[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   ICO
แปลมาจาก   ICO Kiri no Shiro
ผู้เขียน   มิยาเบะ มิยูกิ
ผู้แปล   นิพดา เขียวอุไร
สำนักพิมพ์   เจบุ๊ค (JBOOK) ในเครือบริษัท บลิส พับลิชชิ่ง จำกัด: 2548
จำนวนหน้า   428 หน้า
ราคาปก   280 บาท
ISBN   974-9966-20-1

หมายเหตุ บทความนี้เป็นการ "วิจารณ์" (review) หนังสือ มิใช่การ "แนะนำ" (preview)เนื้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านที่ยังอ่านเรื่องดังกล่าวไม่จบหมดความตั้งใจจะอ่านต่อไปได้ (ดังที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "spoilers") จึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณเทอญ

ในสังคมแต่ละแห่ง มักมีค่านิยมบางอย่างที่คนในสังคมยึดถือสืบต่อกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ค่านิยมเหล่านี้อาจปรากฏในรูปของธรรมเนียม ประเพณี หรือคติความเชื่อ และได้รับการยึดถือปฏิบัติผ่านกาลสมัย จนไม่มีใครทราบมูลเหตุที่แท้จริงของค่านิยมดังกล่าว รู้แต่เพียงว่าเป็นสิ่งที่ พึงปฏิบัติ เท่านั้น ดังเช่นในเรื่องของ อิโคะ กับ ปราสาทแห่งม่านหมอก

อิโคะ เป็นเด็กชายที่ถือกำเนิดมาพร้อมกับชะตากรรมแสนอาภัพ เขาเกิดมาโดยมีเขา 2 ข้างอยู่บนหัว และตามธรรมเนียมของหมู่บ้านโทะคุสะที่เขาอาศัยอยู่ เด็กมีเขาถือเป็น บรรณาการ ที่จะต้องส่งมอบให้กับปราสาทแห่งม่านหมอกเมื่ออายุครบ 13 ปี มิฉะนั้น เจ้าผู้ครองปราสาทแห่งม่านหมอกจะบันดาลโทสะต่อหมู่บ้าน ดังเช่นที่เคยทำให้เมืองบนภูเขาอาถรรพณ์กลายเป็นหินทั้งเมืองมาแล้ว อิโคะได้รับการพร่ำสอนมาตลอดเรื่องภาระหน้าที่ในฐานะบรรณาการ แม้จะหวาดกลัวต่อความจริงที่ว่าเด็กบรรณาการไม่เคยได้ออกมาจากปราสาทแห่งม่านหมอกสักคน แต่ก็ยังตัดสินใจเสียสละเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้านที่ตนรัก

ทว่าโชคชะตายังเข้าข้างอิโคะอยู่บ้าง เมื่อ โตโตะ เพื่อนสนิทของอิโคะวางแผนจะดักรอระหว่างทางไปปราสาทแห่งม่านหมอกเพื่อช่วยเขาออกมา แต่โตโตะกลับพลัดหลงเข้าไปในเมืองหินบนภูเขาอาถรรพณ์ และพบ คัมภีร์เจิดจรัส ซึ่งเชื่อกันว่ามีอำนาจต่อกรกับปราสาทแห่งม่านหมอกได้ ลวดลายในคัมภีร์ถูกนำมาถักทอลงบนเสื้อคลุมสำหรับบรรณาการให้อิโคะสวม พลันบังเกิดความหวังว่า เขาอาจรอดกลับมาจากปราสาทได้

ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเสื้อคลุมทอลวดลายศักดิ์สิทธิ์ อิโคะจึงหลุดออกมาจากโลงหิน ซึ่งใช้กักขังเด็กบรรณาการจนตาย และเปลี่ยนวิญญาณพวกเขาให้เป็นปีศาจเงา ผู้รับใช้ของปราสาทแห่งม่านหมอกได้ ระหว่างหาทางออกจากปราสาท อิโคะได้เจอเด็กสาวนามว่า ยอร์ดา จึงชวนหลบหนีออกไปด้วยกัน และก็ได้พบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเข้า

ซึ่งไม่ใช่อำนาจชั่วร้ายที่สิงสถิตอยู่ในปราสาท แต่เป็นมูลเหตุแท้จริงของประเพณีส่งบรรณาการ...

