2007/Jan/18

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   ICO
แปลมาจาก   ICO Kiri no Shiro
ผู้เขียน   มิยาเบะ มิยูกิ
ผู้แปล   นิพดา เขียวอุไร
สำนักพิมพ์   เจบุ๊ค (JBOOK) ในเครือบริษัท บลิส พับลิชชิ่ง จำกัด: 2548
จำนวนหน้า   428 หน้า
ราคาปก   280 บาท
ISBN   974-9966-20-1

หมายเหตุ บทความนี้เป็นการ "วิจารณ์" (review) หนังสือ มิใช่การ "แนะนำ" (preview)เนื้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านที่ยังอ่านเรื่องดังกล่าวไม่จบหมดความตั้งใจจะอ่านต่อไปได้ (ดังที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "spoilers") จึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณเทอญ

ในสังคมแต่ละแห่ง มักมีค่านิยมบางอย่างที่คนในสังคมยึดถือสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ค่านิยมเหล่านี้อาจปรากฏในรูปของธรรมเนียม ประเพณี หรือคติความเชื่อ และได้รับการยึดถือปฏิบัติผ่านกาลสมัย จนไม่มีใครทราบมูลเหตุที่แท้จริงของค่านิยมดังกล่าว รู้แต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่ พึงปฏิบัติ เท่านั้น ดังเช่นในเรื่องของ อิโคะ กับ ปราสาทแห่งม่านหมอก

อิโคะ เป็นเด็กชายที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับชะตากรรมแสนอาภัพ เขาเกิดมาโดยมีเขา 2 ข้างอยู่บนหัว และตามธรรมเนียมของหมู่บ้านโทะคุสะที่เขาอาศัยอยู่ เด็กมีเขาถือเป็น บรรณาการ ที่จะต้องส่งมอบให้กับปราสาทแห่งม่านหมอกเมื่ออายุครบ 13 ปี มิฉะนั้น เจ้าผู้ครองปราสาทแห่งม่านหมอกจะบันดาลโทสะต่อหมู่บ้าน ดังเช่นที่เคยทำให้เมืองบนภูเขาอาถรรพณ์กลายเป็นหินทั้งเมืองมาแล้ว อิโคะได้รับการพร่ำสอนมาตลอดเรื่องภาระหน้าที่ในฐานะบรรณาการ แม้จะหวาดกลัวต่อความจริงที่ว่าเด็กบรรณาการไม่เคยได้ออกมาจากปราสาทแห่งม่านหมอกสักคน แต่ก็ยังตัดสินใจเสียสละเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้านที่ตนรัก

ทว่าโชคชะตายังเข้าข้างอิโคะอยู่บ้าง เมื่อ โตโตะ เพื่อนสนิทของอิโคะวางแผนจะดักรอระหว่างทางไปปราสาทแห่งม่านหมอกเพื่อช่วยเขาออกมา แต่โตโตะกลับพลัดหลงเข้าไปในเมืองหินบนภูเขาอาถรรพณ์ และพบ คัมภีร์เจิดจรัส ซึ่งเชื่อกันว่ามีอำนาจต่อกรกับปราสาทแห่งม่านหมอกได้ ลวดลายในคัมภีร์ถูกนำมาถักทอลงบนเสื้อคลุมสำหรับบรรณาการให้อิโคะสวม พลันบังเกิดความหวังว่า เขาอาจรอดกลับมาจากปราสาทได้

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเสื้อคลุมทอลวดลายศักดิ์สิทธิ์ อิโคะจึงหลุดออกมาจากโลงหิน ซึ่งใช้กักขังเด็กบรรณาการจนตาย และเปลี่ยนวิญญาณพวกเขาให้เป็นปีศาจเงา ผู้รับใช้ของปราสาทแห่งม่านหมอกได้ ระหว่างหาทางออกจากปราสาท อิโคะได้เจอเด็กสาวนามว่า ยอร์ดา จึงชวนหลบหนีออกไปด้วยกัน และก็ได้พบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเข้า

ซึ่งไม่ใช่อำนาจชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ในปราสาท แต่เป็นมูลเหตุแท้จริงของประเพณีส่งบรรณาการ...

