2007/Apr/05

 

 

 

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   กาลพิภพ
ผู้เขียน   ลีฬวรา
สำนักพิมพ์   ปริ๊นเซส (ในเครือบริษัทสถาพรบุ๊คส์ จำกัด)
พิมพ์ครั้งแรก   ตุลาคม 2549
จำนวนหน้า   320 หน้า
ราคาปก   200 บาท
ISBN   974-94549-6-0

ตามปกติ ผมไม่ใคร่สนใจนิยายขายความรักนัก จะเป็นเพราะไม่เคยได้มีประสบการณ์แบบลึกซึ้ง หรือชอบอ่านเรื่องแต่งที่มีแก่นเรื่อง (Theme) มากกว่าอะไรตื้นๆ อย่างคำว่า "ความรัก" เพียงคำเดียวก็แล้วแต่ แต่เล่มนี้เป็นข้อยกเว้นในรอบห้าปีเลยก็ว่าได้ (นิยายโรแมนติกเล่มก่อนที่อ่านจบไปคือ "คู่กรรม"...) เหตุผลน่ะรึ ผมถูกใจหน้าปกน่ะสิ ประกอบกับมีอยู่วันหนึ่งในอดีตชาติ เคยไปอ่านบล็อกพี่เคียว (พัณณิดา ภูมิวัฒน์) ที่เคารพแล้วเหลือบไปเห็นคำชมจากพี่เคียวถึงหนังสือเล่มนี้เข้า [หลักฐาน] ก็เลยสนใจขึ้นมาจนต้องหามาอ่านจนได้

ถ้าฮาร์ดดิสก์ในหัวยังไม่เจ๊ง เข้าใจว่ากาลพิภพเป็นนิยายโรแมนติกแฟนตาซีหนึ่งในสี่เล่มของสถาพรที่เปิดตัวในงาน Love Fiction & Fantasy เมื่อครั้งงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ต.ค.2549 อีกสามเล่มรู้สึกจะมี มาห์ ของคุณจุฑารัตน์ รัตนมณีแห่งดวงดาว ของ เบญจามินทร์ และ ทับกินรี ของ อินทวา ในสี่เล่มนี้ กาลพิภพดูจะมีภาษีดีที่สุด เพราะมาห์นั้น เหล่าแฟนและอดีตแฟนของคุณจุฑารัตน์ส่วนใหญ่ หรือก็คือคนที่ยังคงประทับใจสุดขอบจักรวาลไม่รู้ลืม ต่างก็กล่าวชื่นชมว่า 'อ่อน' อย่างน่าเสียดาย [หลักฐาน] เรื่องรัตนมณีนั้นก็มีผู้อ่านท่านหนึ่งวิจารณ์ไว้ว่าได้แรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงจากการ์ตูน Y ระดับตำนานสองเรื่องกับสุดขอบจักรวาล และตัวคุณเบญจามินทร์เองยังออกมายอมรับว่าได้ 'แรงบันดาลใจ' มาเช่นนั้นจริงๆ [หลักฐาน] ส่วนทับกินรีนั้นยังไม่มีเสียงล่ำลืออันใดพาดพิงถึง ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ ผมไม่รู้ว่าเป็นจริงหรือไม่ เพราะยังมิได้อ่านอีกสามเรื่อง รวมถึงเรื่องใดๆ ที่ถูกพาดพิงว่าเป็นต้นแบบ ดังนั้นขอไม่แสดงความเห็นใดๆ ดีกว่า เอาไว้ว่างๆ ค่อยไปตรวจสอบที่ร้านยืมหนังสือแถวบ้านทีหลัง

ย้ำอีกคำรบว่า ไม่ใช่คอหนังสือโรแมนซ์ โรแมนติก อีโรติก หรือนิยายอะไรก็ตามที่วนเวียนอยู่กับเรื่องรักๆ ใคร่ๆยอมรับครับผมว่าไม่สันทัดหนังสือแนวนี้ ฉะนั้น หากเห็นคอมเมนต์ตรงไหนที่รกสายตา ขอท่านเข้าใจไว้ว่า เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลของ จขบ. แต่เพียงผู้เดียว นะท่านนะ

ว่าแล้วก็บรรเลง...

 

Synopsis

"อลิสา" นักวิทยาศาสตร์สาวงามสัญชาติไทย ผู้กำลังโดยสารเครื่องบินไปนำเสนอโปรเจ็คท์ที่ต่างประเทศ ถูกพาตัวไปยังมิติคู่ขนานกับมิติของเรา อันเป็นมิติที่ไสยเวทเจริญถึงขีดสุด ส่วนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเหมือนเรื่องน่าหัวร่อ ณ มิติดังกล่าว ใบหน้างามหยดย้อยของเธอดันไปเหมือน "เจ้าหญิงฮิวเรีย" จอมมหาเวทผู้เคยสร้างยุคเข็ญให้กับทั่วพิภพอย่างกับแกะ จนใครต่อใครเชื่อว่าเธอเป็นดวงจิตของคู่แฝดของเจ้าหญิงที่กลับชาติมาเกิดใหม่

ไม่นานนักเธอก็แปรสถานะไปเป็นลูกบอลในสนามแข่งที่โดนแย่งไปมาระหว่างผู้เล่นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งคือเหล่าสมุนชาวโอเรียสผู้ภักดีต่อเจ้าหญิงฮิวเรีย ที่หวังจะใช้ร่างอลิสาในการคืนชีพให้นายของตนอีกฝ่ายคือราชสำนักแห่งอาณาจักรเอล นำโดย "ราชาอาคิมิส" อดีตพระสวามีของเจ้าหญิงฮิวเรีย ที่ยังคงผูกพยาบาทต่อเรื่องแสบๆ ในอดีตพระนาง และมีพระราชดำริแน่วแน่ว่าจะทำทุกอย่างเพื่อขัดขวางการคืนชีพของเจ้าหญิง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตอลิสาก็ตาม

ทว่า...ในระหว่างที่อลิสาเอาตัวรอดและพยายามหาทางกลับบ้านอยู่นั้น ความรักระหว่างเธอและราชาอาคิมิสก็เพิ่มขึ้นทีละนิด ทีละนิด...