ICO (อิโคะ) เป็นวรรณกรรมแปลแนวแฟนตาซีของสำนักพิมพ์ JBOOK ซึ่งอยู่ในสังกัดของบริษัท บลิสพับลิชชิ่ง จำกัด เป็นผลงานของ มิยาเบะ มิยูกินักเขียนผู้ได้รับสมญาว่า ราชินีแห่งนิยายลึกลับสืบสวนของญี่ปุ่น เนื้อหาในเรื่องดัดแปลงมาจากเกมส์เพลย์สเตชั่น 2 ในชื่อเดียวกัน (ส่วนผู้แปลคือ นิพดา เขียวอุไร)

หลายคนที่ชื่นชอบงานเขียนแนวลึกลับสืบสวนของมิยาเบะ มิยูกิจะไม่ค่อยชอบหนังสือเล่มนี้ ด้วยเหตุผลต่างๆ นานา บ้างก็ว่าขัดกับสไตล์การเขียนปกติของเธอ คือเป็นเรื่องแนวแฟนตาซี ไม่ใช่เรื่องลึกลับอย่างเคย จึงเขียนเรื่องได้ไม่สมจริง ขาดความลุ่มลึกไปบ้าง (แต่ข้าพเจ้าแอบท้วงอยู่ในใจบ่อยครั้ง เพราะรู้สึกได้ถึงบรรยากาศลึกลับชวนขนหัวลุกขณะอ่าน) บ้างก็ว่าอ่านแล้วเหมือนเป็นหนังสือเฉลยเกมส์ เพราะเน้นบรรยายการกระทำของตัวละครเป็นลำดับชัดเจนเกินไป จนลืมใส่ใจในเรื่องอารมณ์ความรู้สึกของตัวละคร

อย่างไรก็ดี ยังมีผู้อ่านอีกหลายคนที่ชอบหนังสือเล่มนี้ของเธอ รวมทั้งข้าพเจ้าด้วย

ไม่ทราบว่าเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่เคยอ่านหนังสือของมิยาเบะเล่มอื่นใดมาก่อนได้อ่านเรื่อง ICO จึงไม่เกิด ความคาดหวัง ในตัวผู้เขียนต่อผลงานเหมือนผู้อ่านที่ติดตามผลงานของเธอเป็นประจำ หรือเป็นเพราะข้าพเจ้าชอบอ่านวรรณกรรมเยาวชนและวรรณกรรมแฟนตาซีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ข้าพเจ้าจึงไม่ผิดหวังในหนังสือเล่มนี้ แต่ข้าพเจ้าบอกได้แน่ชัดว่า สาเหตุที่ทำให้ชอบคือ สาร ที่ผู้เขียนสอดแทรกเอาไว้อย่างชาญฉลาด ทั้งยังสามารถประยุกต์ใช้รายละเอียดจากเกมส์มาเป็นสัญลักษณ์สื่อความคิดได้อย่างลงตัว (คาดว่าเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้หลายคนชอบหนังสือเล่มนี้) ทำให้ผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่หนังสือสำหรับเฉลยเกมส์อย่างแน่นอน

ในภายหลัง เมื่อข้าพเจ้าได้อ่านหนังสือเล่มอื่นๆ ของมิยาเบะ มิยูกิ (ส่วนใหญ่เป็นลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์ JBOOK) จึงได้ทราบว่า เธอมักจะสอดแทรกประเด็นบางอย่างลงไปในงานเขียนของเธอเสมอ และประเด็นเหล่านั้นก็ล้วนเสียดสีสภาพสังคมในปัจจุบันทั้งสิ้น

