[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   ลาเซนตรา
ผู้เขียน   ทราย (Sine)
สำนักพิมพ์   สถาพรบุ๊คส์
พิมพ์ครั้งแรก   ตุลาคม 2549
จำนวนหน้า  
328 หน้า
ราคาปก  
200 บาท
ISBN   974-9968-63-1

 

ลาเซนตรา เป็นหรรษาคดีประเภทวรรณกรรมเยาวชนลำดับที่ 276 ของ สนพ.สภาพรบุ๊คส์เปิดตัวครั้งแรกในงาน "Love Fiction & Fantasy World" จัดโดยสถาพรฯในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 11 ในตอนนั้นสถาพรฯ ออกหนังสือ Genre แฟนตาซีร่วมแปดเล่มด้วยกัน ครึ่งหนึ่งเป็นโรแมนติกแฟนตาซี ซึ่งก็มีเรื่องกาลพิภพที่เคยวิจารณ์ไปแล้วด้วย อีกครึ่งหนึ่งเป็นแฟนตาซีเพียวๆ ได้แก่ ดราก้อนดิลิเวอรี่ ของพี่เคียว มาฮาเดลของคุณหนุ่ม M.U. มังกรเจ้าปฐพีของคุณกานต์จิรา แล้วก็เรื่องนี้

ปัจจุบัน ผู้เขียน คุณเนตรทราย สุรวัฒนาประเสริฐ หรือคุณทราย (Sine) เป็นนักเขียนหนึ่งในสี่คนของกลุ่ม Fantasy 4ซึ่งถ้าดูบริบทจากชื่อแล้วคงเดาได้ไม่ยากว่าเป็นคณะนักเขียนแนวแฟนตาซีสี่คน และเขาก็ได้ไปโชว์ตัวที่สยามพารากอนในวันเสาร์นี้มาแล้ว [<<อยากคลิกก็เชิญจ้ะ^^] ผมจึงขออนุญาตลงรีวิวเรื่องนี้เป็นการด่วนครับ (ตอบแทนจากการที่ได้รับของแจกในงาน คนไทยชอบของฟรีครับ หึๆ)

Synopsis

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พื้นพิภพเป็นสมรภูมิระหว่างธรรมะและอธรรม หลังศึกสุดท้ายสงบลง แผ่นดินถูกแบ่งออกเป็นสามแดนราวตัดเค้ก กอปรด้วย "อิธิริเธล" แดนแห่งพราย (Elf) "ซิริธ" แดนมนุษย์เดินดิน และ "เอเธียส" แดนแห่งผู้ใช้เวทและจอมเวท

หลายปีต่อมา "ลาเซนตรา" สาวน้อยเชื้อสายพรายเจ้าแห่งอิธิริเธล เดินทางมาเข้าเรียนที่เอเธียร่า โรงเรียนฝึกนักเวทแห่งเอเธียสในคราบของเด็กหนุ่มหน้าตาใสปิ๊ง และได้พบกับเพื่อนร่วมรุ่นทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าที่ชวนให้ปวดกบาลไม่รู้เบื่อ

นอกจากคร่ำเคร่งกับการเรียนและฮาเฮกับกิจกรรมแล้ว ในทุกคืนเดือนหงาย ซึ่งเธอจะกลับคืนร่างเป็นหญิง 100%เธอได้รับมอบหมายจากท่านพ่อให้คอยใช้ "กระจกส่องกาล" ตรวจตราดูความเป็นไปของทั่วหล้า คอยหยั่งเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

แต่แล้ววันหนึ่ง ลาเซนตราก็ได้รับรู้ถึงลางร้ายบางอย่าง เป็นหายนะที่จะนำความชั่วร้ายกลับมาครอบคลุมทุกแดนดินและปลิดชีวิตเธอ

เพื่อหยุดยั้งภัยพิบัติทั้งปวง การเดินทางของเธอและเพื่อนๆ จึงเริ่มขึ้น...ในท้ายเล่มหนึ่ง (และเหตุการณ์ก็ to be continued ในเล่มสอง ชะอิงเงย~)