 

Title

ปกติผมจะไม่พูดถึงหัวข้อนี้ เว้นแต่มีอะไรที่ 'ติดใจ' ขึ้นมาตงิดๆ

เมื่อพิจารณาจากเรื่องย่อแล้ว ผมคิดว่า (ความคิดเห็นส่วนตัวนะ อย่าลืม) ชื่อ "กาลพิภพ" ไม่สื่อถึงภาพรวมของเรื่อง อันที่จริง ชื่อนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องแม้แต่น้อย "กาลพิภพ" แปลตรงตัวได้ว่า "โลกแห่งเวลา" ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับ "โลกคู่ขนาน" ในเรื่อง ครั้นจะแถข้างๆ คูๆ ไปว่าเวลามีความเกี่ยวข้องกับพิภพนี้ก็ไม่ใช่เรื่อง เพราะไม่มีสถานที่ไหนเกี่ยวข้องกับเวลา ไม่ว่าจะเป็นที่ควบคุมเวลา ย้อนเวลา หรือหอประวัติศาสตร์บันทึกกาลเวลาแบบใน "จุดดับแห่งนิรันดร์" (The End of Eternity) ของปู่อาสิมอฟอีกทั้งเส้นทางสู่พิภพนี้ก็คือช่องว่างระหว่างมิติ ไม่ใช่อุโมงค์กาลเวลาแบบของโดราเอมอน สรุปคือมันไม่เกี่ยวข้องกับ "เวลา" แต่อย่างใด จึงไม่สมควรที่จะตั้งชื่อว่า "พิภพแห่งเวลา"

การตั้งชื่อเรื่อง ดูเผินๆ เหมือนจะง่าย แต่เอาเข้าจริงผมว่ายากที่สุดเลยนะครับ เพราะมันคือการเอาเนื้อเรื่องทั้งหมดในร้อยกว่าหน้าเอสี่มาปั่นรวมกันแล้วสกัดเป็นวลีหรือประโยคสั้นๆ ชื่อเรื่องคือใจความอันสำคัญที่สุดของหนังสือจริงแท้ และความสำคัญประการหนึ่งก็คือ เป็นปัจจัยให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อหนังสือหรือไม่ถ้าชื่อออกมาโดนใจ น่าสนใจ ชวนให้อ่าน ก็มีชัยไปกว่าครึ่ง ส่วนอีกประการก็เป็นการแสดงความสามารถในการ "สรุป" ของผู้เขียน ถ้าคนอ่านอ่านตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้ายแล้วพลิกกลับไปดูหน้าปก เห็นชื่อเรื่องไปทาง เนื้อในไปทาง ดังนี้อาจเป็นตราบาปของผู้เขียนในความทรงจำของผู้อ่าน (จอมเรื่องมาก) ท่านนั้นไปได้

ถ้าจะให้ดี ผู้เขียนควรแต่งเรื่องให้จบบริบูรณ์ก่อนจึงค่อยตั้งชื่อเรื่อง หรืออย่างน้อยให้ร่างพล็อตหลักเสร็จก่อนก็ยังดี เพราะจะได้ไม่ต้องห่วงว่าเรื่องไม่สัมพันธ์กับชื่อ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบัน ในยุคที่มีนิยายอัพเดตลงอินเตอร์เน็ตวันละตอนสองตอน เชื่อว่าคงมีน้อยเรื่องที่ผู้แต่งกำหนดโครงเรื่องไว้เรียบร้อยแล้วจึงแต่ง ส่วนใหญ่ประพฤติตนเยี่ยงการ์ตูนญี่ปุ่นในนิตยสารรายสัปดาห์ แต่งไปเรื่อยๆ ตามไอเดียที่ปิ๊งขึ้นมาและเสียงเชียร์ บทจะจบก็โดนเรียกร้องไม่ให้จบ ผู้แต่งเลยต้องจำใจแต่งต่อ ผลที่สุดคือออกนอกมหาสมุทรแอนตาร์กติกไปเรียบร้อย เผลอๆ พอความนิยมเสื่อม โดน บ.ก. (ย่อมาจาก บอสคือกูนะ) สั่งตัดจบอีก เวรกรรม... แบบนี้ถ้าไม่เซียนจริง จะกลายเป็นตั้งชื่อเรื่องอย่างหนึ่ง แต่เขียนไปเขียนมาเรื่องเปลี่ยนแนว เปลี่ยนธีมซะงั้น

ส่วนชื่อเรื่องที่ไม่ค่อยมีปัญหาต่อให้แต่งยาวไปอีกกี่ร้อยกี่พันตอนได้แก่ชื่อเฉพาะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชื่อตัวละคร ไอเท็ม หรือสถานที่ เพราะเป็นองค์ประกอบที่ไม่ว่ายังไงก็แถให้เข้าเรื่องไปได้มากอยู่ เว้นแต่เรื่องที่แต่งจะมีความเกี่ยวข้องกับอะไรก็ตามที่เป็นเจ้าของชื่อต่ำกว่า 60% ตัวอย่างก็มีถมไป อย่างแฮร์รี่ นารูโตะ Fullmetal Alchemist อะไรเทือกนั้น

ขออภัยที่ จขบ.ชวน "ออกทะเล" ไปเสียเองครับ สรุปว่าผมไม่ปลื้มกับชื่อละกัน จบ! กลับเข้าฝั่งกันเต๊อะ

 

Cover

จะมีใครว่าอะไรมั้ยเนี่ยถ้าผมจะบอกว่า ปกเป็นสิ่งที่ผมชอบที่สุดเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้

ปกหนังสือโรแมนติกแฟนตาซีของเครือปริ๊นเซสจะทำออกมาดู "คลาสสิก" ไม่มีภาพตัวละครสไตล์การ์ตูนญี่ปุ่น (ตาหวานๆ กลมโต มองเข้าไปในตาดำอาจเจอจักรวาล) ต่างจากของ Z-Girls สีม่วงอ่อน หรือ 1168 ทำให้ดึงดูดนักอ่านที่บรรลุนิติภาวะไปแล้วได้มากหน่อย (แต่พอแอบไปสังเกตตามงานหนังสือทีไรก็เห็นเด็กๆ อายุสิบกว่าๆ เข้ามาถามหาหรือซื้อมากพอสมควร แสดงว่าประสบความสำเร็จในการดึงดูดทุกเพศทุกวัย ขอปรบมือให้เหล่าผู้ออกแบบมากฝีมือทั้งหลาย แปะ แปะ)

ของเล่มนี้ ปกหน้าเป็นภาพของเจ้าหญิงฮิวเรียกับอลิสาในแบบกระจกสีประดับผนังโบสถ์ ซึ่งโดยส่วนตัวเป็นงานศิลปะที่ได้ใจผมพอควร (หมายถึงภาพกระจกสีนะครับ แต่ก็ชอบปกด้วยแหละ) ชุดที่ทั้งสองคนใส่ จะสังเกตได้ว่าเป็นโทนตรงกันข้ามกัน คือสว่างกับมืด ตรงนี้จะเกี่ยวกับภูมิหลังของตัวละครสำคัญทั้งสองตัวนี้เป็นอย่างมาก และถ้ามองดีๆ จะเห็นจันทร์เสี้ยวอยู่กึ่งกลางด้านหลังทั้งสองคน อันนี้จะเกี่ยวข้องกับฮิวเรีย เพราะฮิวเรียเป็นชื่อของจันทรเทวีในโลกคู่ขนานในเรื่อง นอกจากนั้นแล้ว ผมแอบรู้สึกว่าปกเล่มนี้ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ "แฝด" ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วกาลพิภพกับแฝดก็มีเนื้อเรื่องบางส่วนคล้ายกันด้วย ตรงนี้ไว้พูดถึงในหัวข้อถัดไป ส่วนจี้ห้อยคอรูปหงส์บนสันหนังสือกับปกหลัง น่าจะเป็นจี้ที่อาคิมิสให้เป็นของขวัญฮิวเรียในงานอภิเษก

สรุป ปกเลิศมาก นอกจากจะสวยแล้วยังสื่อถึงเนื้อในของเรื่องด้วย ได้ใจไปเต็มๆ ครับ

 

