[Review] กาลพิภพ โดย ลีฬวรา

posted on 05 Apr 2007 03:30 by povolam

 

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   กาลพิภพ
ผู้เขียน   ลีฬวรา
สำนักพิมพ์   ปริ๊นเซส (ในเครือบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด)
พิมพ์ครั้งแรก   ตุลาคม 2549
จำนวนหน้า   320 หน้า
ราคาปก   200 บาท
ISBN   974-94549-6-0

ตามปกติ ผมไม่ใคร่สนใจนิยายขายความรักนัก จะเป็นเพราะไม่เคยได้มีประสบการณ์แบบลึกซึ้ง หรือชอบอ่านเรื่องแต่งที่มีแก่นเรื่อง (Theme) มากกว่าอะไรตื้นๆ อย่างคำว่า "ความรัก" เพียงคำเดียวก็แล้วแต่ แต่เล่มนี้เป็นข้อยกเว้นในรอบห้าปีเลยก็ว่าได้ (นิยายโรแมนติกเล่มก่อนที่อ่านจบไปคือ "คู่กรรม"...) เหตุผลน่ะรึ ผมถูกใจหน้าปกน่ะสิ ประกอบกับมีอยู่วันหนึ่งในอดีตชาติ เคยไปอ่านบล็อกพี่เคียว (พัณณิดา ภูมิวัฒน์) ที่เคารพแล้วเหลือบไปเห็นคำชมจากพี่เคียวถึงหนังสือเล่มนี้เข้า [หลักฐาน] ก็เลยสนใจขึ้นมาจนต้องหามาอ่านจนได้

ถ้าฮาร์ดดิสก์ในหัวยังไม่เจ๊ง เข้าใจว่ากาลพิภพเป็นนิยายโรแมนติกแฟนตาซีหนึ่งในสี่เล่มของสถาพรที่เปิดตัวในงาน Love Fiction & Fantasy เมื่อครั้งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ต.ค.2549 อีกสามเล่มรู้สึกจะมี มาห์ ของคุณจุฑารัตน์ รัตนมณีแห่งดวงดาว ของ เบญจามินทร์ และ ทับกินรี ของ อินทวา ในสี่เล่มนี้ กาลพิภพดูจะมีภาษีดีที่สุด เพราะมาห์นั้น เหล่าแฟนและอดีตแฟนของคุณจุฑารัตน์ส่วนใหญ่ หรือก็คือคนที่ยังคงประทับใจสุดขอบจักรวาลไม่รู้ลืม ต่างก็กล่าวชื่นชมว่า 'อ่อน' อย่างน่าเสียดาย [หลักฐาน] เรื่องรัตนมณีนั้นก็มีผู้อ่านท่านหนึ่งวิจารณ์ไว้ว่าได้แรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงจากการ์ตูน Y ระดับตำนานสองเรื่องกับสุดขอบจักรวาล และตัวคุณเบญจามินทร์เองยังออกมายอมรับว่าได้ 'แรงบันดาลใจ' มาเช่นนั้นจริงๆ [หลักฐาน] ส่วนทับกินรีนั้นยังไม่มีเสียงล่ำลืออันใดพาดพิงถึง ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ เพราะยังมิได้อ่านอีกสามเรื่อง รวมถึงเรื่องใดๆ ที่ถูกพาดพิงว่าเป็นต้นแบบ ดังนั้นขอไม่แสดงความเห็นใดๆ ดีกว่า เอาไว้ว่างๆ ค่อยไปตรวจสอบที่ร้านยืมหนังสือแถวบ้านทีหลัง

ย้ำอีกคำรบว่า ไม่ใช่คอหนังสือโรแมนซ์ โรแมนติก อีโรติก หรือนิยายอะไรก็ตามที่วนเวียนอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆยอมรับครับผมว่าไม่สันทัดหนังสือแนวนี้ ฉะนั้น หากเห็นคอมเมนต์ตรงไหนที่รกสายตา ขอท่านเข้าใจไว้ว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ จขบ. แต่เพียงผู้เดียว นะท่านนะ

ว่าแล้วก็บรรเลง...

