อา...ในที่สุดก็ได้กลับมากรุงเทพแล้ว คิดถึงบล็อกที่ร้ากจังเยย จะได้มาอัพต่อเสียที ไม่งั้นเดี๋ยวคนอ่านจำนวนน้อยนิดจะยิ่งน้อยลงไปอีก แต่ก่อนอื่น ขอผมบ่นอะไรสักนิดเกี่ยวกับสัมมนาที่เพิ่งไปมาหน่อยนะครับ
สัมมนาประธานฝ่ายของอบจ. และประธานชมรมในปีนี้ให้อารมณ์คนละแบบกับปีที่แล้ว ปีก่อนซีเรียสได้ที่ ที่พักงี้อย่างกับค่ายทหารแน่ะ มีบึงใหญ่ๆ อยู่ตรงกลาง แถมมียางรถยนตร์คล้องเชือกให้นั่งข้ามบึงแบบเดียวกับตอนโดดหอที่เขาชนไก่เลย ส่วนปีนี้ไปพักที่พัทยา โรงแรมพัทยาการ์เด้น ซึ่งมองไปทางไหนก็เจอแต่ฝะร้างฝรั่ง ประเภทที่สมัยก่อนคงเคยไปรบในสงครามเวียดนาม แต่ในปัจจุบันอยู่ดีกินดีจนบวมเป่งหมดแย้ว คนที่ไปร่วมสัมมาแต่ละคนก็เฮฮากันดี ทะลึ่งตึงตังกันพอหอมปากหอมคอ ส่วนใหญ่กำลังจะขึ้นปีสาม ชีวิตกำลังมีสีสัน เลยคึกคักกระดี๊กระด๊าได้เต็มที่คนอื่นๆ ก็ใช่ย่อย มีของอยู่แค่ไหนก็ปล่อยออกมาเท่านั้น ทั้งอบจ.เอย สภานิสิตเอย เจ้าหน้าที่กองกิจเอย นี่ถ้าไม่บอกว่าไปสัมมนาคงนึกว่าโดนพาไปเล่นเรียลลิตี้โชว์นะเนี่ย
ตอนดึกของวันศุกร์กับวันเสาร์ เฮฮารอบหัวค่ำเสร็จก็ชวนกันไปเดินเที่ยวพัทยากัน ไปกันประมาณ 70% ของทั้งหมด เดินทีเต็มถนนชนิดรถแทรกเข้ามาไม่ได้เลยครับ มองดูสองข้างทางก็เจอแต่อะไรเดิมๆ ผับ บาร์ คาสิโน ผับ บาร์ คาสิโน วนลูปกันไปไม่รู้จบ แสงสีสดใสมาก โดยเฉพาะในพัทยาใต้นี่ฉูดฉาดเป็นพิเศษ พวกบาร์ที่มีโชว์รูดเสานี่จะสังเกตได้ง่ายเพราะเปิดแสงสีชมพูแปร๊ด กะว่าดึงดูดเด็กสามย่านโดยเฉพาะ แต่ขอโทษเถอะครับ แต่ละคนที่ผลัดกันไปรูดเสาพลางร้องปาวๆ "C'monๆ" เนี่ย หน้าตาคราวแม่คราวป้าเลยนะเนี่ย เห็นแล้วก็ชวนสังเวชใจ แต่พอมาคิดอีกทีก็เห็นใจพวกเขามิใช่น้อย คือถ้าเขาไม่ทำอย่างนั้นแล้วจะเอาเงินที่ไหนมาเลี้ยงตัว เลี้ยงครอบครัวล่ะ ฝรั่งมาใช้บริการเขาก็เพราะแสวงหาความสำราญใจ เรียกได้ว่าเป็นการอยู่ร่วมกันแบบ Symbiosis ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย (แต่จะได้ HIV กลับไปหรือไม่นั่นก็อีกเรื่อง)
เอาล่ะ รีพอร์ตสัมมนากันพอใจแล้ว (มีแต่ จขบ.คนเดียวที่พอใจ คนอื่นๆ เขาเข้ามาอ่านเพราะอยากอ่านรีวิวต่างหาก วู้!)ฉะนั้นขอตัดเข้าสู่การรีวิวหนังเลยนะครับ
เขาว่ากันว่า มาสายยังดีกว่ามาช้า มาช้ายังดีกว่าไม่มา ฉะนั้น แม้หนังมันจะออกโรงไปแล้วตอนสิ้นเดือน เม.ย. (ผมดูรอบที่สองในวันที่ 30 เม.ย.พอดี) ผมก็จะขอลงรีวิวนี้อยู่ดี เพื่อไม่ให้สิ่งที่อยู่ในห้วงคำนึงอันเกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องสูญสลายไปตามกาลเวลา
อ่า...แต่เดี๋ยวมันก็มี DVD มาขายสินะครับ (หรือว่ามาแล้ว แล้วไหง จขบ. ยังไม่เห็นเนี่ย) เช่นนั้นก็หวังว่าเอ็นทรี่นี้จะเป็นประโยชน์กับใครที่ยังไม่ได้ดูตอนที่เป็นหนังโรง และกำลังสองจิตสองใจว่าจะซื้อ DVD หรื อ VCD ดี หรือเปล่าได้ไม่มากก็น้อยนะครับ












Synopsis
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีอาณาจักรแห่งหนึ่งอยู่ใต้พิภพ พระราชาผู้ปกครองอาณาจักรทรงมีพระธิดานามว่า เจ้าหญิงโมนนา (Princess Moanna) อยู่มาวันหนึ่ง เจ้าหญิงน้อยทรงแอบหนีขึ้นไปยังโลกเบื้องบน พอขึ้นไปบนพื้นโลกก็ความจำเสื่อม เลยต้องใช้ชีวิตเยี่ยงมนุษย์ และแก่ตายเยี่ยงมนุษย์ ส่วนพระบิดาแม้จะเสียพระทัย แต่ก็ทรงเชื่อมั่นว่าสักวันเจ้าหญิงจะจุติกลับมาหาพระองค์ จึงทรงรอคอยพระธิดามาตลอด
กาลต่อมา ใน ค.ศ.1944 ประเทศสเปนเพิ่งสิ้นสุดสงครามกลางเมือง และมีการปกครองแบบเผด็จการทหารภายใต้การนำของ ฟรังซิสโก เปาลีโน เอร์เมเนฮิลโด เตโอดูโล ฟรังโก บาอามอนเด (Francisco Paulino Hermenehildo Teodulo Franco Bahamonde) หรือเป็นที่รู้จักกันสั้นๆ ว่า "จอมพลฟรังโก" เกิดการปะทะกันเรื่อยๆ ระหว่างกองกำลังทหารกับกองโจรกบฏหัวเอียงซ้ายที่เรียกร้องให้นำประชาธิปไตยกลับมา (รู้สึกว่าคุ้นๆ มั้ย อย่างว่า ประวัติศาสตร์ในโลกมันก็ซ้ำรอยเช่นนี้ประจำแหละครับ ถึงจะไม่เหมือนเป๊ะ 100% ก็ตาม)
ด.ญ.โอเฟเลีย (Ofelia - ถ้าอ่านสำเนียงอิงลิชจะเป็น "โอฟีเลีย" ซึ่งใครพอใจจะอ่านตามก็เชิญ แต่ จขบ.ขออ่านแบบสแปนิชครับ) นางเอกวัยสิบเอ็ดขวบ ผู้ชอบอ่านนิทานและหนังสือพาฝันสไตล์แจ่มใสกับคาร์เมน (Carmen) ผู้เป็นแม่ มีอันต้องมาข้องเกี่ยวกับกองทหารของฟรังโก เหตุเพราะคาร์เมนแต่งงานใหม่กับผู้กองวีดัล (Captain Vidal) นายทหารกร้านโลกจอมซาดิสต์ผู้จงเกลียดจงชังฝ่ายซ้ายเหมือนเป็นกองขี้ เมื่อคาร์เมนท้องแก่ได้ที่ พร้อมจะคลอดลูกให้สามีใหม่ วีดัลก็ส่งรถทหารไปรับเธอกับลูกมาอยู่ที่ค่ายพักทหารกับตน
ระหว่างเดินทาง โอเฟเลียเจอแมลงประหลาดเข้าโดยบังเอิญ เป็นตัวอะไรสักอย่างที่เหมือนลูกผสมตั๊กแตนตำข้าวกับตะขาบ (ก็ตัวมันยาวๆ เหมือนตะขาบง่ะ) แม่หนูก็ทึกทักเอาว่าเป็นนางฟ้า (เออ ดีนะ นางฟ้ามีหกขาด้วย) จากนั้นรถทหารก็มาถึงค่ายพัก ที่ซึ่งโอเฟเลียได้รู้ว่ามีเขาวงกตเป็นวงกลมเจ็ดชั้นตั้งอยู่ข้างๆ
ตกดึก หลังจากคุณแม่หลับสนิทแล้ว ไอ้เจ้า "นางฟ้า" ก็มาหาโอเฟเลีย แล้วก็แปลงร่างให้เหมือนนางฟ้าในหนังสือที่โอเฟเลียเปิดให้ดู คือเป็นคนตัวเล็กๆ หูแหลม มีปีกใสๆ นางฟ้าพาโอเฟเลียเดินฝ่าเข้าไปยังใจกลางเขาวงกต ณ ที่นั่น เธอได้เจอกับ "ฟอน" (Faun) ภูติแห่งพงไพรที่มีลักษณะเป็นครึ่งคนครึ่งแพะ ฟอนบอกว่าโอเฟเลียคือเจ้าหญิงโมนนากลับชาติมาเกิด และต้องปฏิบัติภารกิจสามประการให้สำเร็จก่อนพระจันทร์จะเต็มดวง เพื่อที่จะได้กลับสู่อาณาจักรใต้พิภพที่เธอจากมา
และแล้ว โอเฟเลียก็ต้องผจญกับภยันตรายต่างๆ ทั้งจากสิ่งที่ภารกิจของฟอนนำเธอไปพบ และจากบุคคลอันตรายที่อยู่รอบตัว...