ICO (อิโคะ) เป็นวรรณกรรมแปลแนวแฟนตาซีของสำนักพิมพ์ JBOOK ซึ่งอยู่ในสังกัดของบริษัท บลิสพับลิชชิ่ง จำกัด เป็นผลงานของ มิยาเบะ มิยูกินักเขียนผู้ได้รับสมญาว่า ราชินีแห่งนิยายลึกลับสืบสวนของญี่ปุ่น เนื้อหาในเรื่องดัดแปลงมาจากเกมส์เพลย์สเตชั่น 2 ในชื่อเดียวกัน (ส่วนผู้แปลคือ นิพดา เขียวอุไร)

หลายคนที่ชื่นชอบงานเขียนแนวลึกลับสืบสวนของมิยาเบะ มิยูกิจะไม่ค่อยชอบหนังสือเล่มนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา บ้างก็ว่าขัดกับสไตล์การเขียนปกติของเธอ คือเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี ไม่ใช่เรื่องลึกลับอย่างเคย จึงเขียนเรื่องได้ไม่สมจริง ขาดความลุ่มลึกไปบ้าง (แต่ข้าพเจ้าแอบท้วงอยู่ในใจบ่อยครั้ง เพราะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศลึกลับชวนขนหัวลุกขณะอ่าน) บ้างก็ว่าอ่านแล้วเหมือนเป็นหนังสือเฉลยเกมส์ เพราะเน้นบรรยายการกระทำของตัวละครเป็นลำดับชัดเจนเกินไป จนลืมใส่ใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้อ่านอีกหลายคนที่ชอบหนังสือเล่มนี้ของเธอ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคยอ่านหนังสือของมิยาเบะเล่มอื่นใดมาก่อนได้อ่านเรื่อง ICO จึงไม่เกิด ความคาดหวัง ในตัวผู้เขียนต่อผลงานเหมือนผู้อ่านที่ติดตามผลงานของเธอเป็นประจำ หรือเป็นเพราะข้าพเจ้าชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนและวรรณกรรมแฟนตาซีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่ผิดหวังในหนังสือเล่มนี้ แต่ข้าพเจ้าบอกได้แน่ชัดว่า สาเหตุที่ทำให้ชอบคือ สาร ที่ผู้เขียนสอดแทรกเอาไว้อย่างชาญฉลาด ทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้รายละเอียดจากเกมส์มาเป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดได้อย่างลงตัว (คาดว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนชอบหนังสือเล่มนี้) ทำให้ผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่หนังสือสำหรับเฉลยเกมส์อย่างแน่นอน

ในภายหลัง เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของมิยาเบะ มิยูกิ (ส่วนใหญ่เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ JBOOK) จึงได้ทราบว่า เธอมักจะสอดแทรกประเด็นบางอย่างลงไปในงานเขียนของเธอเสมอ และประเด็นเหล่านั้นก็ล้วนเสียดสีสภาพสังคมในปัจจุบันทั้งสิ้น

ในเล่มนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าประเด็นหลักที่เธอต้องการวิพากษ์มี 2 ประเด็นด้วยกัน โดยประเด็นแรกคือ การยึดถือค่านิยมบางอย่างสืบต่อกันมาจนกลายเป็น ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ

เทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล ซึ่งบูชาสุริยเทพ ผู้เป็นตัวแทนของความดีงาม ใช้เหล่าเด็กบรรณาการเป็นเครื่องมือหนึ่งในการหยุดเวลาภายในปราสาทแห่งม่านหมอก ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถกักขังราชินีผู้ครองปราสาท และยังเป็นสาวกของอสุรเทพ ศัตรูของสุริยเทพไว้ได้ ส่วนหมู่บ้านโทะคุสะก็ถูกเทวอาณาจักรหลอกลวงอีกต่อหนึ่ง โดยบังคับให้ส่งเด็กที่เกิดมาแล้วมีเขาบนหัวไปถูกจองจำชั่วนิรันดร์ ณ ปราสาทแห่งม่านหมอก เพราะมีความเชื่อว่าเหล่า บรรณาการ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปราสาท และจะเกิดความหายนะหากไม่มีการส่งเด็กบรรณาการไปให้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็เกิดเป็นประเพณีขึ้นมา และผู้คนต่างก็ลืมเลือนสาเหตุแท้จริงที่มีการส่งเด็กบรรณาการเข้าสู่ปราสาท เหลือไว้แต่ความเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ราชินีพอใจและไม่ก่อภัยพิบัติ

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ราชินีกับปราสาทแห่งม่านหมอก สามารถดำรงอยู่เป็นอมตะได้โดยไม่ต้องพึ่งบรรณาการแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่สะทกสะท้านจากการอยู่ในปราสาทที่เวลาหยุดเดินเสียอีก แต่นางก็มิได้ทำอะไร เพียงแค่เฝ้ามองบรรณาการคนแล้วคนเล่าถูกส่งเข้ามาขังและกลายเป็นอสุรกายเงา เพราะนางตระหนักดีว่า การที่มนุษย์เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองเช่นนี้ เป็นสิ่งที่อสุรเทพที่นางบูชาปรารถนาเหนืออื่นใด ดังที่นางกล่าวกับอิโคะในหน้า 370 ว่า

