[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   จินตนาการไม่รู้จบ
แปลมาจาก   (ต้นฉบับภาษาเยอรมัน) Die Unendliche Geschichte
(ต้นฉบับภาษาอังกฤษ) The Neverending Story
ผู้เขียน   มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende)
ผู้แปล   (ฉบับภาษาอังกฤษ) ราล์ฟ เมนไฮม์ (Ralph Mainheim)
(ฉบับภาษาไทย) รัตนา รัตนดิลกชัย
สำนักพิมพ์   คุณพ่อ: 2544 (พิมพ์ครั้งที่ 5)
จำนวนหน้า   458 หน้า
ราคาปก   215 บาท
ISBN   974-89102-5-3

ชื่อ   จินตนาการไม่รู้จบ
แปลมาจาก   Die Unendliche Geschichte
ผู้เขียน   มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende)
ผู้แปล   รัตนา รัตนดิลกชัย
สำนักพิมพ์   แพรวเยาวชน ในเครืออมรินทร์ : 2548
จำนวนหน้า   382 หน้า
ราคาปก   295 บาท
ISBN   974-75975-4-2

หมายเหตุ บทความนี้เป็นการ "วิจารณ์" (review) หนังสือ มิใช่การ "แนะนำ" (preview)เนื้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านที่ยังอ่านเรื่องดังกล่าวไม่จบหมดความตั้งใจจะอ่านต่อไปได้ (ดังที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "spoilers") จึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณเทอญ

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในโลกของเราดวงนี้เอง นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่ได้รับการยกย่องว่า ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดในโลก ได้ให้ความสำคัญกับจินตนาการในฐานะ บ่อเกิดแห่งความรู้ เขาอธิบายว่า ในสมัยก่อน เมื่อวิทยาศาสตร์ยังไม่ถือกำเนิด มนุษย์ได้แต่อาศัยจินตนาการในการอธิบายสาเหตุของปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น เวลาเกิดฟ้าแลบฟ้าร้องก็บอกว่าเป็นผลจากการที่รามสูรขว้างขวานใส่เมขลาเพื่อแย่งชิงแก้ววิเศษ อีกทั้งจินตนาการยังเป็นจุดกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์อำนวยความสะดวกจำนวนนับไม่ถ้วนในปัจจุบัน เช่น ความคิดที่จะทำให้มนุษย์บินบนฟ้าได้โดยการติดปีกให้กับตนเองได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ ออร์วิลล์และวิลเบอร์ ไรท์ สร้างต้นแบบของเครื่องบินในปัจจุบันขึ้นมา จนเกิดเป็นประโยคอมตะว่า จินตนาการสำคัญกว่าความรู้

ในแวดวงศิลปะ จินตนาการเป็นชิ้นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์งานศิลป์ขึ้นมาชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะในด้านวรรณศิลป์นั้น ผู้เสพงานต้องใช้จินตนาการมากกว่าการเสพงานศิลป์ประเภทอื่นเป็นสองเท่า ต่างจากการชมภาพจิตรกรรมที่สัมผัสได้ด้วยตา ต่างจากการฟังดนตรีซึ่งรับรู้ได้ด้วยหู การเสพงานวรรณกรรมต้องเข้าให้ถึงแก่นแท้อันลุ่มลึกภายใต้ตัวอักษรนับล้านเพื่อสร้างสัมผัสทั้งห้าขึ้นมาจากความว่างเปล่า และในบรรดาวรรณกรรมด้วยกัน งานเขียนที่จำเป็นต้องใช้จินตนาการมากที่สุดคือประเภท แฟนตาซี ซึ่งมักประกอบไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์ วิจิตรพิสดารเกินกว่าโลกในชีวิตจริง สมกับความหมายที่แท้จริงของ Fantasy ที่แปลว่า ความเพ้อฝัน วรรณกรรมแฟนตาซีส่วนใหญ่มักเป็นเรื่องของมิติมหัศจรรย์ สัตว์ประหลาด เวทมนตร์ และสารพัดสิ่งที่ไม่อาจพบเห็นได้ในความเป็นจริง จึงมักโดนมองว่าเป็นการใช้จินตนาการเพื่อชักชวนให้ผู้อ่านเคลิบเคลิ้มไปกับโลกแห่งความฝัน หลบหนีโลกแห่งความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม มีวรรณกรรมแฟนตาซีเรื่องหนึ่ง (และอาจเป็นเรื่องเดียว) ที่กล่าวถึงความสำคัญของจินตนาการเกินกว่านั้น ในเรื่องดังกล่าว จินตนาการเป็นอีกด้านหนึ่งของความเป็นจริง และทั้งสองสิ่งต้องดำรงอยู่คู่กันเพื่อรักษาสมดุลของสรรพสิ่ง หาไม่แล้วจะนำมาซึ่งความพินาศสิ้นของทุกฝ่าย