เล่าไม่ให้สปอยล์ก็คงแค่นี้ล่ะครับ (ถึงหนังจะออกโรงไปแล้ว แต่คนที่รอดูหนังแผ่นก็ยังมีอยู่ การไม่สปอยล์คือการรักษาน้ำใจคนเหล่านั้นครับ)
^(พูดไปงั้นแหละ จริงๆ คือ จขบ.ชักขี้เกียจพิมพ์ขึ้นมาดื้อๆ เพราะเดี๋ยวต้องพิมพ์หัวข้ออื่นๆ อีก อิๆ)












Title
ก่อนที่จะนำมาฉายในอังกฤษและอเมริกาตอนปลายปีที่แล้ว Pan's Labyrinth มีชื่อเป็นภาษาสเปนว่า "El Laberinto Del Fauno" (เอล ลาฟเวรินโต เดล ฟาวโน) แปลตรงตัวคือ "เขาวงกตแห่งฟอน"
อันว่าฟอน (Faun) นี้เป็นสิ่งมีชีวิตพิเศษจำพวกหนึ่งในเทวตำนานโรมัน เป็นไฮบริดระหว่างคนกับแพะ วันๆ ไม่ทำอะไรนอกจากเดินกินลมชมวิวตามป่าเขาลำเนาไพร ว่างๆ ก็เป่าขลุ่ยที่ทำจากต้นอ้อต้นหลิวแล้วก็วิ่งไล่จับนางไม้กับพรายน้ำเล่น ถึงจะทำตัวเหลวไหล แต่พวกเขาก็เป็นสมาชิกกลุ่มกรีนพีซนะ ใครมาทำลายธรรมชาติ พวกฟอนจะโกรธมาก เพราะฉะนั้นยุโรปโบราณจึงจัดให้ฟอนเป็นภูตประจำพงไพร มีฟอนระดับสูงที่ได้รับสถานะเทพเจ้าสองตนชายหญิง คือ ฟอนัส (Fauna) และ ฟอนา (Fauna) ตามลำดับ ส่วนฟอนที่มีชื่อเสียงในวรรณกรรมร่วมสมัยตนหนึ่งก็เห็นจะเป็นตาคุณทัมนัส (Mr.Tumnus) ในนาร์เนียภาคตู้พิศวง ในฉบับหนังสือแกเป็นสุภาพฟอนมากๆ แต่ในฉบับภาพยนตร์จะออกหื่นนิดๆ โลลิคอนหน่อยๆ (ลองสังเกตสายตามันเวลามองหนูลูซี่สิครับ)
ในปกรณัมกรีกก็มีอมนุษย์ที่มีลักษณะคล้ายพวกฟอน จนอาจจะเรียกได้ว่าเป็น counterpart หรือคู่เหมือนของฟอน (เหมือนกับที่จูปิเตอร์เป็นคู่เหมือนของซูส อันเป็นผลจากการที่โรมรับเอาวัฒนธรรมกรีซไปหลังจากถล่มกรีซเสียยับเยิน) นั่นก็คือพวกเซเทอร์ (Satyr) ลักษณะนิสัยก็คล้ายๆ กับฟอนเลย ต่างกันนิดเดียวตรงที่ขาของเซเทอร์จะเหมือนขาคน ส่วนขาของฟอนเป็นแบบขาแพะอันนี้ใครที่เคยดูการ์ตูนวอลท์ดิสนีย์เรื่อง เฮอร์คิวลิส (Hercules) คงจำท่านอาจารย์ฟิล็อกเททีส (Philoctetes) ได้ นั่นก็เป็นเซเทอร์ตนหนึ่ง
ในเทวตำนานกรีกของจริง เซเทอร์ที่มีชื่อเสียงที่สุด (และเป็นตัวเดียวที่มีชื่อ) คือ "แพน" (Pan) จะว่าไป แพนก็ไม่ใช่เซเทอร์ธรรมดา แต่เป็นเซเทอร์ระดับ Inw เพราะเป็นลูกของนางไดรโอพี (Dryope) นางนิมฟ์แห่งอาร์เคเดีย กับเฮอร์เมส (Hermes) หนึ่งในสมาชิกเทพยสภาแห่งโอลิมปัส เทพเจ้าแห่งการแพทย์ การเดินทาง การลักขโมย การตอหลดตอแหล ด้วยกรรมพันธุ์ที่สืบสายตรงมาทางพ่อและปู่ (เฮอร์เมสก็ลูกซูสองค์หนึ่งจ้ะ) จึงไม่ต้องแปลกใจเลยที่แพนจะประพฤติตนได้กะล่อนและเจ้าชู้ประตูดินเหนือใคร ยังไม่พอนะ บางครั้งมันยังของขึ้น ร้องตะโกนโหวกเหวกโวยวายขึ้นมาคนเดียวกลางป่า ทำให้คนที่เดินป่าและหลงป่าตกใจเล่นอย่างไรก็ดี แพนก็เป็นเทพที่อ่อนโยน รักธรรมชาติอันสวยงาม (คงรวมไปถึงรักนางนิมฟ์ที่สถิตอยู่ตามที่ต่างๆ ในธรรมชาติด้วย) ชาวกรีกจึงบูชาแพนในฐานะเทพผู้พิทักษ์พงไพร
สามย่อหน้าที่เสียไปนั้น เพื่อบอกเล่าความรู้สึกของ จขบ.ว่า มันไม่น่าใช้ชื่ออังกฤษว่า Pan's Labyrinth ด้วยเหตุผลว่า เราไม่สามารถเทียบสมการ "แพน = ฟอน" ได้ เพราะถึงแม้แพนจะเป็นเซเทอร์ หรือก็คือฟอนของตำนานโรมัน แต่ก็อย่างที่บอกไปแล้วว่าแพนเป็นฟอนระดับ Inw ไม่อาจเทียบกับสามัญฟอนทั้งหลายได้ กรณีเดียวกับที่ไครอน (Chiron) ซึ่งเป็นเซ็นทอร์ (Centaur) ระดับเทพอยู่เหนือเซ็นทอร์ตัวอื่นๆ อีกทั้งฟอนเขาโง้งในเรื่องก็ไม่ได้บอกว่าตนชื่อแพนหรือขุนแผนแต่ประการใด บอกแค่ว่าเป็นฟอนตนหนึ่ง สรุปแล้วคือแพนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลยแม้แต่น้อย แค่โดนแอบอ้างชื่อ สามารถฟ้องร้องค่ายหนังได้ เปลี่ยนชื่อหนังเป็น "Faun's Labyrinth" น่าจะดีกว่า
อย่างไรก็ดี จขบ. เชื่อว่า การใส่ชื่อแพนในชื่อภาษาอังกฤษของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดความสนใจของคนที่สนใจในเทวตำนานทั้งกรีกและโรมัน ซึ่งก็บรรลุจุดประสงค์ได้อย่างดีทีเดียว (จขบ.คนหนึ่งละที่หลวมตัวไปดูด้วยเหตุดังกล่าว ^_T)
ส่วนชื่อไทย "อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต" ผมขอไม่พูดถึง แต่ขอไว้อาลัยให้กับการตั้งชื่อไทยได้สิ้นคิดสามวินาที เพราะมันดึงดูดลูกค้าได้ผิดกลุ่มเป้าหมายสิ้นดี รอบแรกที่ผมไปดู มีแต่คนจูงลูกจูงหลานมาดูกันทั้งน้าน เหอะๆ แล้วเป็นไงล่ะ สงสัยจะไม่ได้ดูเทรลเลอร์หนังในทีวีมาก่อน












Plot
เรื่องนี้ดำเนินเรื่องตามลำดับเวลา (Chronological Order) ดูเข้าใจง่ายดีครับ ไม่ซับซ้อนวกวนไปมา จะมีก็แต่ตอนต้นเรื่องที่เป็นตอนจบของเรื่องด้วย เอ๊ะ! นี่ไม่เข้าข่ายสปอยล์ใช่มะ เหอะๆ
อย่างไรก็ดี เรื่องของเด็กกับมิติมหัศจรรย์ และเด็กกับผลพวงของสงครามนี่มีเรื่องนำมาใช้ไม่รู้กี่เรื่องต่อกี่เรื่องแล้ว บางเรื่องก็เป็นแรงบันดาลใจให้ Pan's Labyrinth ด้วย แต่ด้วยความที่เรื่องนี้ไม่ใช่หนังสำหรับดูกันทั้งครอบครัว อันเป็นผลมาจากองค์ประกอบอันโหดร้ายสุดสยิวกิ้วทั้งหลายแหล่ในเรื่อง เลยทำให้ "เกือบ" เดาตอนจบไม่ได้ (แค่เกือบนะครับ เพราะคอหนังที่มีประสบการณ์โชกโชนกับ Drama โหดๆ มักจะเจอหนังแนวนี้มาบ่อยละ)
กลายเป็นว่าในข้อนี้ กรูพิมพ์อะไรไม่รู้เรื่องเลยวุ้ย รีบเปลี่ยนหัวข้อดีกว่า แว่บ!