 

Synopsis

"อลิสา" นักวิทยาศาสตร์สาวงามสัญชาติไทย ผู้กำลังโดยสารเครื่องบินไปนำเสนอโปรเจ็คท์ที่ต่างประเทศ ถูกพาตัวไปยังมิติคู่ขนานกับมิติของเรา อันเป็นมิติที่ไสยเวทเจริญถึงขีดสุด ส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเหมือนเรื่องน่าหัวร่อ ณ มิติดังกล่าว ใบหน้างามหยดย้อยของเธอดันไปเหมือน "เจ้าหญิงฮิวเรีย" จอมมหาเวทผู้เคยสร้างยุคเข็ญให้กับทั่วพิภพอย่างกับแกะ จนใครต่อใครเชื่อว่าเธอเป็นดวงจิตของคู่แฝดของเจ้าหญิงที่กลับชาติมาเกิดใหม่

ไม่นานนักเธอก็แปรสถานะไปเป็นลูกบอลในสนามแข่งที่โดนแย่งไปมาระหว่างผู้เล่นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือเหล่าสมุนชาวโอเรียสผู้ภักดีต่อเจ้าหญิงฮิวเรีย ที่หวังจะใช้ร่างอลิสาในการคืนชีพให้นายของตนอีกฝ่ายคือราชสำนักแห่งอาณาจักรเอล นำโดย "ราชาอาคิมิส" อดีตพระสวามีของเจ้าหญิงฮิวเรีย ที่ยังคงผูกพยาบาทต่อเรื่องแสบๆ ในอดีตพระนาง และมีพระราชดำริแน่วแน่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการคืนชีพของเจ้าหญิง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตอลิสาก็ตาม

ทว่า...ในระหว่างที่อลิสาเอาตัวรอดและพยายามหาทางกลับบ้านอยู่นั้น ความรักระหว่างเธอและราชาอาคิมิสก็เพิ่มขึ้นทีละนิด ทีละนิด...

 

Title

ปกติผมจะไม่พูดถึงหัวข้อนี้ เว้นแต่มีอะไรที่ 'ติดใจ' ขึ้นมาตงิดๆ

เมื่อพิจารณาจากเรื่องย่อแล้ว ผมคิดว่า (ความคิดเห็นส่วนตัวนะ อย่าลืม) ชื่อ "กาลพิภพ" ไม่สื่อถึงภาพรวมของเรื่อง อันที่จริง ชื่อนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องแม้แต่น้อย "กาลพิภพ" แปลตรงตัวได้ว่า "โลกแห่งเวลา" ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับ "โลกคู่ขนาน" ในเรื่อง ครั้นจะแถข้างๆ คูๆ ไปว่าเวลามีความเกี่ยวข้องกับพิภพนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะไม่มีสถานที่ไหนเกี่ยวข้องกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ควบคุมเวลา ย้อนเวลา หรือหอประวัติศาสตร์บันทึกกาลเวลาแบบใน "จุดดับแห่งนิรันดร์" (The End of Eternity) ของปู่อาสิมอฟอีกทั้งเส้นทางสู่พิภพนี้ก็คือช่องว่างระหว่างมิติ ไม่ใช่อุโมงค์กาลเวลาแบบของโดราเอมอน สรุปคือมันไม่เกี่ยวข้องกับ "เวลา" แต่อย่างใด จึงไม่สมควรที่จะตั้งชื่อว่า "พิภพแห่งเวลา"