ถ้ามนุษย์ลงมือกระทำบาปเช่นนั้นด้วยความยินยอมพร้อมใจ ก็ถือว่าโลกใบนี้เป็นเครื่องสังเวยชั้นเยี่ยมของอสุรเทพแล้ว อสุรเทพผู้เป็นนายเหนือหัวของข้าถือเอาความหวาดกลัว ความพยาบาท ความโกรธแค้น และความเศร้าโศกของมนุษย์เป็นพลัง ท่านจะยินดีสักปานใดหนอ ข้าชนะแล้วความมืดชนะแล้ว เจ้าจะให้ข้าไม่พึงพอใจได้อย่างไร จริงไหม...เจ้าบรรณาการน้อย

แล้วในโลกที่พวกเราอาศัยกันอยู่เล่า ต่างกันอย่างไร มีคนมากมายเท่าใดในโลกที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ความเชื่อบางอย่างที่ยึดถือสืบต่อกันมาโดยไม่คำนึงถึงที่มาและผลกระทบต่อผู้อื่น

เชื่อว่า เงินซื้อได้ทุกอย่าง แก้ได้ทุกปัญหา ตอบสนองได้ทุกความต้องการ

เชื่อว่า เชื้อชาติของตนเองประเสริฐเลิศเลอ และเข่นฆ่าเชื้อชาติอื่นๆ ที่มองว่าต่ำต้อยกว่าราวกับผักปลา

เชื่อว่า พระเจ้าของศาสนาตนเท่านั้นที่เที่ยงแท้ ใครมีความเชื่อเป็นอื่นคือศัตรูทั้งสิ้น

เชื่อว่า วิธีการที่ดีที่สุดให้ได้มาซึ่งสันติภาพ คือ การทำสงครามประหัตประหารกัน

ด้วยความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยังเห็นผู้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในวังวนของสารพันปัญหา ราวกับเดินหลงอยู่ในหมอกหนาที่ล้อมรอบปราสาทแห่งม่านหมอก

อีกประเด็นหนึ่งคือ การที่ผู้ใหญ่มักผลักความรับผิดชอบเรื่องปัญหาสังคมให้กับเด็ก

ดังเช่นในเรื่อง ICO ยอร์ดา ซึ่งแท้ที่จริงเป็นลูกสาวของราชินีแห่งปราสาทแห่งม่านหมอก ถูกลงอาคมทำให้กลายเป็นผู้กักขังเวลา คอยเก็บกักเวลาในปราสาทไว้ให้หยุดนิ่งตลอดกาล เพื่อควบคุมมิให้มารดาของเธอกระทำสิ่งใดตามบัญชาของอสุรเทพได้ ส่วนอิโคะและเด็กบรรณาการจำนวนนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ก็ถูกส่งมาเพื่อคอยเฝ้าควบคุมยอร์ดาไม่ให้พยายามหลบหนีออกจากปราสาท อันจะทำให้เวทมนตร์หยุดเวลาเสื่อมลงได้ ส่วนกลุ่ม ผู้ใหญ่ ที่คิดริเริ่มวิธีการดังกล่าวและกำหนดประเพณีส่งบรรณาการ อันได้แก่ เชื้อพระวงศ์และนักบวชของสุริยเทพแห่งเทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล กลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอยู่ในพระนครของอาณาจักรโดยไม่รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเด็กๆ อย่างอิโคะและยอร์ดาแม้แต่น้อย

เมื่อมองกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากในหนังสือแต่ประการใด มีเด็กมากมายที่ต้องรับเคราะห์กรรมจากการกระทำอันเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่ อาทิ ถูกฆ่าตายในสงครามซึ่งผู้ใหญ่เป็นผู้ก่อ ตกเป็นทาสยาเสพติดซึ่งผู้ใหญ่ผลิตและขาย ตกเป็นเหยื่อจากการล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้ใหญ่ที่มีสภาพจิตผิดปกติ และนอกจากนี้ยังถูกห้ามมิให้อ่านหนังสือการ์ตูน เพราะผู้ใหญ่ผู้ หวังดี มีความคิดเห็นว่าหนังสือการ์ตูนเต็มไปด้วยภาพลามกอนาจาร อันจะทำให้เด็กใจแตกและเสียคนได้ ทั้งที่ยังมีสื่อลามกอีกมากมายเผยแพร่อยู่ทั่วสังคม ซึ่งผู้ใหญ่ผลิตขึ้น แต่ไม่สนใจจะกวาดล้างแต่ประการใด