Characterization
ข้อนี้ขอพูดรวมถึงการแสดงของตัวละครด้วยนะครับ
สิ่งหนึ่งที่แบ่งแยกความเป็นหนังเด็กกับหนังผู้ใหญ่คือ มิติของตัวละครฝ่ายตรงข้ามหรือตัวร้าย (Antagonist) ถ้าเป็นหนังสำหรับเด็ก ตัวร้ายทำอะไรก็ร้ายวันยังค่ำ และคนดูจะไม่มีสักโอกาสในการแสดงความเห็นใจตัวร้ายสักนิด ยิ่งดูก็ยิ่งเกลียด เหมือนละครหลังข่าวภาคค่ำของไทย
เรื่องนี้ ตัวละครฝ่ายตรงข้ามคือ ผู้กองวีดัล ทหารนายนี้แกร้ายแบบโหดๆ ขรึมๆ อะ ไอ้ขรึมๆ นี่พอเข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของวินัยทหาร เพราะดูๆ ไปแล้ว วีดัลก็ชวนให้นึกถึงพ่อผมที่เป็นทหารเหมือนกัน (ซะงั้นน่ะ) ส่วนไอ้โหดๆ นี่ออกจะสุดโต่งไปหน่อย คือแกซาดิสต์ครับ ชอบทรมานเชลยให้ออกเลือดเล่นๆ แบบ The Punisher (ภาคเกมนะ ภาคหนังไม่ค่อยโหดสะใจ)ดูจนจบเรื่องแล้วพอเข้าใจว่าเขาเติบโตมาใต้เงาของพ่อที่เป็นนายพลมาตลอด ไหนจะเรื่องวีรกรรมที่พ่อสร้างไว้ รวมถึงเรื่องนาฬิกาพกด้วย เหล่านี้ (น่าจะ) ทำให้วีดัลรู้สึกอิจฉาพ่อ ความจริงก็คงแอบชื่นชมพ่อด้วยแหละ แต่คงเพราะไม่มีโอกาสได้อยู่ด้วยกันบ่อยๆหรือไม่เคยเลยท่านกะปิตันเลยต้องเก็บงำความอิจฉานี้ไว้ในใจมาตลอด เป็นกรณีศึกษาของปมอีดิปุสอีกกรณีได้เลยนะเนี่ย ดังนั้น แกจึงพยายามโหดให้เต็มที่ แต่ก็เป็นความโหดในฐานะทหาร โดยหวังว่าจะได้สร้างชื่อเหนือพ่อตัวเอง
ปมปัญหาในจิตใจของวีดัลทำให้เขาเป็นตัวละครที่มี "มิติ" ในระดับหนึ่ง แค่ระดับหนึ่งนะครับ เพราะตัวแกเองก็ยังมีด้านที่ทำให้ดูร้ายอย่างไร้เหตุผลอยู่ดี อย่างตอนที่จัดงานเลี้ยงที่บ้านพักแล้วเชิญพวกไฮโซไฮซ้อมาทานข้าวแล้วแกก็ดูถูกพวกฝ่ายซ้ายว่างี่เง่าที่คิดว่าทุกคนเท่าเทียมกัน แต่ถ้าจะให้มองในแง่จิตวิทยาแล้วก็ยอมรับได้ เพราะแกคงโตมาด้วยความเชื่ออย่างนั้นตลอด ประกอบกับเป็นทหารแล้วด้วย ท่านผู้นำฟรังโกว่าไง ผู้น้อยเช่นเขาก็ต้องเฮโลไปด้วยอยู่แล้ว
จริงๆ ผู้กองก็น่าเห็นใจอยู่เหมือนกันนะ แต่แกก็พลาดในการเรียกคะแนนจากคนดูเพราะมีศักดิ์ศรีค้ำคออยู่ เหมือนที่แกบอกคุณน้าเมอร์เซเดสไงว่าศักดิ์ศรีเป็นจุดอ่อนของแก (วีดัล) ขนาดจะตายยังไว้ลายชายชาติทหารเลยยังไงก็ดี ผมคิดว่าถ้าผู้กองมีโอกาสได้อยู่เลี้ยงลูก เขาน่าจะเป็นคุณพ่อที่ดีได้ อย่างน้อยเขาก็รู้ว่าพ่อที่ทำให้ลูกเกลียดได้เป็นแบบไหน (ก็พ่อตัวเองไง) และเขาคงไม่ทำให้ตัวเองเป็นแบบนั้นแน่ แต่ก็คงใช้วินัยทหารมาเลี้ยงลูกบ้างล่ะนะ ขออภัยที่ใช้เนื้อที่เยอะไปหน่อยกับตัวละครตัวนี้ วีดัลเป็นตัวละครที่ผมชอบมากที่สุดเป็นอันดับสองในเรื่องนี้ครับ (ส่วนอันดับหนึ่งเดี๋ยวจัดหัวข้อให้เป็นพิเศษ) คุณเซอร์ฮี โลเปซ (Sergi Lopez) ที่รับบทวีดัลแสดงได้สมบทบาทมากทีเดียว โดยเฉพาะตอนเย็บปากแบบโจ๊กเกอร์ของตัวเองน่ะนะ (ผมดูไปเอามือกุมปากไปด้วยเลยล่ะ)
จบตัวร้ายแล้วมาตัวเอก (Protagonist) บ้าง แม่หนูโอเฟเลียเป็นอะไรที่ตรงกันข้ามกับผู้กองวีดัลโดยสิ้นเชิง วีดัลพยายามถีบตัวให้หลุดจากเงาของพ่อตัวเอง และใช้ชีวิตอยู่แต่กับความจริงเบื้องหน้า เลยกลายเป็นตาลุงกร้านโลกไป ส่วนโอเฟเลียนั้นยังเด็ก (She 11 ขวบเองนะ) เธอยังคงรักพ่อแม้พ่อจะตายไปแล้วทั้งยังชอบอ่านนิทานและหนังสือเทพนิยาย ทำให้เป็นเด็กที่มองโลกในแง่ดีและมีจินตนาการสูงส่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้เลยถ่ายทอดเรื่องราวออกมาในลักษณะ Parallel ระหว่างตัวละครสองตัวนี้ โดยเหตุการณ์ต่างๆ ที่โอเฟเลียเจอมักจะมีอะไรบางอย่างที่สอดคล้องกับเหตุการณ์ส่วนของกะปิตันวีดัลเสมอ ใครชอบดูหนังเพื่อจับสัญลักษณ์คงหากันสนุกแน่
[ซ้าย] โอเฟเลีย/เจ้าหญิงโมนนา รับบทโดย อิวานา วาเคโร (Ivana Baquero)
[ขวา] ผู้กองวีดัล รับบทโดย เซอร์ฮี โลเปซ (Sergi Lopez)
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
ขอโอเฟเลียอีกนิดนะ คือดูๆ แล้ว ผมฟันธงไม่ถูกว่าจะให้ She ฉลาดเกินวัยหรือเป็นเหมือนเด็กทั่วๆ ไปดี เพราะเรื่องเปิดตัวมาให้เธอมีไหวพริบพอที่จะรู้ว่าไอ้เศษหินที่เก็บได้น่ะมันเป็นชิ้นส่วนของรูปปั้นหน้ายักษ์ แถมยังสอนน้องได้ด้วยว่าโลกข้างนอกมันโหดร้ายนะ อย่าออกมาเลยดีกว่า บลาๆๆ แต่ตอนที่ไปจิ๊กองุ่นเม็ดสองเม็ดจากโต๊ะอาหารของญาติผมนี่มันน่าตบหัวจริงๆ เขาก็เตือนแล้วว่าอย่าแ_กๆ นังนี่ก็ไม่ฟัง แล้วเป็นไงล่ะ หึๆ (ที่จริง ถ้า She ฉลาดหน่อยก็น่าจะเอาจานวางลูกตาไปซ่อนไว้แล้วค่อยกิน Pale Man จะได้หาลูกตาไม่เจอ ไล่ตามไม่ได้ แต่ก็ช่วยไม่ได้ โง่นี่ :P)
ตัวละครอื่นๆ ก็ดีครับ ไม่แบนราบ แต่ออกจะ sterotype หน่อยๆ อย่างเมอร์เซเดส (ไม่เกี่ยวอะไรกับรถเบนซ์) ก็เป็นแม่บ้านสาวมั่น ดูหงิมๆ ติ๋มๆ แต่ก็สู้คนนะคะ หมอเฟอร์เรโร (เช่นกัน ไม่เกี่ยวอะไรกับช็อกโกแลตเฟอร์เรโรรอชเชอร์) นี่ก็มาแบบหมอโฮจุนเลย แต่ทั้งคู่ก็มีมิติดีนะ คือรู้ล่ะว่าเข้าข้างกบฏเนี่ยถ้าโดนจับได้ ไม่ถูกวิสามัญฯ ก็เป็นเหยื่อบำบัดความซาดิสต์ของเจ้าวีดัลมัน มีการแสดงความกลัวออกมาอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็ยังคงทำในสิ่งที่เชื่อมั่นว่าถูกต้อง
