บทความนี้ใช้หนังสือประกอบเยอะหน่อยนะครับ เพราะพูดถึงหนังสือที่เป็นหนังสือชุด (Series)

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   อาณาจักรแห่งกาลเวลา ตอน จันทร์มหันตภัย
แปลมาจาก   The Keys to the Kingdom: Mister Monday
ผู้เขียน   การ์ธ นิกซ์ (Garth Nix)
ผู้แปล   แสงตะวัน
สำนักพิมพ์  
เอ็นเธอร์ บุ๊คส์ (Enter Books) ในเครือสำนักพิมพ์แจ่มใส: 2546
จำนวนหน้า   259 หน้า
ราคาปก   179 บาท
ISBN   974-93315-4-7

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   อาณาจักรแห่งกาลเวลา ตอน อังคารอหังการ
แปลมาจาก   The Keys to the Kingdom: Grim Tuesday
ผู้เขียน   การ์ธ นิกซ์ (Garth Nix)
ผู้แปล  
แสงตะวัน
สำนักพิมพ์   เอ็นเธอร์ บุ๊คส์ (Enter Books) ในเครือสำนักพิมพ์แจ่มใส: 2547
จำนวนหน้า  
239 หน้า
ราคาปก   169 บาท
ISBN   974-93365-1-8

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   อาณาจักรแห่งกาลเวลา ตอน พุธเพชฌฆาต
แปลมาจาก   The Keys to the Kingdom: Drowned Wednesday
ผู้เขียน   การ์ธ นิกซ์ (Garth Nix)
ผู้แปล   แสงตะวัน
สำนักพิมพ์   เอ็นเธอร์ บุ๊คส์ (Enter Books) ในเครือสำนักพิมพ์แจ่มใส: 2548
จำนวนหน้า   312 หน้า
ราคาปก   199 บาท
ISBN   974-93516-6-5

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   อาณาจักรแห่งกาลเวลา ตอน พฤหัสเจ้าศาสตรา
แปลมาจาก   The Keys to the Kingdom: Sir Thursday
ผู้เขียน   การ์ธ นิกซ์ (Garth Nix)
ผู้แปล   แสงตะวัน
สำนักพิมพ์   เอ็นเธอร์ บุ๊คส์ (Enter Books) ในเครือสำนักพิมพ์แจ่มใส: 2549
จำนวนหน้า   264 หน้า
ราคาปก   179 บาท
ISBN   974-94843-6-3

หมายเหตุ บทความนี้เป็นการ "วิจารณ์" (review) หนังสือ มิใช่การ "แนะนำ" (preview)เนื้อความบางส่วนอาจทำให้ผู้อ่านที่ยังอ่านเรื่องดังกล่าวไม่จบหมดความตั้งใจจะอ่านต่อไปได้ (ดังที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า "spoilers") จึงขอให้อ่านอย่างมีวิจารณญาณเทอญ

นับแต่อดีตกาล วรรณกรรมหลายเรื่องได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นสำหรับสั่งสอนศีลธรรมและหลักธรรมทางศาสนา ซึ่งเป็นวิธีที่ทรงประสิทธิภาพทีเดียว ผู้ที่อ่านวรรณกรรมเหล่านั้นจะค่อยๆ ซึมซับเอาเนื้อหาเกี่ยวกับศีลธรรมต่างๆ เข้าไปโดยที่ไม่รู้สึกว่าเป็นการยัดเยียดความคิดแต่อย่างใด (ทั้งนี้เพราะมนุษย์เราโดยธรรมชาติมักจะต่อต้านการถูกบังคับในทุกรูปแบบ) วรรณกรรมเพียงเรื่องเดียวสามารถตีกรอบควบคุมคนทั้งชาติให้อยู่ในระเบียบวินัย หรือสร้างศรัทธายึดเหนี่ยวจิตใจมวลชนผ่านกาลสมัยนับร้อยนับพันปีได้ อาทิ เตภูมิกถา (ไตรภูมิพระร่วง) และพระคัมภีร์ไบเบิล วิธีการเดียวกันนี้ยังได้รับการนำไปใช้อบรมสั่งสอนเด็กๆ อีกด้วย โดยปรากฏออกมาในรูปของนิทานและวรรณกรรมเยาวชน เช่น นิทานอีสป, หนังสือชุด โจนาธาน เจ๊บบ็อค ของ ราล์ฟ อิเซา รวมทั้งหนึ่งในวรรณกรรมเยาวชนอมตะของโลกที่เพิ่งได้รับการนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์จนประสบความสำเร็จถล่มทะลายอย่าง นาร์เนีย ของ ซี.เอส.ลูอิส หนังสือเหล่านี้ทำให้เรื่องของศาสนาและศีลธรรมไม่ยากจนเกินความเข้าใจของเด็กอีกต่อไป ทั้งยังมีส่วนช่วยให้พวกเขาสนใจอ่านหนังสือกันมากขึ้นอีกด้วย