ในเล่มนี้ ข้าพเจ้าคิดว่าประเด็นหลักที่เธอต้องการวิพากษ์มี 2 ประเด็นด้วยกัน โดยประเด็นแรกคือ การยึดถือค่านิยมบางอย่างสืบต่อกันมาจนกลายเป็น ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ

เทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล ซึ่งบูชาสุริยเทพ ผู้เป็นตัวแทนของความดีงาม ใช้เหล่าเด็กบรรณาการเป็นเครื่องมือหนึ่งในการหยุดเวลาภายในปราสาทแห่งม่านหมอก ด้วยความเชื่อว่าจะสามารถกักขังราชินีผู้ครองปราสาท และยังเป็นสาวกของอสุรเทพ ศัตรูของสุริยเทพไว้ได้ ส่วนหมู่บ้านโทะคุสะก็ถูกเทวอาณาจักรหลอกลวงอีกต่อหนึ่ง โดยบังคับให้ส่งเด็กที่เกิดมาแล้วมีเขาบนหัวไปถูกจองจำชั่วนิรันดร์ ณ ปราสาทแห่งม่านหมอก เพราะมีความเชื่อว่าเหล่า บรรณาการ เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปราสาท และจะเกิดความหายนะหากไม่มีการส่งเด็กบรรณาการไปให้ เมื่อกาลเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็เกิดเป็นประเพณีขึ้นมา และผู้คนต่างก็ลืมเลือนสาเหตุแท้จริงที่มีการส่งเด็กบรรณาการเข้าสู่ปราสาท เหลือไว้แต่ความเชื่อว่าการกระทำดังกล่าวจะทำให้ราชินีพอใจและไม่ก่อภัยพิบัติ

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ราชินีกับปราสาทแห่งม่านหมอก สามารถดำรงอยู่เป็นอมตะได้โดยไม่ต้องพึ่งบรรณาการแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่สะทกสะท้านจากการอยู่ในปราสาทที่เวลาหยุดเดินเสียอีก แต่นางก็มิได้ทำอะไร เพียงแค่เฝ้ามองบรรณาการคนแล้วคนเล่าถูกส่งเข้ามาขังและกลายเป็นอสุรกายเงา เพราะนางตระหนักดีว่า การที่มนุษย์เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองเช่นนี้ เป็นสิ่งที่อสุรเทพที่นางบูชาปรารถนาเหนืออื่นใด ดังที่นางกล่าวกับอิโคะในหน้า 370 ว่า

ถ้ามนุษย์ลงมือกระทำบาปเช่นนั้นด้วยความยินยอมพร้อมใจ ก็ถือว่าโลกใบนี้เป็นเครื่องสังเวยชั้นเยี่ยมของอสุรเทพแล้ว อสุรเทพผู้เป็นนายเหนือหัวของข้าถือเอาความหวาดกลัว ความพยาบาท ความโกรธแค้น และความเศร้าโศกของมนุษย์เป็นพลัง ท่านจะยินดีสักปานใดหนอ ข้าชนะแล้วความมืดชนะแล้ว เจ้าจะให้ข้าไม่พึงพอใจได้อย่างไร จริงไหม...เจ้าบรรณาการน้อย

แล้วในโลกที่พวกเราอาศัยกันอยู่เล่า ต่างกันอย่างไร มีคนมากมายเท่าใดในโลกที่ดำรงชีวิตอยู่ภายใต้ความเชื่อบางอย่างที่ยึดถือสืบต่อกันมาโดยไม่คำนึงถึงที่มาและผลกระทบต่อผู้อื่น

เชื่อว่า เงินซื้อได้ทุกอย่าง แก้ได้ทุกปัญหา ตอบสนองได้ทุกความต้องการ

เชื่อว่า เชื้อชาติของตนเองประเสริฐเลิศเลอ และเข่นฆ่าเชื้อชาติอื่นๆ ที่มองว่าต่ำต้อยกว่าราวกับผักปลา