พวกตัวประกอบรองบ่อนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายทหารหรือฝ่ายกบฏ ดูจะไม่ค่อยมีความลึกเท่าไร คงเพราะไม่มีเวลาให้แต่ละคนได้แสดงออกกันมาก แต่ก็ยังดีที่หนังไม่ได้แปะป้ายไปเลยว่ากบฏดีทหารเลว แต่ทำให้เห็นว่าต่างฝ่ายแค่ยึดมั่นในอุดมการณ์ของตัวเท่านั้น ซึ่งก็เหมือนกับในโลกจริงที่ไม่มีใครดีใครเลว ทุกคนก็แค่สู้เพื่อสิ่งที่ตัวเชื่อว่าถูก แม้ว่าจะต้องฆ่าคนที่เห็นต่างไปไม่รู้กี่คนก็ตาม
ผู้แสดงทุกคนเล่นได้สมจริงมากครับ อย่างน้อยผม (ซึ่งขอออกตัวว่าไม่ใช่คอหนังพันธุ์แท้) ก็จับไม่ได้ว่ามี 'หลุด' หรือทำเหมือนท่องบทตรงไหน จุดนี้ได้ยินมาว่าตาผู้กำกับ กิลเยร์โม เดล โตโร (Guillermo del Toro) ไม่ได้แจกสคริปต์ให้นักแสดงอ่าน แค่บอกสิ่งที่จะพูดก่อนถ่ายทำแต่ละซีนเท่านั้น จากนั้นก็ให้นักแสดงด้นสดกันเอาเอง ถ่ายรอบแรกๆ คงมีติดขัดหรือหลุดๆ กันบ้าง แต่ไปๆ มาๆ เริ่มชินก็เลยคล่องปรื๋อ ก็ดีครับ แม้จะลำบากหน่อยและค่อนข้างใช้เวลา แต่ผลที่ได้คือนักแสดงเล่นได้สมบทบาท อยากให้ผู้สร้างหนังชาวไทยลองทำแบบนี้บ้างครับ
อ้อๆ เกือบลืมตัวละครสำคัญอีกตัวไป นั่นก็คือพระเอกของเรื่อง เจ้าฟอนนั่นเอง ด้วยความที่เป็นสิ่งมีชีวิตปริศนา ฟอนเลยทำตัวได้เป็นปริศนามากๆ คนดูอย่างเราๆ ดูแล้วจะไม่รู้เจตนาของเฮียเขาโง้งเลยว่าแกหวังดีหรือหวังร้าย ภาพลักษณ์ที่ดูน่ากลัวผิดกับสุภาพฟอนแบบคุณทัมนัส ผนวกกับคำเตือนเรื่องฟอนจากเมอร์เซเดสอาจทำให้ฟอนดูมีลับลมคมในไปบ้างแต่เอาเข้าจริงแล้วผมว่าแกก็เหมือนพวกทหารกับพวกกบฏนั่นแหละ คือทำในสิ่งที่เชื่อว่าถูก ถึงแม้ว่ามันจะดูโหดร้ายไปบ้าง อย่างภารกิจสุดท้ายเนี่ย
ฟอนรับบทโดย ดัก โจนส์ (Doug Jones) ที่เล่นเป็นเอบราแฮม เซเปี้ยนส์ (Abraham Sapiens) มนุษย์ปลาใน Hellboy ซึ่งเป็นผลงานกำกับของคุณเดล โตโรเช่นกัน งานของคุณโจนส์ออกจะหนักกว่าใครเพื่อนเพราะแกเป็นนักแสดงคนเดียวที่ไม่ได้พูดภาษาสเปนเป็นภาษาแม่แต่แกก็ไม่ยอมแพ้นะ ฝึกพูดสแปนิชวันละห้า ชม. ระหว่างคอสเพลย์เป็นแพน แต่อย่างว่า คนที่เรียนมาไม่กี่ปีหรือจะพูดคล่องปรื๋อเท่าคนที่พูดมาแต่เกิด ยิ่งภาษาสเปนเป็นภาษาที่ว่ากันว่าพูดเร็วติดอันดับต้นๆ ของโลกทีเดียว (สำหรับ จขบ. รัสเซียเร็วที่สุดละ) พี่ฟอนของเราก็เลยเว้าสแปนิชแบบช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำแทน แต่ก็ดีที่ทำให้ตรงกับแคแรกเตอร์ของฟอนขึ้นครับ ดูลึกลับน่ากลัวดี ลองนึกภาพดูดิว่าอสุรกายสูงประมาณสองเมตร เขายาวจนเกือบจะเป็นโกลด์คล็อธอาริเอส พูดต่อยหอยน้ำไหลไฟดับ แล้วหนังมันจะเหลืออาไร้...เหอๆๆ
นักแสดง ดัก โจนส์ (Doug Jones) กับบทฟอน [ซ้าย] และ The Pale Man [ขวา]
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
ที่น่าสนใจคือ คุณโจนส์ไม่เพียงรับบทฟอนบทเดียวเท่านั้น แต่รับถึงสองบทด้วยกัน อีกบทคือไอ้ตัวน่าเกลียดน่ากลัวหนังเหี่ยวๆ เล็บแหลมๆ ที่นั่งอยู่ตรงหัวโต๊ะอาหารในภารกิจที่สองของหนูโอเฟเลีย ตัวนี้มีชื่อเป็นทางการว่า "The Pale Man" ครับ เป็นตัวที่เด่นมาก ไม่มีบทพูด (เพราะพูดไม่ได้ ได้แต่ทำเสียงแฮ่ๆ) แต่ก็แย่งซีนฟอนเลยนะนั่น ผู้ปกครองบ้านไหนตัดสินใจได้ว่าจะไม่พาเด็กไปดูก็เพราะเห็นไอ้ตัวนี้ในเทรลเลอร์ทางโทรทัศน์แหละ ด้วยความที่เป็นนักแสดงสองบทแบบนี้เลยน่าคิดว่า...คุณดัก โจนส์ได้ค่าตัวสองเท่ารึเปล่า...ม่ายช่าย...ว่าจริงๆ แล้ว เพลแมนก็คือร่างแปลงของฟอนที่ออกแบบมาเพื่อทดสอบคุณสมบัติความเป็นเจ้าหญิงของโอเฟเลียหรือเปล่า
ที่จริง ฟอนก็ดี เพลแมนก็ดี (จริงๆ ไม่ดีทั้งคู่แหละ) ล้วนแต่เป็นตัวละครที่สามารถตีความในแง่สัญลักษณ์ได้ทั้งนั้น ซึ่งไว้ผมจะพูดถึงอีกทีในส่วนของธีมเรื่องนะครับ












Setting
ขอกล่าวถึงฉากและบรรยากาศของภาพยนตร์เล็กน้อย สถานที่แต่ละที่ใน Pan's Labyrinth ทั้งในโลกจริงและโลกแฟนตาซีจะค่อนข้างดูลึกลับและน่ากลัว บรรยากาศตลอดทั้งเรื่องก็จะหม่นๆ นัวร์ๆ หน่อยนึง เป็นการย้ำให้แน่ชัดว่า นี่ไม่ใช่หนังสำหรับเด็กดูนะจ๊ะหนูๆ
ก่อนจะกำกับเรื่องนี้ ภาพยนตร์ของกิลเยร์โม เดล โตโรที่มีชื่อเสียงและเคยเข้ามาฉายในโรงหนังประเทศไทยก็มีเรื่อง BladeII และ Hellboy ซึ่งแม้จะไม่เหมือน Pan's Labyrinth ตรงที่เป็นหนังบู๊แฟนตาซี แต่ก็มี Gothic Elements หรืออะไรที่มันประหลาดๆ หยีๆ แหยะๆ มาประกอบเรื่องเหมือนกัน นอกจากนี้ ว่ากันว่าเขาวงกตในเรื่องยังคล้ายๆ กับเขาวงกตใต้ดินใน Hellboy อีกด้วย ไม่รู้ว่าเป็นนโยบายถ่ายหนังตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงหรือเปล่าเนี่ยครับ












