ผมจำเป็นต้องซื่อสัตย์กับอุดมการณ์ตัวเอง อุดมการณ์ที่ว่าจะใช้บล็อกเป็นที่วิจารณ์หนังสือ ไม่ใช่เพื่อเหตุผลอื่น
แต่เพราะเกิดเหตุบางอย่างขึ้น ผมจึงต้องยอมแหกกฎตัวเอง เขียนเอ็นทรี่ที่แล้วขึ้นมา เพราะผมสุดจะทนแล้วกับคนไทยที่เรียกตัวเองว่า "พุทธ" แต่กลับไม่เข้าใจกาลามสูตร 10
เอ็นทรี่นี้จึงขอกลับมาอุทิศให้กับการชำแหละหนังสือเช่นเดิม
แต่จากที่เคยอ่านบทวิจารณ์ของนักอ่านและนักชมภาพยนตร์ระดับเทพหลายต่อหลายคน พวกเขาเหล่านั้นสามารถเลือกเรื่องที่จะวิจารณ์ได้ตรงกับสถานการณ์ปัจจุบันอย่างน่าชื่นชม
เอ็นทรี่นี้จึงขอทำเช่นนั้นบ้าง หนังสือเล่มที่จะวิจารณ์นี้ จขบ.ได้พิจารณาแล้วว่าเหมาะกับสถานการณ์คนไทยในปัจจุบัน
เหมาะอย่างไร มาครับ มาชมกัน












[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
ชื่อ Day of the Dark
ผู้เขียน Lewiji
สำนักพิมพ์ ตะวันส่อง
พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2550
จำนวนหน้า 320 หน้า
ราคาปก 119 บาท
ISBN 978-974-94535-4-4












พวกเขากำลังตกเป็นเหยื่อ
ศัตรูนั้น ไร้เสียง ไร้ร่าง ไร้ชีวิต
จากหนึ่ง
เป็นสิบ
เป็นร้อย
เป็นพัน
วันพรุ่งนี้จะเป็นเช่นไร...
[จาก คำนำสำนักพิมพ์]
[^Q: แล้วเอามาลงทำซากอะไร]
[A: ถูกใจอะ เป็นคำนำที่ "แนว" ที่สุดแล้วที่เคยเห็นมา สั้นๆ กระชับ ได้ใจความ แถมยัง "โดน" สถานการณ์ปัจจุบันอย่างไม่น่าเชื่อ ^^]
สำนักพิมพ์ตะวันส่องเป็นสำนักพิมพ์ใหม่ที่เพิ่งตั้งมาได้ไม่นาน อย่างน้อยก็สักสองสามปี (ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด) จึงยังมีหนังสือในเครืออยู่ไม่กี่เล่ม ผลงานส่วนใหญ่เป็นนวนิยายภาษาไทยและนวนิยายแปลจากภาษาอังกฤษ ในปัจจุบัน ตะวันส่องเป็น สนพ.อีกแห่งที่รู้กันว่าเปิดรับผลงานของ "ผู้" เขียนหน้าใหม่ โดยเฉพาะผู้เขียนที่เป็นเยาวชนซึ่งวรรณกรรม "โดย" เยาวชนของ สนพ.นี้มีเอกลักษณ์อยู่ที่ขนาดหนังสือเล็กกะทัดรัด ราวกับตั้งใจให้คล้าย Light Novel ของญี่ปุ่น (ถึงอัตราราคาจะไม่คล้ายก็ตาม)ผลงานที่สร้างชื่อให้ตะวันส่องพอสมควรคงหนีไม่พ้น "Disconnect เกมคร่าชีวิต" นวนิยายไซเบอร์พังค์ผสมฆาตกรรมต่อเนื่อง มีสโลแกนประดับหน้าปกว่า "เขียนโดยเด็กไทยวัย 16 ปี" โอ้ว...ทำไมรู้สึกคุ้นๆ จังหว่า
ช่วงก่อนงานสัปดาห์หนังสือ ผมเข้าไปเช็คเว็บไซท์ของ สนพ.ต่างๆ เพื่อคำนวณงบประมาณที่จะเอาไปสังเวยในศูนย์ประชุมสิริกิติ์ เปิดเข้าไปดูเว็บไซต์ตะวันส่องก็สะดุดตาเข้ากับปกหนังสือใหม่เล่มหนึ่ง ที่สะดุดตาเพราะปกมันดำปี๋ ดำมิดหมี ดำตับเป็ด ดำสนิท ต่างจากปกการ์ตูนที่กำลังนิยมกันอยู่ ไปอ่านเรื่องย่อ (ซึ่งย่อได้โคตะระสั้นจริงๆ ครับ ความยาว 2 ประโยค) แล้วคิดว่า น่าสนแฮะ
และแล้ว Day of the Dark จึงเป็นหนังสือเล่มแรกที่ผมตัดสินใจ "เสี่ยง" กับ สนพ.ตะวันส่องเอา












Synopsis
ทาคุมิกับมิโอะ คู่รักนักศึกษาจ๋าจ้ะ และยูจิ น้องชายวัยเก้าขวบของมิโอะ นั่งเรือไปเที่ยวทะเลในช่วงวันหยุดกัน ทั้งสามคนหยุดพักที่เกาะเกาะหนึ่ง แต่ผ่านไปสามวัน เรือที่จ้างไว้ก็ไม่มารับตามนัด ระหว่างที่ติดเกาะอยู่นั้น ทาคุมิที่เดินสำรวจรอบๆ เกาะก็พบเรือยนต์เกยตื้นอยู่ลำหนึ่ง ไม่มีสิ่งใดหรือใครอยู่บนเรือ ยกเว้นรอยด่างดำรูปร่างคล้ายคนที่ปรากฏอยู่ตรงท้ายเรือ
ทาคุมิพาสองพี่น้องขึ้นเรือ ทว่าหลังจากออกเรือได้สักพัก เครื่องยนต์ก็เกิดดับขึ้นมากะทันหัน เคราะห์ดีที่ไม่นานนัก สามีภรรยาคู่หนึ่งที่ล่องเรือหาปลาผ่านมาพอดีก็รับพวกเขาขึ้นเรือจากนั้นก็เตือนให้ทราบถึงภยันตรายที่กำลังทำลายล้างเมืองบนหมู่เกาะญี่ปุ่น ภยันตรายในรูปอสุรกายเงาดำ
เพราะเป็นห่วงครอบครัว ทาคุมิ มิโอะ และยูจิจึงยืนยันที่จะกลับขึ้นฝั่งเพื่อตามหาพ่อแม่ รวมทั้งคนอื่นๆ ที่อาจจะยังมีชีวิตรอด...
...โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวเกินจินตนาการกำลังรอพวกเขาอยู่เช่นกัน












Title
"Day of the Dark" หรือชื่อไทย (เป็นข้อความเล็กๆ พิมพ์ไว้ทางล่างซ้ายของชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ) ว่า "เงามรณะ" ก็...ตรงตัวดี จับใจความสำคัญได้ทั้งชื่อไทยและอังกฤษล่ะเนาะ
แล้วจะตั้งหัวข้อว่าด้วยชื่อเรื่องขึ้นมาทำไม
คือผมแค่สงสัยน่ะครับ ว่าเดี๋ยวนี้ กระบวนการ Westernization มันระบาดมาถึงวงการหนังสือเยาวชนแล้วหรือ เห็นชอบตั้งชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษกันจัง ตั้งกันผิดมั่งถูกมั่ง ลดหลั่นกันไปตาม Grammar ที่แต่ละคนได้เรียนมาแล้วส่วนใหญ่ ชื่อภาษาปะกิดจ๋าทั้งหลายก็มักเป็นของเรื่องแนวแฟนตาซีหรืออะไรที่ใกล้เคียง ประมาณว่าเพื่อให้มันดูอินเตอร์ขึ้นล่ะมั้งชวนให้สงสัยว่าทำไมไม่ตั้งชื่อเป็นภาษาไทยล่ะ ตั้งให้เล่นสำบัดสำนวน ให้มีคำคล้องจองแบบชื่อเรื่องแนวรักหวานแหววก็น่าจะเพราะดีออก อย่าง "นายขี้ลอกกับยายดอกตอแหล" อะไรอย่างเนี้ย คนไทยเรามีธาตุกวีแฝงอยู่ในสายเลือดอยู่แล้ว ง่ายกว่าเปิดดิกฯ ธีซอรัสเอาคำที่ไม่รู้ว่าจะใช้ถูกบริบทหรือเปล่ามาใส่เป็นไหนๆ
ทำไมครับ ชื่อไทยมันเห่ย มันไม่ดึงดูดเรอะ แหม...แล้วอย่างนี้ไม่ต้องพูดเลยว่าเป็นคนรุ่นใหม่วัยปิ๊ง เพราะคุณๆ กำลังดำเนินรอยตามคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ไม่มีผิด อาการโห่ของไทยไฮของนอกไง ทีวีต้องโตชิบ้าไม่ก็โซนี่ ธานินทร์นี่ไปไกลๆ ตี_เลยไป ดื่มน้ำต้องโคคาโคล่า ถ้าเป็นน้ำมะเน็ดกระเดือกไม่ลงมีชัยหรือจะสู้ดูโอ้ ดูเร็กซ์ (เอ่อ ตัวอย่างสุดท้ายนี่พิมพ์ไปด้วยความคะนอง หาใช่เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นจริงไม่) ฯลฯ
โอเค บางเรื่องมันก็จำเป็นจริงๆ ที่ต้องใส่ชื่อภาษาต่างประเทศ เช่น เรื่องที่ใช้ชื่อเฉพาะอย่างชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ หรือชื่อไอเท็มในเรื่องมาตั้งเป็นชื่อหนังสือ แต่เพราะนี่มันประเทศไทย ประชากรส่วนใหญ่พูดและเขียนภาษาไทย ภาษาไทยตามความคิดของ จขบ. เป็นภาษาสุดเลิศในพิภพ เพราะภาษาอื่นจะออกเสียงวิจิตรพิสดารเท่าใดก็สามารถถอดเสียงมาเป็นภาษาไทยได้ ขอแค่ภาษานั้นเป็นภาษาที่มนุษย์สามารถเปล่งเสียงได้เป็นพอ ดังนี้ จึงมีชื่อหนังสืออย่าง "หัวขโมยแห่งบารามอส" "ไมรอน" "เดอะ สตอรี่ เทลเลอร์" "แองเจิ้ลบอย" (ชื่อเรื่องนี้จริงๆ แล้วอ่านผิด เอาไว้มีอารมณ์วิจารณ์เล่ม 1 - 4 แล้วจะเล่นงานภายหลัง) หรือกระทั่งหนังสือแปลอย่าง "ลอร์ดออฟเดอะริงส์" เหล่านี้ก็ล้วนเขียนด้วยอักษรไทยทั้งสิ้น ไม่ได้ใช้ตัว Alphabet เพราะไม่มีความจำเป็น
ดังนั้น ในสายตาและความคิดผม เรื่อง Day of the Dark ใช้แค่ชื่อภาษาไทย "เงามรณะ"ก็เพียงพอแล้ว หรืออาจทำแบบเดียวกับชื่อภาพยนตร์ฝรั่งที่นำเข้ามาฉายในไทย คือถอดเสียงมันทั้งดุ้นเลย "เดย์ออฟเดอะดาร์ก" ก็ดูดีออก ไม่จำเป็นต้องเขียนเป็นภาษาอังกฤษเพราะไม่ใช่เรื่อง
ที่ว่ามานี้ไม่ได้เจาะจงเฉพาะหนังสือเล่มนี้เล่มเดียว แต่พูดถึงวรรณกรรมในเงื้อมมือคนรุ่นใหม่โดยรวม เห็นในเด็กดีก็ชอบตั้งชื่อเรื่องเป็นอิงลิชกัน ตั้งถูกหลักไวยากรณ์บ้างผิดบ้างปนกันไป แม้จะมีคนตั้งกระทู้ชี้แนะหลักการตั้งชื่อเรื่องหรือตอนด้วยภาษาอังกฤษอยู่เรื่อยๆ ก็ตาม (พิมพ์ถึงตรงนี้ ผมก็นึกขึ้นได้ว่า ตัวเองก็เคยตั้งกระทู้ทำนองดังกล่าวไว้ในเด็กดีเมื่อกัปหนึ่งมาแล้ว) ไม่เพียงแค่นั้น ผู้เขียนเรื่องสั้นบางคนยังตั้งชื่อเรื่องสั้นเป็นภาษาอังกฤษด้วยซ้ำ รู้สึกว่าเคยเห็นมีเรื่องหนึ่งในหนังสือ "เก๊าะซารี" ของ สนพ.อมรินทร์ ซึ่งเป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่ได้รางวัลนายอินทร์อะวอร์ดครั้งที่ 7 ประเภทเรื่องสั้น
อ้อ แล้วผมก็รู้สึกว่าชื่อเรื่องภาษาญี่ปุ่นนี่มันไม่จำเป็นแม้แต่น้อย เพราะมันเป็นตัวคะตะคะนะ เสียงอ่านที่ถอดออกมาก็อ่านได้ว่า Day of the Dark เหมือนกัน ซึ่งจะกลายเป็นว่ามันไปซ้ำซ้อนกับภาษาอังกฤษ ถ้ายังยืนยันที่จะใส่ชื่อภาษาญี่ปุ่นเพราะเห็นว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ผมว่าใช้ตัวฮิรางานะหรือคันจิไปเลย เอาเป็นชื่อ "闇の日"หรือ "やみのひ" (ที่เป็นตัวคันจิ ไม่แน่ใจว่าอ่านว่า "Yami no Hi" รึเปล่า จขบ.ไม่ได้เอกยุ่นซะด้วย) น่าจะเหมาะกว่านะครับ
ก็บ่นไปงั้นๆ ตามประสาคนที่ครั้งหนึ่งเห่อภาษาต่างประเทศเป็นชีวิตจิตใจ และเพิ่งสำนึกได้ไม่นานมานี้ว่า ชีวิตมันอนิจจัง (เกี่ยวกันมั้ยวะ)












Cover
ดำ มืด ทึบ เหมือนกับเนื้อหาและอารมณ์เรื่องไม่มีผิด เป็นปกที่ประหยัดสีมาก ใช้แค่สามสีเอง ดำ ขาว แดง อ้อ! ต้องสี่สิ เพราะโลโก้ตะวันส่องเป็นสีส้ม ยังไงก็เถอะ คงเป็นปกที่ไม่ต้องวุ่นวายกับการติดต่อหานักวาดปกและส่งปกกลับไปแก้ไขเหมือนปกการ์ตูนของเรื่องอื่นนะครับ
