[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
ชื่อ มาฮาเดล มหาวิทยาลัยมหาเวท ภาค ดวงตาจตุรภพ
ผู้เขียน Num M.U.
สำนักพิมพ์ สถาพรบุ๊คส์
พิมพ์ครั้งแรก ตุลาคม 2549
จำนวนหน้า 304 หน้า
ราคาปก 190 บาท
ISBN 974-9967-64-X












ช่วงนี้เป็นเทศกาลประกาศผลสอบ Admission เป็นการฉลองเข้ามหาวิทยาลัยของใครหลายคน และเป็นการพิสูจน์ความแข็งแกร่งของจิตใจของใครอีกหลายคนด้วย ในโอกาสนี้ ผมจึงขอหยิบหนังสือที่มีเรื่องเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยมาวิจารณ์ในคราวนี้ (จริงๆ อยากรีวิว Z.A.C. ใจจะขาด เพราะมีหัวข้อให้พูดเยอะเหลือเกิน แต่ จขบ.กลัวจะจมความฟุ้งซ่านของตัวเองตาย จึงต้องผลัดเอาไว้คราวต่อไปแทน ขอไปตั้งสติให้มั่นก่อนครับ)
มาฮาเดล มหาวิทยาลัยมหาเวท เป็นผลงานลำดับที่ 278 ในเครือสถาพรบุ๊คส์ เป็นวรรณกรรม Genre แฟนตาซีที่ถูกสำนักพิมพ์ติดป้ายไว้ว่าเป็น "วรรณกรรมเยาวชน" (จะว่าไป สนพ.นี้ รวมถึง สนพ.อื่นๆ ร่วมสมัยค่อนข้างสับสนกับคำว่า "วรรณกรรมเยาวชน" เพราะบางเรื่องที่มีคำคำนี้ขึ้นหราอยู่ตรงปกหลังน่ะมันไม่ใช่หนังสือสำหรับเยาวชนสักนิด แต่เราจะไม่พูดถึงเพราะมันนอกประเด็น) เปิดตัวในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 11 ในงาน "Love Fiction & Fantasy World" เช่นเดียวกับเรื่องลาเซนตราที่เพิ่งรีวิวไป
เอาเข้าจริง มาฮาเดลก็ไม่ได้มีอะไรโดดเด่นหรือแปลกใหม่ไปจากวรรณกรรมแฟนตาซีที่มีเกลื่อนแผงหนังสือในตอนนี้นัก แต่ก็มีความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าสนใจประการหนึ่ง นั่นคือ ผู้เขียน คุณหนุ่ม เป็นผู้ชาย และเพศชายก็เป็นเพศที่มีอยู่จำนวนน้อยในวงการแฟนตาซีของเมืองไทยในปัจจุบัน จึงแน่นอนว่าผลงานของผู้ชายทั้งแท่งอย่างคุณหนุ่มย่อมต้องไม่เหมือนกับของผู้เขียนที่เป็นผู้หญิง แต่จะไม่เหมือนตรงจุดไหน เดี๋ยวจะแถลงไขให้ทราบภายหลังครับ
อนึ่ง ผมรู้แล้วว่ามาฮาเดล ภาค 2 ออกวางจำหน่ายในงานสัปดาห์หนังสือเมื่อเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา แต่ชื่อเอ็นทรี่ผมก็บอกไว้เรียบร้อยแล้วว่าเป็นรีวิวเฉพาะภาค "ดวงตาจตุรภพ" ซึ่งเป็นเล่มแรกของซีรีส์ นั่นคือผมวิจารณ์เอาจากสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่แค่ในเล่มหนึ่ง ในเล่มแรกเพียงเท่านั้นที่เป็นจักรวาลของมาฮาเดลที่ผม (คิดว่า) รู้จัก ฉะนั้นหากข้อความใดๆ ในเอ็นทรี่นี้มีใจความขัดกับภาค "วิญญาณอัศวิน" ก็รบกวนท่านผู้อ่านช่วยทำเอาหูไปนา เอาตาไปไร่ด้วยครับ เหอๆ












Synopsis