Cover

ผมชอบปกเล่มนี้มากครับ ไม่ได้ชอบเพียงเพราะว่ามันสวยเท่านั้นนะ (โอเค ความสวยก็เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง จัดองค์ประกอบได้เหมาะสมครับ และ จขบ.ก็มีนิสัยเสียตรงที่แพ้รูปใครก็ตามที่ดูภายนอกเหมือนเด็กหนุ่มน่ารักๆ ผมสั้นๆ แม้ตัวจริงมันจะเป็นเพศหญิงก็ตาม) แต่ชอบเพราะมันสื่อถึง "โทน" ของเรื่องได้ถึงพริกถึงขิงอีกด้วย

ถ้าได้อ่านแค่บทแรกๆ ตอนที่ลาเซนตรากับพวกเข้า รร. มาหมาดๆ ผู้อ่านอาจนึกว่าเป็นเรื่องเบาๆ สไตล์โรงเรียนสุขสันต์ฉันและเธอแบบแฮร์รี่ฯ หรือหัวขโมยแห่งบารามอส ภาคมงกุฎแห่งใจ โอเค อาจดูสง่าแบบแฟนตาซีฟอร์มยักษ์ขึ้นมาบ้างจากแผนที่ประกอบเรื่องและบทนำ แต่ถ้าอ่านไปเรื่อยๆ ประมาณสามในสี่ส่วนของเล่มจะรู้ว่ามันไม่ใช่ครับ ความเฮฮาพาฝันทั้งหลายเป็นเพียงน้ำตาลย้อมสีที่เคลือบทับความมืดหม่นของเรื่องเอาไว้เท่านั้น (เรื่องของโทนขอแยกไว้อีกหัวข้อหนึ่งนะครับ)

ลองสังเกตปกอย่างละเอียดสิครับ แม้โทนสีที่ใช้จะเป็นสีเหลือง เพื่อให้เข้ากับสีผม ดวงตา และเครื่องแบบปราการแห่งแสงของลาเซนตรา แต่มันก็ไม่ใช่สีเหลืองอ๋อยชวนแสบตาแบบสีถุงเลย์รสดั้งเดิมเสียเมื่อไหร่ (เดี๋ยวนี้มันยังเป็นสีเหลืองอยู่รึเปล่าครับ จขบ.ไม่ค่อยชัวร์หรอกเพราะชอบรสซาวร์ครีมกับหัวหอมที่เป็นสีเขียวมากกว่า) ตรงกันข้าม มันเป็นเหลืองออกหม่นๆ ทึมๆ สีแบบเดียวกับบรรยากาศท้องฟ้ายามสนธยา (Twilight) ซึ่งหลายๆ คนมักโยงเข้ากับความเศร้าโศก ความหดหู่สิ้นหวัง หรือกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต (คือเปรียบชีวิตเป็นแสงที่กำลังจะลับฟ้า เดินหน้าไปสู่ความตายอันมืดมิดในยามกลางคืน) MV เพลงที่มันเศร้าๆ ซึ้งๆ ถ้าไม่ใช้บรรยากาศเป็นท้องฟ้าตอนฝนตก ก็มักใช้ช่วงเวลาโพล้เพล้แบบนี้แหละครับ

อย่างไรก็ดี สีเหลืองก็เป็นสีที่สว่างอยู่เสมอไม่ว่าจะมีโทนมืดแค่ไหน (ยกเว้นมืดจนดำสนิท) คนจึงมักใช้เป็นสัญลักษณ์แทนความสดใส มีชีวิตชีวา รุ่งเรืองรุ่งโรจน์ ปกโทนสีเหลืองหม่นๆ นี่ก็แสดง Image หนังสือเล่มนี้เต็มที่เลยครับ ประมาณว่าในความสดใสร่าเริงก็แฝงไปด้วยความหดหู่มืดมน จุดนี้ต้องขอชมคนออกแบบปกครับ แหม ระดับนี้แล้วทั้งทีนี่เนอะ...แต่ถ้าหากที่ผมบอกมาเป็นแค่ความบังเอิญก็ช่างเถิดครับ ถือเสียว่า จขบ.มันฟุ้งซ่านไปวันๆ เท่านั้นเอง^^!