ว่าด้วยปกหน้า ความที่ฉากหลังเป็นสีดำมิดหมี ตัวอักษรชื่อเรื่องจึงโดนขับให้เด่นชัดออกมาอย่างง่ายดาย แต่อีพวกข้อความที่ซ้อนกันเป็นชั้นๆ ตรงมุมขวาล่างนี่ ผมดูแล้วรู้สึกมันรกตา น่ารำคาญชะมัดเลยครับ ดูแล้วรู้สึกเหมือนมันเป็นลูกเมียน้อยที่แพ้บารมีชื่อเรื่องจนต้องไปจับกลุ่มรวมกันที่ชายขอบของสังคม จะดีกว่านี้ถ้าเอาข้อความส่วนที่เป็นชื่อเรื่องภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่นมาจัดวางตรงกลางปกชื่อละหนึ่งบรรทัด ให้อยู่ใต้คำว่า Day of the Dark ส่วนชื่อคนเขียน คุณ Lewiji (อย่าได้อ่านว่า ลิวอิจิ เชียว เพราะคนเขียนแกอ่านชื่อตัวเองไว้เสร็จสรรพว่า "เลวอิจิ") ก็ควรมาอยู่ตรงกลางปกเช่นกัน แต่เว้นบรรทัดให้มันลงมาต่ำๆ จากพวกชื่อเรื่องทั้งหลายมากหน่อย แต่ไม่ต้องต่ำมากจนติดขอบล่างของปก เพราะมันเป็นมาริโอเน็ทพอยนท์ เป็นมุมอับของปก ต่อให้ตัวอักษรเป็นสีขาวและ BG เป็นสีดำ มันก็เป็นมุมอับที่ชวนให้มองข้ามนัก ให้เลื่อนขึ้นมาทางทิศสิบนาฬิกาของจุดเดิมสัก 3 ซม. น่าจะดี
ว่าด้วยปกหลัง ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าปกหน้า เรื่องย่อที่เป็นข้อความสีแดงโดนสีดำข่มบารมีอย่างมาก ยิ่งพิมพ์ Font ที่บางแสนบางอย่าง JS Mookda (คลับคล้ายคลับคลาว่าน่าจะเป็น Font นี้ เพราะเคยใช้งานบ่อยๆ) ยิ่งทรมานสายตาเข้าไปใหญ่เลยครับ จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่แถบบาร์โค้ดกับโลโก้ สนพ. จะขโมยซีนในปกหลังไปได้ มีพิมพ์ผิดจุดหนึ่งในเรื่องย่อ ตรงที่ชื่อของยูจิกลายเป็น "ยูกิ" สงสัยฝ่ายศิลป์ที่ทำปกอ่านเกมกลคนอัจฉริยะไปด้วยขณะพิมพ์
ถึงจะมีเรื่องจุกจิกโน่นนี่ แต่ผมก็ชอบปกเล่มนี้นะ ชอบเพราะถูกชะตากับสีดำเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกอย่าง มันเรียบง่าย ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมาก แต่มันสื่อทั้งรายละเอียดในเรื่องและอารมณ์ของเรื่องได้ชัดดี ชวนให้นึกถึงปกของเดอะริง (ไม่มี "ลอร์ดออฟ" นำหน้านะ อันนี้เราหมายถึงหนังสืออันเป็นเรื่องราวชีวิตบัดซบของนังซาดาโกะ ผีตุ๊กแกผมยาวในบ่อน้ำปิดตาย) ฉบับพิมพ์ครั้งแรกมาก คนมีอายุอย่าง จขบ. น่าจะหยิบมาอ่านได้โดยไม่กระดากใจ ส่วนเด็กๆ วัยรุ่นอาจจะไม่ค่อยสนใจเพราะไม่มีการ์ตูนสีสันสดใสบนปก แต่ก็ไม่แน่ อันนี้ขึ้นอยู่กับรสนิยมของแต่ละคนล่ะครับ
นอกจากนี้ การใส่สีแดงให้ตัว R ในชื่อเรื่อง ไม่รู้ว่าต้องการสื่อถึงอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า อันตรายรึ ความตายรึ ความกลัวรึ หรือว่าเป็นสีแดงของเลือด อะไรก็ช่างเถอะ แต่ผมเห็นแล้วนึกไปถึงตัวอักษรชื่อการ์ตูน "Higurashi no Naku Koro ni"(ชื่อแปลไทย "แว่วเสียงเรไร") อันนั้น ตัวอักษร "na" จะเป็นสีแดง ในขณะที่ตัวอื่นๆ เป็นสีขาวหมด อันเป็นการบอกใบ้ถึงความวิปริตที่ซ่อนอยู่ใต้ฉากหน้าที่งดงาม (Theme หลักของฮิกุราชิเลยนะเนี่ย) ก็ไม่รู้ว่าคนที่ทำปกได้เรื่องฮิกุราชิเป็นต้นแบบ หรือมีแนวคิดในการออกแบบปกคล้ายกันหรือเปล่า
ชื่อเรื่อง Higurashi no Naku Koro ni ตัวฮิรางานะ "na" เท่านั้นที่เป็นสีแดง ทำให้ดูเด่นขึ้นมา












Plot
เรื่องนี้เป็นเรื่องสยองขวัญ (Horror) การดำเนินเรื่องที่เหมาะจึงควรเป็นแบบ Chronological order หรือเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา เพราะจะมีผลให้เรื่องทวีความตื่นเต้นขึ้นทุกจังหวะที่ดำเนินไป ซึ่งเรื่องนี้ก็ทำได้ค่อนข้างดี โครงเรื่องดำเนินไปในแนวตรง ไม่มีพล็อตย่อยโผล่ออกมาให้ซับซ้อนเวียนหัวมีช็อตให้คอยลุ้นอยู่เป็นระยะๆ แต่มาเสียตรงที่ยิ่งอ่านไป อารมณ์ที่ผมมีต่อเรื่องมันก็ยิ่งเปลี่ยนแนวไปน่ะสิครับ จากตอนแรกที่เป็นแนวสยองขวัญขนานแท้ มีการทิ้ง Gothic elements ไว้เป็นระยะๆ (Gothic elements ก็คือรายละเอียดบางอย่างในเรื่องที่ดูลึกลับ มีเงื่อนงำ มีไว้สร้างบรรยากาศขนหัวลุก และเป็นการ foreshadow ให้คนอ่านรู้ว่า เดี๋ยวมันจะมีอะไรหลอนๆ โผล่มาจ๊ะเอ๋คนอ่านนะ เป็นองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ในนิยายสยองขวัญในยุค Romantic ถ้าสงสัยก็ลองอ่านงานของเอ็ดการ์ อลัน โพ เข้าไว้แล้วจะกระจ่าง) อย่างเช่นซากปลาตายที่กำลังจะกลายเป็นเงาดำ รอยด่างดำตามที่ต่างๆ ไปจนถึงข่าวของคนที่หายตัวไปอย่างลึกลับ แต่พออ่านไปถึงครึ่งหลัง ไหงมันกลายเป็นเรื่องแนวสัตว์ประหลาดบุกโลกไปซะได้ ตอนนี้หมดความกลัวพวกเงาแล้วครับ เหลือแค่กลัวว่าพวกตัวเอกจะมีอันเป็นไปหรือเปล่าเท่านั้น
ถ้าใครไม่เข้าใจที่ผมพล่ามไว้ข้างบน ให้ลองนึกถึงเกมส์ไบโอฮาซาร์ดสักภาค (ไม่แน่ใจว่าสองหรือสาม) ตอนแรกเดินไปเดินมาเจอซากศพกับซอมบี้ยั้วเยี้ยไปหมด ตอนหลังต้องมาคอยวิ่งหนีสัตว์ประหลาด "G"อารมณ์ยังงั้นแหละครับ (พูดไปงั้นแหละ จขบ.ไม่เคยเล่นสักภาคหรอก เหอๆๆ)
ถึงแม้โครงเรื่องจะดำเนินไปตามลำดับเวลา แต่ผู้เขียนก็จะแทรกฉากรำลึกอดีตมาเป็นระยะๆ กล้อมแกล้มพอให้รู้ที่มาที่ไปก่อนเหตุการณ์ในบทที่หนึ่ง อดีตบางตอนอ่านแล้วก็ให้อารมณ์ร่วมไปกับเหตุการณ์ปัจจุบัน อย่างเช่นเรื่องของโชกับครอบครัว แต่บางตอนนี่ก็พากันไปคนละเรื่องเลย อย่างเหตุการณ์สมัยพระเอกนางเอกคบกันใหม่ๆ ที่แทรกเข้ามาระหว่างความเป็นความตายของทั้งคู่ ถึงมันจะชวนให้เคลิบเคลิ้ม ให้ซาบซึ้งกับความโรแมนติก แต่สำหรับ จขบ.ที่ปรารถนาจะเห็นตัวเอกล้มหมีเงาดำมากกว่า มันน่ารำคาญจังครับ ถ้าจะรำลึกวันวานยังหวานอยู่กันก็รอให้รอดตายก่อนแล้วค่อยไปนอนฝันห้วงเดียวเลยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องมาทีละเฮือกๆ แบบนี้ อารมณ์มันไม่ค่อยต่อเนื่องเอานา
