[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   วิถีแห่งโนบิตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน
แปลมาจาก   'Nobita' to Iu Ikikata
ผู้เขียน  
โยโกยาม่า ยาสุยุกิ (Yokoyama Yasuyuki)
ผู้แปล   ศมณ สุวรรณรัตน์
สำนักพิมพ์   สยามอินเตอร์บุ๊คส์
พิมพ์ครั้งแรก   กันยายน 2549
จำนวนหน้า   168 หน้า
ราคาปก   155 บาท
ISBN   974-9983-50-5

 

"มนุษย์เรา หากพลังใจในความฝันได้เหือดแห้งลงไปแล้ว อายุก็จะกลายเป็นเพียงแค่ตัวเลข ความหนุ่มก็จะเบรกหยุดลงกะทันหัน ความฝันหรือความปรารถนา มีความสำคัญต่อมนุษย์สักเพียงใด โนบิตะและโดราเอม่อนได้สอนให้เราเห็นแล้วผ่านทางวิถีต่างๆ ต่อจากนั้น หาก 'วิถีแห่งโนบิตะ' ที่ว่านี้ช่วยเติมแรงใจให้คุณได้สักนิด คงทำให้ข้าพเจ้ามีความสุขอย่างยิ่ง

ไม่ว่าจะเป็นฝันที่เล็กกระจ้อยร่อยสักเพียงใดก็ไม่แคร์ ขอเพียงแค่คุณก้าวเดินไปด้วยหัวใจที่หลงใหลในความฝัน ที่เหลือก็แค่เผชิญกับมัน เพื่อทำความฝันให้กลายเป็นความจริง!!!"

3 กันยายน

วันเกิดของโดราเอม่อน

โยโกยาม่า ยาสุยุกิ

[จากปกหลังของหนังสือ "วิถีแห่งโนบิตะ ชัยชนะของคนไม่เอาถ่าน"]

 

Compend

หลังจากที่ญี่ปุ่นประกาศให้โดราเอมอนกลายเป็นวรรณกรรมเอกประจำชาติเรื่องหนึ่ง ทั้งยังเพิ่มเนื้อหาว่าด้วยโดราเอมอนและ อ.ฟูจิโกะลงในหนังสือเรียน กระแสความคลั่งไคล้การ์ตูนเรื่องนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ (จากที่ปกติก็มากจนไม่รู้จะอธิบายยังไงดีแล้ว) และผู้อ่านโดราเอมอนก็พัฒนาระดับการอ่านจากอ่านเพื่อความบันเทิงหรือเพื่อจรรโลงใจเป็นอ่านในเชิงวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นต่างๆ เกิดเป็นศาสตร์ที่เรียกว่า "โดราเอมอนศึกษา" ขึ้นมา (เป็นเรื่องปกติในวงวิชาการวรรณกรรม ผลงานระดับปรมาจารย์ของนักเขียนเอกหลายท่านมักมีวิชาที่ตั้งขึ้นมาสำหรับศึกษางานเขียนของนักเขียนท่านนั้นโดยเฉพาะ เช่น Tolkienology ในอังกฤษที่ศึกษางานของ เจ อาร์ อาร์ โทลคีน อย่าง ลอร์ดออฟเดอะริง ซิลมาริลลิออน ส่วนของไทย ที่เคยเห็นในจุฬาฯ ก็มีวิชาที่ศึกษางานของกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ เสฐียรโกเศศและนาคะประทีป ฯลฯ)