Similarities
ผลงานศิลปะประเภทใดๆ ก็ตามล้วนถูกกลั่นกรองออกมาจากสมองของคน และบางครั้งไอ้สิ่งที่กลั่นกรองออกมาก็มีที่มาจากการชมผลงานของคนอื่นแล้วประมวลสิ่งที่ชอบในงานนั้นๆ ออกมาใส่ในงานของตนบ้าง เรียกกันจนหนาหูในปัจจุบันว่า "ได้แรงบันดาลใจ" งานศิลปะที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานชิ้นอื่นใช่ว่าจะเป็นงานไม่ดี แต่ถ้าได้มาแล้วไม่นำไปพัฒนาต่อในทางของตัวเองนี่ก็ถือว่าจังไรนะเออ
ภาพยนตร์เรื่องนี้ คุณผู้กำกับเองก็ยอมรับตรงๆ ว่าได้แรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์หรือวรรณกรรมเรื่องใดบ้าง รายชื่อส่วนใหญ่หาดูได้จากวิกกิพีเดีย แต่เนื่องจากหัวข้อนี้ว่าด้วยความเหมือนหรือคล้ายกับงานอื่นๆ ซึ่งอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ Pan's Labyrinth หรือแค่คล้ายกันก็ได้ จขบ.จึงขอเอ่ยถึงชื่อหนังสือและหนังต่อไปนี้ตามใจตัวเองนะครับ
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
Labyrinth ภาพยนตร์เก๋ากึ้กกำกับโดย Jim Hensonอำนวยการสร้างโดยป๋าลูคัสแห่งสตาร์วอร์ส ออกฉายครั้งแรกในปีเกิดผมเลย (1986/2529) เป็นเรื่องของเด็กผู้หญิงผู้คลั่งใคล้แฟนตาซีที่ต้องเข้าไปในเขาวงกตแห่งดินแดนของก๊อบลิน เพื่อชิงตัวน้องชายที่ยังเป็นเบบี๋อยู่กลับมาจากราชาของเหล่าก๊อบลิน (ที่ดูยังไงก็เป็นราชาเพลงร็อคมากกว่า) เรื่องนี้ David Bowie ตอนยังเอ๊าะๆ แสดงเป็นราชาก๊อบลินที่ว่า ตอนนี้เฮียแกปาเข้าไปหกสิบปีได้ละ เด็กๆ สมัยนี้คงไม่รู้จักทั้งหนังทั้งนักแสดง ผมก็คงไม่รู้จักถ้าพ่อผมไม่ชอบเอา DVD เรื่องนี้มาดูวันดีคืนดี เป็นหนังที่มีอะไรให้ขบในระดับหนึ่ง แถมยังมีภาคต่อเป็นฉบับมังก้าด้วยนะ ผมไม่เคยอ่านหรอก แต่ดูจากปกแล้วสงสัยว่าจะ Y ได้ในระดับหนึ่ง เหอๆ (เด็กหนุ่มที่สวมมงกุฎคือเบบี๋ในภาคภาพยนตร์จ้ะ เหตุการณ์มันผ่านมา 15 ปีแล้วก็เลยโตขึ้น ส่วนคุณ Jareth ที่เป็นราชาก๊อบลินแกไม่ใช่มนุษย์ หน้าตาแกก็เลยไม่เปลี่ยนไป) โอย...พิมพ์แล้วคิดถึงอดีตจัง
The Chronicle of Narnia เรื่องนี้คงไม่ต้องอรรถาธิบายให้มากความเพราะคงรู้จักกันดี คิดว่าส่วนที่คล้ายๆ กันคงเฉพาะในภาค "ตู้พิศวง" (The Lion, the Witch, and the Wardrobe) นั่นแหละ ตรงที่มีเด็กผู้หญิงเดินทางสู่มิติมหัศจรรย์กับตัวฟอน
Alice in Wonderland คงไม่ต้องอธิบายมากนัก (ต้นฉบับเรื่องนี้มี Violence และ Gothic Elements เพียบ แต่โดนเจี๋ยนทิ้งไปหมดในฉบับการ์ตูนดิสนีย์)
The Wizard of Oz ซาม...แวร์...โอเวอร์ เดอะ เรนโบว์...(ใครไม่เคยฟังเพลงนี้ฉบับ Judy Garland ร้องแปลว่าไม่แก่จริง อิๆ)
The Bridge to Terabithia ไม่เคยดูภาพยนตร์แต่เคยอ่านหนังสือ อ่านจบแล้วรู้สึกอยากตบหน้าคนที่บอกว่าเรื่องนี้เทียบชั้นกับนาร์เนียได้
Spirited Away หึๆ
The Neverending Story ผมแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่เห็นมีใครเอ่ยว่า Pan's Labyrinth มีความคล้ายคลึงกับวรรณกรรมเยาวชนอมตะของโลกเรื่องนี้ ตำนานไม่รู้จบเป็นแฟนตาซีเล่มแรกๆ ที่นำเสนอประเด็นเรื่องการแบ่งสมดุลระหว่างจินตนาการกับความเป็นจริงเพื่อจะได้อยู่ได้อย่างมีความสุข ซึ่งถ้าตีความดีๆ Pan's Labyrinth ก็มีประเด็นดังว่าเช่นกัน (สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตำนานไม่รู้จบกรุณาคลิกที่นี่ครับ)
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
The Spirit of the Beehive เรื่องของเด็กไร้เดียงสาอายุ 5 - 6 ขวบกับเมืองที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม (มั้ง) ผมเคยดูมาครั้งหนึ่งเมื่อนานมากแล้ว แต่เพิ่งมารู้ว่าเป็นเรื่องนี้เมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง เรื่องนี้รู้สึกว่าคุณเดล โตโรยอมรับเองเลยว่าหนังของเขามีส่วนคล้ายอยู่พอควร แต่ไม่ได้บอกว่าได้รับแรงบันดาลใจมารึเปล่า












Theme
ชอบจังเลย เวลาได้พิมพ์หัวข้อนี้
El Laberinto del Fauno (พิมพ์ชื่อสเปนมั่งดิ) เป็นหนังแนว Drama เจือด้วย Dark Fantasy ขึ้นต้นว่าเป็นแฟนตาซีแล้วทำให้ไม่เป็นการยากอันใดที่จะสร้างอะไรประหลาดๆ มาเป็นสัญลักษณ์แทนอะไรบางอย่าง (ที่จริงแล้วสัญลักษณ์สามารถใส่ได้ในหนังและวรรณกรรมทุกแนว แต่ต้องทำให้แนบเนียน ไม่เหมือนแฟนตาซีที่เอาให้เวอร์ๆ ไว้ก่อนได้) และไอ้เจ้าสัญลักษณ์นี้ก็ไม่จำเป็นต้องแทนอะไรๆ แบบหนึ่งต่อหนึ่ง ใครใคร่ตีความเป็นอะไรก็เชิญตามสะดวก ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความคิดอ่านของผู้เสพงาน
ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่สามารถตีความได้มากกว่าหนึ่งทาง จะเป็นศาสนาหรือการเมืองก็ย่อมได้