ทำไมกับหนังสือเล่มนี้ ผมถึงเรื่องมากเป็นพิเศษกับเรื่องของอารมณ์น่ะรึ ก็เพราะหนังสือเล่มนี้เป็นแนวสยองขวัญ และแนวสยองขวัญก็จัดเป็นสับเซตของวรรณกรรม Escape ที่เน้นการเร้าอารมณ์คนอ่านและดึงคนอ่านให้หลุดจากโลกแห่งความเป็นจริงอันโหดร้ายและจำเจน่าเบื่อ การพยายามรักษาอารมณ์ให้ต่อเนื่องเหมือนทำนองเพลงที่ประสานกันลงตัวและลื่นไหลไม่มีเสียงไหนหลุดคีย์ออกมาจึงจำเป็นครับ ถ้าเรื่องนี้เป็นวรรณกรรม Interpretive ที่สะท้อนภาพสังคมในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง เมื่อนั้นแก่นเรื่องหรือ theme จึงจะสำคัญกว่าอารมณ์ร่วมของคนอ่าน
ส่วนโครงเรื่องว่าด้วยสิ่งเร้นลับเหนือธรรมชาติที่ออกตามล่ามนุษย์นี่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นเรื่องที่ใช้เล่นกันบ่อยๆ ในงานแนวไซไฟฮอร์เรอร์และดาร์กแฟนตาซี (อย่างแรกเป็นเฮอร์เรอร์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทฤษฎีวิทยาศาสตร์ อย่างหลังเป็นจินตนาการล้วนๆ และมักเกิดขึ้นในโลกแฟนตาซี ไม่ใช่โลกแห่งความเป็นจริง) สิ่งที่ทำให้เกิดความแตกต่างหลากหลายคือ รายละเอียดปลีกย่อย ซึ่งเงาดำที่มีชีวิตนี่ ผมเชื่อว่าไม่ได้มีในเรื่องนี้เป็นครั้งแรก แต่มันก็ไม่ได้มีบ่อยจนเกร่อเหมือน รร.สอนเวทมนตร์หรือสลับเพศหญิงชาย
อยางไรก็ดี ผู้เขียนก็เล่นกับคอนเซปต์ของพวกเงาดำ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของเรื่องนี้ที่เกี่ยวข้องกับพล็อตหลักได้เต็มที่ ทำให้ผู้อ่านค่อยๆ ได้รับทราบข้อมูลของเงาดำมากขึ้น หากแต่ยังมีข้อมูลสำคัญอีกมากที่ยังไม่เป็นที่เปิดเผย ตอนจบก็เลยคั่งๆ ค้างๆ ทำให้คิดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะมีภาคต่อ
[ข้อความต่อจากนี้ ตามมาตรฐานของผมถือเป็นการสปอยล์ จึงต้องใช้มนตร์อำพรางไว้ในความมืด เฉพาะคนมีบุญและรู้จักการ Select All จะสามารถมองเห็นได้] ข้อมูลสำคัญอย่างหนึ่งที่จบแล้วยังค้างคาอยู่คือเรื่องของผู้มีภูมิต้านทานเชื้อเงาดำ ซึ่งกลายเป็นว่ามากระจุกรวมกันในกลุ่มตัวเอก น่าสงสัยว่าแล้วทำอย่างไรจึงจะมีภูมิคุ้มกันที่ว่า แปลว่าคนสามคนที่ผู้เขียนบอกว่ามีภูมิคุ้มกันนี้ต้องไปทำอะไรสักอย่างมาที่ทำให้ไม่กลายเป็นเงาดำแม้จะโดนเงาดำสัมผัสโดยตรง แล้วอะไรที่ว่านั่นคืออะไร อยู่ในเล่มนี้แต่คนอ่านนึกไม่ถึงหรือเปล่า หรือถ้ามันเป็นอะไรที่อยู่ในร่างกายมาแต่กำเนิด แสดงว่ามิโอะกับโทโมกิก็น่าจะมีภูมิต้านทานเช่นกัน เพราะมีพันธุกรรมเดียวกันกับยูจิและโชจิ ถ้างั้นแล้ว ทำไมพ่อแม่ของมิโอะถึงโดนเงาดำเล่นงานได้ล่ะ หวังว่าเรื่องเหล่านี้คงเฉลยในเล่มสองนะครับ[จบสปอยล์จ้ะ]












Characterization
เรื่องนี้ใช้ตัวละครน้อย เพราะมีคนจริงๆ เหลือไม่กี่คน นอกนั้นกลายเป็นเงาไปหมดแล้ว หนำซ้ำคนที่เหลืออยู่ก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นเงาไปอีก (อุ๊บส์)
เนื่องจาก Day of the Dark เล่นกับอารมณ์คนอ่านเป็นหลัก ตัวละครแต่ละตัวจึงแสดงอารมณ์ของตัวเองออกมาได้ชัดเจน เมื่ออ่านแต่ละฉากจะสามารถบอกได้เลยว่าตัวละครรู้สึกอย่างไร ทำให้คนอ่านมีอารมณ์ร่วมเหมือนเป็นตัวละครตัวนั้นๆ
แต่ก็ต้องติด้วยว่าคนเขียนเล่นกับอารมณ์มากเกินไป จนลืมปัจจัยอื่นๆ ของตัวละคร ผู้อ่านต้องใช้จินตนาการเล็กน้อยในการจิ้นภาพลักษณ์ตัวละคร (แต่ทีบรรยายซากปีศาจเงาดำไหม้เกรียมนี่ทำซะละเอียดจนผมเห็นภาพเลยนะ หึๆ) บุคลิกและอุปนิสัยของตัวละครก็ไม่ค่อยชัดเจน อ่านแล้วเลยนึกภาพตัวละครให้มีมิติชีวิตจริงๆ ไม่ออก อ้อ! ยกเว้นเจ้าหนุ่มโชจิที่มาดกวนๆ สมกับอิมเมจเกรียนเทพประจำก๊วน เป็นตัวละครตัวเดียวที่เห็นภาพออกมาเป็นคนตัวเป็นๆ เลยครับ แต่ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรนัก อาจเป็นเพราะเป็น Stock character แบบหนึ่งที่เห็นได้บ่อยๆ ในการ์ตูนญี่ปุ่นอะนะ
ตัวละครบางตัว ทำอะไรไม่สมกับวัยและสถานภาพเลย อ่านแล้วรู้สึกไม่สมจริงง่ะ อย่างนายทหารที่ชื่อโอซามุที่ได้รับมอบหมายให้เฝ้าดูกลุ่มผู้รอดชีวิตในขณะที่กำลังรอเรืออพยพ คือตัวแกเป็นทหาร ก็น่าจะมีบารมีและวุฒิภาวะมากอยู่ ทำไมต้องไปเกรงใจลุงป้าแก่ๆ ที่กำลังสติกระเจิงกระเจิงสองคนด้วย จริงๆ ตะโกนหน่อยเดียว สองคนนั้นก็คงกลัวหัวหดแล้ว ถ้ายังไม่หายบ้าก็เอาปืนยัดปากให้อยู่เงียบๆ (แต่ไม่ต้องยิงจริงๆ) มาทำเป็นหงอ เชื่อฟังคนแก่ที่ไม่มีเหตุผลนี่มันไม่ใช่ชายชาติทหารเลยนะครับ ในฐานะลูกทหาร ผมทนบ่ได้ดอก สมควรแล้วที่ตัวละครตัวนี้...ไม่เล่าดีกว่า รออ่านเองเถิดครับ
ตัวละครที่ผมชอบที่สุดคือยูจิ ไม่ใช่เพราะว่าชอบเด็กผู้ชายอยู่แล้วหรอกนะครับ (จริงๆ ก็ใช่ แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก) ยูจิก็เหมือนตัวละครตัวอื่น บรรยายไม่เห็นภาพ ไม่ค่อยมีมิติ บุคลิกลักษณะไม่ชัดเจน บางทีก็ดูเหมือนเด็กขี้กลัว บางทีก็เป็นเด็กฉลาด แต่อ่านแล้วรู้สึกว่าเขาเป็นเด็กจริงๆ ความคิดความอ่านและการแสดงออกของเขาสมกับเด็กอายุเก้าขวบ ไม่ใช่ตัวละครที่โดนคนเขียนโกงอายุ แก่แดดแก่ลมเกินวัยเหมือนในเรื่องอื่นๆ
ชื่อตัวละครไม่มีปัญหา เพราะเป็นชื่อที่ based on ชื่อคนญี่ปุ่นจริงๆ แต่ขอโทษด้วยนะครับที่ผมรู้สึกว่าคนเขียนไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ในการตั้งชื่อตัวละครเลย รู้สึกชื่อจะคล้ายๆ กันไปหมด ยูตะ ยูจิ โชจิ โช อะไรอย่างเนี้ย ขนาดนามสกุลพระเอกนางเอกยังคล้ายกันเลย ทาคามุระ ทาคุมิ กับ ทาเคอุจิ มิโอะ โอ้โฮ อะไรมันจะแสดงความเป็นเนื้อคู่ปานนั้น