โดราเอมอนศึกษา มีขอบข่ายการศึกษาที่ค่อนข้างหลากหลาย ตั้งแต่เรื่องว่าด้วยจิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาครอบครัว จิตวิทยาชุมชน สัญลักษณ์วิทยา ฯลฯ แต่ส่วนใหญ่ก็มีเป้าหมายหลักคือ หาเหตุผลสำคัญที่ทำให้โดราเอมอนกลายเป็นการ์ตูนอมตะในหัวใจของนักอ่านเกือบทั่วโลกได้ ผลจากการวิจัยในด้านต่างๆ ทำให้ได้รู้กันว่าภายใต้มังก้าลายเส้นเรียบง่ายนี้ 'ลึก' กว่าที่คิด มีอะไรๆ แฝงอยู่มากพอๆ กับจำนวนของวิเศษในกระเป๋าสี่มิติทีเดียว ไม่ได้เป็น "การ์ตูนโป๊" ตามบรรทัดฐานของคนคร่ำครึบางกลุ่มที่ตีอกชกหัวโวยวายกับแค่ฉากเด็กผู้หญิงอาบน้ำในการ์ตูน แต่ปล่อยภาพยนตร์ที่มีฉากวับๆ แวมๆ และนิยายลูกกวาดเคลือบยาพิษออกมากันเกลื่อน ไม่แน่นะ อีกหน่อยโดราเอมอนอาจโดนสั่งกวาดล้าง ด้วยเหตุผลที่ว่าโดราเอมอนโป๊เปลือยตลอด 582 ตอน ไม่เคยสวมเสื้อผ้าเลย (นอกจากคอสตูมในภาคพิเศษ) ส่วนโนบิตะก็เป็นเด็กเหลาะแหละ ขี้เกียจ อ่อนแอ ขี้แย เดี๋ยวจะเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีแก่เด็กไทย บลาๆๆ

วุ้ย! ออกทะเลอีกละ ขออนุญาตว่ายกลับเข้าฝั่งสักครู่นะครับ

นศ.ปริญญาเอก (ไม่แน่ใจว่าเป็นอาจารย์ด้วยหรือเปล่า) ม.ฟุคุยาม่า ชื่อ โยโกยาม่า ยาสุยุกิ ได้ทำวิทยานิพนธ์สาขาโดราเอม่อนศึกษาขึ้นมาฉบับหนึ่งหลังจากอ่านโดราเอม่อนทุกตอนจบประมาณห้าสิบรอบและเก็บรวบรวมข้อมูลเป็น Database อีกพักหนึ่ง เป็นวิทยานิพนธ์ที่เจาะลึกเกี่ยวกับโนบิตะซึ่งเป็นตัวละครเอกที่แท้จริงของเรื่อง มีการวิเคราะห์ลักษณะนิสัยของโนบิตะเพื่อนำไปตอบข้อสงสัยของผู้อ่านหลายท่านที่ว่า ทำไมคนอย่างโนบิตะจึงประสบความสำเร็จในอนาคต แถมยังได้แต่งงานกับชิซุกะที่ออกจะเลิศเลอเพอร์เฟ็กต์ ห่างจากตนอยู่หลายขุมได้ ฤาว่าจะเป็นอานิสงส์จากของวิเศษของโดราเอม่อนล้วนๆ

ศึกษาไปศึกษามา โยโกยาม่าจึงพบว่าแท้จริงแล้ว อ.ฟูจิโกะได้แฝงแนวคิดว่าด้วยการใช้ชีวิตอย่างชาญฉลาดผ่านทางตัวโนบิตะเอาไว้ สิ่งนี้เองที่ทำให้โนบิตะประสบความสำเร็จได้ ส่วนของวิเศษของโดราเอม่อนนั้นเป็นเหมือน 'ทางผ่าน' ที่ทำให้โนบิตะค่อยๆ เรียนรู้หนทางสู่ความสำเร็จที่แท้จริงโดยไม่ต้องพึ่งของวิเศษ นอกจากนั้น โนบิตะก็เป็นเสมือนตัวแทนของปุถุชนอย่างผู้อ่านที่ต่างก็หวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ในระหว่างที่หัวร่องอหายไปกับความเปิ่นของโนบิตะ บ่อยครั้งที่หลายคนฉุกคิดสะท้อนใจถึงตัวเอง จึงกล่าวได้ว่าโดราเอม่อนไม่ได้เป็นเพียงการ์ตูนจบในตอนสำหรับเด็กอ่านสนุกๆ เท่านั้น แต่เป็นวรรณกรรมสะท้อนสังคมที่ตอบสนองคนได้ทุกเพศทุกวัย ด้วยเหตุนี้โดราเอม่อนจึงยังครองความนิยมจนทุกวันนี้

วิทยานิพนธ์ว่าด้วยแนวทางการดำเนินชีวิตแบบโนบิตะฉบับนี้ได้สรุปเอาข้อคิดเกี่ยวกับหนทางสู่ความสำเร็จในชีวิตที่ อ.ฟูจิโกะสอดแทรกไว้ในการ์ตูนแต่ละตอนมารวมกัน หลังจากนั้นวิทยานิพนธ์ฉบับดังกล่าวก็ได้รับการตีพิมพ์เป็นหนังสือแนวฮาวทูสำหรับพัฒนาตนเองเล่มหนึ่ง ซึ่งอ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านที่ฉลาดกว่าโนบิตะก็น่าจะรู้ว่าผมหมายถึงหนังสือ "วิถีแห่งโนบิตะ" นี่เองนะครับ อิๆ