กระนั้นก็มีเรื่องใคร่ขอตินิดนึง คือรูปลาเซนตราบนปกหน้านี่ ดูๆ แล้วไม่ค่อยสื่อถึงแคแรกเตอร์ของ She ในเล่มครับ ถ้าดูจากปก (โดยไม่เอาเพศสภาพมาเกี่ยวข้อง) คงนึกว่าตัวเอกเป็นคนเงียบขรึม ชอบคิดอะไรลึกซึ้ง แต่พอได้อ่านกลับเจอชะนี เอ๊ย! เอลฟ์ขี้วีนซะงั้น แต่จริงๆ ให้ลาเซนตราทำหน้าแบบนี้ก็ดีแล้วครับ อยู่ในโทนเดียวกับปกดี

นอกจากนี้ ตัวอักษรชื่อเรื่องกับตัวแสดงเลขเล่มก็สวยดีครับ ชอบชื่อเรื่องที่ออกแบบตัวอักษรได้มีเอกลักษณ์ดี ดูมันพลิ้วๆ ไหวๆ ให้อารมณ์เหมือนพวกเอลฟ์ในลอร์ดออฟเดอะริงส์ แต่ถ้าทำเป็น Ambigram แบบชื่อเรื่องอบารัตหรือเซรีญาได้นี่รับรองว่าจะมีคนชอบมากกว่านี้เป็นแน่แท้ ส่วนรูปประกายดาวที่ล้อมรอบเลข 1 ก็เข้ากันดีกับจี้ห้อยคอและเครื่องหมายปราการแห่งแสงบนปลอกแขนของลาเซนตรา

โดยรวมแล้ว ปกเลิศครับ แต่ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นปกที่เป็นฉบับ Beta ซึ่งมีข้อแตกต่างจากปกจริงตรงที่ลาเซนตราหลับตา ซึ่งโดยส่วนตัว ผมกลับชอบแบบหลับตามากกว่านะครับ เพราะยิ่งเสริมอารมณ์หม่นๆ ซึมเซาของปก อีกทั้งยังตัดปัญหาเรื่องบุคลิกตัวละครด้วย ก็ถือเสียว่ามันหลับตาอยู่ คงกำลังคิดอะไรเพลินๆ เลยลืมเก๊กท่าตามปกติ เพราะเหตุใดจึงเปลี่ยนไปเป็นแบบลืมตาครับ หรือเพราะมีเสียงคัดค้านว่า หลับตาแล้วเหมือนท่านเวอร์โก้ ชากะ จากเซนต์เซย์ย่า (จะว่าไปก็เหมือนจริงๆ นะ ทั้งสีผมเอย ดวงตาเอย ชากะนี่ดูภายนอกก็ Androgynous อยู่แล้ว)

 

ปกลาเซนตรา Ver.หลับตาพริ้ม
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ถามอีกเล็กน้อย ผู้หญิงบนปกหน้านี่คือลาเซนตราภาคโครโมโซม XX แน่นอน แล้วบุรุษบนปกหลังคือใครครับ หรือจะเป็นลาเซนตราภาคบุรุษเพศอีกรูปหนึ่ง