นอกจากนี้ คาดว่าคุณเลวอิจิน่าจะได้อิทธิพลจากมังก้า อนิเม และนิยายญี่ปุ่นมามาก จึงสร้างตัวละครได้สมกับเป็นคนแดนอาทิตย์อุทัย คืออย่างน้อยก็ไม่หลุดลักษณะแบบไทยๆ เช่นเดียวกับคนเขียนและคนอ่านออกมา อันนี้ขอเม้าท์นิยายเกย์เรื่องหนึ่ง บอกชื่อไว้ในที่นี้เลยว่า "ความรักสีรุ้ง" (Rainbow Love) ของ สนพ.2BLoved มั้งจำชื่อคนเขียนไม่ได้แต่จำได้ว่าเรียนสินกัม จุฬาฯฉากเกิดในญี่ปุ่น ตัวละครถือสัญชาติญี่ปุ่น แต่อ่านๆ ดูแล้วเหมือนเป็นคนไทยที่เปลี่ยนชื่อเป็นญี่ปุ่นมากกว่า ความคิดความอ่านมันเหมือนคนไทยเหลือเกิน บางตอน ตัวละครยกมือไหว้ทักทายกันด้วยนะ แล้วฉากนายเอกตามง้อพระเอกในโรงจอดรถโตได ไหงผมเห็นภาพโรงจอดรถข้างโรงอาหารอักษรจุฬาฯ ลอยขึ้นมาเลยฟะ สื่อเกี่ยวกับญี่ปุ่นในประเทศไทยมันก็มีตั้งแยะ หนัง รายการทีวี หนังสือ นิตยสารไหนจะการ์ตูนอีกหลายร้อยหลายพันเรื่อง ทำไมคนเขียนเขาไม่ศึกษาก่อนมาเขียน หรือไม่ก็ตัดปัญหา ใช้ฉากเมืองไทย ตัวละครคนไทยตั้งแต่แรก จะได้สมจริงกว่านี้มาก อย่าคิดว่าเป็นแค่นิยายเกย์แล้วจะทำส่งๆ ยังไงก็ได้สิครับ
ก็นั่นแหละครับ Day of the Dark สร้างความเป็นญี่ปุ่นได้สมจริง แต่ก็ชวนให้สงสัยว่า ทำไมไม่เขียนเป็นเรื่องของคนไทยไปเลย (To be continued ในหัวข้อต่อไป)












Setting
เหตุการณ์เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น บนเกาะใหญ่สักเกาะในจำนวนสี่เกาะ และบนทะเลรอบๆ หมู่เกาะญี่ปุ่น แต่เป็นญี่ปุ่นในจินตนาการของผู้เขียน ไม่ใช่ญี่ปุ่นที่พวกเรารู้จัก
ทำไมผมจึงว่าอย่างนั้น ขอยกตัวอย่างจากหน้า 256 ประกอบ
"ไม่เคยหรอก" ยูตะตอบตามตรง "เราขึ้นมาจากทางใต้ แล้วก็ปักหลักกันอยู่ที่เมืองฮิราโอกะ เพราะเมืองนั้นอยู่ใกล้เกาะโอโทนะที่สุด"
ในห้องสมุดโลกวิกิพิเดีย ในรายชื่อเกาะของญี่ปุ่น ไม่ปรากฏชื่อเกาะโอโทนะอยู่ แต่คงไม่แปลกนัก เพราะในเว็บดังกล่าวบอกไว้ว่า ไม่ได้ให้ชื่อเกาะเล็กเกาะน้อยทั้งสามพันกว่าเกาะลงแค่ชื่อของเกาะขนาดใหญ่ๆ เท่านั้น ดังนั้น จึงเป็นไปได้ว่ามีเกาะชื่อโอโทนะอยู่ในจำนวนเกาะทั้งหลายนั่น
แต่ในรายชื่อเมืองต่างๆ ในญี่ปุ่น ไม่มีเมืองชื่อฮิราโอกะอยู่ อีกทั้งเมืองโคงิยาม่า ที่มีท่าเรือที่พวกตัวเอกขึ้นฝั่งในตอนแรกๆ ก็ไม่มีเช่นกัน
อย่างนี้แสดงว่า ญี่ปุ่นที่เป็นฉากของเรื่องนี้ไม่ใช่ญี่ปุ่นของจริง
เรื่องฉากสถานที่ ผมค่อนข้างให้ความสำคัญกับเรื่องความสมจริง ถ้าคุณจะสร้างโลกแฟนตาซีขึ้น คุณก็มีสิทธิ์กำหนดสภาพภูมิศาสตร์ตามใจตัวเองได้ เพราะโลกนั้นคุณคือพระเจ้า แต่เมื่อใดก็ตามที่คุณเอาสถานที่จริงมาเป็นฉากในเรื่องแต่ง คุณก็ต้องเคารพกฎของความเป็นจริงด้วย พื้นที่ต่างๆ ในแผนที่จริงมันเป็นอย่างไร คุณก็ต้อง relate ไปตามนั้น จะมาทำแบบหลอกว้านจง คนเขียนเรื่องสามก๊ก ที่เอาเมืองสองเมืองที่อยู่ห่างกันคนละฟากแผ่นดินจีนมาวางต่อกันเหมือนเปลี่ยนฉากงิ้วไม่ได้ และคุณก็จะอุปโลกน์เมืองสมมติ จังหวัดสมมติขึ้นอย่างพร่ำเพรื่อในประเทศที่มีอยู่จริงไม่ได้อีกเช่นกัน
ถ้าจะสร้างสถานที่สมมติในโลกแห่งความจริง ผมคิดว่ามีสองวิธีที่ทำแล้วไม่น่าเกลียด อย่างแรกคือสร้างประเทศสมมติขึ้นมาทั้งประเทศ อย่างเรื่องวันนี้ที่รอคอย (พี่เบิร์ดสมัยยังหนุ่มเล่นเป็นพระเอก เป็นละครในดวงใจผมเลย เหอๆ)อย่างที่สองคือสร้างสถานที่สมมติในระดับไม่ใหญ่มากในประเทศหรือเมืองที่มีอยู่จริง เช่น เรื่องของคุณอาจเกิดขึ้นในซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย อเมริกาซึ่งล้วนแล้วแต่ปรากฏบนแผนที่โลกจริง แต่ตรอกซอกซอยในเรื่องอาจเป็นชื่อสมมติ เพราะเอาเข้าจริงมันก็มีเป็นร้อยเป็นพันซอย คงไม่มีใครรู้จักมันหมดทุกตรอกยกเว้นเจ้าหน้าที่ทำสำมะโนประชากร เมคๆ ขึ้นมามั่งคงไม่มีใครรู้หรอก แต่ต้องเป็นที่ที่มีสเกลระดับเล็กเท่านั้นนะ
นั่นแหละ การเมคสถานที่ระดับไม่เล็กมากอย่างเมืองต่างๆ บนประเทศญี่ปุ่นที่มีอยู่จริง จึงเป็นการแสดงว่าคนเขียนไม่รู้จักญี่ปุ่นดีพอ นำไปสู่คำถามยอดฮิตที่ว่า แล้วทำไมไม่สร้างเรื่องขึ้นในประเทศไทย ซึ่งใกล้ตัวคนเขียนมากกว่า จะแบ่งย่อยลงไปเป็นกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นๆ หรือกระทั่งลงลึกระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน ซอกซอยร้อยแปดก็ยังได้ หนำซ้ำยังได้ความสมจริงมากกว่าด้วย เพราะมันเป็นสิ่งที่เราๆ เห็นกันทุกวี่ทุกวัน
อย่างไรก็ตาม ขอแจ้งให้ทราบไว้ว่า ผมก็ไม่ได้รู้จักญี่ปุ่นมากไปกว่าชื่อเกาะใหญ่สี่เกาะและเมืองดังๆ ไม่กี่เมือง ถึงต้องค้นข้อมูลจากวิกิพีเดียมาช่วยไง ผมตัดสินเอาว่าเมืองที่อยู่ในเรื่องไม่มีอยู่จริงจากการหาข้อมูลของตนเอง แต่ถ้าชื่อเมืองและเกาะทั้งหลายในเรื่อง ผู้เขียนนำมาจากสถานที่ที่มีอยู่จริง ก็รบกวนผู้ที่รู้หรือคนเขียนเองแจ้งมาให้ทราบด้วยครับ แล้วผมจะแก้ไขส่วนนี้ให้ แต่เฉพาะในตอนนี้ ผมคิดว่ามันไม่มีอยู่จริง