Plot

โครงเรื่องหลักจริงๆ มีแค่เรื่องเดียว คือการพานังอลิสากลับบ้าน แต่พออ่านจนจบแล้วทำให้รู้สึกว่าเรื่องนี้มีโครงเรื่องหลักสองโครง โดยที่สองโครงนี้ไม่ได้ซ้อนทับกันนะ แต่มาเชื่อมต่อกันเสมือนมีภาคหนึ่งกับภาคสองอยู่ในเล่มเดียวกัน กลายเป็นว่าครึ่งแรกของเล่มเป็นการต่อสู้กันระหว่างพวกราชาอาคิมิสกับแม่เฒ่ามาธาเพื่อชิงอลิสา อีกครึ่งคือการเดินทางไปตามหาดวงจิตแห่งเอวาเพื่อเดินทางกลับบ้าน แล้วเรื่องมันก็มีไคลแมกซ์ทั้งสองช่วงเลยง่ะ ตามวิสัยปกติของการอ่านฟิกชัน หลังไคลแมกซ์ หรือจุดที่อารมณ์ของเรื่องขึ้นถึงขีดสุดแล้ว เรื่องต่อจากนั้นจะเรียกว่า "เดนูมองต์" (Denouement) หรือช่วงเวลาสั้นๆ ในการคลี่คลายเรื่องเพื่อเตรียมตัวเอวัง แต่กาลพิภพกลับนำช่วงเดนูมองต์นั้นไปดำเนินเรื่องต่อ จุดนี้ทำให้อารมณ์ของเรื่องมัน down ลงไปอย่างเห็นๆ เลย ผมงี้อ่านมาตั้งแต่ต้นชนิดลุ้นจนตัวโก่งเลย แต่พอจบฉากไคลแมกซ์แรกของเรื่อง (ขออนุญาตไม่บอกเพราะเดี๋ยวจะสปอยล์เรื่อง อันนี้เป็นสิทธิ์ของผู้เขียนและสำนักพิมพ์ที่ผู้วิจารณ์ต้องเคารพ) ผมกลับต้องมาทนอ่านฉากท่านอาคิมิสจูง นส.อลิสากลับบ้านด้วยอารมณ์ชิลๆ จะว่าไงดี คือตอนหลังมันไม่มีอะไรให้ลุ้นแล้วอะ "เดี๋ยวจะกลับบ้านแล้วนะ" "เอ๊าะเหรอ โซลองๆ..." แล้วชายหนุ่มหญิงสาวก็จูงมือกันเดินฝ่าหุบเขาเพื่อหาทางให้หญิงสาวกลับบ้าน

โอเค ไคลแมกซ์อันแรกมันไม่ได้อยู่ท้ายเรื่องเพราะมันไม่ใช่ไคลแมกซ์สำคัญของเรื่อง ต้องอย่าลืมว่าอลิสายังมีโปรเจ็คท์ต้องพรีเซ็นต์อยู่ที่โลกนี้ เธอจึงไม่คิดแปลงสัญชาติตัวเองเป็นชาวเอล แต่ขอโทษทีเถอะ สิ่งที่ทำให้ไคลแมกซ์น่าสนใจและสะเทือนใจคือปมปัญหาทั้งหมดทั้งปวงที่นำไปสู่ไคลแมกซ์นั้นนะครับ และเท่าที่ผมอ่านมา ปมปัญหาส่วนใหญ่มัน contribute ไคลแมกซ์แรกหมดแล้ว ชนิดที่ว่าปมปัญหาเรื่องอันตรายในหุบเขาแห่งเอวาเทียบไม่ติดเลย เมื่อเทียบไม่ติดก็เลยไม่ชวนให้น่าลุ้น น่าติดตาม แต่ก็ต้องเปิดอ่านต่อเพราะอ่านมาตั้ง 70% กว่าๆ แล้ว

เรื่องนี้พิมพ์เป็นหนังสือไปแล้ว ก็คงจะแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ถ้าแก้ได้ ผมว่าน่าจะหาวิธีเปลี่ยนให้ไคลแมกซ์อันแรกเป็นไคลแมกซ์ที่แท้จริงของหนังสือเล่มนี้ ให้มันอยู่ตอนท้ายๆ ก่อนจบ จะชวนประทับใจไม่รู้คลายเลยล่ะ หรือไม่งั้นก็แยกเนื้อเรื่องออกเป็นสองภาค ให้เนื้อที่ภาคละเล่ม จากนั้นก็เสริมเนื้อเรื่องในแต่ละภาคให้ยาวขึ้นจะดีกว่าครับ

นอกจากนี้แล้ว การผูกปมปัญหาถือว่าทำได้น่าสนใจ อ่านแล้วชวนให้ลุ้นให้ติดตาม ส่วนพล็อตเรื่องที่มีหญิงสาวจากโลกของเราหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีแล้วไปพบรักกับชายหนุ่มในโลกนั้น (หรืออะไรก็ตามที่ดูภายนอกคล้ายโฮโมเซเปี้ยนเพศชาย) คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีอยู่เพียบจนเกร่อแล้ว (พอๆ กับแนวโรงเรียนมหัศจรรย์เลยล่ะ) แถมมีมาตั้งแต่อดีตกาลนานโพ้นแล้ว ดูอย่างทวิภพหรือสุดขอบจักรวาลปะไร แต่พล็อตหลักที่เป็นจุดเริ่มต้นไปในแนวทางเดียวกันไม่สำคัญ สำคัญที่ผู้เขียนจะพัฒนาเรื่องของตนต่อไปในทิศทางที่ original ที่สุดได้อย่างไร ซึ่งเรื่องกาลพิภพนี้ ผมอ่านแล้วก็ไม่รู้หรอกนะว่ามีโครงเรื่องคล้ายงานร่วมสมัยใดๆ รึเปล่า เพราะไม่ค่อยอ่านการ์ตูนตาหวานและวรรณกรรมรักหวานแหวว แต่ที่ผ่านมาก็ไม่เคยเจอเสียงด้านลบเกี่ยวกับเรื่องนี้ เลยอนุมานเอาว่าไม่ซ้ำกับใคร เป็น original ดีครับ

แม้ว่าปมปัญหาในเรื่องจะได้รับการคลี่คลายหมด แต่ก็เป็นปมที่เกี่ยวกับนางเอกเท่านั้น ยังมีบางเรื่องที่คั่งค้างอยู่ เช่น เรื่องของเจ้าหญิงเกยี นาธาน และความสงบสุขจอมปลอมที่ดำรงอยู่ได้ด้วยการสงบศึกระหว่างอาณาจักรทั้งสาม เรื่องพวกนี้สามารถเอามาเล่าขยายเป็นภาคต่อได้โดยเปลี่ยนตัวละครเอกเป็นคนอื่นๆ

อนึ่ง ผมอ่านเรื่องนี้จบตอนเดือนมกราคม พอไปดูหนังเรื่องแฝดเมื่อ 29 มี.ค. แล้วนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเลยล่ะ ไม่ใช่ว่ามีเรื่องใดเรื่องหนึ่งลอกอีกเรื่องหรอกนะ แต่เพราะมันมีบางจุดของเรื่องที่คล้ายกัน โดยเฉพาะจุดที่เป็นไคลแมกซ์ของทั้งหนังสือและหนังด้วย (Oops! คงไม่เข้าข่ายสปอยล์นะครับ) ก็คงเรียกได้ว่าบังเอิญคล้ายกันจนชวนให้นึกถึงมากกว่า แต่ยังไงก็ตาม เราก็ชอบพล็อตของทั้งสองเรื่องจริงๆ นะครับ

