[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   จินตนาการไม่รู้จบ
แปลมาจาก   (ต้นฉบับภาษาเยอรมัน) Die Unendliche Geschichte
(ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) The Neverending Story
ผู้เขียน   มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende)
ผู้แปล   (ฉบับภาษาอังกฤษ) ราล์ฟ เมนไฮม์ (Ralph Mainheim)
(ฉบับภาษาไทย) รัตนา รัตนดิลกชัย
สำนักพิมพ์   คุณพ่อ: 2544 (พิมพ์ครั้งที่ 5)
จำนวนหน้า   458 หน้า
ราคาปก   215 บาท
ISBN   974-89102-5-3

ชื่อ   จินตนาการไม่รู้จบ
แปลมาจาก   Die Unendliche Geschichte
ผู้เขียน   มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende)
ผู้แปล   รัตนา รัตนดิลกชัย
สำนักพิมพ์   แพรวเยาวชน ในเครืออมรินทร์ : 2548
จำนวนหน้า   382 หน้า
ราคาปก   295 บาท
ISBN   974-75975-4-2

หมายเหตุ บทความนี้เป็นการ "วิจารณ์" (review) หนังสือ มิใช่การ "แนะนำ" (preview)เนื้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านที่ยังอ่านเรื่องดังกล่าวไม่จบหมดความตั้งใจจะอ่านต่อไปได้ (ดังที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "spoilers") จึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณเทอญ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกของเราดวงนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลก ได้ให้ความสำคัญกับจินตนาการในฐานะ บ่อเกิดแห่งความรู้ เขาอธิบายว่า ในสมัยก่อน เมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่ถือกำเนิด มนุษย์ได้แต่อาศัยจินตนาการในการอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น เวลาเกิดฟ้าแลบฟ้าร้องก็บอกว่าเป็นผลจากการที่รามสูรขว้างขวานใส่เมขลาเพื่อแย่งชิงแก้ววิเศษ อีกทั้งจินตนาการยังเป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกจำนวนนับไม่ถ้วนในปัจจุบัน เช่น ความคิดที่จะทำให้มนุษย์บินบนฟ้าได้โดยการติดปีกให้กับตนเองได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ ออร์วิลล์และวิลเบอร์ ไรท์ สร้างต้นแบบของเครื่องบินในปัจจุบันขึ้นมา จนเกิดเป็นประโยคอมตะว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

ในแวดวงศิลปะ จินตนาการเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลป์ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านวรรณศิลป์นั้น ผู้เสพงานต้องใช้จินตนาการมากกว่าการเสพงานศิลป์ประเภทอื่นเป็นสองเท่า ต่างจากการชมภาพจิตรกรรมที่สัมผัสได้ด้วยตา ต่างจากการฟังดนตรีซึ่งรับรู้ได้ด้วยหู การเสพงานวรรณกรรมต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้อันลุ่มลึกภายใต้ตัวอักษรนับล้านเพื่อสร้างสัมผัสทั้งห้าขึ้นมาจากความว่างเปล่า และในบรรดาวรรณกรรมด้วยกัน งานเขียนที่จำเป็นต้องใช้จินตนาการมากที่สุดคือประเภท แฟนตาซี ซึ่งมักประกอบไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ วิจิตรพิสดารเกินกว่าโลกในชีวิตจริง สมกับความหมายที่แท้จริงของ Fantasy ที่แปลว่า ความเพ้อฝัน วรรณกรรมแฟนตาซีส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของมิติมหัศจรรย์ สัตว์ประหลาด เวทมนตร์ และสารพัดสิ่งที่ไม่อาจพบเห็นได้ในความเป็นจริง จึงมักโดนมองว่าเป็นการใช้จินตนาการเพื่อชักชวนให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มไปกับโลกแห่งความฝัน หลบหนีโลกแห่งความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม มีวรรณกรรมแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง (และอาจเป็นเรื่องเดียว) ที่กล่าวถึงความสำคัญของจินตนาการเกินกว่านั้น ในเรื่องดังกล่าว จินตนาการเป็นอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริง และทั้งสองสิ่งต้องดำรงอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลของสรรพสิ่ง หาไม่แล้วจะนำมาซึ่งความพินาศสิ้นของทุกฝ่าย