ทว่าเมื่อโลกย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ความบันเทิงจากหน้าหนังสือก็ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัย อาทิ รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์ การ์ตูน เกมส์ ฯลฯ หากไม่มีกระแสนิยม แฮร์รี่ พอตเตอร์ ปะทุขึ้นมา เด็กๆ ส่วนใหญ่ก็คงเลิกอ่านหนังสือกันไปแล้ว อย่างไรก็ตาม กระแสดังกล่าวก็ไม่ใคร่เป็นผลดีนัก วรรณกรรมเยาวชนแนวแฟนตาซีกลายเป็นที่นิยมในหมู่นักอ่านและนักเขียนเหนือวรรณกรรมแนวอื่นๆ และอาจเป็นเพราะโลกในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยวิกฤตปัญหานานัปการ นักเขียนจึงไม่ค่อยสนใจสอดแทรกประเด็นมากมายเข้าไปในงานเขียนของตนเพื่อสะท้อนภาพปัญหาดังกล่าวและเพิ่มความเครียดให้ผู้อ่านขึ้นไปอีก ด้วยเกรงว่าจะทำให้หนังสือของตนขายไม่ได้ เรื่องศาสนาก็เช่นกัน อันที่จริงแล้ว ข้าพเจ้าเคยคิดว่าหมดยุคของวรรณกรรมสอนศาสนาแล้วด้วยซ้ำไป แม้กระทั่งสำหรับเยาวชน

จนกระทั่งได้มาเจอเรื่อง อาณาจักรแห่งกาลเวลา เข้า ในวันคริสต์มาส พ.ศ.2546

อาณาจักรแห่งกาลเวลา (The Keys to the Kingdom) เป็นผลงานชุดใหม่ของนักเขียนชาวออสเตรเลียนนาม การ์ธ นิกซ์ (Garth Nix) ชื่อนี้อาจเป็นชื่อที่ไม่คุ้นหูคนไทยนัก เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีผลงานของเขาแปลเป็นภาษาไทยสักเรื่อง แต่ในบ้านเกิดที่ออสเตรเลียนั้น เขามีชื่อเสียงโด่งดังเทียบได้กับ เจ.เค.โรว์ลิ่ง ผู้เขียน แฮร์รี่ พอตเตอร์ เลยทีเดียว

เรื่องราวของอาณาจักรแห่งกาลเวลาเริ่มขึ้นที่ บ้าน ซึ่งเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาล มี มหาสถาปนิก เป็นผู้รังสรรค์สรรพสิ่งและสรรพชีวิต รวมทั้งมนุษย์โลก ซึ่งถอดแบบมาจาก พลเมืองของบ้าน ซึ่งมีชีวิตเป็นอมตะ ต่อมา นาง (มหาสถาปนิก) หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย มีเพียงพินัยกรรมทิ้งไว้เพื่อมอบหมายงานให้กับคณะผู้ดูแลเจ็ดคนในการรับผิดชอบอาณาบริเวณเจ็ดส่วนของบ้าน และรอการมาเยือนของ ทายาทผู้ทรงสิทธิ์ เพื่อที่พวกเขาจะได้มอบกุญแจของบ้านทั้งเจ็ดดอก อันเป็นเครื่องหมายของอำนาจเหนือแต่ละส่วนของบ้านคืนให้กับทายาทผู้นั้นไป แต่คณะผู้ดูแลกลับทรยศนางด้วยการฉีกพินัยกรรมออกเป็นเจ็ดส่วนและนำไปซ่อนในที่ต่างๆ ทั่วจักรวาล พร้อมกับยึดกุญแจไว้เป็นสิทธิ์ของพวกตน ใช้อำนาจตามอำเภอใจกันเรื่อยมาตลอดหนึ่งหมื่นปี

อยู่มาวันหนึ่ง พินัยกรรมชิ้นที่หนึ่งสามารถหลบหนีจากที่ซ่อนมาได้ และหลอกล่อให้หนึ่งในคณะผู้ดูแล คือ คุณวันจันทร์ มอบกุญแจดอกที่หนึ่งครึ่งดอกให้เด็กชายผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ชื่อ อาเธอร์ เพนฮาลิกอน ทำให้เขารอดตายจากโรคหอบหืดกำเริดอย่างหวุดหวิด และกลายเป็นทายาทโดยชอบธรรมตามพินัยกรรมของมหาสถาปนิกไป นับจากนั้นมา อาเธอร์ก็ (จำ) ต้องต่อสู้แย่งชิงกุญแจแต่ละดอกกับคณะผู้ดูแลทั้งเจ็ดคน เพื่อฟื้นฟูสภาพของบ้านที่เสื่อมโทรมลงจากการใช้อำนาจไม่ชอบธรรมของคณะผู้ดูแล และปลดปล่อยโลกมนุษย์จากการเข้าแทรกแซงของพลเมืองของบ้าน