ประเด็นนี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงภาพยนตร์แนวอภิสัจนิยม (Surrealism) จากประเทศสวีเดน ชื่อว่า Songs from the Second Floor กำกับโดย รอย แอนเดอร์สัน (Roy Andersson) เป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างค่อนข้างรุนแรง มีหลายฉากที่ดูเผินๆ แล้วตลกขบขันดี แต่พอได้คิดทบทวนแล้วก็ต้องอึ้งจนหัวเราะไม่ออก ฉากที่ชวนให้สะเทือนใจฉากหนึ่งคือ การสังเวยชีวิตของเด็ก เพราะมีความเชื่อกันว่าจะช่วยให้วิกฤตต่างๆ ในเมืองคลี่คลายลงได้ เป็นการจับเด็กใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์ เอาผ้าผูกตา และให้เดินไปที่ริมหน้าผา หากตกลงไปที่พื้นข้างล่างก็เท่ากับการสังเวยชีวิตได้เสร็จสมบูรณ์ และเมื่อได้สังเกตฉากอื่นๆ ในภาพยนตร์ก็จะพบว่าทั้งเมืองแทบไม่มีเด็กและวัยรุ่นอยู่เลย ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่หรือไม่ก็ทารกที่ยังเดินเองไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าที่ผ่านมา เมืองเมืองนี้ได้สังเวยชีวิตเด็กไปแล้วไม่รู้กี่คนจนแทบจะหมดเมือง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ก่อปัญหาขึ้นแล้วมักให้เด็กเป็น แพะรับบาป อยู่เสมอ

บางที มิยาเบะ มิยูกิ อาจใช้ เขา บนหัวอิโคะเป็นสัญลักษณ์ของ ภาระ ที่ถูกผลักมาจากผู้ใหญ่ในเทวอาณาจักรและหมู่บ้าน ให้มาเป็นผู้รับบาปแทนคนส่วนใหญ่ก็เป็นได้ (ถึงแม้มันจะเป็นเขาวัว ไม่ใช่เขาแพะก็ตามที)

อย่างไรก็ตาม มิยาเบะก็ได้แสดงทัศนคติส่วนตัวแทรกลงไปในระหว่างเรื่อง โดยกล่าวเป็นนัยเกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาจากทั้ง 2 ประเด็นไว้ในหน้า 70 ว่า

เมื่อปัญญาและความกล้าหาญซึ่งพรากจากกันในอดีตกาลมารวมตัวกันอีกครั้ง เวทมนตร์คำสาปที่ครอบคลุมมาเนิ่นนานก็จางหาย ลำแสงเจิดจรัสจะปรากฏบนโลกอีกครั้ง

แม้จะไม่ได้มีรูปแบบเป็นนามธรรมนัก แต่ก็สามารถสรุปได้ว่า ต้องมีสติปัญญารอบคอบ พิจารณาปัญหาโดยละเอียด โดยไม่ยึดความเชื่อที่ถือปฏิบัติกันมานานเป็นหลัก และไม่ผลักความรับผิดชอบไปที่ผู้ใดผู้หนึ่ง แต่ต้องกล้าที่จะเผชิญและฝ่าฟันปัญหาไปพร้อมกัน

ในที่สุด ด้วยปัญญาและความกล้าหาญ (มีสัญลักษณ์เป็นเสื้อคลุมและดาบที่มีลวดลายจากคัมภีร์เจิดจรัส) อิโคะจึงสามารถเอาชนะราชินีและปราสาทแห่งม่านหมอก ทำให้หมอกแห่งความหลงผิดสลายไป ส่วนเขาบนหัว อันเป็นสัญลักษณ์ของผู้รับบาปและภาระก็หักลง เป็นการประกาศอิสรภาพให้กับตนเอง ยอร์ดา หมู่บ้านโทะคุสะ และเด็กมีเขาที่จะเกิดมาในอนาคต จากความเชื่องมงายที่ครอบงำมนุษย์มาหลายร้อยปีได้สำเร็จ