แน่ล่ะ มันไม่ใช่ความผิดอะไรร้ายแรงนิยายมันก็มาจากจินตนาการ ฉะนั้นจะสร้างสถานที่ในจินตนาการผสมผสานกับที่มีอยู่จริงจะเป็นไรไปแต่การสร้างเรื่องแต่งโดยมีพื้นฐานบนข้อเท็จจริงก็จะทำให้นักเขียนมีภาษีที่ดียิ่งขึ้นมิใช่หรือ ดูอย่างแดน บราวน์สิครับ สาเหตุหนึ่งที่หนังสือเขาดังได้เพราะอะไร ถ้าไม่ใช่ว่าเขาทำการบ้าน หาข้อมูลมาละเอียดถี่ยิบ จนเมื่อใส่เข้าไปในเรื่องแล้วทำให้คนอ่านเกิดอารมณ์ร่วมได้มาก จนแทบจะเชื่อได้ว่าเหตุการณ์ในเล่มมีสิทธิ์เกิดขึ้นจริงได้












Point of View
มุมมองเรื่องนี้ระบุยากแฮะ เพราะมันดูก้ำๆ กึ่งๆ ระหว่างมุมมองบุคคลที่สามแบบรู้แจ้ง (3rd Person Omniscient POV) กับแบบจำกัด (3rd Person Limited POV) คนอ่านสามารถมองเห็นความรู้สึกนึกคิดของกลุ่มตัวละครเอกได้หมด ประมาณว่ามีกันอยู่สามคนก็บอกได้เลยว่าใครกำลังคิด กำลังรู้สึกอย่างไรบ้างในขณะที่กับตัวละครประกอบต๊อกต๋อยอย่างพวกที่โผล่มาไม่กี่ช๊อตก็กลายเป็นเงาดำไปแล้ว พวกนี้เราๆ คนอ่านจะมีโอกาสรู้จักพวกเขาแค่ผิวเผิน แค่การแสดงออกภายนอกเท่านั้น ทำให้มองเห็นภาพพวกเขาแค่ด้านเดียว จะรู้สึกแค่ชอบ เกลียด หรือสงสารตัวละครนั้นๆ อย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าให้เปรียบเป็นเกมส์ก็เหมือนเราเล่นเกมส์ RPG ที่ผู้เล่นจะเข้าใจตัวละครใน Party ของเราทุกตัว แต่ไม่อาจเข้าถึงข้อมูลของตัว NPC (Non-Playable Characters) ได้เลยอ่านๆ แล้วจึงรู้สึกขัดๆ เป็นพักๆ จะดีกว่านี้ถ้าคนเขียนฟันธงไปเลยว่าจะใช้มุมมองอย่างใดอย่างหนึ่ง จะเป็นมุมมองพระเจ้าก็พระเจ้าไปเลย มุมมองมนุษย์ก็มนุษย์ไปเลย ไม่ต้องมาผสมพันธุ์กันเป็นฮาล์ฟเอลฟ์
ถ้าจะให้ดีจริง ผู้เขียนควรเลือกใช้มุมมองแบบจำกัด และเป็นการจำกัดเฉพาะตัวละครหนึ่งตัวต่อหนึ่งช่วงเท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยนมุมมองจากตัวหนึ่งไปตัวอื่นก็รอตอนเปลี่ยนฉาก ดังนี้จะเหมาะสมกับการเล่าเรื่องแนวสยองขวัญ เพราะผู้อ่านจะสามารถเข้าถึงอารมณ์และความกลัวของตัวละครได้เฉพาะเป็นคนๆ
อีกเรื่อง อันนี้เคยบ่นถึงในเอ็นทรี่วิจารณ์เรื่องกาลพิภพมาแล้ว ว่าด้วยเหตุการณ์ขณะย้อนอดีต ถ้าตัวละครที่ระลึกความหลังมีแค่ตัวเดียว ผู้อ่านก็ไม่น่าจะเห็นเรื่องดำเนินไปในมุมมองของตัวละครอื่นนอกจากตัวที่ย้อนอดีต อย่างตอนที่โชนึกถึงวาระสุดท้ายของเมีย ผู้เขียนก็น่าจะเล่าเรื่องผ่านมุมมองของโชเท่านั้น ไม่น่าจะเล่าผ่านมุมมองของเมียเขาเพราะโชก็ไม่ได้อยู่กับเมียตลอด อีกทั้งยังไม่ได้มีเทเลพาธี่ อ่านใจคนอื่นได้ และนี่ก็เป็นหนังสือ ไม่ใช่การ์ตูนหรือภาพยนตร์ การเปลี่ยนมุมมองโดยไม่สมเหตุสมผลจะทำให้เรื่องไม่น่าเชื่อถือได้นะครับ












Narration
โชคดีที่ผู้เขียน คุณเลวอิจิ เรียนในระดับอุดมศึกษาแล้ว แถมยังเรียนในคณะที่เกี่ยวข้องกับภาษาโดยตรง จึงไม่มีปัญหาในเรื่องการเลือกสรรถ้อยคำและการเรียบเรียงประโยค อ่านแล้วจึงไม่เจอประโยคแปลกๆ ดูขัดหูขัดตามาให้รำคาญใจ ทั้งยังทำให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ชัดเจนเป็นฉากๆ เหมือนภาพยนตร์อนิเมชั่น อย่างเช่น
...และตอนนี้ มันกำลังเลื้อยมาที่เธออย่างช้าๆ
มาที่ขาเธอ...
มาที่ท้องเธอ...
มาที่อกเธอ...
มาที่คอของเธอ...
มาที่ปากของเธอ...
หญิงสาวรู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างไหลเข้าสู่ร่างกายของตนทางปาก...
[หน้า 122]
ถ้าอยากรู้ว่า "อะไรบางอย่าง" ที่ว่านี่คืออะไรก็กรุณาอ่านเองละกันครับ อย่าคิดลึกไปก่อนล่ะ เดี๋ยวตบะแตกซะเปล่าๆ ^^
แต่ก็โชคร้ายที่ผู้เขียนน่าจะเป็นเหมือนผมและอีกหลายๆ คนที่โตมาในยุคมังก้าเรืองอำนาจ จึงได้รับอิทธิพลสำคัญจากกราฟิกโนเวลเหล่านี้มา นั่นคือ การใส่ซาวนด์เอฟเฟกต์ประกอบเรื่อง
เรื่อง Day of the Dark แทรกเสียงประกอบบ่อยมาก บ่อยกว่าเสียงในใจของตัวละครเสียอีก ถึงจะไม่มากจนกลายเป็นการ์ตูนไม่มีภาพเหมือนเรื่องบางเรื่อง แต่ก็สร้างความรำคาญใจได้ไม่แพ้กันเลยครับ
แพทเทิร์นการใส่เสียงประกอบของเรื่องนี้คือเหตุการณ์หนึ่งๆ + สันธาน+ เสียง + เหตุการณ์ที่ทำให้เกิดเสียงเมื่อกี้ขึ้น
ตย. จากหน้า 128
...เธอกำลังจะเอื้อมมือเปิดประตูที่ล็อกไว้อยู่ ทว่าทันใดนั้นเอง
กรี๊ด~!
เสียงกรีดร้องดังมาจากห้องป.1-B...
ขอยกแค่ตัวอย่างเดียว เพราะการใช้เสียงประกอบครั้งอื่นๆ ในเล่มมีรูปแบบเหมือน ตย.ข้างบนนี้เป๊ะ
การใส่ซาวนด์เอฟเฟกต์ของเรื่องนี้ทำให้เกิดข้อเสียสองประการ
1. การกำหนดเสียงต่างๆ ด้วยตัวอักษรดูจะเป็นการยัดเยียดความคิดให้คนอ่านไปหน่อยนะครับ อย่าลืมว่าในโลกแห่งความเป็นจริง ผัสสะทั้งห้าของมนุษย์แต่ละคนก็มีศักยภาพไม่เท่ากันอยู่แล้ว หนึ่งในนั้นคือการรับฟังทางหู คนเราแต่ละคนมีขอบเขตการได้ยินไม่เท่ากัน อีกทั้งการแยกแยะและรับรู้เสียงที่ได้ยินก็ไม่เหมือนกันด้วย มีคนกรีดร้องเสียงแหลม คุณอาจได้ยินว่า "กรี๊ด!" ผมอาจได้ยินว่า "ว้าย!" อีกคนอาจได้ยินว่า "อ๊าย!" ในเมื่อเสียงในห้วงการรับรู้แต่ละคนต่างก็ไม่เหมือนกัน การที่ผู้เขียนบังคับให้ผู้อ่านใช้เสียงเอฟเฟกต์เหมือนที่ตัวเองรับรู้นี่ก็เหมือนผู้เขียนกำลังดูถูกผู้อ่านอยู่กลายๆ ว่าไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง
2. จากตัวอย่างข้างบนจะเห็นได้ว่า เสียงที่เพิ่มขึ้นมาทำให้เปลืองเนื้อที่ขึ้นหนึ่งย่อหน้าโดยใช่เหตุ
ตามความคิดของผม ตัวอย่างข้างบนน่าจะรีไรท์ได้ดังนี้
...เธอกำลังจะเอื้อมมือเปิดประตูที่ล็อกไว้อยู่
ทว่าทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องดังมาจากห้องป.1-B...