วรรณกรรมที่ว่าเป็นผลงานชิ้นเอกของ มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ (Michael Ende) นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนชาวเยอรมันผู้มีชื่อเสียงเป็นอมตะ และเป็นที่รู้จักกันในชื่อ จินตนาการไม่รู้จบ (Die Unendliche Geschichte / The Neverending Story)

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นเมื่อ บาสเตียน บัลธาซาร์ บูกซ์ เด็กอ้วนผู้อ่อนแอและขี้ขลาดได้พบหนังสือชื่อ ตำนานไม่รู้จบ เขาได้ขโมยมันจากร้านขายหนังสือเก่าและแอบนำไปอ่านที่ห้องใต้หลังคาของโรงเรียน ได้รับรู้เรื่องราวของอาณาจักรแห่งจินตนาการที่กำลังถูก ความว่างเปล่า กลืนกินจนใกล้ล่มสลาย และการผจญภัยของเด็กหนุ่มผิวเขียว อัทเทรอู กับมังกรนำโชค ฟูคัวร์ เพื่อเสาะหาผู้ที่สามารถช่วยเหลือ องค์ยุวจักรพรรดินี ผู้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งจินตนาการให้หายจากอาการพระประชวร ซึ่งเป็นทางเดียวที่จะกอบกู้อาณาจักรได้ เมื่อบาสเตียนอ่านหนังสือเล่มนี้ไปเรื่อยๆ เขาก็ได้รู้ถึงอำนาจมหัศจรรย์ของมัน และเข้าใจว่าเขาก็คือผู้ที่สามารถช่วยยุวจักรพรรดินีและอาณาจักรของนางได้ ในที่สุด เขาก็ได้เข้าไปสู่อาณาจักรจินตนาการ ได้รับพรจากยุวจักรพรรดินีให้มีรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา มีความกล้าหาญ ทั้งยังได้รับพระราชทาน ออรีน เครื่องรางขององค์ยุวจักรพรรดินี ซึ่งทำให้เขาสามารถสร้างเรื่องราวในจินตนาการขึ้นมาเป็นความจริงได้ ทว่าการใช้พลังของออรีนนั้นต้องแลกกับความทรงจำเมื่อครั้งยังเป็นเด็กธรรมดาในโลกแห่งความเป็นจริงของเขา ซึ่งอาจทำให้เขาสูญเสียความทรงจำโดยสมบูรณ์ และติดอยู่ในอาณาจักรจินตนาการตลอดไป

ผลงานชิ้นที่ผ่านมา อาทิ วรรณกรรมเยาวชนชุด จิม กระดุม (Jim Knopf) ทั้งสองเล่ม และ "โมโม"(Momo) แสดงให้เห็นว่า เอ็นเด้ไม่เพียงสามารถการเรียงร้อยถ้อยคำออกมาเป็นเรื่องราวที่สนุกสนานชวนติดตามเท่านั้น หากแต่ยังสอดแทรกการวิพากษ์วิจารณ์และเสียดสีสังคมอย่างแยบคายอีกด้วย ส่วนเรื่องจินตนาการไม่รู้จบนั้น เขาได้ก้าวไปไกลยิ่งขึ้น โดยการแฝงแนวคิดเชิงปรัชญาตะวันออกเข้าไปในเนื้อเรื่อง มีบ่อยครั้งที่เอ็นเด้นำแนวคิดเรื่องความเป็น ทวิลักษณ์ หรือการที่สิ่งสิ่งหนึ่งประกอบไปด้วยด้านสองด้านที่ตรงข้ามกัน และการรักษาสมดุลระหว่างทั้งสองด้านนั้นเพื่อสร้างระเบียบให้กับสรรพสิ่ง อันเป็นคำสอนหลักของลัทธิเต๋า มาแสดงผ่านทางองค์ประกอบต่างๆ ในเรื่อง ตัวอย่างเช่น การที่ เพอริลิน ป่าแห่งราตรีกาลพบกับจุดจบในทุกเช้า เพื่อทำให้ โกอับ ทะเลทรายหลากสี และสิงโตโกกราแมน เจ้าแห่งทะเลทรายหลากสีมีชีวิตขึ้นมา และเมื่อย่างเข้าสู่เวลากลางคืน โกกราแมนก็จะตายไปพร้อมกับทะเลทรายเพื่อทำให้ป่าเพอริลินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง เป็นวัฏจักรที่วนเวียนกันไปไม่สิ้นสุด (ซึ่งยังคล้ายกับคำสอนเรื่อง สังสารวัฏ ของพระพุทธเจ้าอีกด้วย) หรือการที่น้ำตาของชาวอคาริส เผ่าพันธุ์ที่อัปลักษณ์ที่สุดในอาณาจักรแห่งจินตนาการ กลายเป็นต้นกำเนิดของเมืองที่สวยงามที่สุดดังเช่นเมืองอมาร์แก็นท์ (เป็นการแสดงความขัดแย้งอย่างเห็นได้ชัด ที่จัดให้ ความงดงาม งอกเงยขึ้นมาจาก ความอัปลักษณ์ ซึ่งถือเป็นแนวคิดแบบทวิลักษณ์อย่างหนึ่งเช่นกัน)