"คาริน คารินดา" และ "รีฟา อัลซาเดส" คู่หูคู่เกย์ เอ๊ย! คู่ฮาผู้มีพลังเวทแฝงในตัวเกินคนธรรมดาจนได้รับสมญานาม "ตัวประหลาดแห่งเอดา" มีอันต้องระเห็จจากบ้านเกิดเข้าสู่เมืองกรุงเพราะได้รับทุนเรียนฟรีจากมหาวิทยาลัยเวทมนตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดอย่างฮอกวอร์ตส์...อุ๊ย ผิดเรื่อง เอาใหม่...อย่าง "มาฮาเดล"
ระหว่างทาง ทั้งคู่ได้พบกับเพื่อนใหม่ชื่อ "ราฟ" เด็กหนุ่มผู้มีเชื้อสายภูต และแล้ว ดังคำโบราณว่าไว้ ฝนตกขี้หมูไหล คน...อะไรมาพบกัน ดาบวิเศษของทั้งสามคนสร้างปาฏิหาริย์ร่วมกันด้วยการปลดผนึกสุดยอดแรร์ไอเท็มในตำนาน ดวงตาจตุคาม...ขอโทษครับ จะเลิกเล่นมุขควายๆ ยังงี้ล่ะนะ T_T... "ดวงตาจตุรภพ" ซึ่งว่ากันว่ากักเก็บพลังเวทชั้น Advanced เอาไว้มากมาย และถ้าปล่อยให้ตกอยู่ในมือคนชั่วก็คงจะไม่ดีแน่เลยล่ะตัวเอง ดังนั้นทั้งสามคนจึงต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะผู้ดูแลดวงตาจตุรภพ
หลังจากนั้นไม่นาน เหตุการณ์ก็ไปในทำนองฟิคแนว รร.มหัศจรรย์ คือมีการแบ่งสาขาไปอยู่ปราการต่างๆ มีการเรียนการสอนและการสอบ และที่ขาดไม่ได้...เรื่องสวีทระหว่างเพื่อนร่วมรุ่นร่วมชั้น
อย่างไรก็ดี ความสงบสุขก็คงอยู่ได้ไม่นานนัก "ไซครัส" จอมเวทผู้ทรยศต่อราชสำนักแดนปีศาจยกทัพก่อศึกไปทั่วทุกแดนดิน มาฮาเดลดินแดนที่วางตัวเป็นกลางเหมือนสวิสฯ ก็ไม่พ้นจากการโดนโจมตี เหล่านักศึกษาเวท รวมทั้งสามหนุ่มสามมุม ซึ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์มหา'ลัยตั้งแต่แรกเข้าจึงถูกเรียกตัวมาช่วยในการศึกคราวนี้ด้วย
โดยหารู้ไม่ว่า...ทั้งหมดเป็นแผนที่ไซครัสวางเอาไว้เพื่อหวังครอบครองดวงตาจตุรภพ
อ่า...เรื่องนี้ผมอ่านจบก่อนลาเซนตราเสียอีก รายละเอียดส่วนใหญ่ก็ลืมๆ ไปบ้างแล้ว ถ้ามีตรงไหนผิดพลาดก็ขออภัยคุณหนุ่มและแควนๆ ด้วยนะครับ ^_^!












Title
ชื่อเรื่องไม่มีปัญหาครับ ออกจะเหมาะสมเพราะมีการเล่นเสียง /ม/ ในทุกคำหลักๆ ทำให้คล้องจองและจำง่ายดี
แต่ผมคลับคล้ายคลับคลาจะจำได้ว่า ในงาน Love Fiction & Fantasy World สักครั้งหนึ่ง จำไม่ได้ว่าครั้งไหน แต่เป็นครั้งที่มีผู้เขียนแนวแฟนตาซีที่เพิ่งเปิดตัวผลงานใหม่มาเสวนาและแจกลายเซ็น ตอนนั้นจำได้ว่ามีคุณทราย คุณหนุ่ม แล้วก็พี่คนที่เขียนอาเซนธาเรีย (ขอโทษด้วยนะขอรับที่ข้าพเจ้าจำท่านไม่ได้ เพราะไม่เคยอ่านเรื่องนี้สักเล่มเลย) พิธีกรถามคุณหนุ่มว่า ชื่อมาฮาเดลมีที่มาจากอะไร
คุณหนุ่ม..."มาฮาเดล เพี้ยนมาจาก มหิดล ครับ" (หรืออะไรทำนองนี้)
เรียกเสียงฮือฮาและเสียงปรบมือจากผู้ชมได้มากมาย เยี่ยมครับ เยี่ยม สร้างสรรค์ดี...เอ...ว่าแต่ว่า...มหิดล นี่ พระนามพระมหากษัตริย์ไม่ใช่เหรอครับ o_O?!?