วรรณกรรมที่ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงเป็นอมตะ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จินตนาการไม่รู้จบ (Die Unendliche Geschichte / The Neverending Story)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ บาสเตียน บัลธาซาร์ บูกซ์ เด็กอ้วนผู้อ่อนแอและขี้ขลาดได้พบหนังสือชื่อ ตำนานไม่รู้จบ เขาได้ขโมยมันจากร้านขายหนังสือเก่าและแอบนำไปอ่านที่ห้องใต้หลังคาของโรงเรียน ได้รับรู้เรื่องราวของอาณาจักรแห่งจินตนาการที่กำลังถูก ความว่างเปล่า กลืนกินจนใกล้ล่มสลาย และการผจญภัยของเด็กหนุ่มผิวเขียว อัทเทรอู กับมังกรนำโชค ฟูคัวร์ เพื่อเสาะหาผู้ที่สามารถช่วยเหลือ องค์ยุวจักรพรรดินี ผู้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งจินตนาการให้หายจากอาการพระประชวร ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะกอบกู้อาณาจักรได้ เมื่อบาสเตียนอ่านหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ได้รู้ถึงอำนาจมหัศจรรย์ของมัน และเข้าใจว่าเขาก็คือผู้ที่สามารถช่วยยุวจักรพรรดินีและอาณาจักรของนางได้ ในที่สุด เขาก็ได้เข้าไปสู่อาณาจักรจินตนาการ ได้รับพรจากยุวจักรพรรดินีให้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา มีความกล้าหาญ ทั้งยังได้รับพระราชทาน ออรีน เครื่องรางขององค์ยุวจักรพรรดินี ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างเรื่องราวในจินตนาการขึ้นมาเป็นความจริงได้ ทว่าการใช้พลังของออรีนนั้นต้องแลกกับความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กธรรมดาในโลกแห่งความเป็นจริงของเขา ซึ่งอาจทำให้เขาสูญเสียความทรงจำโดยสมบูรณ์ และติดอยู่ในอาณาจักรจินตนาการตลอดไป

ผลงานชิ้นที่ผ่านมา อาทิ วรรณกรรมเยาวชนชุด จิม กระดุม (Jim Knopf) ทั้งสองเล่ม และ "โมโม"(Momo) แสดงให้เห็นว่า เอ็นเด้ไม่เพียงสามารถการเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานชวนติดตามเท่านั้น หากแต่ยังสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีสังคมอย่างแยบคายอีกด้วย ส่วนเรื่องจินตนาการไม่รู้จบนั้น เขาได้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น โดยการแฝงแนวคิดเชิงปรัชญาตะวันออกเข้าไปในเนื้อเรื่อง มีบ่อยครั้งที่เอ็นเด้นำแนวคิดเรื่องความเป็น ทวิลักษณ์ หรือการที่สิ่งสิ่งหนึ่งประกอบไปด้วยด้านสองด้านที่ตรงข้ามกัน และการรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองด้านนั้นเพื่อสร้างระเบียบให้กับสรรพสิ่ง อันเป็นคำสอนหลักของลัทธิเต๋า มาแสดงผ่านทางองค์ประกอบต่างๆ ในเรื่อง ตัวอย่างเช่น การที่ เพอริลิน ป่าแห่งราตรีกาลพบกับจุดจบในทุกเช้า เพื่อทำให้ โกอับ ทะเลทรายหลากสี และสิงโตโกกราแมน เจ้าแห่งทะเลทรายหลากสีมีชีวิตขึ้นมา และเมื่อย่างเข้าสู่เวลากลางคืน โกกราแมนก็จะตายไปพร้อมกับทะเลทรายเพื่อทำให้ป่าเพอริลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่วนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด (ซึ่งยังคล้ายกับคำสอนเรื่อง สังสารวัฏ ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย) หรือการที่น้ำตาของชาวอคาริส เผ่าพันธุ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดในอาณาจักรแห่งจินตนาการ กลายเป็นต้นกำเนิดของเมืองที่สวยงามที่สุดดังเช่นเมืองอมาร์แก็นท์ (เป็นการแสดงความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด ที่จัดให้ ความงดงาม งอกเงยขึ้นมาจาก ความอัปลักษณ์ ซึ่งถือเป็นแนวคิดแบบทวิลักษณ์อย่างหนึ่งเช่นกัน)