การตั้งชื่อเรื่อง ดูเผินๆ เหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงผมว่ายากที่สุดเลยนะครับ เพราะมันคือการเอาเนื้อเรื่องทั้งหมดในร้อยกว่าหน้าเอสี่มาปั่นรวมกันแล้วสกัดเป็นวลีหรือประโยคสั้นๆ ชื่อเรื่องคือใจความอันสำคัญที่สุดของหนังสือจริงแท้ และความสำคัญประการหนึ่งก็คือ เป็นปัจจัยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหนังสือหรือไม่ถ้าชื่อออกมาโดนใจ น่าสนใจ ชวนให้อ่าน ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ส่วนอีกประการก็เป็นการแสดงความสามารถในการ "สรุป" ของผู้เขียน ถ้าคนอ่านอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายแล้วพลิกกลับไปดูหน้าปก เห็นชื่อเรื่องไปทาง เนื้อในไปทาง ดังนี้อาจเป็นตราบาปของผู้เขียนในความทรงจำของผู้อ่าน (จอมเรื่องมาก) ท่านนั้นไปได้

ถ้าจะให้ดี ผู้เขียนควรแต่งเรื่องให้จบบริบูรณ์ก่อนจึงค่อยตั้งชื่อเรื่อง หรืออย่างน้อยให้ร่างพล็อตหลักเสร็จก่อนก็ยังดี เพราะจะได้ไม่ต้องห่วงว่าเรื่องไม่สัมพันธ์กับชื่อ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในยุคที่มีนิยายอัพเดตลงอินเตอร์เน็ตวันละตอนสองตอน เชื่อว่าคงมีน้อยเรื่องที่ผู้แต่งกำหนดโครงเรื่องไว้เรียบร้อยแล้วจึงแต่ง ส่วนใหญ่ประพฤติตนเยี่ยงการ์ตูนญี่ปุ่นในนิตยสารรายสัปดาห์ แต่งไปเรื่อยๆ ตามไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมาและเสียงเชียร์ บทจะจบก็โดนเรียกร้องไม่ให้จบ ผู้แต่งเลยต้องจำใจแต่งต่อ ผลที่สุดคือออกนอกมหาสมุทรแอนตาร์กติกไปเรียบร้อย เผลอๆ พอความนิยมเสื่อม โดน บ.ก. (ย่อมาจาก บอสคือกูนะ) สั่งตัดจบอีก เวรกรรม... แบบนี้ถ้าไม่เซียนจริง จะกลายเป็นตั้งชื่อเรื่องอย่างหนึ่ง แต่เขียนไปเขียนมาเรื่องเปลี่ยนแนว เปลี่ยนธีมซะงั้น

ส่วนชื่อเรื่องที่ไม่ค่อยมีปัญหาต่อให้แต่งยาวไปอีกกี่ร้อยกี่พันตอนได้แก่ชื่อเฉพาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อตัวละคร ไอเท็ม หรือสถานที่ เพราะเป็นองค์ประกอบที่ไม่ว่ายังไงก็แถให้เข้าเรื่องไปได้มากอยู่ เว้นแต่เรื่องที่แต่งจะมีความเกี่ยวข้องกับอะไรก็ตามที่เป็นเจ้าของชื่อต่ำกว่า 60% ตัวอย่างก็มีถมไป อย่างแฮร์รี่ นารูโตะ Fullmetal Alchemist อะไรเทือกนั้น

ขออภัยที่ จขบ.ชวน "ออกทะเล" ไปเสียเองครับ สรุปว่าผมไม่ปลื้มกับชื่อละกัน จบ! กลับเข้าฝั่งกันเต๊อะ

 

Cover

จะมีใครว่าอะไรมั้ยเนี่ยถ้าผมจะบอกว่า ปกเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

ปกหนังสือโรแมนติกแฟนตาซีของเครือปริ๊นเซสจะทำออกมาดู "คลาสสิก" ไม่มีภาพตัวละครสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่น (ตาหวานๆ กลมโต มองเข้าไปในตาดำอาจเจอจักรวาล) ต่างจากของ Z-Girls สีม่วงอ่อน หรือ 1168 ทำให้ดึงดูดนักอ่านที่บรรลุนิติภาวะไปแล้วได้มากหน่อย (แต่พอแอบไปสังเกตตามงานหนังสือทีไรก็เห็นเด็กๆ อายุสิบกว่าๆ เข้ามาถามหาหรือซื้อมากพอสมควร แสดงว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดทุกเพศทุกวัย ขอปรบมือให้เหล่าผู้ออกแบบมากฝีมือทั้งหลาย แปะ แปะ)