 

Content

มาชำแหละสารบัญอย่างคร่าวๆ กันนะครับ

บทนำ: หากโดราเอมอนไม่อยู่ละก็... เปิดเรื่องด้วยเรื่องย่อของโดราเอม่อนตอนแรก ซึ่งมีทั้งสาเหตุที่ทำให้โดราเอม่อนมาอยู่กับโนบิตะ และชีวิตบัดซบของโนบิตะในวัยกลางคน จากนั้นก็แนะนำโนบิตะพอสังเขปทั้งข้อดีข้อเสีย และแนวคิดโดยรวมของการ์ตูนโดราเอม่อน

บทที่ 1 เหตุการณ์ในเรื่องโดราเอม่อน เป็นภาพสะท้อนของสังคม กล่าวถึงปมปัญหาต่างๆ ในเรื่องโดราเอม่อนว่าเป็นปัญหาที่มักประสบพบเจอกันในโลกแห่งความเป็นจริง

บทที่ 2 ฟ้าหลังฝน วิเคราะห์ความล้มเหลวผิดพลาดของโนบิตะที่มีสาเหตุมาจากนิสัยเสียส่วนตัว และนำมาเปรียบเทียบกับชีวิตจริงของคนเรา

บทที่ 3 โนบิตะซะอย่างไม่มีคอตกอยู่แล้ว ว่าด้วยอุปนิสัยของโนบิตะที่ทำให้ตัวเองเป็นที่รักของคนอื่น

บทที่ 4 วิถีทำฝันให้เป็นจริงอย่างโนบิตะ ว่าด้วยอุปนิสัยเฉพาะตัวของโนบิตะที่มีส่วนช่วยให้ประสบความสำเร็จได้

บทที่ 5 กฎเกณฑ์แห่งฝัน พูดถึงสัจธรรมเกี่ยวกับความฝัน ฝันบางอย่างทำให้เป็นจริงได้ ในขณะที่บางฝันก็แค่ฝันเฟื่อง และคำอธิบายสำคัญว่าทำไมในบางตอน โดราเอม่อนถึงให้โนบิตะยืมของวิเศษอย่างง่ายดาย ในขณะที่บางตอนง้อแทบตายก็ไม่ยอม

บทที่ 6 พยายาม "แบบโนบิตะ" ก็เพียงพอแล้ว คล้ายกับบทที่ 4 แต่บทนี้จะเน้นหนักไปในแนวทางปฏิบัติเพื่อทำความฝันให้เป็นจริงมากกว่า ในขณะที่บทที่ 4 จะพูดถึงลักษณะนิสัยอันพึงประสงค์

บทที่ 7 โดราเอม่อนก็อยู่ข้างตัวคุณเช่นเดียวกัน แนะแนวทางการปฏิบัติเมื่อพบกับความทุกข์ความล้มเหลว

ตอนจบ สารที่ อ.ฟูจิโกะ ผู้แต่งโดราเอม่อนต้องการสื่อถึงผู้เขียนมาโดยตลอดคืออะไรบ้าง

 

Comment

เล่มนี้เป็นสารคดีแนวพัฒนาตนเองหรือหนังสือฮาวทู ดังนั้นผู้อ่านสามารถนำข้อคิดที่ได้จากเล่มนี้ไปปฏิบัติได้ จะสำเร็จหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ส่วนตัวผมเองนั้นคงไม่จำเป็นนัก เพราะชีวิตก็ไม่ต่างจากโนบิตะเท่าไหร่ เหอๆ

หนังสือเล่มนี้เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับนิสิตนักศึกษาที่มีโครงการจะทำธีสิสเกี่ยวกับวรรณกรรมหรือการ์ตูนบางเรื่อง เพราะผู้เขียนสามารถเรียบเรียงประเด็นได้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน อ่านแล้วเข้าใจง่าย และมีการยกตัวอย่างจากการ์ตูนบางตอนเพื่อเสริมแนวคิดของผู้เขียน อันเป็นการแสดงให้ผู้อ่านเห็นว่าแนวคิดดังกล่าวมีอยู่จริง ซึ่งผู้เขียนได้กลั่นกรองมาอย่างลึกซึ้งแล้ว มิได้นั่งเทียนเอาเอง ผู้เขียนวิเคราะห์โนบิตะ โดราเอม่อน และตัวละครอื่นๆ ได้ละเอียดจนน่ากลัว น่ากลัวว่าบางประเด็นเข้าข่ายการ "แถ" รึเปล่า แต่อ่านแล้วเพลินดีก็ไม่ว่ากัน