สำหรับเอ็นเด้ จินตนาการและความเป็นจริงเป็นทวิลักษณ์ของกันและกัน โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเป็นโลกสองใบที่ทับซ้อนกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ก็เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญเหรียญหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในโลกฝั่งหนึ่งก็จะส่งผลกระทบกับโลกอีกฝั่งหนึ่งด้วย เช่น การที่ความว่างเปล่ากำลังทำลายโลกจินตนาการนั้นก็เป็นผลกระทบมาจากการที่มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เชื่อว่าจินตนาการมีอยู่จริง หากแต่เป็นเพียง ความเท็จ ในทางกลับกัน โลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างแห้งแล้ง อยู่อย่างว่างเปล่าไปวันๆ (หนึ่งในนั้นคือพ่อของบาสเตียนที่ยังทำใจไม่ได้กับความตายของภรรยา จนไม่สนใจลูกชายอย่างบาสเตียน) อันเป็นผลสืบเนื่องจากหายนะที่เกิดขึ้นในโลกจินตนาการด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาของทั้งสองฝ่ายจึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่อยู่อาศัยในโลกทั้งสองใบ ดังเช่นการที่อูยูลาลาแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์แดนใต้แนะนำให้อัทเทรอูพามนุษย์เข้ามารักษาองค์ยุวจักรพรรดินีโดยถวายพระนามใหม่ให้พระองค์ และการที่บาสเตียนตัดสินใจเข้ามาช่วยเหลือโดยถวายพระนามใหม่ว่า ธิดาจันทรา

ความเป็นทวิลักษณ์ของจินตนาการและความจริงถูกนำเสนอผ่านสัญลักษณ์สองอย่าง อย่างแรกคือตัวละครเอกสองตัวจากทั้งสองโลก บาสเตียนและอัทเทรอู ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อพิจารณาลงไปให้ลึกยิ่งขึ้น จะพบว่าทั้งคู่ก็คือคนคนเดียวกัน อัทเทรอูไม่ได้มองเห็นภาพบาสเตียนในโลกมนุษย์ผ่านประตูกระจกเงาแห่งเทวสถานอูยูลาลาโดยบังเอิญ แต่นั่นเป็นการสะท้อนจิตใจเบื้องลึกของเด็กทั้งคู่ออกมา อัทเทรอูมีจิตใจอ่อนโยนเช่นเดียวกับบาสเตียน ในขณะที่บาสเตียนเองก็มีความกล้าหาญเหมือนอัทเทรอูด้วย (ถึงแม้เขาจะแสดงมันออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ตาม เช่น กล้าออกตัวปกป้องเด็กๆ โดยรวมว่ามิได้โง่เง่าไปเสียหมดอย่างที่คุณโคเรแอนเดอร์ เจ้าของร้านหนังสือเก่าเข้าใจ และในภายหลัง บาสเตียนยังกล้าพอที่จะมาสารภาพกับคุณโคเรแอนเดอร์ว่าแอบขโมยหนังสือตำนานไม่รู้จบมาอ่านอีกด้วย) และต่างฝ่ายต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นเดียวกับจินตนาการกับความเป็นจริง ในครึ่งแรกของเรื่อง บาสเตียนช่วยอัทเทรอูและชาวจินตนาการทั้งหมดให้รอดพ้นจากความล่มสลายอันมีที่มาจากความว่างเปล่า ส่วนในครี่งหลัง อัทเทรอูก็ช่วยให้บาสเตียนได้รับความทรงจำที่ออรีนดูดไปคืน และกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย

อีกอย่างคือรูปลักษณ์ของเครื่องรางออรีน ซึ่งเป็นรูปงูสองตัวงับหางของกันและกันไว้จนเป็นรูปวงแหวน ตัวหนึ่งสีขาว อีกตัวหนึ่งสีดำ งูทั้งสองตัวเปรียบได้กับโลกทั้งสองใบ และการที่พวกมันงับหางของกันและกันไว้ก็เป็นการเชื่อมโยงจินตนาการและความจริงไว้ด้วยกัน ให้สรรพสิ่งสามารถดำรงต่อไปได้อย่างไม่มีจุดสิ้นสุด เหมือนวงกลมที่ไม่มีต้นและปลาย หากแต่เมื่อใดที่งูตัวใดตัวหนึงปล่อยหางของอีกตัว ความสมดุลระหว่างโลกทั้งสองใบก็จะสูญสลายไป ส่งผลให้จินตนาการและความเป็นจริงไม่อาจยึดเหนี่ยวกันและกันไว้ได้อีกต่อไป พลันเกิดหายนภัยขึ้นในท้ายที่สุด

ถ้าในโลกมนุษย์มีเพียงความเป็นจริง ปราศจากจินตนาการ มนุษย์ก็คงใช้ชีวิตกันโดยยึดติดอยู่กับความเป็นจริงเพียงอย่างเดียว และจะไม่สามารถคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาในสังคมให้หมดไปหรือแม้แต่หลีกหนีปัญหาให้พ้นได้ ทั้งนี้เพราะไม่มีจินตนาการอันเป็นบ่อเกิดของความคิดสร้างสรรรค์ในการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ มนุษย์จะถูกตีกรอบอยู่ภายใต้สังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาและความเครียดที่วนเวียนไปมาอย่างไม่มีสิ้นสุด

ในทางกลับกัน การใช้ชีวิตอยู่กับจินตนาการเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจโลกภายนอก ก็จะทำให้หลงลืมความเป็นจริงไปจนหมดสิ้น จมอยู่กับความเท็จที่ตนสร้างขึ้นมา สุดท้ายอาจลืมกระทั่งชื่อและตัวตนของตัวเองไป ดังเช่นมนุษย์ที่อยู่ในเมืองแห่งอดีตจักรพรรดิที่ใช้พลังแห่งจินตนาการจากออรีนจนถูกดูดความทรงจำไปจนหมด และต้องติดอยู่ในอาณาจักรแห่งจินตนาการจนวาระสุดท้ายของชีวิต

ความเป็นจริงและจินตนาการจึงต้องมีอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลระหว่างกันและกัน มนุษย์เราสามารถนำจินตนาการมาใช้ประโยชน์ในโลกแห่งความเป็นจริงได้ ทั้งในรูปของการคิดค้นทฤษฎีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม หรือเพื่อสร้างสรรค์งานศิลป์สำหรับกล่อมเกลาและบรรเทาจิตใจของผู้คน แต่ถ้าจินตนาการถูกนำมาใช้มากเกินไป มันก็จะกลายเป็นความเพ้อฝัน ทำให้คนเราไม่ยอมรับความเป็นจริง และจมอยู่แต่กับความเท็จที่ตนสร้างมา ดังที่คุณปรีดา อัครจันทโชติ นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนรางวัลนายอินทร์อวอร์ดกล่าวไว้ว่า จินตนาการคือสิ่งสำคัญ แต่หากไม่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ มันก็มีค่าเป็นความเท็จ ในวิถีเดียวกับผู้ที่ได้ฌานในทางพุทธ และหลงใหลอยู่กับฌานโดยไม่ข้ามผ่านไปสู่ปัญญา สิ่งที่ได้รับก็จะมิใช่อื่นใดนอกจาก อวิชชา

นอกจากนี้ ใช่ว่าการนำจินตนาการมาใช้ประโยชน์ในการคิดค้นสิ่งต่างๆ จะเป็นสิ่งที่ดีเสมอไป ยังต้องขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการใช้จินตนาการด้วย