เชื่อว่า พระเจ้าของศาสนาตนเท่านั้นที่เที่ยงแท้ ใครมีความเชื่อเป็นอื่นคือศัตรูทั้งสิ้น

เชื่อว่า วิธีการที่ดีที่สุดให้ได้มาซึ่งสันติภาพ คือ การทำสงครามประหัตประหารกัน

ด้วยความเชื่อผิดๆ เหล่านี้ จึงไม่น่าแปลกใจที่ยังเห็นผู้คนส่วนใหญ่ตกอยู่ในวังวนของสารพันปัญหา ราวกับเดินหลงอยู่ในหมอกหนาที่ล้อมรอบปราสาทแห่งม่านหมอก

อีกประเด็นหนึ่งคือ การที่ผู้ใหญ่มักผลักความรับผิดชอบเรื่องปัญหาสังคมให้กับเด็ก

ดังเช่นในเรื่อง ICO ยอร์ดา ซึ่งแท้ที่จริงเป็นลูกสาวของราชินีแห่งปราสาทแห่งม่านหมอก ถูกลงอาคมทำให้กลายเป็นผู้กักขังเวลา คอยเก็บกักเวลาในปราสาทไว้ให้หยุดนิ่งตลอดกาล เพื่อควบคุมมิให้มารดาของเธอกระทำสิ่งใดตามบัญชาของอสุรเทพได้ ส่วนอิโคะและเด็กบรรณาการจำนวนนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ก็ถูกส่งมาเพื่อคอยเฝ้าควบคุมยอร์ดาไม่ให้พยายามหลบหนีออกจากปราสาท อันจะทำให้เวทมนตร์หยุดเวลาเสื่อมลงได้ ส่วนกลุ่ม ผู้ใหญ่ ที่คิดริเริ่มวิธีการดังกล่าวและกำหนดประเพณีส่งบรรณาการ อันได้แก่ เชื้อพระวงศ์และนักบวชของสุริยเทพแห่งเทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล กลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอยู่ในพระนครของอาณาจักรโดยไม่รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเด็กๆ อย่างอิโคะและยอร์ดาแม้แต่น้อย

เมื่อมองกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริง ข้าพเจ้าก็ไม่ได้รู้สึกแตกต่างจากในหนังสือแต่ประการใด มีเด็กมากมายที่ต้องรับเคราะห์กรรมจากการกระทำอันเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่ อาทิ ถูกฆ่าตายในสงครามซึ่งผู้ใหญ่เป็นผู้ก่อ ตกเป็นทาสยาเสพติดซึ่งผู้ใหญ่ผลิตและขาย ตกเป็นเหยื่อจากการล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้ใหญ่ที่มีสภาพจิตผิดปกติ และนอกจากนี้ยังถูกห้ามมิให้อ่านหนังสือการ์ตูน เพราะผู้ใหญ่ผู้ หวังดี มีความคิดเห็นว่าหนังสือการ์ตูนเต็มไปด้วยภาพลามกอนาจาร อันจะทำให้เด็กใจแตกและเสียคนได้ ทั้งที่ยังมีสื่อลามกอีกมากมายเผยแพร่อยู่ทั่วสังคม ซึ่งผู้ใหญ่ผลิตขึ้น แต่ไม่สนใจจะกวาดล้างแต่ประการใด

ประเด็นนี้ ทำให้ข้าพเจ้านึกถึงภาพยนตร์แนวอภิสัจนิยม (Surrealism) จากประเทศสวีเดน ชื่อว่า Songs from the Second Floor กำกับโดย รอย แอนเดอร์สัน (Roy Andersson) เป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างค่อนข้างรุนแรง มีหลายฉากที่ดูเผินๆ แล้วตลกขบขันดี แต่พอได้คิดทบทวนแล้วก็ต้องอึ้งจนหัวเราะไม่ออก ฉากที่ชวนให้สะ