Plot

เรื่องนี้มีโครงเรื่องแบบแฟนตาซีแนวโรงเรียนทั้งหลายที่แตกแขนงมาจากบารามอสและไวท์โรด คือมีพล็อตหลักสองช่วงเชื่อมต่อกัน ช่วงแรกคือการเข้าศึกษาและใช้ชีวิตอยู่ในโรงเรียนประจำ (น่าสนใจว่าถ้าทำเป็นโรงเรียนภาคปกติ ไปเช้าเย็นกลับจะให้ฟีลลิ่งต่างกันมากมั้ย) ช่วงหลังคือการออกไปผจญภัยในโลกกว้างนอกเขตขัณฑสีมาของโรงเรียน ไม่ว่าจะไปเพราะได้รับภารกิจจากทางโรงเรียนหรือโดดเรียนไปก็ตาม ส่วนพล็อตย่อยก็จะกระจายกันอยู่ในสองช่วงนี้ มีพล็อตการสอบ การแข่งขัน และการพัฒนาความสัมพันธ์ของตัวละครชั้นรองบ่อนไปเป็นคู่ๆ (ไม่นับรวมคู่ตัวเอก เพราะเรื่องเดี๋ยวนี้ ผู้เขียนมักไม่กำหนดใครมาคู่กับพระเอกหรือนางเอกตั้งแต่ต้น แต่จะเปิดโอกาสให้ผู้อ่านส่ง SMS โหวตเอาแทน ดูท่าลาเซนตราคงจะประสบชะตากรรมเดียวกัน ยกเว้นแต่ "คนบางคน" จะมีอันเป็นไปในตอนจบ)

คนอ่านประเภทไม่คิดอะไรมาก ในหนึ่งเล่มมีให้อ่านเท่าไรก็เท่านั้น พอหมดก็เปลี่ยนเล่มจะสามารถอ่านเล่มนี้ได้ไม่มีปัญหา แต่ถ้าเป็นประเภทอ่านเอาจริงเอาจังก็คงจะผิดหวังได้บ้าง เพราะเล่มนี้ไม่มีจุดไคลแม็กซ์ครับ ผู้เขียนทำแบบเดียวกับลอร์ดฯ เพชรพระอุมา หรือแม้กระทั่งไวท์โรดตรงที่ Span เนื้อเรื่องทั้งหมดไว้เป็นไฟล์ใหญ่ไฟล์เดียว แต่เพราะเห็นแก่ผู้อ่านและสำนักพิมพ์จึงต้องเอาอีโต้ฟันฉับลงไปตรงจุดที่ "เหมาะสม" เพื่อแบ่งเป็นภาคๆ ไป ง่ายต่อการจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มขึ้นเป็นกอง จุดไคลแมกซ์ของเรื่องก็จะไปอยู่ในเล่มสุดท้ายของชุด

ตามความคิดของผม (ซึ่งไม่คู่ควรแก่การรับฟัง) การทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับเสี่ยงดวงชู้ตบาสจากเส้นสามแต้ม ถ้าโชคดีก็ลงห่วง โชคไม่ดีก็ไม่ลงไปเลย ไม่มีวนๆ รอบห่วง หวิดจะลงไม่ลงให้ลุ้นเล่นคือถ้าคนอ่านไม่คิดอะไรมาก อ่านแล้วรู้สึกว่าสนุก ตื่นเต้นน่าติดตาม ร้อยทั้งร้อย พี่แกก็ตามอ่านไปจนจบอยู่แล้ว แต่ใครที่อ่านแล้วรู้สึกว่าไม่มีไคลแมกซ์ ก็อาจจะรู้สึกว่าเรื่องมันโหวงๆ อาจจะเสียอารมณ์ในการติดตามต่อ ของแบบนี้ ลางเนื้อชอบลางยาครับ สุดวิสัยที่ผู้เขียนจะแก้อะไรได้ ได้แต่พัฒนาเรื่องต่อไปให้สุดความสามารถ เพื่อสร้าง The Ultimate Climax ให้สมบูรณ์ที่สุด

อย่างไรก็ดี การไม่ใส่ไคลแมกซ์ไว้ในแต่ละภาคย่อยๆ ก็มีส่วนช่วยให้ Ultimate Climax ในเล่มจบเป็นปริศนายิ่งขึ้น พูดง่ายๆ คือเดาตอนจบไม่ได้ หรือได้แต่ไม่ง่ายนักซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่คนชอบอีกเช่นกันครับ ใครที่ตามอ่านมาตลอดเท่านั้นถึงจะได้รู้ ก็เหมือนกับหนทางสู่ความรอดในพระธรรมวิวรณ์ ที่ว่าเฉพาะคนที่อดทนได้ถึงที่สุดจึงจะมีชัยแหละครับ (ดึงเข้าศาสนาเฉยเลยนะไอ้