 

Characterization

ตัวละครในเรื่องนี้ 'กลม' ทุกตัว คือมีมิติลึกซึ้ง ทุกตัวทำอะไรๆ โดยมีมูลเหตุจูงใจ แม้แต่คนที่เป็น "The Villainess" ตัวจริงก็ยังมีเหตุผลที่จะร้าย ไม่ใช่ร้ายเพราะคนเขียนสั่งให้ร้าย ด้วยความที่ทุกคนมีเหตุผลในการกระทำ ผมเลยไม่รู้สึกเกลียดตัวละครตัวไหนเลย นับว่าเป็นลางดี เพราะปกติผมจะไม่ชอบเรื่องไหนๆ ก็เพราะตัวละครเป็นเหตุนี่แหละ

การบรรยายรูปพรรณสันฐานตัวละครไม่ค่อยละเอียดนะครับ ส่วนใหญ่รู้แค่ว่าเพศอะไร ดูแล้วน่าจะอยู่ในวัยอะไร มากขึ้นมาหน่อยก็มีสีผม สีตาเป็นสีอะไร พระเอกอย่างอาคิมิสก็เช่นกัน รู้แค่ว่าร่างสูงโปร่ง ผมสีทองยาว อย่างอื่นปล่อยให้คนอ่านจิ้นเอาเอง (ตอนแรกบอกแค่ว่าตัวสูงเท่านั้นด้วยซ้ำ มารู้สีผมเอาทีหลัง อย่างนี้เป็นอันตรายต่อการจินตนาการของคนอ่าได้นะครับ) ที่ละเอียดสุดเห็นจะเป็นบทบรรยายหน้าตานางเอกในบทแรก แต่ก็เป็นบทบรรยายที่คลิเช้ คลิเช่ (Cliche) เสียเหลือเกิน

มาเผานางเอกกันต่อสักเล็กน้อย เธอคนนี้เข้าข่ายแมรี่ ซูอย่างเห็นได้ชัด เพราะนอกจากจะมีรูปร่างหน้าตางามหยดย้อยแล้ว สวรรค์ยังประทานสมองก้อนน้อยแต่เปี่ยมไปด้วยรอยหยักให้กับเธอ แถมด้วยนิสัยน่ารัก เข้าอกเข้าใจคนอื่น ไม่ค่อยตั้งแง่กับใคร (ยกเว้นพระเอก) ทำให้ใครต่อใครพากันชอบเธอ แต่เธอก็ไม่ใช่ซู 100% เต็มหรอกครับ บางครั้ง Pride & Prejudice ของเธอก็ทำให้น่าตบกะโหลกบ้างเหมือนกัน อย่างไรก็ดี อลิสาเป็นคนฉลาดจริงๆ ครับ ไม่ใช่ฉลาดแบบที่ใครต่อใครยกย่องแต่กลับทำตัวเหมือนเด็ก เธอแสดงความฉลาดของเธอผ่านทางการกระทำครับ อย่างเช่นตอนที่ดมกลิ่นน้ำเพื่อทดสอบว่าใต้น้ำมีช่องระบายน้ำที่ทำให้มีการไหลเวียนของน้ำหรือไม่ จะได้ดำหนีออกจากวังได้ กับตอนที่ต้มยาจากรากดอกอิชินาเซีย (Echinacea) เพื่อรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ให้ชาวบ้าน (ขอขอบคุณคุณลีฬวราที่ให้ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรด้วยครับ) อลิสาหลุดเข้ามาอยู่ในโลกที่ใครๆ ก็ใช้เวทมนต์ได้ยกเว้นเธอ แต่เธอก็ไม่เรียกร้องขอมีพลังเวทกับเขาสักนิด เธอเอาตัวรอดได้ด้วยความคิดอย่างมีเหตุผลตามประสานักวิทยาศาสตร์ล้วนๆ จุดนี้ทำให้เธอน่าชื่นชมกว่านางเอกแฟนตาซีแนวทะลุมิติเรื่องอื่นๆ เป็นไหนๆ

พระเอกของเราก็ใช่ย่อย ราชาอาคิมิสนี่ก็พระเอ๊ก พระเอก สุภาพบุรุษจะหาใดปาน เป็นแกรี่ สตูคู่กับยัยซูข้างบนพอดี แต่จะว่าไป อาคิมิสเป็นตัวละครที่มีพัฒนาการเด่นชัดที่สุดในเรื่องเลย จากเรื่องเล่าย้อนอดีตที่ยาวร่วมเจ็ดบททำให้รู้เลยว่าเขาเปลี่ยนจากเจ้าชายเจ้าสำราญเป็นราชาผู้สุขุมลุ่มลึกได้อย่างไร เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดูเกร่อไปนิด แต่ก็ยอมรับได้ ลูกผู้ชายอกสามศอกไม่ยอมให้ใครมาหักหลังง่ายๆ หรอกครับ

ส่วนตัวละครตัวอื่นนั้นว่าโดยรวมไปแล้ว จึงไม่ขอขยายความ ขอพูดแค่ตัวประกอบที่ผมประทับใจที่สุด นั่นคือเจ้าหญิงเกยี She เป็นคนดีมาก ดียิ่งกว่าอลิสาเสียอีก คนอาไร้ ยังคงยึดมั่นในรักแม้เขาจะไม่รักตอบ ยอมแม้กระทั่งพลีกายถวายชีวิตให้ ขอแค่เห็นเขาเป็นสุขก็พอใจแล้ว ฟังดูเหมือนไม่ใช่มนุษย์ใช่มั้ย ไม่หรอก เธอก็มีอารมณ์โกรธเกลียดแบบมนุษย์เหมือนกัน แต่เป็นความเกลียดที่มีที่มาจากความรัก ตอนแรกนึกว่าจะกลายเป็นนางอิจฉาซะแล้ว ถ้ากาลพิภพมีภาคต่อ ผมเชียร์ให้เป็นเรื่องของเจ้าหญิงเกยีเต็มที่ สงสารเขาง่ะ อยากให้มีคู่เสียที

บ่นอะไรเล็กน้อยเกี่ยวกับชื่อตัวละคร

ผมจะชอบมากถ้าผู้เขียนตั้งชื่อตัวละครให้มีความหมายที่สัมพันธ์กับเนื้อเรื่อง หรือถ้าไม่มีความหมายก็ขอให้ฟังดูเป็นภาษาเดียวกัน ไม่ anachronistic หรือผิดที่ผิดทางผิดสมัย อย่างเรื่องนี้ ตัวละครชื่อกระเดียดไปทางยุโรป อย่าง อาคิมิส ฮิวเรีย เลโอน่า รีบามาธา เซรี ฯลฯ ชื่อพวกนี้รับได้ เพราะฟังดูสมกับ Setting แต่มาสะดุดกับชื่อนัง "พอลล่า" นี่สิ ฟังดูไฮโซและโมเดิร์นขึ้นมากะทันหัน ถ้าตัดไม้เอกทิ้ง เรียก "พอลลา" จะฟังดูเข้ากับฉากมากกว่านะครับ