ส่วนในโลกแห่งความเป็นจริง มิยาเบะ มิยูกิ ได้ใช้ปัญญาและความกล้าหาญเพื่อจุดประกายความคิดให้กับผู้อ่าน เชิญชวนให้พวกเขาช่วยกันขจัดความเชื่อฝังหัวผิดๆ และร่วมกันแก้ไขปัญหาสังคม ซึ่งแม้จะเป็นพลังเล็กน้อย แต่ข้าพเจ้าก็เชื่อมั่นและสนับสนุนในอุดมการณ์ของเธอ และหวังว่าความคิดนี้จะประสบผลสำเร็จ

ก่อนที่มนุษย์ทุกคนจะหลงเข้าไปอยู่ในม่านหมอก

และเปลี่ยนโลกให้กลายเป็นพิภพของอสุรเทพในที่สุด

ทความข้างบนเป็นบทความแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือ 1 ใน 3 บทที่ผมส่งไปยังบริษัทอมริทนร์เพื่อร่วมการคัดเลือกเข้าโครงการเขียนเป็นเล่ม ปีที่ 2 ซึ่งผมก็ผ่านเข้าไปได้อย่างที่หวังไว้ แต่จนบัดนี้ยังไม่ทราบเลยว่าได้ผ่านเข้าไปเพราะบทไหน จึงเก็บไว้ชื่นชมทั้ง 3 บท

ที่จริง ตั้งใจว่าจะเขียนบทความสักบทเกี่ยวกับเรื่อง "อิโคะ" มานานแล้ว โดยมีเหตุผล 2 ประการ ประการแรกคือ เป็นคนที่ชอบจินตนิยาย (หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม "นิยายแฟนตาซี") ที่สอดแทรกประเด็นความคิดบางอย่างเอาไว้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ถ้าเรื่องไหนที่ใช้จินตนาการล้ำเลิศ และมีองค์ประกอบที่ชวนให้ตีความได้เป็นบ้าเป็นหลังจะชอบมากเป็นพิเศษ และเรื่องนี้ก็จัดเป็นหนึ่งในหนังสือเหล่านั้น พออ่านจบแล้วก็รู้สึกว่า "ใช่เลย!" และเอากลับไปนอนคิดอีก 2 คืนก่อนจะสรุปความคิดมาได้ดังกล่าว (ความจริงอยากจะบอกว่าชอบเรื่องที่มีเด็กหนุ่มอายุ 10 กว่าขวบเป็นตัวเอก แต่ไม่บอกดีกว่า)

อีกประการ มาจากการได้อ่านบทวิจารณ์หนังสือเล่มนี้จากผู้อ่านหลายท่าน ซึ่งบางคนเป็นแฟนพันธุ์แท้ของ มิยาเบะ มิยูกิ บางคนในกลุ่มที่ว่าไม่ชอบเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่า เหมือนหนังสือเฉลยเกมบ้างล่ะ เพ้อฝัน ไร้ความสมจริงบ้างล่ะเป็นหนังสือสำหรับเด็กบ้างล่ะหรือบางคนพอรู้ว่าเป็นแนวแฟนตาซี ไม่ใช่อาชญนิยายตามแบบฉบับของมิยาเบะซัง ก็ไม่สนใจเสียดื้อๆ ผม ซึ่งยอมรับว่าชอบเรื่องนี้ ย่อมไม่เห็นด้วยเป็นธรรมดา เลยตั้งใจว่าจะรวบรวมแนวคิดที่ได้จากเรื่องนี้มาบอกเล่าเก้าสิบกันบ้าง เผื่อจะทำให้ใครบางคนสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา

ไหนๆ ก็พูดถึงหนังสือแล้ว คงไม่สมควรถ้าจะไม่พูดถึงเกมเพลย์สเตชั่น 2 ที่เป็นที่มาของเนื้อเรื่อง บังเอิญว่าบ้านผมเป็นครอบครัวที่ยกย่องเครื่องคอมพิวเตอร์เหนืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับความบันเทิงอื่นใด ผมจึงไม่มีโอกาสได้สัมผัสกับแท่งหรรษาของเครื่องเล่มเกมคอนโซลอื่นๆ จึงไม่สามารถทำความรู้จักกับ "อิโคะ" อย่างลึกซึ้งได้ กระนั้น ผมก็ยังพอค้นคว้า (และได้ข้อมูลจากเพื่อนที่เล่นเกมนี้) จนรู้รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับเกมนี้ เป็นต้นว่า เกมนี้เป็นงานศิลปะแบบ "Minimalism" คือเน้นความ "เล็ก" "น้อย" และ "กระชับ" เข้าว่า (หมายถึงเนื้อเรื่องนะ ไม่ใช่อะไรบางอย่าง...เอ๊ะ ว่าแต่มันอะไรล่ะ) เรื่องเปิดมาตอนเจ้าอิโคะโดนคณะนักบวชไอ้โม่งจับขึ้นมาแล้วพาไปขังที่ปราสาทแห่งหนึ่ง จากนั้นอิโคะ (ภายใต้การควบคุมของเรา) ก็ต้องหาทางออกจากปราสาท ช่วยสาวงามที่ถูกขังในกรงนกขนาดยักษ์ต่อสู้กับปีศาจเงาและนางมารที่เป็นแม่ของสาวน้อยดังกล่าว แล้วตอนจบก็ไปนั่งกินแตงโมสบายใจเฉิบกับสาวน้อยบนหาดที่ไหนก็ไม่รู้ สรุปก็คือ เกมนี้ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวใดๆ ที่ไม่จำเป็นกับการเล่นเลยแม้แต่น้อย ผู้เล่นเพียงแค่พาอิโคะกับยอร์ดา (อะ...อย่างน้อยผู้เล่นก็ยังพอรู้ชื่อเธอบ้างล่ะ) หนีออกจากปราสาทโดยครบอาหาร 32 ก็เท่านั้น ไม่ต้องไปสนใจความเป็นมาของตัวละคร ว่าอิโคะถูกจับมาเพราะอะไร ยอร์ดาไปนั่งจับเจ่าในกรงนกทำไม ปีศาจเงามาจากไหน ฯลฯ สรุปคือ คณะผู้สร้างเกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้จินตนาการเนื้อเรื่องเพิ่มเติมเต็มที่

ทีนี้ แฟนเกมอิโคะคนหนึ่งก็บังเกิดจินตนาการสุดบรรเจิดขึ้นมา แล้วติดต่อไปยังบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เกมนี้เพื่อขอนำเนื้อเรื่องในเกมไปขยายและเขียนเป็นนิยาย บริษัทยอมไหม... ยอมสิ ทำไมจะไม่ยอม ได้โอกาสในการประชาสัมพันธ์เกมของตนในทางอ้อมทั้งที ประกอบกับแฟนเกมคนดังกล่าวก็ไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหน เป็นนักเขียนชื่อดังระดับประเทศทีเดียว (หวังว่าพออ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว คุณๆ คงพอเดาได้ว่า แฟนเกมคนนั้นคือ มิยาเบะ มิยูกิ นะครับ) ดังนั้น มิยาเบะซังจึงได้สิทธิ์ในการเรียบเรียงเนื้อเรื่องในเกม และสร้างสรรค์เรื่องราวขึ้นเป็น "ICO - Kiri no Shiro" (อิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอก) เรียกได้ว่าเป็น "แฟนฟิคชัน" (Fan's Fiction) อย่างเป็นทางการก็คงไม่ผิด

ไหนๆ ก็พูดถึงมิยาเบะซังแล้วก็ขอแถลงไขความในใจสักเล็กน้อยหลายคนพอได้ยินชื่อ มิยาเบะ มิยูกิ แล้วมักนึกถึงแต่นิยายลึกลับ สอบสวน ฆาตกรรม แต่อันที่จริง เธอยังมีผลงานแนววิทยาศาสตร์ แนวแฟนตาซี และมีที่เป็นวรรณกรรมเยาวชนอีกด้วย ตัวอย่างเด่นๆ เรื่องหนึ่งคือ "Brave Story" ซึ่งเป็นเรื่องของเด็กที่เข้าไปในมิติอื่นเพื่อหาทางช่วยแม่ เรื่องนี้ได้รับการสร้างเป็นภาพยนตร์แอนิเมชันและเขียนเป็นการ์ตูนด้วยนะ ตัวเอกในฉบับแอนิเมน่ารักมั่กๆ แต่ในฉบับการ์ตูนหน้าแก่โคตร (โดนเพิ่มอายุอีกต่างหาก เนื้อเรื่องจริงตัวเอกจะอยู่ประมาณ ป.5 ในการ์ตูนล่อเข้าไปชั้น ม.3) การ์ตูนเป็นลิขสิทธิ์ของสยามอินเตอร์คอมมิกส์ หาซื้อได้ตามร้านหนังสือทั่วไป ส่วนแอนิเมชัน คิดว่ายังไม่เข้าในประเทศไทย (หาใน YouTube.com ก็เจอแต่เทรเลอร์ง่า...)