ง่า...ยังไงก็เถอะ เขาก็ไม่ได้เอามาใช้ตรงๆ เสียเมื่อไหร่ ดัดแปลงแล้วนะ อย่าฟุ้งซ่านดิ นัง จขบ.
เออๆ รู้สึกว่าพิธีกรจะแกล้งถามต่อ ประมาณว่า แล้วอย่าง จุฬาฯ ล่ะ รู้สึกคุณหนุ่มจะตั้งให้เป็น "จูเลียโรส" หรืออะไรสักอย่างนี่แหละ ซึ่งนี่ก็พระนามพระมหากษัตริย์อีกเช่นกันไม่ใช่เหรอครับ
เหอๆ พอดีกว่า พิมพ์ไปรู้สึกคันหัวยิบๆ เดี๋ยวขี้กลากจะพาลรับประทานหมดทั้งหัวเสียก่อน












Cover
ปกเล่มนี้รู้สึกว่า (ความคิดเห็นส่วนตัว) ไม่ค่อยสวยเลยครับ สู้เรื่องอื่นๆ ที่ออกพร้อมๆ กันไม่ได้ ที่ว่าไม่สวยนี่ไม่ได้พูดในแง่รูปนะครับ รูปงามครับ จัดองค์ประกอบใช้ได้ แต่ที่ผมไม่ค่อยชอบคือโทนสีที่ออกเลือดหมูๆ มันดูแปลกๆ ไม่ชวนให้อ่านอย่างแรง ยิ่งท้องฟ้าที่เป็น BG นี่ช้ำเลือดช้ำหนองได้อารมณ์มากเลย
บรรยากาศที่ออกสีแดงเลือดหมูแบบนี้ดูคล้ายๆ กับท้องฟ้าตอน 14 ตุลาฯ ยังไงยังงั้น คือมันให้บรรยากาศของสงคราม การสู้รบ และคนที่ได้รับผลเสียจากสงคราม ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือล้มตาย แต่นังพวกบอยแบนด์ที่พรีเซนต์ตัวกันหน้าสลอนนี่ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับสงครามสักนิด มันดูเหมือนว่าเขาแอบแว่บมาถ่ายรูปหมู่กันในขณะที่เพื่อนๆ ที่เหลือรบกันอยู่ในฉากหลังง่ะ Foreground กับ Background มันไม่โคกันครับ ถ้าเปลี่ยนฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีฟ้าสดใสไปเลย หรือเอาให้เป็นสีแดงแบบแดงจริงๆ แดงสดๆ เหมือนฟ้ายามเย็นก่อนอาทิตย์ตกดิน ไม่ทึมเป็นเลือดหมูแบบนี้น่าจะเข้ากับใบหน้าสบายอารมณ์ของทั้งสี่หนุ่มมากกว่า
พูดถึงสี่หนุ่มนี่ก็ขอว่าต่อไปเลยแล้วกัน ภาพของทุกคนละเอียดและสวยดีครับ ถึงแม้มันชวนให้หัวใจจะ Y ยังไงๆ อยู่ ก็ดูดิ มีเมะสอง เคะสอง เข้าคู่กันพอดีเนอะ เหอๆ อ่า...ใช่ๆ ติตรงจุดนี้นิดนึงครับ ตรงที่อิมเมจของคารินกับเรฟดูจะสลับกัน คารินน่าจะดูเฮฮากว่านี้ ส่วนเรฟก็ทำตัวให้สงบเสงี่ยมและสุขุมหน่อย พูดง่ายๆ คือทำ Face - off พวกมันกันเถอะ นอกจากนี้ Perspective ของภาพทำให้ผมงงๆ เยี่ยงไรไม่รู้ คือราสมันเตี้ย หรือรีฟามันสูงผิดมนุษย์มนาครับ ดูจากทิศและท่าทางที่ยืนแล้ว พวกเขาน่าจะยืนใกล้ๆ กัน จึงไม่น่าใช่ว่าสัดส่วนลดหลั่นลงไปตามระยะทาง
อนึ่ง สำหรับคนที่ไม่รู้จักตัวละคร ผมขอระบุตามสีผมนะครับ: คาริน = น้ำตาล / รีฟา = ดำ / ราส = เงิน (มาอีกละ พวกหัวหงอกก่อนวัยอันควร ="=) / เรฟ = บลอนด์