แค่นี้แหละครับ ไม่ต้องไปกลัวว่าคนอ่านจะจิ้นเสียงกรีดร้องไม่ออก คนเขียนต้องเชื่อมั่นในศักยภาพคนอ่านด้วยสิครับ
เชื่อขนมกินเลยว่า ถ้าเปลี่ยนตรงที่มีเสียงประกอบทุกจุดให้เป็นแบบที่ผมรีไรท์ จำนวนหน้าหนังสือจะน้อยลงกว่านี้ และราคาต่อเล่มก็อาจจะลดลงตามไปด้วย
เรื่องที่ผมอยากท้วงติงเกี่ยวกับการใช้ภาษามีใหญ่ๆ เรื่องเดียวคือเรื่องเสียงเอฟเฟกต์ นอกนั้นก็มีจุดเล็กจุดน้อยกะปริบกะปรอย ขอแจกแจงเป็นข้อๆ ดังนี้ครับ
หน้าแรกของบทแรก (หน้าที่ 7) ในสองบรรทัดสุดท้าย ข้อความที่อยู่ในวงเล็บทั้งสองจุดสามารถยกออกมาวางนอกวงเล็บได้ แต่อาจต้องเรียบเรียงประโยคใหม่เล็กน้อย อย่างไรก็ดี ในภาษาเขียนสำหรับการเล่าเรื่อง ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ความนัยใดๆ ไว้ในวงเล็บ ซึ่งโชคดีที่เรื่องนี้มีแค่หน้าแรกหน้าเดียว (ถ้า จขบ. จำไม่ผิด)
"อะ" โดยตัวมันเป็นเสียงเอกอยู่แล้ว จึงไม่ต้องใส่ไม้เอกเพิ่ม หรือถ้าคิดจะใส่เพื่อทำให้ได้สระเสียงสั้นลงก็ยิ่งไม่จำเป็น เพราะสระอะเป็นสระเสียงสั้นอยู่แล้ว ถ้าพูดภาษากวีก็ต้องว่าเป็น "เสียงลหุ" (เสียงเบา) อันนี้พบหลายที่ทีเดียว รวมทั้งในวรรณกรรมร่วมสมัยหลายเรื่องด้วย
ไม่ค่อยพบจุดที่สะกดหรือพิมพ์ผิดเท่าไหร่ ต้องชมทั้งคนเขียนและฝ่ายพิสูจน์อักษร อย่างไรก็ดี "ไม่ค่อยพบ" แปลว่ายังมีจุดที่พิมพ์ผิดอยู่เล็กน้อย แต่ก็ปล่อยผ่านไปได้เพราะไม่ใช่คำสลักสำคัญ มีที่ผิดเด่นชัดจุดหนึ่งที่พิมพ์ชื่อนายทหารโอซามุผิดเป็น "โอโซมุ" แต่ก็ไม่หนักหนาอะไรเพราะอย่างที่บอกว่าตัวละครในเรื่องนี้น้อยยิ่งกว่าน้อย เลยไม่มีทางสับสนง่ายๆ (เว้นแต่ตัวที่ชื่อคล้ายๆ กันจะโดนสลับชื่อกัน อย่างยูตะเป็นยูจิ ซึ่งเท่าที่จำได้ก็ไม่เห็นมีนะ)












Similarities
หัวข้อนี้ขอนำเสนอเรื่องความเหมือนและคล้ายกับวรรณกรรมหรือสื่อบันเทิงอื่นๆ ไม่ได้กล่าวหาว่าลอกหรืออะไรทำนองนั้นนะครับ แค่บอกตามความคิดของผมเท่านั้นว่าคล้ายเรื่องอะไรที่ตัวเองเคยรับชมมา
อย่างแรกเลย พล็อตแนวสิ่งมีชีวิตประหลาดบุกโลกแล้วยึดร่างมนุษย์นี่ อย่างที่บอกแล้วว่ามีให้เห็นบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะพบในหนังเกรดบีของฮอลลีวู้ด แต่เรื่องที่ดูแล้วคล้ายหนังสือเล่มนี้ที่สุดเห็นจะเป็นภาพยนตร์ในปี 1956 ชื่อ "Invasion of the Body Snatchers" เป็นเรื่องของสิ่งมีชีวิตต่างดาวที่แอบเข้ามาอยู่ในโลก จากนั้นก็จับตัวมนุษย์มาลอกแบบรูปร่างภายนอกและสูบพลังชีวิต เพื่อที่จะได้แฝงตัวเป็นมนุษย์คนนั้นโดยสมบูรณ์และเข้ายึดครองโลกอย่างเงียบๆ เรื่องนี้จบได้เฮงซวยมากเพราะนอกจากพระเอกกับนางเอกแล้ว คนที่เหลือก็กลายเป็นพวกต่างดาวไปหมดแล้วตอนจบของ Day of the Dark ก็คล้ายๆ กัน แต่ต่างกันที่ยังมีประกายแห่งความหวังเหลืออยู่ และมีเรื่องที่ไม่กระจ่างอีกมาก จึงเป็นไปได้ที่จะมีภาคต่อ
อย่างต่อมา เรื่องที่คนได้รับเชื้อบางอย่างแล้วจะกลายเป็นตัวประหลาด อันนี้เป็นไปได้สูงว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากเกมส์ โดยเฉพาะไบโอฯ (ในเรื่องมีการเปรียบเทียบพวกเงาดำว่าเหมือนซอมบี้ด้วย) แต่ถ้าให้นึกถึงหนังก็ต้องเป็น "The Cave" ซึ่งสัตว์ประหลาดใต้โลกแต่ละตัวนั้น แท้ที่จริงก็คือคนที่ลงไปสำรวจถ้ำแต่ได้รับเชื้อประหลาดจนกลายพันธุ์ (คงไม่ถือว่าสปอยล์นะ เพราะเรื่องนี้มันก็ออกโรงไปชาตินึงแล้วได้ หลายๆ คนน่าจะรู้เรื่องหมดแล้วนะครับ)
สุดท้าย ไม่รู้ผมคิดไปเองรึเปล่า แต่รู้สึกว่าอสุรกายเงาดำในเรื่องมีลักษณะหลายอย่างเหมือนปีศาจเงาในเกมส์ Ico เลย โดยเฉพาะไอ้ตัวที่เกิดมาจากคนกับสัตว์สองขาอย่างหมีกับลิง ส่วนไอ้เจ้าปลาหมึกยักษ์นี่ออกจะเหมือนพวกที่คล้ายๆ วิญญาณในอนิเมชั่น 3D "Final Fantasy Spirit Within" (จำไม่ได้ว่าเรียกว่าอะไร) จำได้ว่ามีตัวหนึ่งมีขนาดใหญ่เท่ายานอวกาศเลย แล้วไอ้วิญญาณพวกนี้ก็อันตรายเอี้ยๆ แตะปุ๊บวิญญาณหลุดจากร่างปั๊บ พวกเงาดำใน DotD นี่ก็ครือๆ กัน แตะโดนแม้แต่ปลายก้อยก็นั่งนับรอวันตาย (จากความเป็นมนุษย์) ได้เลย (เว้นไว้แต่บางคนที่มีภูมิต้านทานเงาดำ)
ย้ำอีกครั้งว่าไม่ได้กล่าวหาว่าผู้เขียนลอกหรือดัดแปลงเนื้อเรื่องหรือรายละเอียดจากแต่ละเรื่องข้างบนมา แต่จะได้เป็นแรงบันดาลใจมาหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง อย่างไรก็ดี ผู้เขียนก็พัฒนาแนวทางของเรื่องได้อย่างมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง และนำเรื่องมาถ่ายทอดด้วยสำนวนของตัวเองได้สนุกสนานดีครับ












Theme
พิมพ์มาตั้งนาน ในที่สุดก็ได้พูดถึงหัวข้อที่อยากพูดที่สุดเสียที
ในส่วนคำนำผู้เขียน คุณเลวอิจิได้ระบุแก่นเรื่องไว้เสร็จสรรพ Day of the Dark นำเสนอเรื่องราวบนพื้นของคำถามว่า ในช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดและความหวังมีอยู่ริบหรี่ ถ้าเราต้องเผชิญกับ Dilemma ว่าจะฆ่าตัวตายหนีปัญหา หรือจะมีชีวิตอย่างทนทุกข์ทรมานต่อ คุณผู้อ่านจะเลือกทางออกใด ซึ่งสุดท้ายก็นำไปสู่แนวคิดดาดๆ ที่ว่า ตราบใดที่ยังมีชีวิต มีลมหายใจ ชีวิตก็ไม่สิ้นหวัง โอ้ว! ฟังเพลง "เธอผู้ไม่แพ้" ของป้าเบิร์ดคลอไปขณะอ่านได้เลยนะเนี่ย
อนึ่ง ในเรื่องของธีม ขอชี้แจงให้ทุกท่านได้เข้าใจว่า ทั้งคนอ่านและคนเขียนมีสิทธิ์ในการกำหนดธีมของเรื่องเท่ากัน คนเขียนอาจต้องการเขียนเรื่องใดเรื่องหนึ่งขึ้นเพื่อชูแนวคิดบางอย่าง แต่พอเขียนออกมาเป็นเรื่องเป็นราวเข้าจริง เขาหรือเธออาจใส่สารบางอย่างเข้าไปโดยไม่รู้ตัว อันเป็นผลจากสิ่งที่หล่อหลอมขึ้นมาเป็น "ตัวตน" ของผู้เขียนท่านนั้น ทั้งการสั่งสอนจากครอบครัว ความคิดอ่าน ความรู้ความชำนาญ ประสบการณ์ อคติ ฯลฯ เช่น นาย A แต่งเรื่องสั้นขึ้นมาเรื่องหนึ่งเพื่อเตือนสติคนไทยที่แห่กันไปซื้อจตุคามรามเทพอย่างไร้สติ แต่ภาพลักษณ์ของตัวละครเพศหญิงในเรื่องอาจถูกนำเสนอมาไม่ค่อยดี เพราะนาย A เกลียดเพศแม่เป็นทุนเดิม อะไรทำนองนี้
นอกจากนี้ ผู้อ่านที่มีประสบการณ์มากกว่าหรือแตกต่างจากผู้เขียนก็อาจมองเห็นธีมที่ต่างไปจากของผู้เขียนก็ได้ ข้อนี้ไม่แปลกถ้าเรามองวรรณกรรมในแง่ศิลปะแขนงหนึ่ง และคนที่ชมงานศิลปะชิ้นเดียวกันก็ไม่จำเป็นต้องได้อะไรเหมือนกัน และสิ่งที่ได้มานั้นก็ไม่จำเป็นต้องตรงใจคนสร้างงานศิลปะด้วย จิตรกรวาดภาพหมู่บ้านที่มีหิมะปกคลุมจนขาวโพลนเพื่อต้องการสื่อถึงความเหงา ความเปล่าเปลี่ยว ความเศร้าโศก แต่คนมองก็อาจตีความสีขาวของหิมะเป็นจิตใจที่บริสุทธิ์ไร้มลทินก็ได้ สรุปคือคนอ่านมีสิทธิ์ดึงแนวคิดหรือสารที่ซ่อนอยู่ในหนังสือออกมาได้มากกว่าหรือไปคนละเรื่องเลยกับที่คนเขียนใส่ไว้ และไม่ถือเป็นการคิดมากหรือฟุ้งซ่านเกินควร เพราะมันเป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของเขา จบ!