ผู้เขียนได้วางโครงเรื่องให้เรื่องอาณาจักรแห่งกาลเวลาแบ่งออกเป็นเจ็ดเล่มด้วยกัน โดยแต่ละเล่มจะมีชื่อของหนึ่งในคณะผู้ดูแลที่เป็นศัตรูตัวหลักในเล่มนั้นเป็นชื่อหนังสือ และผู้ดูแลแต่ละคนก็มีชื่อตามวันทั้งเจ็ดวันในสัปดาห์ ได้แก่ Mister Monday, Grim Tuesday, Drowned Wednesday, Sir Thursday, Lady Friday, Superior Saturday และ Lord Sunday ตามลำดับ ปัจจุบันหนังสือออกถึงเล่มที่สี่ Sir Thursday ส่วนฉบับแปลภาษาไทยนั้น สำนักพิมพ์เอ็นเธอร์ บุ๊คส์ (Enter Books) ในเครือของสำนักพิมพ์แจ่มใสได้ซื้อลิขสิทธิ์มาแปลและวางจำหน่ายแล้วทั้งสี่เล่ม โดยใช้ชื่อไทยตามลำดับว่า จันทร์มหันตภัย, อังคารอหังการ, พุธเพชฌฆาต และ พฤหัสเจ้าศาสตรา

การ์ธ นิกซ์ เป็นนักเขียนที่สั่งสมประสบการณ์ในการเขียนมามากพอตัว อีกทั้งยังมีผลงานประเภทวรรณกรรมชุดมาก่อนแล้วถึงสองชุด ได้แก่ ชุด The Seventh Tower และไตรภาค The Old Kingdom (ซึ่งล้วนแต่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้อ่าน) จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผลงานชุดที่สามชุดนี้จะมีความเชื่อมโยงของแต่ละเล่มอย่างเหมาะสมลงตัว รายละเอียดช่วงหนี่งในเล่มแรกสามารถส่งผลกระทบต่อไปยังเล่มหลัง ในขณะเดียวกัน บางช่วงของเล่มหลังก็สามารถโยงกลับมายังเล่มแรกได้โดยสมเหตุสมผล แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนได้วางโครงเรื่องคร่าวๆ จนจบเรื่องก่อนแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเขียนวรรณกรรมแฟนตาซีที่เป็นชุดในสมัยใหม่ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมักละเลยไป จนทำให้เนื้อเรื่องในเล่มหลังๆ ไม่มีความเป็นเอกภาพกับเล่มแรกๆ และมีแนวโน้มว่าจะยืดยาวต่อไปไม่สิ้นสุดเหมือนการ์ตูนญี่ปุ่นบางเรื่อง (ทั้งนี้อาจเป็นเพราะความด้อยประสบการณ์ของนักเขียนใหม่ ซึ่งการ์ธ นิกซ์เคยให้คำแนะนำในบทสัมภาษณ์ครั้งหนึ่งว่า นักเขียนใหม่ควรเริ่มต้นด้วยผลงานเล่มเดียวจบก่อน เพื่อเป็นการฝึกฝนความสามารถทางการวางโครงเรื่องและใช้ภาษา ก่อนที่จะพัฒนามาเขียนผลงานชุด)

ในด้านตัวละคร เมื่อติดตามไปเรื่อยๆ จะรู้สึกถึงความมีชีวิตจิตใจของตัวละครแต่ละตัวได้ ชวนให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ความรู้สึกร่วม เพราะผู้เขียนสร้างตัวละครทุกตัวให้มีลักษณะ กลม มีทั้งด้านดีและด้านเสีย ไม่ใช่ตัวละครแบบ แบน ซึ่งมีนิสัยอย่างเดียวตลอดทั้งเรื่อง ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง ตัวละครแต่ละตัวมีมูลเหตุในการกระทำสิ่งต่างๆ อย่างน่าเชื่อถือ แม้กระทั่งฝ่ายศัตรู อันได้แก่คณะผู้ดูแล ก็แสดง นิสัยเสีย ของตนออกมาอย่างสมเหตุสมผล มิได้ร้ายกาจโดยไม่มีสาเหตุเหมือนนางอิจฉาของละครไทย ตัวละครหลักๆ จะมีพัฒนาการที่เห็นได้ชัด โดยเฉพาะตัวเอกอย่างอาเธอร์ ที่เติบโตจากเด็กจอมดื้อรั้นในเล่มแรก มาเป็นเด็กที่สุขุม มีเหตุผล และมีความรับผิดชอบในเล่มที่สี่ อาเธอร์เร