ตัวอักษรชื่อเรื่องก็สวยดีครับ แต่ยังดูธรรมดาไปนิด ไม่ค่อยเก๋ไก๋ได้ใจสักเท่าไร น่าจะให้มีรูปทรงพลิ้วๆ หรือเพิ่มลายฉลุไปสักหน่อย หรือถ้ายังไม่ไหวจริงๆ เอาตรามหาวิทยาลัยย้ายจากบนปกหลังมาอยู่ตรงชื่อเรื่องแล้วจัดองค์ประกอบดีๆ ผมว่าน่าจะดูดีขึ้นนะ
ส่วนปกหลัง เอาหน้าตัวละครมาเรียงเป็นแคตตาล็อกโดยมีท้องฟ้าสีเหมือนแผลตกสะเก็ดเป็นฉากหลังนี่ทำให้มันดูธรรมด๊า ธรรมดามากเลยครับ น่าจะมีลูกเล่นอะไรมากกว่านี้ หรือถ้าคิดไม่ออกก็วาดให้เป็นฉากที่ยาวต่อจากปกหน้า แล้วเพิ่มภาพตัวละครเด่นๆ ที่น่าจะมีบารมีและคะแนนโหวตไม่น้อยไปกว่าวงยูโฟร์ตรงปกหน้า อาทิ รุ่นพี่ฮาเดสกับรุ่นพี่อาเรีย ฯลฯ
ที่ชอบสุดคือตรงสันครับ เรียบง่าย ชัดเจน ไม่ละเอียดจนเกินงาม สมเป็นสันหนังสือ แล้วก็ชอบดวงตาจตุรภพด้วย ภาพมันขโมยซีนของสันหนังสือทั้งหมดไปเลยทำให้เด่นขึ้นมาเหนือพื้นสีแดงเลือดหมู เป็นส่วนที่ช่วยทำให้หนังสือเด่นขึ้นมาเมื่อวางแนวตั้งบนชั้นหนังสือครับ
แต่ก็ไม่แน่...พอพลิกมาดูปกปุ๊บ...หยิบกลับไปวางคืนที่ชั้นปั๊บ (ล้อเล่นนะครับคุณคนออกแบบปก ยังไงภาพคุณก็วาดสวยดีน้า ดึงดูด Perspective Customers กลุ่มหลัก คือวัยรุ่นและเยาวชนได้ดีครับ)












Plot
เรื่องพล็อตนี่ไม่ต้องพูดถึง เพราะเป็นแนวสมัยนิยม แค่อัพเกรดจากโรงเรียนมาเป็นมหาวิทยาลัยเท่านั้น น่าเสียดายที่แทนที่จะมีการแบ่งนักศึกษาเป็นคณะๆ เหมือนในมหาวิทยาลัยจริงๆ กลับใช้ระบบฮอกวอร์ตส์ แบ่งตามหอพักซะนี่ นี่ถ้ามีการสร้างคณะอะไรแปลกๆ ขึ้นมา แล้วเอาชีวิตจริงในมหา'ลัยมาใส่ในเรื่องจะทำให้เรื่องน่าสนใจขึ้นมากเป็นกอง อย่างมีการเชียร์โต้กันระหว่างคณะ มีห้องเชียร์ มีเล่นสายรหัส ฯลฯ อย่างน้อยก็จะทำให้มีสีสันมากกว่าฟิก รร.มหัศจรรย์ทั้งหลายแหล่ขึ้นมาบ้าง ให้น้องๆ เขารู้ไปเลยครับว่าชีวิตระดับอุดมศึกษามีอะไรให้ทำมากกว่าตอนประถม - มัธยมมากมายนัก (กำลังสงสัยว่าในปีสุดท้าย ตัวละครต้องทำวิทยานิพนธ์ แล้วไป Defend ธีสิสตัวเองต่อหน้าอธิการบดีด้วยหรือเปล่า แหะๆ)
แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้เหมือนแฟนตาซีแนวโรงเรียนทั่วๆ ไปเสียทีเดียว คนเขียนไม่ได้ใช้เวลา Intro ในช่วงที่อยู่ในมหา'ลัยนานเกินกว่าเหตุ อ่านไปไม่ทันไรก็เกิดเรื่องเข้า ทำให้ต้องเกณฑ์นักศึกษาไปช่วยรบกับทัพปีศาจของไซครัส ตรงนี้รับได้เพราะเข้าใจว่าเป็นนักศึกษานี่มันก็โตๆ กันแล้ว ไม่ใช่เด็กอมมืออมเท้า (เอ๊ะ แล้วมันจะอมอีท่าไหนเนี่ย) อีกอย่าง พวกทหารในตอนต้นๆ ก็เคยเล่าให้ฟังแล้วว่า นักศึกษาของมาฮาเดลมียศเทียบเท่าพันตรีทุกประการ เฮ้ย! นั่นมันยศของนักเล่นแร่แปรธาตุใน FMA แล้ว +"+! เอาเป็นว่าผมจำไม่ได้แล้วกัน แต่ถ้ามียศให้เทียบเท่าทหารชั้นสัญญาบัตร ก็แปลว่าถึงเวลามีศึก พวกเอ็งก็ต้องมาช่วยรบด้วยนะ ไม่ใช่เอายศไว้ใส่พานทูนเหนือหัวเล่นๆ
เรื่องนี้อ่านได้ไม่น่าเบื่อตรงที่ดำเนินเรื่องฉับไว เปิดมาให้ตัวเอกเก่งเอี้ยๆ ตั้งแต่ต้น เลยเป็นการปูทางให้พวกนี้ไปร่วมรบได้ทันทีไม่มีขัดเขิน ซึ่งดำเนินเรื่องเร็วแบบนี้ออกจะเป็นหลักการเดียวกับเอรากอนเลยครับ เด็กกับวัยรุ่นจะชอบเพราะไม่เยิ่นเย้อชักช้า แต่ผู้อ่านที่มีอายุหน่อยคงส่ายหัวไปพลาง แต่ก็นะ...พิจารณาจากหน้าปกแล้ว ผู้อ่านส่วนใหญ่ก็เด็กกับวัยรุ่นนุ่นแหละ แหมๆๆ เจาะตลาดได้ดีจริงเชียวครับ
โครงเรื่องใหญ่ชัดเจนไม่ซับซ้อน มีโครงเรื่องย่อยมากพอควร แต่ส่วนใหญ่ไม่เป็นประวัติความเป็นมาของตัวละครแต่ละตัว ก็การพัฒนาความสัมพันธ์ภาคปกติและภาค Y (มีด้วยเรอะแก) ของตัวละครเป็นคู่ๆ ซึ่งหลายคู่ คนเขียนจัดแจงจัดให้เสร็จสรรพตั้งแต่ครึ่งแรกของเล่ม
อย่างไรก็ดี ไคลแมกซ์ที่แท้จริงของเรื่องยังไม่ปรากฏ ปริศนาอีกมากยังไม่กระจ่าง ซึ่งดูๆ แล้ว คงต้องใช้มากกว่าสองเล่มจึงจะคลายปมที่ผูกไว้ได้หมด (ถ้าจำไม่ผิด คุณหนุ่มวางโครงเรื่องไว้สี่ภาคใช่ไหมครับ)












Characterization
เพราะเป็นเรื่องในสถาบันศึกษา แถมยังมีสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์อีก ตัวละครเลยเยอะครับ แต่ถึงเยอะก็ไม่มีปัญหา เพราะตัวละครที่ควรค่าแก่การจดจำจริงๆ มีไม่ถึงสิบ ตัวละครที่จำง่ายที่สุดก็คือพวกตัวเอก ก็แหงล่ะ ขึ้นปกหราขนาดนั้น จำไม่ได้ก็แย่แล้ว
การลงภาพของตัวละครเอกทั้งสี่คนบนหน้าปกเป็นเพียงแค่ปัจจัยเดียวที่ทำให้คนอ่านจำและจิ้นตัวละครเหล่านี้ได้ถูก ทั้งนี้เพราะการบรรยายรูปลักษณ์ตัวละครเป็นตัวหนังสือมีน้อยเหลือเกิน ส่วนใหญ่เน้นเพียงแค่ดวงตากับผมสีอะไร มากขึ้นมาหน่อยก็ทรงผมเป็นอย่างไร ซึ่งถ้าผู้อ่านคนใดมีค่าประสบการณ์และทักษะในการจิ้นไม่พอก็อาจไม่ทำให้เกิดอารมณ์ร่วมกับตัวละครได้ เว้นแต่ผู้แต่งจะดำเนินเรื่องได้เยี่ยมยอดสมจริงจนผู้อ่านลืมจิ้นตัวละครไปสนิท