ในด้านของศาสนา ภารกิจสามประการของโอเฟเลียนั้นสามารถเปรียบแกมแถได้กับวิถีแห่งธรรมของพระเยซู อันเริ่มจากการอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากและสิ่งไม่พึงปรารถนา (ภารกิจมุดต้นมะเดื่อกับอึ่งอ่างยักษ์) การอดทนต่อสิ่งยั่วยุ (ภารกิจโต๊ะอาหารของ The Pale Man) และจบลงด้วยการเสียสละเพื่อไถ่บาปแก่ปวงชน (ภารกิจสุดท้าย อ๊ะๆ ยังไม่สปอยล์ใช่มะเนี่ย) นอกจากนี้ การที่หนูโอเฟเลียฝืนข้อห้ามของฟอนไปกินองุ่นของเพลแมนนั้นก็อาจเปรียบได้กับการที่อีฟไม่เชื่อฟังพระเจ้า แอบหยิบผลไม้แห่งปัญญามารับประทาน และกลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำและบาปของมนุษย์ทั้งมวล
ในด้านการเมือง ภาพยนตร์เรื่องนี้โจมตีระบอบเผด็จการและการกดขี่ทุกรูปแบบครับ อันนี้เห็นได้ชัดๆ เลยจากวีดัล ผู้กอง SM ความประพฤติของแกราวกับบอกใบ้ว่าแกเป็น Personnification ของ Dictatorship ทั่วโลกยังไงยังงั้น ถ้ามองให้ลึกไปอีกหน่อยก็คงเป็นญาติผม The Pale Man ที่ชอบฆ่าเด็กกิน อันนี้คาดว่าผู้กำกับต้องการสื่อถึงผู้ปกครองทรราชที่ล้วนแต่ทำให้ผู้บริสุทธิ์มากมายต้องตายไปเป็นผักปลา ถ้าย้อนดูเหตุการณ์ในตำนานและประวัติศาสตร์โลกจะเห็นได้ว่าผู้ปกครองที่กดขี่ผู้อื่นก็ฆ่าเด็กไปเยอะเหมียนกันเนาะ อย่างฟาโรห์ (สักองค์น่ะ) ที่สั่งให้ทหารจับเด็กชาวยิวที่เกิดใหม่ไปเป็นอาหารเลี้ยงตะเข้ตามนโยบายคุมกำเนิดชาวยิวอันแสนจะศิวิไลซ์ กษัตริย์เฮโรดที่สั่งฆ่าทารกเพศชายในเยรูซาเล็มเพื่อหวังจะกำจัดพระเยซู มิพักต้องพูดถึงอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ที่ฆ่าชาวยิวที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปไม่รู้กี่ล้าน (แน่ล่ะ รวมถึงตัวเงินตัวทองทั้งหลายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย บล็อกนี้ขอประณามพวกหน้าตัวเมียที่ทำร้ายคนไร้ทางสู้ครับ)
มีบางจุดที่เหตุการณ์สองเหตุการณ์เกิดควบคู่สลับกันไปมา หนึ่งในโลกแห่งความจริงอันโหดร้าย อีกหนึ่งในแดนฝันอันแสนวิปริต ซึ่งผู้ชมที่ดีก็ควรจะรู้ว่าสองเหตุการณ์นี้ต้องมีอะไรสักอย่างที่คล้ายๆ กัน นำมาเปรียบเทียบกันได้ เป็นวิธีสุดคลาสสิกในการส่ง "สาร" ถึงคนดูทางอ้อม ตัวอย่างหนึ่งก็คือเรื่องของผู้กองวีดัลกับเพลแมนแหละครับ
อีกตัวอย่าง อันนี้ถูกใจผมมากเลย เป็นเหตุการณ์ในภารกิจแรกที่โอเฟเลียได้รับมอบหมายจากหนังสือทางแยกชะตาชีวิต (The Book of Crossroads) ที่ได้มาจากฟอน ภารกิจนี้สั่งให้โอเฟเลียลอดใต้รากของต้นมะเดื่อยักษ์เพื่อไปหาอึ่งอ่างตัวเบ้อเริ่ม เจ้าอึ่งอ่างตัวนี้ไม่รู้มาจากไหน รู้แต่ว่ามาถึงก็กินแมงกุ๊ดจี่ที่เกาะตามรากไม้ไปเรื่อยๆ กินไปกินมาคงถางพื้นที่ในรากจนโล่งเตียน น้ำล้งน้ำเลี้ยงต้นไม้เลยหายเรียบ ต้นมะเดื่อก็เลยยืนต้นตาย โอเฟเลียโดนสั่งให้เอาหินมหัศจรรย์สามลูกไปป้อนเจ้าอึ่งอ่างและหยิบกุญแจในท้องมันออกมา จากนั้นต้นไม้ก็จะกลับคืนชีพอีกครั้ง
ทีนี้ พอโอเฟเลียเจอเจ้าอึ่งอ่าง แม่หนูก็ถามมันด้วยน้ำเสียงเหน็บแนมว่า "เจ้าไม่อายบ้างหรือไง เอาแต่กินแมลงแล้วก็อ้วนเอาๆ ในขณะที่ต้นไม้ตายไปเนี่ย"
ต่อมาสักพัก ผู้กองวีดัลกำลังรับประทานอาหารจานละห้าดาวกับพวกคุณหญิงคุณนายและคนชั้นสูงแห่งสเปน (คนที่สนับสนุนฟรังโกทั้งนั้น) ปากก็เคี้ยวอาหารตุ้ยๆ ไปพลางด่าว่าพวกกบฏหัวเอียงซ้ายว่างี่เง่าที่เชื่อว่าคนทุกคนเท่าเทียมกัน แล้วก็ยกแก้วคัมไปให้กับความโชคดีที่พวกตนได้เกิดมาในฐานะ "ผู้ถูกเลือก"
โดน...มั้ยครับ
แหม่...เสียดายจริงๆ ที่เรื่องนี้ถ่ายทำเสร็จช้าไปนิด น่าจะเสร็จพอเข้ามาฉายตอนกลางปีที่แล้ว (2549) คงได้เฮกันยกใหญ่ เหอๆ
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้มีมุมมองที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง คือเขาเปรียบเทพนิยายเหมือนกับระบบเผด็จการ น่าสนใจใช่มั้ยครับ
ผู้กองวีดัลแกเป็นทหาร อันว่าธรรมเนียมทหารนั้น ผู้น้อยพึงเชื่อฟังผู้ใหญ่ไว้เป็นดี ไม่ต้องไปแคร์ว่าสิ่งที่ผู้ใหญ่สั่งมาให้ไปทำห่าทำเหวอะไร Just do it! พอทหารของแกจับโจรกบฏได้คนหนึ่ง เป็นคนที่พูด ตะ..ตะ...ติดอ่าง แกก็เอามาทรมานเล่นๆ พอหนำใจก็เรียกคุณหมอเฟอร์เรโร รอชเชอร์มารักษา จะได้เอาไปทรมานเพื่อรีดข้อมูลต่อ ทีนี้คุณหมอแกรู้จักกับกลุ่มกบฏ เพราะเมอร์เซเดสมักตามให้ไปรักษาคนในกลุ่มบ่อยๆ แกก็รู้จักกับเจ้าติดอ่างนี่ เห็นสภาพแล้วคงจะสังเวชใจ เพราะเละเกินจะเยียวยา ตาคนติดอ่างขอให้แก euthanize (การุณยฆาต) ตัวเองเสีย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องคายข้อมูลของฝ่ายกบฏให้วีดัล หมอก็ตามใจฉีดยาให้ตาย พอวีดัลรู้เข้าก็โกรธใหญ่ ถามว่าทำไมหมอไม่ยอมเชื่อฟัง
คุณหมอ: Obedecer, por obedecer - Asi, sin pensarlo, solo lo hacen gentes como usted, Capitan. [ไอ้ที่สักแต่เชื่อฟังโดยไม่ลืมหูลืมตา มีแต่คนอย่างผู้กองเท่านั้นแหละครับที่ทำได้]