ตาฝาดไปครั้งนึง มองชื่อขุนพลเตรียน สามีหัวหน้านางกำนัลรีบาเป็น ขุนพล "เกรียน" โอ้โห...ถ้าเป็นจริงคง Inw ดีพิลึก ^^

ท่านข้าหลวงลอเรน ชื่อเหมือนผู้หญิงชะมัด เหอๆ

 

Point of View

กาลพิภพมีมุมมองแบบบุคคลที่ 3 ซึ่งจำกัดขอบเขตของประสาทสัมผัสและความนึกคิดไว้ภายในตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง ซึ่งกว่า 70% ของเรื่องจะเป็นมุมมองของอลิสา นอกนั้นจะเป็นของตัวละครอื่น เช่น อาคิมิส เลโอน่า แม่เฒ่ามาธา ฯลฯ การเปลี่ยนมุมมองของตัวละครจัดว่าทำได้ดี เพราะอ่านรู้เรื่องว่าชั่วขณะนี้ผู้อ่านกำลังประพฤติตนเป็นผีชัตเตอร์เกาะหลังใครอยู่ และไม่ได้เปลี่ยนพร่ำเพรื่อจนน่ารำคาญ แต่จะเข้ามาคั่นระหว่างแต่ละซีนของตัวละครเอก ก็ทำให้เรื่องมีความต่อเนื่องไปอีกแบบนึงอะนะ

ที่รู้สึกขัดใจเล็กน้อยคือ ทำไมตอนตัวละครอื่นย้อนอดีต ถึงมีการสับมุมมองจากตัวละครที่เล่าอดีตตัวนั้นไปตามติดตัวละครอื่นๆ ได้ ลองคิดตามความเป็นจริงสิครับ อดีตของใคร มุมมองที่เล่าก็ต้องจำกัดเฉพาะคนนั้นเท่านั้น เราจะไปรู้อดีตคนอื่นได้อย่างไร จะรู้ก็เฉพาะเมื่อมีปฏิสัมพันธ์กันเท่านั้น นอกเหนือจากนั้น หลังจากเจอกับเรา คุยกับเราแล้ว เขาจะไปไหนต่อ เราจะรู้ได้ไง ถ้าจะรู้คือเขามาเล่าให้เราฟังทีหลังเท่านั้น แต่มันก็จะเป็นเพียงคำบอกเล่ากล่าวอ้าง ไม่สดเหมือนได้รับรู้จริง ถ้าเราเอาสิ่งที่ได้รับฟังมาอีกต่อมาเล่าเป็นตุเป็นตะ เสมือนอยู่ในเหตุการณ์ด้วยดีไม่ดีอาจโดนว่าว่าตอแหลได้ เวลาให้การในศาล ศาลเขาจะเชื่อปากคำของ "ประจักษ์พยาน" (พยานที่เห็นเหตุการณ์จะจะ) มากกว่า "พยานบอกเล่า" ครับ (ขอขอบคุณ อ.ประมาณ กับ อ.วันชัย สองทนายอารมณ์ดีสำหรับความรู้ให้คนที่ไม่ได้เรียนนิติมาครับ)

นั่นแหละครับ ตอนราชาอาคิมิสหรือป้าแก่มาธาเล่าเรื่องในอดีตให้อลิสาฟัง ทำไมถึงมีบทบรรยายถึงมุมมองของฮิวเรียหรือราชินีดีอานี่ด้วย จริงอยู่ว่ามันเป็นอดีตที่ใครๆ ในปัจจุบันก็รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่จะรู้ละเอียดถึงขั้นคำพูดคำต่อคำเลยเชียวหรือครับ อย่างนี้แล้ว คนฉลาดอย่างอลิสาก็ไม่น่าจะเชื่อตาม เพราะสองคนนั้นอาจใส่สีตีไข่ให้กับเรื่องตัวก็ได้ มนุษย์เราถนัดอยู่แล้ว

โอเค ด้วยความที่เรื่องนี้เป็นแฟนตาซีด้วย บางคนอาจแย้งว่า "ก็สองคนนั้นเขาเลิศอะ เป็นถึงจอมเวทไฮโซ ก็น่าจะมีญาณหยั่งรู้เหตุบ้านการเมืองด้วยสิ อะเด่อๆๆ"...คุณครับ ถ้าผมจำไม่ผิด (และผมมั่นใจว่าจำไม่ผิด) เรื่องในอดีตนั่น อาคิมิสยังเป็นเจ้าชายไร้น้ำยา และมาธาก็ยังไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์มากเหมือนในปัจจุบันเลยนะครับ (เธอได้รับการถ่ายพลังลมปราณจากราชินีเซซาเวียร์ แม่ของฮิวเรียในภายหลัง) ทั้งคู่ยังมีขอบเขตการใช้พระเวทที่แคบกว่าตอนเจออลิสามากนัก จึงไม่น่าเก่งกาจขนาดสัพพัญญูกูรู้กูรู้ได้หรอก ดังนั้นเรื่องในอดีตที่ไม่ได้มาจากมุมมองนั้นๆ ถ้าผมเป็นอลิสาผมคงต้องฟังหูไว้หูล่ะนะ (แต่เพราะผมไม่ใช่ จึงเชื่อได้เต็มที่ เหอๆ)

ทิ้งท้ายเล็กน้อยกับเรื่องมุมมอง ถ้าเรื่องนี้เป็นหนัง ละคร หรือการ์ตูน การเปลี่ยนมุมมองในอดีตอาจทำได้ แต่เพราะนี่เป็นหนังสือ ยิ่งทำให้เรื่องสมจริงมากเท่าไร นักเขียนยิ่งมีภาษีดีขึ้นเท่านั้นครับ

 

Narration

ภาษาในเรื่องไม่มีปัญหาครับ ออกจะสลวยด้วยซ้ำ เข้าใจว่าคนเขียนเป็นผู้ใหญ่แล้ว อีกทั้งมีผลงานเขียนมาก่อนแล้ว ถือว่าได้ลับฝีมือมาเยอะภาษาในเรื่องค่อนข้างดึงอารมณ์ร่วมได้มาก อย่างตอนนางเอกบอกลาพวกนางกำนัลผมอ่านไปยังเกือบน้ำตาไหลเลย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะ จขบ.เป็นคนอารมณ์อ่อนไหว ประกอบกับคนเขียนได้พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างตัวละครมาตลอด ทำให้เราเกิดผูกพันไปด้วย