ของเล่มนี้ ปกหน้าเป็นภาพของเจ้าหญิงฮิวเรียกับอลิสาในแบบกระจกสีประดับผนังโบสถ์ ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นงานศิลปะที่ได้ใจผมพอควร (หมายถึงภาพกระจกสีนะครับ แต่ก็ชอบปกด้วยแหละ) ชุดที่ทั้งสองคนใส่ จะสังเกตได้ว่าเป็นโทนตรงกันข้ามกัน คือสว่างกับมืด ตรงนี้จะเกี่ยวกับภูมิหลังของตัวละครสำคัญทั้งสองตัวนี้เป็นอย่างมาก และถ้ามองดีๆ จะเห็นจันทร์เสี้ยวอยู่กึ่งกลางด้านหลังทั้งสองคน อันนี้จะเกี่ยวข้องกับฮิวเรีย เพราะฮิวเรียเป็นชื่อของจันทรเทวีในโลกคู่ขนานในเรื่อง นอกจากนั้นแล้ว ผมแอบรู้สึกว่าปกเล่มนี้ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ "แฝด" ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วกาลพิภพกับแฝดก็มีเนื้อเรื่องบางส่วนคล้ายกันด้วย ตรงนี้ไว้พูดถึงในหัวข้อถัดไป ส่วนจี้ห้อยคอรูปหงส์บนสันหนังสือกับปกหลัง น่าจะเป็นจี้ที่อาคิมิสให้เป็นของขวัญฮิวเรียในงานอภิเษก

สรุป ปกเลิศมาก นอกจากจะสวยแล้วยังสื่อถึงเนื้อในของเรื่องด้วย ได้ใจไปเต็มๆ ครับ

 

Plot

โครงเรื่องหลักจริงๆ มีแค่เรื่องเดียว คือการพานังอลิสากลับบ้าน แต่พออ่านจนจบแล้วทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีโครงเรื่องหลักสองโครง โดยที่สองโครงนี้ไม่ได้ซ้อนทับกันนะ แต่มาเชื่อมต่อกันเสมือนมีภาคหนึ่งกับภาคสองอยู่ในเล่มเดียวกัน กลายเป็นว่าครึ่งแรกของเล่มเป็นการต่อสู้กันระหว่างพวกราชาอาคิมิสกับแม่เฒ่ามาธาเพื่อชิงอลิสา อีกครึ่งคือการเดินทางไปตามหาดวงจิตแห่งเอวาเพื่อเดินทางกลับบ้าน แล้วเรื่องมันก็มีไคลแมกซ์ทั้งสองช่วงเลยง่ะ ตามวิสัยปกติของการอ่านฟิกชัน หลังไคลแมกซ์ หรือจุดที่อารมณ์ของเรื่องขึ้นถึงขีดสุดแล้ว เรื่องต่อจากนั้นจะเรียกว่า "เดนูมองต์" (Denouement) หรือช่วงเวลาสั้นๆ ในการคลี่คลายเรื่องเพื่อเตรียมตัวเอวัง แต่กาลพิภพกลับนำช่วงเดนูมองต์นั้นไปดำเนินเรื่องต่อ จุดนี้ทำให้อารมณ์ของเรื่องมัน down ลงไปอย่างเห็นๆ เลย ผมงี้อ่านมาตั้งแต่ต้นชนิดลุ้นจนตัวโก่งเลย แต่พอจบฉากไคลแมกซ์แรกของเรื่อง (ขออนุญาตไม่บอกเพราะเดี๋ยวจะสปอยล์เรื่อง อันนี้เป็นสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักพิมพ์ที่ผู้วิจารณ์ต้องเคารพ) ผมกลับต้องมาทนอ่านฉากท่านอาคิมิสจูง นส.อลิสากลับบ้านด้วยอารมณ์ชิลๆ จะว่าไง