ส่วนทางด้านเกมนั้น บริษัท Sony เจ้าของลิขสิทธิ์ ได้ออกเกมมาอีกเกมหนึ่ง ซึ่งผู้เล่นหลายคน 'เชื่อ' กันว่าเป็นภาคก่อน (Prequel) ของเกมอิโคะ (ทำนองเดียวกับที่ Star Wars Episode I - III ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนกลับมาสร้างหลังEpisode IV - VI) เกมนั้นมีชื่อว่า "Shadow of the Colossus" (หรือชื่อในเวอร์ชันญี่ปุ่นว่า "Wander and the Colossus") เนื้อเรื่องคร่าวๆ คือ ภารกิจของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งในการตามล่าอสูรยักษ์ 16 ตน มีอะไรหลายๆ อย่างในเกมที่เชื่อมโยงกับเกมอิโคะ แต่เรื่องนี้ยังไม่มีนักเขียนท่านไหนมาจับปากกาแต่งเรื่องให้ (แม้จะมีข่าวลือว่าเจ๊มิยาเบะจะรับไปเขียนให้ก็ตาม) ในขณะนี้จึงมีนักเขียนสมัครเล่นจำนวนมากแต่งแฟนฟิคชันให้เกมนี้ ดีบ้างเลวบ้างตามความสามารถแต่ละคน แต่ที่ผมอ่านแล้วคิดว่าเข้าท่าที่สุดคือที่คุณอนิธิน เพื่อนร่วมอุดมการณ์จากคณะเดียวกันได้แต่งลงเว็บบอร์ดต่างๆ ใช้ชื่อเรื่องว่า "ตำนานคนจรผู้สาบสูญ" (A Tale of a Lost Wonderer) ไม่ได้เชลียร์เพื่อนนะครับ แต่ของเขาดีจริง ผมรับประกันฝีมือเพื่อนคนนี้เลย เอาหัวเป็นประกันเลย เอ้า! ลองเข้าไปอ่านดูก็ได้ว่าจะสนุกเทียบเท่ากับนิยายของมิยาเบะซังหรือไม่ (หมายเหตุ ลิงค์ที่ให้ไปเป็นตอนล่าสุดที่เพื่อนผมคนนี้ลงไว้ในบอร์ด JJ-Book ซึ่งเขาได้ลงลิงค์ของตอนก่อนๆ ไว้ด้วย)

กลับมาที่บทความของผมบ้างดีกว่า ถ้าใครอ่านแล้วรู้สึกเวียนหัวเพราะได้อารมณ์วิชาการมากเกินไปก็ต้องขออภัยด้วยครับ ผมอ่านไปยังเวียนหัวเองเลย ให้ดิ้นตายเถอะ! คิดว่าถ้ามีเวลาว่าง และถ้าขยันพอ จะเขียนถึงเรื่องอิโคะอีกครั้ง แบบที่อ่านสบายกว่านี้น่ะนะ

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ว่าจะอ่านหลายหนแล้ว ปต่ยังไม่ได้อ่านซักที เดี๋ยวจะไปเช่ามาอ่านดูแล้วล่ะ
เดี๋ยววันอาทิตย์เอาไปให้ยืมเอามั้ยล่ะ

ขออภัยครับ คอมเมนต์เปล่าด้านบนคือผมเอง -_-"

สารภาพว่าเคยเข้ามาอ่านก่อนหน้านานแล้ว แต่รู้สึกตอนนั้นจะโพสต์ได้เฉพาะสมาชิก ผมเลยไม่ได้คอมเมนต์แสดงตัว

อ่านแล้วตรงใจกับคุณวังน้ำวล (เอ่อ ผมสะกดชื่อถูกรึเปล่าครับนี่) ในแง่ที่ผู้ใหญ่ (คนที่ตัวใหญ่กว่า) ชอบผลักปัญหาไปให้เด็ก (ที่ตัวเล็กกว่า) ครับ คุณมิยาเบะคนเขียนเสียดสีซะจนกลัวๆตัวเองเลย

แต่ในแง่มุมนี้ โดยส่วนตัว ผมยังมีความเห็นเพิ่มเติมนิดหน่อยเกี่ยวกับตัวละครฟาก 'ผู้ใหญ่' ในเรื่องนี้ เพราะในหมู่พวกสาวกสุริยเทพหน้าเหม็นทั้งหลาย ยังมีหัวหน้าหมู่บ้านกับแม่หญิงโอเนะ และอัศวินโอซุมะ ผมมองว่าพวกเขาเป็นเหมือนตัวบ่งโดยนัยถึงความซับซ้อนในโลกของผู้ใหญ่อีกด้านหนึ่งที่ว่า ผู้ใหญ่ไม่ได้เป็นแบบนั้นทั้งหมด พวกเขาบางส่วนก็พยายามจะช่วยเด็กๆอย่างสุดความสามารถเช่นกัน

...เพียงแต่ในบางครั้งบางโอกาส ถึงอยากจะทำแค่ไหน พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่อาจต่อต้านกระแสจากคนในโลกเดียวกันกับเขา(ผู้ใหญ่ด้วยกัน)ได้เลย TT_TT...