กระนั้น ตามประสาคนเรื่องมาก ผมก็รู้สึกติดใจอะไรเล็กๆ น้อยๆ ดังนี้ครับ

ในบทสนทนาระหว่างตัวละครในวังซาตินี่ (ชื่อนี่เปล่าหว่า) กับอลิสา ตัวละครเหล่านั้นแทนตัวเองว่า "ข้า" ในขณะที่เรียกอลิสาว่า "คุณ" ตามมาตรฐานของผม มันเป็นคู่สรรพนามที่ไม่ได้เข้ากันสักนิด เหมือนเอาพวกคนป่าคนเขามาคุยกับผู้ดีชาวกรุงยังไงยังงั้น อีกทั้งยังฟังดูคนละสมัยกันอีก ถ้าจะใช้ "คุณ" บุรุษที่หนึ่งก็น่าจะเป็น "ผม/(ดิ)ฉัน" แต่เมื่อพิจารณาจาก Setting ที่ดูคล้ายโลกยุคจักรวรรดินิยมแล้ว น่าจะใช้คู่สรรพนาม "ข้า" กับ "ท่าน" (เรียกด้วยความเคารพ) หรือ "เจ้า" (เรียกด้วยความเป็นกันเองหรือดูแคลน) มากกว่า

[หน้า 35]มีการบรรยายห้องห้องหนึ่งในวังซาตินี่ว่าเป็น "ห้องรโหฐาน" ถือว่าใช้ผิดนะครับ เพราะ "รโหฐาน" เป็นการสมาสคำระหว่าง "รหสฺส" (ลับ)กับ "ฐาน" (ที่) แปลตรงตัวคือ "ที่ลับ"แต่ดูจากบริบทแล้ว นอกจากราชากับอลิสา ในห้องดังกล่าวมีขุนพลและนางกำนัลยืนกันสลอนเลย แสดงว่าน่าจะเป็นท้องพระโรง แล้วท้องพระโรงจะมาอยู่ในที่ลับได้อย่างไร (อีกอย่าง ถ้าลับจริง ไอ้อีที่ยืนกันสลอนมันลอบเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน)ผู้เขียนคงต้องการบอกว่าห้องใหญ่โตโอ่โถงเพียงใดมากกว่า ฉะนั้นใช้คำว่า "ใหญ่โตมโหฬาร" ละกันครับ (การใช้คำผิดนี้เห็นมีผู้รู้ชี้แจงกันหลายครั้งแล้ว แต่จำนวนผู้ชี้แจงกับผู้ใช้ภาษาไทยมันห่างกันหลายขุม จึงไม่แปลกที่จะยังมีคนใช้ผิดอยู่ กรณีเดียวกันกับ "เซ็น" ที่คนชอบใช้กันผิดๆ โดยการเติม "ต์" ข้างหลังน่ะครับ)

การอวยพรกษัตริย์ อันนี้ไม่รู้ว่าผมคิดไปคนเดียวรึเปล่า แต่การใส่คำว่า "จง" เข้าไป เช่น "ราชาอาคิมิสจงทรงพระเจริญ" "ราชาอาคิมิสจงเจริญ" มันฟังดูเป็นคำสั่งยังไงไม่รู้ คือเป็นไพร่ฟ้าหน้าดำแต่ไปตะโกนปาวๆ สั่งคนที่มีอำนาจที่สุดในแผ่นดินให้เจริญๆ ขึ้น มันแปลกๆ อะ อันนี้ไม่รู้จริงๆ ครับว่าใช้ได้รึเปล่า ไม่ได้มีเชื้อจ้าวและไม่ได้ใกล้ชิดเชื้อพระวงศ์ แต่ถ้าเป็นผม ผมขอใช้แค่ "ขอให้ XXX ทรงพระเจริญ" หรือ "ทรงพระเจริญ" ก็พอแล้วครับ

ราชาศัพท์มากจนเกินเหตุ อย่างตอนอยู่ในวังช่วงแรกๆ ดูเหมือนสิ่งของรอบตัวอลิสาทุกชิ้นจะใช้คำราชาศัพท์เรียกหมดเลย ทั้งที่ของเหล่านั้นไม่ได้เป็นสมบัติส่วนพระองค์ของราชาอาคิมิสหรือราชวงศ์ ตัวอลิสาเองก็เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีเชื้อพระวงศ์ ไม่น่าจะนั่งบน "พระเก้าอี้" ใช้แค่ "เก้าอี้" ก็พอแล้ว

ราชาอาคิมิสเป็นกษัตริย์ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องให้พระองค์ใช้ราชาศัพท์กับเชื้อพระวงศ์คนอื่น โดยเฉพาะกับราชินีฮิวเรียที่เป็นเมีย เอ๊ย พระมเหสีทั้งนี้เพราะพระองค์มีศักดิ์สูงสุดในแผ่นดินแล้ว ตอนที่พระองค์ตัดพ้อกับจอมพลทอร่าว่าพระนางไม่แม้แต่จะหัน "พระพักตร์" มาคุยด้วย ชวนให้คิดไปได้สองแง่สามง่ามว่า ราชาเกรงใจราชินีขนาดลดศักดิ์พระองค์เองลงมาต่ำกว่าพระนาง หรือเป็นธรรมเนียมของเอลที่ให้ราชินีมีศักดิ์สูงสุด ซึ่งดูๆ แล้วก็ไม่คิดว่าน่าจะใช่ข้อไหน จึงสรุปว่าเป็นบทสนทนาที่ไม่สมจริงครับ

เม้าท์เล็กน้อย ราชาศัพท์บางตัวใช้ไม่ผิดครับ แต่ผมอ่านแล้วนึกขำอะ (เป็นการขำส่วนตัว) อย่าง "พระทวาร" ที่หมายถึงประตูวัง อ่านแวบแรกคิดไพล่ไปถึงก้นได้ (ถ้าเป็นอย่างหลังต้องใช้ "พระที่นั่ง" หรือ "เวจมรรค") อีกคำคือ "ถอนพระปัสสาสะ" หรือถอนหายใจ ไม่รู้เป็นไร วันนั้นเห็นเป็น "พระปัสสาวะ"...อ่านะ

 

Theme

แน่อยู่แล้ว ความรัก รักเท่านั้นทำให้โลกหมุน แต่ไม่รู้ว่าผมคิดฟุ้งซ่านไปเองตามปกติหรือเปล่า เลยรู้สึกว่ามีประเด็นอะไรให้จับมากกว่าเรื่องของความรัก

นิยามของความรักที่แท้จริง โปรดศึกษากรณีเจ้าหญิงเกยี

'สิ่งที่คุณเห็นอาจจะไม่ได้เป็นอย่างที่คุณคิด' (Wording จากในบล็อกคนเขียน) สิ่งที่เรารับรู้ผ่านทางอายตนะทั้งห้ามีข้อจำกัดอันใหญ่หลวงอยู่ ข้อจำกัดที่ว่าคือมันเป็นสิ่งที่เฉพาะเราเท่านั้นรับรู้ คนอื่นอาจจะรับรู้ไม่เหมือนเราก็ได้ มีคนที่เห็นอะไรที่คนอื่นมองไม่เห็นอยู่ถมไป และบางครั้ง สิ่งที่เรารับรู้อาจไม่ใช่ภาวะที่สิ่งนั้นเป็นจริงๆ อาจเป็นแค่เศษเสี้ยว หรือถูกทำอะไรมาจนต่างไปจากที่เป็นจริงๆ ดังนั้น เราจึงไม่ควรด่วนสรุปในสิ่งที่พบเพียงผิวเผิน คนหน้าตาไม่ดีใช่ว่านิสัยจะไม่ดี หนังสือปกไม่สวยใช่ว่าเรื่องจะไม่สนุก เช่นกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงอาจต่างไปจากรูปการณ์ที่เห็น เพราะมีความจริงบางอย่างซ่อนอยู่ ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน (พูดวกวนเพื่อหลีกเลี่ยงการสปอยล์ อิๆ)