ที่ประทับใจคือ มีหลายแนวคิดในเล่มที่ตรงใจผมเป๊ะๆ ประมาณว่าความคิดบางอย่างที่ผมเคยเก็บเกี่ยวได้จากโดราเอมอนบางตอนมันเหมือนกับเนื้อหาในวิถีแห่งโนบิตะเสียนี่กระไร เช่น ผมเคยตั้งข้อสังเกตกับเพื่อนว่า โดราเอม่อนแต่ละตอนมักจะเริ่มด้วยปัญหาของโนบิตะ แล้วโนบิตะก็มาขอความช่วยเหลือจากโดราเอม่อน โดราเอม่อนก็มักใจอ่อนให้ของวิเศษไปใช้ แต่สุดท้ายแล้ว ของวิเศษที่ขอไปก็มักไม่ได้ใช้ หรือใช้ไม่ได้ผล โนบิตะเลยต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และกลายเป็นว่าได้ผลดีกว่าใช้ของวิเศษเสียอีก Theme หลักของโดราเอม่อนจึงเหมือนกับพุทธภาษิต "อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ - ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน" หรือการที่โนบิตะชนะใจใครต่อใครได้ รวมทั้งคนอ่านหลายคนและผมด้วย เพราะแม้จะมีไอคิวต่ำ แต่อีคิวดีเยี่ยม ในขณะที่เด็กเลิศอย่างเดคิซุงิกลับชวนให้รู้สึกหมั่นไส้ เพราะเป็นคนที่ไอคิวดี แต่อีคิวต่ำ (ต่ำยังไง ลองอ่านหน้า 55 - 58 ประกอบ) ตรงกันข้ามกับโนบิตะ ซึ่งอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ชิซุกะเลือกแต่งงานกับโนบิตะแทนเดคิซุงิก็ได้ เป็นต้น

จะว่าไป สาเหตุหนึ่งที่การ์ตูนสำหรับเด็กอย่างโดราเอม่อนกลายเป็นการ์ตูนอมตะที่ครองใจคนอ่านมาหลายทศวรรษนี่ก็เพราะมีพระเอกอย่างโนบิตะนี่ล่ะเนอะ ด้วยความ imperfect สุดๆ ของโนบิตะ เขาจึงมักโดนใช้เป็นตัวแทนแสดงความอ่อนแอของมนุษย์ แม้บางทีจะดูน่าสมเพชเวทนา แต่ก็เป็นตัวละครที่ได้รับคะแนนสงสารจากแม่ยกเสมอ มีการวิเคราะห์ว่าคนอ่านมักเอาใจช่วยโนบิตะเพราะเห็นภาพสะท้อนของตัวเองจากตัวโนบิตะ อะไรที่โนบิตะอยากมี อยากได้ อยากทำ ก็มักเป็นสิ่งที่คนเราอยากมี อยากได้ อยากทำกันทั้งนั้น ดังนี้ ตัวเอกที่ขาดๆ เกินๆ อย่างโนบิตะจึงอยู่ในความทรงจำของหลายคนได้ไม่แพ้โดราเอม่อนเลยทีเดียว

กลับกัน ถ้าให้โนบิตะสมบูรณ์พร้อมทุกอย่างแบบเดคิซุงิ หรือให้เจ้าเดคิซุงิเป็นตัวเอก คนจะจำเรื่องโดราเอม่อนได้นานถึงขณะนี้มั้ย ถ้าถามผม ผมเชื่อว่าไม่ เพราะถ้าเป็นงั้นจริง เรื่องจะไม่มีอะไรให้ลุ้นเลย การเรียนดี กีฬาดี หน้าตาดี โอ้โห...ชีวิตจะดีไปกว่านี้ได้อีกมั้ยเนี่ย ในเมื่อทุกอย่างหายห่วง แล้วคนอ่านจะเอาอะไรไปลุ้น