อริยบุคคลที่มีทั้งสติปัญญาหลักแหลมและจิตใจดีงามดังเช่นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ของเราทรงประดิษฐ์คิดค้นโครงการในพระราชดำริจำนวนสามพันกว่าโครงการได้เป็นผลสำเร็จ ทั้งยังได้รับการยกย่องจากทั่วโลกในฐานะมหาราชพระองค์หนึ่ง เพราะทรงมีพระราชดำริในการช่วยเหลือผสกนิกรของพระองค์อยู่เสมอ เป็นตัวอย่างที่เห็นได้เด่นชัดของการใช้ประโยชน์จากจินตนาการอย่างถูกวิธี

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เจ้าของวลี จินตนาการสำคัญกว่าความรู้ ก็ได้ใช้จินตนาการของเขาสร้างสรรค์ทฤษฎีสัมพันธภาพขึ้นมา ด้วยหวังว่าจะมีสิ่งประดิษฐ์ที่ประยุกต์หลักการของทฤษฎีดังกล่าวสำหรับอำนวยความสะดวกให้คนทั่วโลกได้ในอนาคต น่าเสียดายที่เขาให้ความสำคัญกับจินตนาการมากเกินไป จนลืมคำนึงถึงการที่กลุ่มคนบางกลุ่มที่มีความคิดชั่วร้ายจะนำทฤษฎีสัมพันธภาพไปสร้างอาวุธทำลายล้างที่ทรงประสิทธิภาพ และสังหารผู้คนเป็นจำนวนมากกว่าอาวุธสังหารใดในโลกจะสามารถทำได้ใน ค.ศ.1945 และสร้างความหวาดหวั่นให้กับคนทั้งโลกนับจากนั้นมาโดยตลอด

มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ แต่งเรื่อง จินตนาการไม่รู้จบ มาเป็นเวลาหลายปีแล้ว กระนั้นเสน่ห์ของวรรณกรรมแฟนตาซีสำหรับเยาวชนชุดนี้ก็ไม่ได้ลดน้อยลงไปตามการเวลาเลย ก็ได้แต่หวังว่า เยาวชนที่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจะตระหนักเห็นความสำคัญของจินตนาการ อ่านหนังสือเล่มอื่นเพื่อสร้างเสริมจินตนาการที่มีอยู่ให้มากขึ้น และเรียนรู้ที่จะใช้จินตนาการสร้างสรรค์แต่สิ่งที่ก่อประโยชน์ให้แก่มวลมนุษย์ในอนาคตสืบต่อไป

จะว่าไปแล้ว เยาวชนของไทยในปัจจุบันก็หันมาใช้จินตนาการของตนเขียนหนังสือเพื่อสร้างเสริมจินตนาการให้กันและกันอย่างแพร่หลายขึ้น และจะดียิ่งขึ้นไปอีกถ้าพวกเขาสอดแทรกประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจลงไปในงานเขียนอย่างที่เอ็นเด้ทำด้วย ไม่ใช่ชวนกันจมจ่อมอยู่ในความเท็จตามกระแสนิยมขณะนี้

ทว่า...นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง...ซึ่งเราจะค่อยพูดถึงกันในโอกาสต่อไป

ในบรรดาบทความ 3 บทที่ผมส่งไปบริษัทอมรินทร์เพื่อคัดเลือกเข้าโครงการเขียนเป็นเล่ม ปีที่ 2 บทข้างต้นนี้เป็นบทที่ค่อนข้างมั่นใจและชอบมากกว่าบทอื่นๆ อาจเป็นเพราะตัวหนังสือที่เขียนถึงเป็นวรรณกรรมเยาวชนระดับคลาสสิกที่เคยอ่านมาตั้งแต่อยู่ชั้นประถม ทั้งยังเคยทำรายงานมาก่อนด้วย ทำให้ค่อนข้างเรียบเรียงความคิดที่ต้องการสื่อได้เป็นระเบียบ ไม่ใส่ "น้ำ" จนเกิน "เนื้อ" มากไปนัก