ยัง ยังไม่จบ ยังไม่ได้พูดถึงธีมของเรื่องนี้ตามความคิดของ จขบ. เลย
ท่านผู้ชมบล็อกยังจำได้มั้ยครับที่ตอนต้นๆ ผมบอกไว้ว่าเลือกรีวิวเรื่องนี้เพราะเห็นว่ามันตรงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ขอยืนยันอีกครั้งว่ามันตรงจริงๆ ตรงในแง่ที่คนไทยส่วนหนึ่งกำลังกลายเป็นเงาดำไร้สติกันอยู่
ใน DotD ผู้คนสามารถกลายเป็นเงาดำได้จากการสัมผัสกับคนหรือสัตว์อื่นที่กลายเป็นเงาดำไปแล้ว หรือกำลังอยู่ในกระบวนการกลายร่าง และด้วยการที่โรคลึกลับนี้ติดต่อทางการสัมผัสได้ มันจึงระบาดไปได้อย่างรวดเร็ว จำนวนเงาดำกระหายเลือดจึงเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
ในกรณีเดียวกัน ตามธรรมชาติของมนุษย์ เวลาได้รับรู้ข่าวสารอะไรที่เป็นเรื่องใหญ่ เร่งด่วน น่าตกใจ ก็มักจะเชื่อเข้าไว้ก่อน จากนั้นจึงเอาไปบอกเล่าเก้าสิบต่อ ปากต่อปาก ฟอร์เวิร์ดเมล์ต่อฟอร์เวิร์ดเมล์ จนกลายเป็นไฟลามทุ่ง แพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสปอร์ของเห็ดหูหนูซะอีกน้อยคนที่จะพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ ฟังหูไว้หู ค้นคว้าหาข้อมูลจนเป็นที่แน่ชัดแล้วจึงค่อยตัดสินใจเชื่อหรือไม่เชื่อ
อันว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ใจกว้างยิ่ง เพราะจะหาศาสดาองค์ใดที่ประเสริฐเท่าพระพุทธเจ้าเป็นไม่มีอีกแล้ว ศาสนาส่วนใหญ่สอนว่าศรัทธาต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด แต่พระพุทธศาสนามีหลักธรรมที่เรียกว่า "กาลามสูตร 10" ที่สอนว่าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ แม้กระทั่งตัวพระพุทธเจ้าเอง จนกว่าจะใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบถึงที่สุดแล้วจึงค่อยเชื่อ พระพุทธศาสนาให้ความสำคัญกับการพัฒนาปัญญาอย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์อย่างสมบูรณ์และคุ้มค่าที่สุด
แต่คนบางกลุ่มที่ในบัตรประชาชนบอกว่านับถือพระพุทธศาสนา แต่เอาเข้าจริงก็ปล่อยตัวให้ไหลไปตามกระแสของข้อมูลข่าวสารโดยไม่พิจารณาไตร่ตรองอย่างละเอียดรอบคอบ สุดท้ายก็กลายเป็นอะไรสักอย่างที่สิ้นสติสัมปชัญญะ หลงมัวเมาอยู่ในเงามืด จมจ่อมอยู่ในอวิชชาต่อไป ใครพร้อมจะจูงไปทางไหนก็ยอมตาม
นั่นแหละครับที่ผมเก็บเกี่ยวได้จาก "เงามรณะ" เล่มนี้ คุณเลวอิจิอาจจะไม่ได้คิดอะไรฟุ้งซ่านอย่างผมก็ได้ในตอนที่เขียน ก็อย่าว่ากันเลยนะครับ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วก่อนหน้านี้ ตามมารยาทในวงการวรรณกรรม ผู้เขียนไม่มีสิทธิ์บอกคนอ่านว่าแกอ่านเรื่องของฉันแล้วต้องคิดได้อย่างนี้ บลาๆๆ หรือกระทั่งจะกำหนดแนวเรื่องตัวเองก็ไม่ควร ทั้งสองเรื่องนี้ควรให้ผู้อ่านและผู้วิจารณ์ตัดสินจะดีกว่า












Overall
โดยรวมแล้ว Day of the Dark แต่งได้ดีมากครับ อ่านสนุกใช้ได้ ชวนให้ลุ้นให้ติดตามจนวางแทบไม่ลง ในยามที่กระแสวรรณกรรมแฟนตาซีและเรื่องรักหวานแหววกำลังบูมในหมู่นักอ่านเยาวชน DotD อาจเรียกได้ว่าเป็น "วันหยุดพักร้อนแสนสนุก" ให้คุณๆ นักอ่านได้เปลี่ยนแนวเอาบ้าง มีนักเขียนเยาวชนน้อยรายที่กล้าหยิบงานแนวสยองขวัญมารังสรรค์ และที่ทำได้ดีก็มีน้อยไปอีก แต่ผมจัดให้เล่มนี้เป็นหนึ่งในจำนวนน้อยแสนน้อยนั้นด้วย สำหรับคนที่ชอบเรื่องน่ากลัวๆ น่าจะแสวงหาความสำราญได้จากเล่มนี้ไม่มากก็น้อย อย่าถือว่าคำติของผมที่ผ่านมาเป็นการ Discredit หนังสือเล่มนี้เลยครับ ผมติไปตามประสาคนเรื่องมากเท่านั้นแหละ จริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ได้เลวร้ายอะไรหรอกครับ
ถ้าคุณผู้อ่านสนใจและมีทุนทรัพย์พอ ผมขอแนะนำว่าน่าจะลองหามาอ่านดูไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ไม่ได้บังคับให้ซื้อนะครับ อนึ่ง อย่าได้มีอคติต่อปกดำๆ มืดๆ เลยครับ ส่วนราคาของหนังสือเล่มนี้ก็อาจจะแพงไปนิดถ้าเอาไปเปรียบเทียบกับ Light Novel แต่ละเรื่องของ สนพ.บลิสพับลิชชิ่ง อันนี้ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า สนพ.ตะวันส่องเป็น สนพ.หน้าใหม่ เพิ่งตั้งตัวได้ไม่นาน ทำหนังสือมาขายจึงต้องการกำไรบ้าง ผมเชื่อว่าถ้ามีหนังสือดีๆ มีคุณภาพในเครือเพิ่มมากขึ้น และมีคนอุดหนุนมากขึ้น ราคาต่อเล่มน่าจะถูกลงจนเท่ากับไลท์โนเวลได้ครับ
แอบเข้าไปชมมายไอดีของคุณเลวอิจิ เห็นว่ากำลังจะเริ่มเขียนภาคสอง ซึ่งจะคลี่คลายปมปริศนาต่างๆ ในภาคแรกให้หมดมิหนำซ้ำยังมีภาคศูนย์จุดห้า ภาคพิเศษก่อนเหตุการณ์ในภาคแรกอีกต่างหาก โอ้โห อะไรจะฟิตขนาดนี้เนี่ย คุณคนเขียน
สุดท้ายนี้ ต้องขอขอบคุณคุณเลวอิจิจากใจจริงที่ทำให้ผมได้โอกาสนำเรื่องของคุณมาโยงเข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันทันด่วนอย่าง The TIME 100 และขอโทษที่ผมเอาเรื่องของคุณมาตีความเสียฟุ้งซ่านไปหมดด้วยครับ
แถม
.ได้ใจ