แล้วแกก็เลยโดนไปปั้งหนึ่ง กระสุนทะลุออกตาด้วย วึ้ย! (ดูภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วทำให้ได้ความรู้ว่า คนที่โดนยิงทะลุส่วนใดๆ ก็ตามบนหัวยังมีเวลาเอามือไปคลำรูกระสุนประมาณ 2 - 3 วิฯ)
ต่อมา ฟอนซึ่งหายยัวะโอเฟเลียที่ขัดคำสั่งตนไปแอบกินองุ่นของเพลแมนแล้วก็ตัดสินใจว่าจะให้โอกาสที่สองแก่เธอ
ฟอน: ¿Prometeis obedecerme? ¿Hareis todo lo que yo os diga, sin excepcion? [พระองค์ทรงสัญญาได้ไหมพ่ะย่ะค่ะว่าจะทรงเชื่อฟัง จะทรงทำตามที่กระหม่อมบอกโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ]
เหมือนกับว่ากลุ่มผู้สร้างหนังต้องการประณามนิทานและเทพนิยายว่าเป็นหนังสืออะไรก็ไม่รู้ อ่านแล้วไม่ logical สักนิด เขาว่ามายังไงก็จงทำตามเสีย ไม่ทำตามก็ Ship หาย Y ป่วงกันหมด ให้กลับจากงานเลี้ยงก่อนเที่ยงคืนนะ อย่าไปกินแอปเปิ้ลของคนแปลกหน้านะ อย่าพูดโกหกนะ อย่าดื้อกับพ่อแม่นะ ฯลฯ
มีอยู่ช่วงหนึ่งในยุโรปตะวันตกที่วรรณกรรมประเภท "ล้างสมองเยาวชน" ออกมากันเกลื่อนตัวเรื่องจะเป็นแนวแฟนตาซีเด็กๆ ตัวละครเด็กๆ นำแสดงเนื้อหาที่แทรกก็ประมาณเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่สิบอย่างด้วยกัน... สรุปแล้วคือให้เด็กเชื่อฟังผู้ใหญ่เสมอ ผู้ใหญ่ว่าไงก็อย่าไปเถียง ไม่งั้นโดนดี (ขออภัยที่ในขณะนี้นึกชื่อเรื่องทำนองนี้ไม่ออก ใครที่จำได้ก็ช่วยบอกหน่อยนะครับ)
เช่นนี้แล้ว จึงกล่าวได้ว่าเทพนิยายก็ไม่ต่างอะไรกับเผด็จการ
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหนังเรื่องนี้สนับสนุนให้คนอยู่แต่กับความจริงอันแห้งแล้งและโหดร้ายนะครับ เพราะถ้าเป็นงั้น เราก็จะกลายเป็นคนกร้านโลก ไร้ฝัน มองโลกในแง่ร้ายแบบอีตาวีดัลไป สุดท้ายก็เลยไม่มีตัวตนกระทั่งกับลูกของตัว แต่ถ้าเป็นคนช่างฝันแบบโอเฟเลีย ที่ยึดถือจินตนาการอันสวยงามเพื่อหลีกหนีความจริงอยู่เรื่อยๆ ก็จะไม่สามารถอยู่สู้ชะตากรรมอันโหดร้ายในโลกจริงได้ พูดง่ายๆ คือให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่งน่ะไม่ดี ควรจะยึดทางสายกลางเข้าไว้ มีสติอยู่กับโลกแห่งความจริงเสมอ ยอมรับความจริงขณะเดียวกันก็ผ่อนคลายด้วยจินตนาการบ้าง เหมือนกับแนวคิดของมิคาเอล เอ็นเด้ใน The Neverending Story ที่เน้นสมดุลระหว่างจินตนาการกับความจริง แค่นี้แหละคือหนทางการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ช่วยให้หลุดพ้นจากวงกตแห่งชีวิตอันสับสนวุ่นวายได้แล้ว
นอกจากนี้ มีบางคนตั้งข้อสังเกตที่ (ผมมองว่า) น่าสนใจทีเดียวในตอนที่โอเฟเลียหยิบองุ่นมากิน คือมองเผินๆ เหมือนน้องหนูแกทนสีสันยั่วยวนไม่ไหว แต่ดูดีๆ (หรือจะว่าฟุ้งซ่านก็ตามแต่จะคิด) แล้วเหมือนเขาไม่รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ เหมือนถูกสะกดจิตน่ะครับ คิดดูสิ ขนาด The Pale Man มันเดินดืบๆ มาจะขบหัวจากข้างหลังแล้วยังไม่รู้ตัว ใช่ว่ามันเดินเสียเงียบกริบซะเมื่อไหร่ คือโอเฟเลียเธอไม่รู้ตัวจริงๆ นั่นแหละ
ผมตั้งใจจะบอกอะไร ไม่ต้องรับฟังก็ได้นะครับ แต่คนที่ตั้งข้อสังเกตไว้เขามองว่าจุดนี้เป็นการ "ล้อ" ขนบของนิทานและเทพนิยาย ตรงที่มันมักจะมีข้อห้ามอะไรบางอย่าง แล้วตัวเอกก็มักทำลายข้อห้ามนั้นด้วยตัวเอง ทำให้ต้องพบกับความหายนะ เช่น ในเรื่องเจ้าหญิงนิทรา (ฉบับดิสนีย์นะ) นางแม่มดมาเลฟิเซนต์สาปให้เจ้าหญิงออโรร่ามีอันเป็นไปจากจักรเย็บผ้า พระราชาท่านทรงรักลูกก็อุตส่าห์สั่งเผาจักรทุกตัวในอาณาจักร ยังไม่วายเหลือจักรอีกตัวหนึ่งที่นังแม่มดเสกเอาไว้ แล้วนังเจ้าหญิงก็ทะลึ่งไปแตะเล่นอีก เลยสลบเหมือดเลย สมน้ำหน้า นี่ถ้าไม่ติดว่าหน้าตามันดี เจ้าชายคงไม่สนหรอก งี่เง่าแบบนี้ (เอ๊ะ! หรือว่าเสด็จพ่อเสด็จแม่ทรงลืมเตือนให้ระวังจักรเอาไว้) แล้วก็ยังมีเรื่องซินเดอเรลลา นางฟ้าแม่ทูนหัวย้ำแล้วย้ำอีกว่าจงกลับก่อนเที่ยงคืนนะไม่งั้นได้คืนร่างเป็นอีแจ๋วกลางงานแน่ นางซินก็มัวแต่ไปเม้าท์กับเจ้าชายจนลืมเวลา ดีนะที่หนีมาทัน ทิ้งไว้แค่รองเท้าแก้วข้างเดียว เรื่องเจ้าหญิงเงือกน้อยนี่ก็มีข้อห้ามไม่ให้เงือกยุ่งเกี่ยวกับคน ยัยเงือกนางเอกก็ดื้อดึงจะรักพระเอกให้ได้ สุดท้ายเลยไม่ได้ตายดี (ตามต้นฉบับนะครับ ไม่ใช่การ์ตูนดิสนีย์) ฯลฯ
จริงๆ เรื่องนี้น่าจะสื่ออะไรได้อีกมากมาย เพราะอย่างที่บอกว่าสัญลักษณ์เขาออกแบบมาให้ตีความได้เต็มที่อย่างเพลแมนที่กินเด็กนี่จะบอกว่าหมายถึงสถาบันอะไรก็ตามที่ "กลืนกิน" คนที่ยังหัวอ่อนอย่างเด็กๆ ให้คล้อยตามโดยง่าย ไม่ว่าจะเป็นลัทธิชาตินิยม ศาสนากลุ่มเผยแพร่อุดมการณ์ทางการเมือง ฯลฯ ก็ยังได้ถ้าได้ดูอีกก็คงแถ เอ๊ย! จับประเด็นอะไรได้ไม่รู้จบ ถ้าเป็นเช่นนั้น จขบ. ก็คงต้องขอรอ VCD ต่อไปละกันครับ












Behold...The Pale Man
จ๊ะเอ๋!!!