ไม่ทราบว่าเด็กๆ สมัยนี้ (สมัยที่นิยายลูกกวาดและแฟนตาซีเบาสมองกำลังเกลื่อนแผงหนังสือ) ยังรู้จักหนังสือเล่มนี้กันอยู่หรือเปล่า แต่ผมกล้ารับประกันว่า ผู้ที่ช่ำชองในวงการวรรณกรรมเยาวชนทุกคนรู้จักเรื่องนี้ดี เพราะเป็นจินตนิยาย (Fantasy) เรื่องแรกๆ ที่ทำให้ "จินตนาการ" ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ทำให้วงการวรรณกรรมได้ตระหนักว่า จินตนิยายไม่จำเป็นต้องสร้างโลกในจินตนาการสำหรับหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงที่โหดร้ายเสมอไป ทำให้รู้ว่าจินตนาการนั้นสำคัญต่อชีวิตมนุษย์พอๆ กับความเป็นจริงความเป็นจริงจะคอยฉุดรั้งคนเราให้ตระหนักถึงสภาวะปัจจุบัน ส่วนจินตนาการช่วยให้คนเราคิดค้นสิ่งใหม่ๆ เพื่อสร้างสรรค์อนาคตที่ดีขึ้น ถ้าคนเราอยู่กับความเป็นจริงเพียงอย่างเดียวก็จะมีชีวิตที่แห้งแล้ง กร้านโลก แต่ถ้ามีแต่จินตนาการ ก็จะกลายเป็นคนหลักลอย หลุดโลก เพ้อฝันไปวันๆ จินตนาการกับความเป็นจริงจึงจำเป็นต่อกันและกัน คอยถ่วงสมดุลกัน

อาจกล่าวได้ว่า จินตนาการสร้างความฝัน ส่วนการประยุกต์ให้เข้ากับความเป็นจริงจะสามารถทำให้ฝันเป็นจริงได้

วรรณกรรมแฟนตาซีในปัจจุบัน (ซึ่งมักเป็นวรรณกรรม "โดย" เยาวชน) มีเนื้อเรื่องที่ก้าวไปไกลกว่าธรรมเนียมนิยมในอดีต ไม่ว่าจะเป็นเพราะคนรุ่นใหม่มีความคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนรุ่นก่อน หรือเพราะได้รับกระแสวัฒนธรรมต่างชาติมามากจนสุกงอมก็ตาม แม้ว่าส่วนใหญ่จะคล้ายคลึงกันในรายละเอียดปลีกย่อย เป็นต้นว่าได้ "แรงบันดาลใจ" มาจากแหล่งเดียวกันแต่ก็มีหลายเรื่องที่อ่านแล้วต้องยอมรับว่าผู้เขียนมีศักยภาพพอเป็นนักเขียนที่ดีได้ มีการวางพล็อตเรื่องอย่างดี ตัวละครมีการพัฒนาเห็นเด่นชัด กระนั้น (โปรดสังเกตว่ามีสันธานมากเกินความจำเป็น) ก็น่าเสียดายที่เป็นจินตนิยาย "กลวงโบ๋" พาผู้อ่านหลีกหนีความเป็นจริงเพียงอย่างเดียว (วรรณกรรม "Escape") ไม่ได้มีการแฝงประเด็นหรือแนวคิดใดๆ ให้ตีความเล่น (วรรณกรรม "Interpretive") แม้จะมีจุดที่สามารถสอดแทรกอะไรๆ ที่ว่าลงไปได้ก็ตาม