เป็นรีวิวที่ยาวเหยียดแต่อ่านสนุกดีครับ เห็นข้อสอดแทรกบางอย่างได้เจนชัดขึ้นเยอะ และก็ได้เห็นมุมมองที่ผมอ่านแล้วอ่านผ่านเลยอย่างเรื่อง 'สติปัญญาและความกล้าหาญ' กับเรื่อง 'เขาที่หักลง' ด้วย

ดูจากชื่อเมล์ของคุณวังน้ำวล แล้ว ชอบฝ่ายซิธเหรอครับ ผมก็ชอบฝ่ายซิธอยู่ตัวนึงเหมือนกัน(ดาร์ธโมล) เท่กว่าเจไดเยอะแยะเลยอ่ะ :D

blue mouse - เด็กโข่งที่ชอบเรื่องตำนานคนจรฯ เหมือนกัน :)




#9  by  blue mouse (203.154.77.9 /10.12.11.129, 203.150.46.99) At 2007-05-15 16:39, 
สวัสดีครับคุณมุสิกสีน้ำเงินแห่งเว็บเจเจ

อืม จริงเนอะ ผมก็ดันไปเหมารวมว่าผู้ใหญ่ไม่ดีเสียหมดซะอีก ทั้งที่ยังมีผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ดี อย่างโอซุมะกับแม่หญิงโอเนะอยู่ด้วย อันที่จริงก็รวมผู้ใหญ่บ้านด้วยละกัน เพราะทุกคนต่างก็ต้องยอมจำนนต่อ "อำนาจมวลชน" ที่ยิ่งใหญ่กว่ากำลังของปัจเจกชนเช่นเขา อืมๆ

ที่ก่อนหน้านี้ผมต้องจำกัดให้รับคอมเมนต์ได้เฉพาะสมาชิกเพราะมีเด็กเกรียนชอบมาวุ่นวาย แต่ตอนนี้เกรียนคนนั้นมันสมัครสมาชิกแล้ว ก็เลยไม่มีประโยชน์อะไรอีก เหอๆ แต่จริงๆ ก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรนักหรอกครับ ออกจะรำคาญบ้างเท่านั้น

อย่างไรก็ดี ยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยกันครับ คุณ Blue Mouse เป็นนักอ่านที่ละเอียดรอบคอบและมีมุมมองน่าสนใจคนหนึ่ง อันนี้สังเกตเอาจากคอมเมนต์ที่คุณลงไว้ในนิยายของอนิธินเพื่อนผม ก็ขอขอบคุณแทนอนิธินด้วยนะครับ แล้วว่างๆ ก็เข้ามาเยี่ยมเยียนได้ตามสบายครับ แต่ต้องเตือนไว้ก่อนว่าบางวันอาจหาสาระไม่ได้บ้าง เพราะ จขบ.เองก็ไม่ได้เป็นคนมีสาระอยู่แล้ว เคี้ยกๆๆ
เป็นบทความที่ให้ข้อคิดมากเลยค่ะ ขอติดตามน่ะค่ะ big smile
#11  by  แอ๊ปเปิลตั้งเวลา At 2008-07-23 10:11, 
open-mounthed smile open-mounthed smile
#12  by  mp3 (114.128.76.147) At 2009-07-07 23:33, 
แจ่มมากครับ
#13  by  เพลง mp3 (112.143.11.91) At 2009-07-08 23:06, 
ขอบคุณครับ
#14  by  Download All Mp3 (203.156.6.216) At 2009-07-10 00:15, 
ขอบคุณครับ
#15  by  Download All Mp3 (203.156.6.216) At 2009-07-10 00:20, 
it's cool
#16  by  Pocket Silver Watch (203.156.6.216) At 2009-07-10 01:06, 
ขอบคุณมากครับ
#17  by  SOLID GOLD WATCHES (114.128.230.177) At 2009-07-10 06:56, 
ขอบคุณมากค๊า
#18  by  เพลง (222.123.143.250) At 2009-08-16 12:44, 

<< Home


วังน้ำวล
View full profile