สำหรับเอ็นเด้ จินตนาการและความเป็นจริงเป็นทวิลักษณ์ของกันและกัน โลกแห่งจินตนาการและโลกแห่งความเป็นจริงเป็นโลกสองใบที่ทับซ้อนกัน ต่างฝ่ายต่างก็ไม่รู้ว่ามีอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ แต่ก็เชื่อมโยงถึงกัน เป็นเหมือนด้านสองด้านของเหรียญเหรียญหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาบางอย่างขึ้นในโลกฝั่งหนึ่งก็จะส่งผลกระทบกับโลกอีกฝั่งหนึ่งด้วย เช่น การที่ความว่างเปล่ากำลังทำลายโลกจินตนาการนั้นก็เป็นผลกระทบมาจากการที่มนุษย์ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่เชื่อว่าจินตนาการมีอยู่จริง หากแต่เป็นเพียง ความเท็จ ในทางกลับกัน โลกมนุษย์ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตอย่างแห้งแล้ง อยู่อย่างว่างเปล่าไปวันๆ (หนึ่งในนั้นคือพ่อของบาสเตียนที่ยังทำใจไม่ได้กับความตายของภรรยา จนไม่สนใจลูกชายอย่างบาสเตียน) อันเป็นผลสืบเนื่องจากหายนะที่เกิดขึ้นในโลกจินตนาการด้วย ดังนั้น การแก้ปัญหาของทั้งสองฝ่ายจึงต้องอาศัยความร่วมมือของผู้ที่อยู่อาศัยในโลกทั้งสองใบ ดังเช่นการที่อูยูลาลาแห่งสถานศักดิ์สิทธิ์แดนใต้แนะนำให้อัทเทรอูพามนุษย์เข้ามารักษาองค์ยุวจักรพรรดินีโดยถวายพระนามใหม่ให้พระองค์ และการที่บาสเตียนตัดสินใจเข้ามาช่วยเหลือโดยถวายพระนามใหม่ว่า ธิดาจันทรา

ความเป็นทวิลักษณ์ของจินตนาการและความจริงถูกนำเสนอผ่านสัญลักษณ์สองอย่าง อย่างแรกคือตัวละครเอกสองตัวจากทั้งสองโลก บาสเตียนและอัทเทรอู ซึ่งดูเผินๆ เหมือนจะต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่เมื่อพิจารณาลงไปให้ลึกยิ่งขึ้น จะพบว่าทั้งคู่ก็คือคนคนเดียวกัน อัทเทรอูไม่ได้มองเห็นภาพบาสเตียนในโลกมนุษย์ผ่านประตูกระจกเงาแห่งเทวสถานอูยูลาลาโดยบังเอิญ แต่นั่นเป็นการสะท้อนจิตใจเบื้องลึกของเด็กทั้งคู่ออกมา อัทเทรอูมีจิตใจอ่อนโยนเช่นเดียวกับบาสเตียน ในขณะที่บาสเตียนเองก็มีความกล้าหาญเหมือนอัทเทรอูด้วย (ถึงแม้เขาจะแสดงมันออกมาโดยไม่รู้ตัวก็ตาม เช่น กล้าออกตัวปกป้องเด็กๆ โดยรวมว่ามิได้โง่เง่าไปเสียหมดอย่างที่คุณโคเรแอนเดอร์ เจ้าของร้านหนังสือเก่าเข้าใจ และในภายหลัง บาสเตียนยังกล้าพอที่จะมาสารภาพกับคุณโคเรแอนเดอร์ว่าแอบขโมยหนังสือตำนานไม่รู้จบมาอ่านอีกด้วย) และต่างฝ่ายต่างก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเช่นเดียวกับจินตนาการกับความเป็นจริง ในครึ่งแรกของเรื่อง บาสเตียนช่วยอัทเทรอูและชาวจินตนาการทั้งหมดให้รอดพ้นจากความล่มสลายอันมีที่มาจากความว่างเปล่า ส่วนในครี่งหลัง อัทเทรอูก็ช่วยให้บาสเตียนได้รับความทรงจำที่ออรีนดูดไปคืน และกลับสู่โลกได้อย่างปลอดภัย