อ่าฮะ ที่อุทิศให้เป็นพิเศษหัวข้อหนึ่งนี่เพราะเป็นตัวละครที่ผมชอบที่สุดเลยล่ะ ไม่ได้ชอบเพราะตัวแกเป็นสัญลักษณ์ที่ตีความได้หลากหลายหรอกนะ แต่ชอบเพราะ concept เกี่ยวกับตัวแกต่างหาก concept ที่ว่าเป็นตัว "กินเด็ก" ครับ เหมือน จขบ.เลย
กิลเยร์โม เดล โตโร บอกไว้ว่าได้ต้นแบบของ The Pale Man มาจากภาพ "Saturn Devouring His Sons" ของจิตรกรชาวสเปนชื่อ ฟรังซิสโก โกยา (Francisco Goya: 1746 - 1828) ภาพที่ว่าเป็นภาพจำลองเหตุการณ์ตอนที่ไททันโครนัส(หรือแซทเทิร์นตามตำนานโรมัน) กำลังกินลูกตัวเองที่เพิ่งคลอดออกมาใหม่ๆ เพื่อป้องกันคำสาปของท่านแม่ไกอาที่ว่าจะโดนลูกโค่นบัลลังก์ (แล้วภายหลังแกก็โดนล้มบัลลังก์จริงๆ โดยลูกชายชื่อซูส) ภาพของโกยาวาดต่างจากในตำนานตรงที่ในตำนานนั้นไม่ได้อธิบายว่าโครนัสกินลูกอย่างไร แต่เดาเอาว่าคงกลืนเข้าไปทั้งตัว เพราะตอนสำรอกออกมายังออกมาครบ 32 ทั้งห้าคนเลย แต่โกยาวาดให้ดูน่ากลัวและสะอิดสะเอียดขึ้น โดยให้โครนัสฉีกเนื้อลูกระหว่างกินด้วย เอ...จะว่าไป รัชสมัยของโครนัสตอนที่ครองโอลิมปัสนี่ก็เข้าข่ายทรราชอยู่เหมือนกัน จุดนี้คงเป็น concept ของ The Pale Man ที่เดล โตโรเอามาใช้ด้วย
โกยา จิตรกรชาวสเปน และผลงานเอก แซทเทิร์นเขมือบลูก
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
ตอนออกแบบ เดล โตโรคิดเอาไว้ว่าให้ The Pale Man มีลักษณะเหมือนคนแก่ที่หนังเหี่ยวย่นมากๆ ผิวสีซีดๆ (เหมือนชื่อ Pale Man ไง) แต่เพิ่มความน่าเกลียดน่ากลัวเข้าไปให้กลายเป็น "อมนุษย์" อย่างเอาลูกตามาไว้ที่มือแทน หน้าตาไอ้ตัวนี้มีการออกแบบหลายครั้งด้วยกัน ครั้งแรกๆ น่าดูชมกว่าในหนังอีกครับ ขอบอก (สามารถรับชมได้ที่ www.panslabyrinth.com ในหัวข้อ Behind the Scenes Gallery จ้ะ)
จะว่าไป ที่ผมบอกว่า The Pale Man ขโมยความเด่นของฟอนไปนี่ไม่ใช่พูดเชียร์ญาตินะครับ แต่อนุมานเอาจากการสังเกตว่าไปไหนมาในก็เจอแต่คนถกถึงไอ้ตัวบ้านี่อยู่ได้ อันนี้ก็ต้องให้เครดิตการออกแบบของผู้กำกับเขาด้วยล่ะ คือแกตีโจทย์ออกว่า แฟนตาซีที่น่ากลัวเป็นอย่างไร โดยไม่ต้องเอาเรื่องผีสางเข้ามาเกี่ยว คำตอบก็คือตัวอะไรแบบเพลแมนนี่แหละครับ เหมือนมันเป็นบุคคลวัตของฝันร้ายและความกลัว อะไรทำนองนั้น คาดว่าตัวละครตัวนี้คงสิงสถิตอยู่ในความทรงจำและความฝันของคนที่เคยดู Pan's Labyrinth ไปอีกนานเชียวล่ะครับ
เออ แต่ไม่ยักมีที่ไหนบอกว่า เพราะเหตุใดดวงตา The Pale Man ถึงมาอยู่ที่มือ หรือทำไมกุญแจเก็บกริชด้ามทองของเขาถึงไปอยู่ในท้องพญาอึ่งอ่างใต้ต้นมะเดื่อยักษ์ได้ คิดว่าตรงนี้ คณะผู้สร้างคงเลียนแบบขนบของเทพนิยายมาครับ จะให้ตอบก็ประมาณว่า "ก็มันเป็นอย่างนั้นอยู่แล้ว" กรณีเดียวกับที่ว่ากระจกวิเศษมาจากไหน หรือคนแคระทั้งเจ็ดมารู้จักกันได้ไง อันนี้ก็คงหนีไม่พ้นการเหน็บแนมนิทานต่างๆ ตามเคย
ส่วนเรื่องของThePale Man ในแง่การตีความเชิงสัญลักษณ์ เชิญย้อนกลับขึ้นไปอ่านหัวข้อ Theme ครับ



[เข้าสู่โหมดน่าย้าก] อ๊าซซซ์ จาอาวกลับบ้านนน~












Overall
ผมดูภาพยนตร์เรื่องนี้สองรอบ ทุกรอบดูที่ลิโด้ สยามสแควร์ คุ้มค่าตั๋วราคา 100 บาทจริงๆ ครับ รู้สึกว่าได้เก็บเกี่ยวจากเรื่องนี้เต็มที่ ทั้งข้อคิด จินตนาการ และความสะใจ (?!?)
อนึ่ง ถ้าใครบอกว่าเรื่องนี้ไม่เหมาะกับเด็ก เด็กและเยาวชนไม่สมควรดู ผมยินดีค้านหัวชนฝาครับ ผมว่านะ ให้เด็กๆ มันได้ดูซะบ้าง จะได้สำนึกว่าชีวิตจริงมันบัดซบเพียงใด และควรใช้ชีวิตอย่างไรจึงจะถูกแต่ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กดูคนเดียวนะครับ ให้พ่อแม่ชี้แจงให้เด็กเข้าใจไปด้วย "...นี่ ดูนะลูก เห็นมั้ย นังเด็กคนนี้มันเอาแต่เพ้อฝัน อ่านแต่นิยายพาฝัน มันเลยต้องพบจุดจบอย่างนี้แหละ ลูกแม่อย่าเอาแต่เพ้อฝันอย่างเดียวนะจ๊ะ ดีมาก..." อะไรอย่างนี้เป็นต้น
เอ๊ะ แล้วถ้าพ่อแม่ดูแล้วเอามาขู่ลูกให้เชื่อฟังก็แย่ดิ "...อย่าดื้อนะลูก เดี๋ยวเพลแมนมากินตับนะ..." ผิดกับประเด็นที่หนังต้องการจะสื่อพอดี -"-
ฉบับที่ผมไปดูที่ลิโด้ ถ้าจำไม่ผิดคนแปลแกชื่อ คุณภาสกร ประมูลวงศ์ (ถ้าผิดต้องขออภัยด้วยครับ) ชอบภาษาเขามากครับ ไม่ได้ชอบเพราะสลวยเป็นพิเศษตรงไหนหรอก แต่ชอบเพราะแปลแล้วดูมันเป็นบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติดี ไม่ใช่แปลแบบตรงตัว คำต่อคำ วลีแบบวลี แต่อ่านแล้วต้องแปลเป็นไทยอีกต่อ ที่ชอบเป็นพิเศษคือการที่แปลบทนำและบทส่งท้ายเป็นกลอนแปดด้วย บอกไม่ถูกอะว่าทำไม รู้แต่ชอบจริงๆ นะ คงเพราะมันทำให้เรื่องดู "classic" ดีมั้ง ลงทุนดูรอบสองเพื่อจดกลอนมาลงบล็อกโดยเฉพาะ แต่จนแล้วจนรอดก็จดไม่ทันเพราะซับไทยขึ้นเร็วเหลือเกิน ถ้าใครจำได้รบกวนสงเคราะห์ผมด้วยนะครับ จะขอบพระคุณไปจนวันตายเลย
สรุป ถ้าใครยังไม่เคยดู หา VCD หรือ DVD มาดูเถิดครับ ของเขาดีจริงนะ ได้รางวัลออสการ์ตั้งสามสาขาแน่ะ (ถ่ายทำเยี่ยม กำกับศิลป์เยี่ยม เมคอัพเยี่ยม) แล้วท่านจะไม่ผิดหวัง เชื่อสิ นะ นะ T_T
ขอขอบคุณ
Wikipedia.org ห้องสมุดโลก ที่ช่วยกู้คืนความรู้มากมายที่เคยเรียนมาและใส่พานคืนครูไปหมดแล้ว
www.panslabyrinth.com เว็บไซต์สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเป็นทางการ มีรูปภาพและของน่าสนใจมากมายให้สูบ โดยเฉพาะสคริปต์ทั้งภาษาอังกฤษและสเปน
Monsters in Motion สำหรับโมเดล The Pale Man ขนาด 1/6
ส่วนภาพเสื้อ...หนูจำบ่ได้ว่าไปเซฟมาจากไหนง่า...งุงิๆ









.ได้ใจ