โลกสีเทา อย่างที่บอกว่าเกลียดตัวละครไม่ลงสักตัว เพราะต่างคนต่างก็มีเหตุผล (ที่พอรับฟังได้ ไม่ใช่แถข้างๆ คูๆ แบบข้อแก้ตัวของลูกอีกช่างลอกประจำโลกไซเบอร์ทั้งหลาย) รองรับการกระทำของตน ไม่ว่าการกระทำนั้นจะเลวร้ายเพียงใดก็ตาม ดังนี้จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะฟันธงไปว่าใครดีใครเลว ทุกคนก็แค่ทำในสิ่งที่ตัวเชื่อว่าถูกต้องเท่านั้น ไม่ต่างอะไรจากโลกจริงๆ ของเรา

อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ นิยายแฟนตาซีกว่า 80% มีเวทมนตร์คาถาและพลังเหนือธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และแฟนตาซีแนวทะลุมิติจำนวนไม่น้อยที่ให้สิทธิ์ตัวละครเอกมีพลังอำนาจมหัศจรรย์ ทว่าตัวเอกของกาลพิภพกลับหลงเข้ามาในมิติเวทมนตร์โดยมีพลังเวทเป็นศูนย์ แต่เธอก็ไม่แคร์เพราะมีสิ่งที่มีประโยชน์กว่าอยู่กับตัว เป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาแต่เกิด นั่นคือกึ๋นของเธอ ตลอดทั้งเรื่อง อลิสาเอาตัวรอดได้ด้วยไหวพริบและสติปัญญา ไม่ต้องพึ่งพาเวทมนตร์อันเป็นส่วนเกินที่ไม่จำเป็นต่อชีวิตมนุษย์แม้แต่น้อย พอเข้าไปในหุบเขาแห่งเอวา ที่ซึ่งไม่สามารถใช้พลังเวทได้ เธอจึงสามารถผ่านบททดสอบต่างๆ ไปได้ ในขณะที่นักเวทจำนวนมากต้องสังเวยชีวิตไปเพราะไม่สามารถเอาตัวรอดได้โดยไม่มีพระเวท

 

Oops!

เข้าสู่โหมดจับผิดกันดีกว่า (ตามประสานักอ่านจอมฟุ้งซ่านและเรื่องมาก) เอาเฉพาะเรื่องที่อยู่นอกเหนือจากหัวข้อข้างบนนะครับ

อลิสาเรียกเซรีกับพอลล่าลับหลังว่า "สองเสี่ยวข้าวเหนียวนึ่ง" แล้วนาธานขำ เลยสงสัยว่า ทำไมคนชาวเอลเข้าใจมุขภาษาไทยด้วย หรือว่าเวทสื่อสารทางจิตช่วยแปลเป็นมุขตลกภาษาเอล น่าคิดเนอะ

ตอนแรกที่อลิสาหลุดเข้ามาในมิติคู่ขนาน เธอพูดคุยกับชาวบ้านที่กำลังจับปลาอยู่ไม่รู้เรื่อง มาได้รับคำอธิบายจากราชาอาคิมิสในภายหลังว่าชาวบ้านเหล่านั้นไม่ได้เรียนเวทสำหรับสื่อสารทางจิต อันเป็นเวทขั้นสูงกว่าเวทจับปลาที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันของพวกเขาจริงๆ แต่แล้วทำไมเธอจึงพูดจากับชาวบ้านในหมู่บ้านที่เธอไปต้มยารักษาไข้หวัดใหญ่รู้เรื่อง หรือว่าชาวบ้านในหมู่บ้านนี้มีโอกาสได้ศึกษาเวทสื่อสารทางจิตด้วย

ในการอธิบายการมีอยู่ของโลกคู่ขนานและสาเหตุที่อลิสาหลุดเข้ามาให้นักวิทยาศาสตร์ (ที่แอนตี้ไสยศาสตร์ทุกประเภท) อย่างเธอฟัง ราชาอาคิมิสต้องใช้ศัพท์แสงวิทยาศาสตร์ตั้งหลายคำ อาทิ แกนโลกเอียง การเหลื่อมล้ำของเวลา พิภพคู่ขนาน สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำ ฯลฯ แสดงให้เห็นว่าเขารู้จักโลกของเรามิใช่น้อย หรือไม่ก็ใช้ญาณหยั่งรู้ตรวจสอบความเป็นไปของโลกเราบ่อยๆ แต่เหตุไฉนจึงไม่รู้จักวิทยาการสุดล้ำยุคอย่างไครโอนิก (การแช่แข็งสิ่งมีชีวิตเพื่อรอคืนชีพในอนาคต) หรือเรื่องโค-ตะ-ระเบสิกอย่างแว่นตา เพราะแกล็อกอินเข้ามาดูเฉพาะสิ่งที่แกสนใจเท่านั้น ('อืม...วิทยาศาสตร์นี่น่าสนใจเหมือนกันแฮะ...อะไรเนี่ย แฟชั่น วู้ ไร้สาระ...') และไม่ได้ล็อกอินบ่อยๆ เหมือนเราๆ ท่านๆ ประมาณว่าสิบปีครั้ง หรือเปล่าครับท่าน

[หน้า 50] อลิสาจับนังพอลล่ามัดมือมัดเท้า จากนั้นจึงเปลี่ยนชุดกับพอลล่าเพื่อให้หนีได้สะดวกขึ้น อ่านแล้วก็น่าคิดตามนะครับว่าชุดนางกำนัลของพอลล่าเนี่ยมันเป็นยังไง ขนาดโดนจับมัดมือ (น่าจะไพล่หลัง) ยังถอดชุดออกได้เลย สงสัยจะเป็นแบบกรีก มีผ้าผืนใหญ่ผืนเดียวพันรอบตัว ใส่ง่าย ถอดง่าย สบายอารมณ์

 

Overall

กาลพิภพสนุกดีครับ อ่านแล้วแทบวางไม่ลงทีเดียว ต้องชม บ.ก. และผู้เขียนที่เรียบเรียงภาษาได้อย่างดี ทำให้ไม่พบตัวสะกดที่อ่านแล้วสะดุดกึกเป็นระยะ มีสะดุดบ้างเหมือนกันตามจุดต่างๆ ข้างต้น แต่ก็ไม่ทำให้เสียอรรถรสในการอ่าน ถ้ามีภาคต่อจริงจะติดตามครับ แต่ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วยว่ามีเงินพอมั้ย งานยุ่งหรือเปล่า เป็นต้น

เข้าใจว่าผู้เขียนมีผลงานเล่มอื่นๆ ด้วย แต่อย่างที่บอกว่าไม่ใช่หนอนหนังสือนิยายรัก อาจจะไม่หามาอ่านนะครับ อย่าว่ากันเลย (แต่ถ้าร้านยืมหนังสือแถวบ้านมีก็อาจจะยืมมาอ่าน)