ผมเชื่อว่าวรรณกรรมที่ดีต้องบอกอะไรสักอย่างแก่ผู้อ่าน อาจเป็นสารในระดับบุคคลหรือระดับสังคมก็ได้ วรรณกรรมที่มีการใช้สัญลักษณ์แทนความหมายต่างๆ ชวนให้ตีความเพื่อหาแนวคิดของผู้เขียนก็เป็นอะไรที่ท้าทายชีวิตเสียเหลือเกิน ยิ่งต้องตีความมากยิ่งสนุก และจินตนิยาย ซึ่งส่วนใหญ่มักมีการสร้างโลกจำลองขึ้น ก็เต็มไปด้วยหลายสิ่งหลายอย่างที่สามารถนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์แทนบางสิ่งบางอย่างในสังคมจริงได้ ขึ้นอยู่กับว่าผู้ที่สร้างโลกใหม่ดวงนั้นขึ้นมามีประสบการณ์และความคิดสร้างสรรค์เพียงใด

กล่องสองใบ ภายนอกตกแต่งเลิศหรูอลังการพอๆ กัน ใบหนึ่งว่างเปล่า ใบหนึ่งมีสิ่งของอัดแน่น คุณจะเลือกใบไหน (ห้ามตอบว่าเลือกใบว่าง เพราะจะได้เอาไปใส่ของใหม่ๆ ให้เต็มได้นะครับ)

ขอขอบคุณ คุณปรีดา อัครจันทโชติ หนึ่งในนักเขียนวรรณกรรมเยาวชนรางวัลนายอินทร์อะวอร์ดในดวงใจที่ผมถือวิสาสะไปดึงข้อความส่วนหนึ่งมาจากบทความว่าด้วยเรื่อง "จินตนาการไม่รู้จบ" แต่ไม่ได้ให้ลิงค์ไว้เพราะจำ URL ไม่ได้และทีมงานโครงการเขียนเป็นเล่ม ปีที่ 2 บ.อมรินทร์ ที่เอาบทความบทนี้ใส่ไว้ในเว็บล็อกของโครงการด้วย (ตามไปดูมั้ยจ๊ะ)ขอบคุณครับ

Comment

Comment:

Tweet

ดีคับ น่าสนใจดี

#14 By ดูหนัง (115.67.171.179) on 2010-10-03 15:48

big smile open-mounthed smile confused smile

#13 By โหลดเพลง (125.25.209.98) on 2010-02-19 23:29

ขอบคุณมากค๊า

#12 By เพลง (222.123.143.250) on 2009-08-16 12:44

เยี่ยมเลยครับ

#11 By ROSE GOLD WATCHES (114.128.230.177) on 2009-07-10 06:56

พระเจ้ากล้วยปิ้ง

#10 By Sterling Silver Watch (203.156.6.216) on 2009-07-10 01:06

แหล่มเลยครับ

#9 By Download All Mp3 (203.156.6.216) on 2009-07-10 00:20

แหล่มเลยครับ

#8 By Download All Mp3 (203.156.6.216) on 2009-07-10 00:15

ชอบมากครับ

#7 By เพลง mp3 (112.143.11.91) on 2009-07-08 23:06

open-mounthed smile open-mounthed smile

#6 By mp3 (114.128.76.147) on 2009-07-07 23:34

อิอิ ขอแอดไว้ด้วยคนน่ะค่ะ น่าสนใจมากเลย big smile
ซึ้งกินใจมากเลยคะ อินกับบทความมากๆ

#3 By (202.69.140.6) on 2007-04-22 13:18

ด้วยความยินดีครับ
มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ เป็นนักเขียนในดวงใจของเราเลยล่ะค่ะ

เเล้วเรื่องนี้ก็ชอบมากๆ...อ่านไปไม่รู้กี่รอบ เป็นหนังสือที่เเนะนำให้ชาวบ้านอ่านมากที่สุด (เเต่ก็อย่างว่า บางคนเค้าก็ไม่ชอบอ่านเเนวนี้อ่ะนะ เค้าว่ามันจินตนาการมากไป ... มีด้วยเหรอ จินตนาการมากไปเนี่ย)

ทำหนังออกมาก็หลายภาค..เเต่ว่าน่าผิดหวังทุกภาคเลย ...

ยินดีที่ได้รู้จักนะคะ ... ขอเเอดไว้นะคะ
หวังว่าจะได้คุยกันบ้างนะคะ

#1 By KusaYoshi on 2007-01-19 10:24