารกิจอย่างหนึ่งไว้
คือการนำชีวิตของใครสักคนไป
การพรากชีวิต...
นั่นคือ ภารกิจของสาวน้อยผู้กำเนิดมาจากหยาดน้ำตา
ผู้ควบคุมความตาย
ทูตแห่งความมืดดำ
เหตุใดตนจึงได้เกิดมา
เหตุใดจึงต้องมาอยู่ที่นี่
ดังนั้นเธอจึงตัดสินใจออกเดินทาง
เพื่อค้นหาตนเอง
ร่างสีขาวแสนโดดเดี่ยว ท่ามกลางความมืดดำ
เพื่อค้นหาเหตุผล
ที่ตนมีร่างสีขาวอันเกิดจากน้ำตา
สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือ เพ่งมองตรงมายังโลกนี้ผ่านความมืดที่สะท้อนในดวงตา
สักวันเธอคงรู้ได้อย่างแน่นอน
สักวัน...
[หน้า 302 - 303]













(ซึ่งไม่เคยอ่านจบลองอ่านต้นฉบับดูจิมึนจริงๆ ภาษาไทยม๊ะรอดเลยริไปอ่านต้นฉบับ)เข้าเรื่องไมรอน....เท่าที่อ่านมาได้ครึ่งเล่มแล้วรู้สึกจะดัดแปลงมาจากเรื่องพ่อมดเมอร์ลินหรือเปล่าคะ บางครั้งก็ไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาสื่อเหมือนกันคะ แล้วก็ไม่รู้ว่าหนังสือมันพิมพ์ผิดหรือว่าอะไร อ่านไปบางคำก็ขาด เลยงงๆคะ
.ได้ใจ