บทวิจารณ์นี้เชื่อถือไม่ค่อยได้นะครับ เพราะผู้วิจารณ์เองไม่สันทัดเรื่องแนวนี้ อาจวิจารณ์ตกๆ หล่นๆ ไปบ้างขออภัยผู้ที่เกี่ยวข้องทุกท่านด้วยนะครับ ไว้จะหาหนังสือแนวเดียวกันมาอ่านเยอะๆ ทีหลัง

ขอขอบคุณคุณลีฬวราหรือคุณตอกะจอ ละ นพ.สถาพร ที่สร้างสรรค์วรรณกรรมอ่านเพลินๆ อย่างนี้มาให้อ่านกันนะครับ ขอให้ตั้งใจสร้างสรรค์งานมีคุณภาพต่อไปนะครับ จะเป็นกำลังใจให้

สุดท้ายนี้ นี่มันช่วงสงกรานต์นี่เนาะ รีวิวหนังสือฉลองสงกรานต์ต่อดีกว่า ขออวยพรให้ทุกท่านที่เข้ามาอ่าน ทั้งที่ตั้งใจเข้ามา และที่หลงเข้ามาให้ประสบแต่ความสุขความเจริญตลอดช่วงปีใหม่ไทยนี้ และต่อเนื่องไปตลอดทั้งปีนี้ด้วยครับ ขอพระเจ้าอวยพระพร

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ก่อนอื่นต้องขอกล่าวคำว่าสวัสดีและขอบคุณจากใจจริงค่ะ

จอยมาอ่านบทวิจารณ์ แถมมาด้วยตัวเองอีกต่างหาก (ไม่ได้มีคนมาสะกิดด้วย) ถือเป็นเรื่องของพรหมลิขิตจริง ๆ

น้อมรับทุกคำวิจารณ์ด้วยรอยยิ้มค่ะ ขอชมเลยค่ะที่ผ่าทุกแง่มุมออกมาได้น่าสนใจมาก รวมถึงจุดบอดต่าง ๆ ในเรื่องนี้

ต้องเรียนให้ทราบตามตรงว่า จอยเขียนนิยายเรื่องกาลพิภพเป็นเรื่องแรก ชื่อนี้ก็ต้องแบบไม่รู้จะเอาอะไรทุกวันนี้ให้ตั้งใหม่ก็ไม่รู้จะเอาชื่ออะไรเลย กลุ้มกับตัวเองจริง ๆ อายด้วยนะคะเนี่ย

แต่ก่อนนี้จอยเขียนเรื่องสั้นมาบ้างเล็กน้อย เรื่องนี้เขียนประมาณปี 46 นานพอสมควร เกือบจะได้เป็นนิยายเก่าในกุ ไม่ได้เอาออกมาเผยแพร่

ในตอนนั้นเขียนด้วยความคิดที่ว่า อยากทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่เคย ๆ ดูบ้าง และนิยายเรื่องนี้ในสายตาจอยถือเป็นแบบฝึกหัดสำคัญในการก้าวเป็นนักเขียนหน้าใหม่ มากกว่าจะมองเป็นนิยายที่จะนำมาขายหรือว่าอะไรทำนองนั้น (เรื่องต่อมา สมุทรศาปบ้ายิ่งกว่านี้อีกค่ะ 555 ถึงขนาดไม่กล้าส่งไปให้สำนักพิมพ์พิจารณาเลย)

ในตอนนั้นจึงเลือกนิยายแฟนซีขึ้นมาเขียน ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่แนวที่ชอบ แถมไม่ค่อยได้อ่านเรื่องของคนอื่นอีกต่างหาก เรียกได้ว่าดุ่ม ๆ ไป ตอนเขียนเรื่องนี้ สำนวนต่าง ๆ ยังไม่ได้ปรับให้เป็นนิยายเต็มขั้น น้องที่อ่านเคยแซวว่าเขียนได้เป้นนิยายสำนวนแบบเรื่องสั้น ซึ่งตอนรีไรท์ครั้งสุดท้ายพยายามจะแก้แล้วค่ะ น้อมรับเลยว่าบกพร่องเรื่องบรรยายตัวละครไปจริง ๆ

และด้วยความที่ว่าเขียนเรื่องสั้นมาก่อน จึงยึดติดกับพล๊อตที่เน้นหักมุม หรือมีไคลแม็กซ์มากหน่อย

พิมพ์ไปแล้วเหมือนแก้ตัวเลย แต่อันนี้เล่าในฐานะแชร์กันมากกว่านะคะ

ที่จริงก็เป็นอย่างที่คุณว่าแหละ เรื่องมันควรจบไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว แต่ตอนหลังนี่เป็นส่วนที่เพิ่มมาจากพล๊อตหลักที่วางไว้ ไม่ได้อยู่ในแผนตั้งแต่แรก มันเกิดจากปัจจัยหลาย ๆ อย่าง หนึ่งในนั้นคือเปิดเรื่องตำนานแห่งเอวาขึ้นมาแล้ว ต้องปิดให้เรียบร้อย (ที่จริงเอาออกจะง่ายกว่าเยอะเลย 5555) เรื่องตอนท้าย ๆ มันก้เลยเหมือนกลายเป็นภาคพิเศษขึ้นมาเสียอย่างนั้น

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ตัวจอยเองก็คิดว่าทำได้ในเรื่องนี้ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้ง ๆ ที่น่าจะทำให้ดีกว่านี้อีก รู้สึกผิดกับคนอ่านอยู่ในใจลึก ๆ มาตลอด แต่ก็คิดอยู่เสมอว่าจะพยายามแก้ตัวในเรื่องต่อไป เพื่อให้สมกับที่คนอ่านได้สนับสนุนให้เราเดินในเส้นทางนี้แล้ว

ขอบคุณมาก ๆ นะคะที่ชี้ให้เห็นว่าตัวเองมีข้อบกพร่องตรงไหน ข้อคิดเห็นของคุณมีประโยชน์มาก ๆ จอยจะนำไปปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่านี้
#1  by  ตอกะจอ (ลีฬวรา) (58.8.117.169) At 2007-04-18 21:27, 
ยินดีครับ
คุณจอยเอง ถ้ามีผลงานเรื่องไหนที่มั่นใจว่าสนุกก็แนะนำมาได้เลยนะครับ
คือ...เเบบ..ว่า..อิอินู๋ชอบนิยายเรื่องนี้มากคะขอไห้สร้างผลงานต่อไปนะคะเด๋วนู๋จะติดตามอ่านเรื่อยๆนะคะ ชอบมักๆ จุ๊ฟๆ
#3  by  คนรักก่ลพิภพ (125.25.160.67) At 2007-11-29 15:54, 
open-mounthed smile open-mounthed smile
#4  by  mp3 (114.128.76.147) At 2009-07-07 23:35, 
ชอบมากครับ
#5  by  เพลง mp3 (112.143.11.91) At 2009-07-08 23:09, 
ชอบๆ
#6  by  Download All Mp3 (203.156.6.216) At 2009-07-10 00:21, 
ขอบคุณครับ
#7  by  Bulova Silver Watch (203.156.6.216) At 2009-07-10 01:08, 
ขอบคุณมากค๊า
#8  by  เพลง (222.123.143.250) At 2009-08-16 12:45, 

<< Home


วังน้ำวล
View full profile