ผู้เขียนเปิดเรื่องมาให้ตัวเอกทุกนายเก่งเทพมาตั้งแต่ต้น ซึ่งตรงนี้มีเหตุผลพอจะยอมรับได้คือ ทุกคนมีชาติกำเนิดและภูมิหลังต่างจากมนุษย์ธรรมดาเดินดิน ฉะนั้นค่า Skill ต่างๆ จะมี Lv. มากกว่าคนทั่วไปก็ไม่แปลก ทั้งนี้ มันก็ส่งผลเสียให้ผู้อ่านไม่ค่อยอยากลุ้นเวลาตัวละครเจอ Conflict ต่างๆ ก็มันเก่งนี่ แล้วจะเอาใจช่วยทำไมอีกครับ
แต่จะว่าไปก็ใช่ว่าจะไม่มีอะไรให้ลุ้นเสียทีเดียว เพราะตัวละครเอกของเรื่องหาใช่รีฟา หนุ่มเพอร์เฟกต์หน้าโฉดขรึม แต่เป็นเจ้าบ๊องคาริน คนที่สับสนได้ในบางเรื่องที่คนปกติใช้ Common Sense แล้วน่าจะรู้ แถมยังหุนหันพลันแล่น ชอบทำอะไรไม่ค่อยคิด เลยติดกับเอาง่ายๆ ดังนี้ผู้เขียนจึงต้องสร้างตัวละครอย่างรีฟาขึ้นมาคอยคุมคารินไม่ให้ทำตัวเองซวย ประมาณว่าถ้าคารินเป็นอิด (Id = จิตฝ่ายต่ำของมนุษย์ มีความใกล้เคียงกับสัญชาตญาณสัตว์ทั่วไป) รีฟาก็เป็นอีโก้ (Ego = จิตฝ่ายสูง เป็นสิ่งนามธรรมที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์ เรียกง่ายๆ ว่ามโนธรรม) ที่คอยปรามอิดไว้ แต่บางครั้งรีฟาก็ก้าวข้ามไปเป็น "ซูเปอร์อีโก้" บ้างเหมือนกัน จึงต้องให้คารินที่เป็นอิดคอยฉุดลงมาสู่ภาคปกติ สรุปคือทั้งคู่ต่างก็ "ถ่วงดุลย์" กันและกันไว้
คารินเป็นตัวเอกที่ทำให้ผมรู้ว่าผู้เขียนเป็นผู้ชาย (สมมติว่าผมไม่รู้ข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับคุณหนุ่มมาก่อน) เพราะตามสัจธรรมโลกหนังสือ ผู้เขียนมักจะสร้างตัวละครเอกให้มีเพศเดียวกับตน เพื่อจะได้สร้างตัวเอกได้สมจริงที่สุด ผู้ชายย่อมรู้จักผู้ชายด้วยกัน ความถนัด ความบกพร่อง ค่านิยม รวมถึงสรีสระและสมรรถภาพร่างกาย เหล่านี้ผมกล้ายืนยันว่าเพศตรงข้ามกันไม่มีวันเข้าใจกันและกันได้ 100% ต่อให้ผู้เขียนมีประสบการณ์มากแค่ไหนก็ตาม ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ผู้เขียนที่เป็นผู้หญิงมักจะสร้างตัวเอกเป็นผู้หญิงที่มี Follies ในตัว และสร้างพระเอกที่สมบูรณ์แบบแต่แบนราบ ไร้มิติตายด้าน ในหมู่คนหนังสือเพศหญิงอายุไม่เกินสามสิบ สองคนที่สร้างตัวละครเอกเป็นเพศชายได้เกือบสมจริงที่สุดเท่าที่ผมเจอมาคือ พี่เคียว พัณณิดา ภูมิวัฒน์ และพี่กก ฯคีตกาล ซึ่งคุณภาพงานของทั้งสองท่านยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะเหนือคำบรรยายจริงๆ(เอาไว้มีโอกาสและความกล้าเพียงพอเมื่อไรจะเอาหนังสือของพี่ทั้งสองคนมารีวิวครับ)
จากข้อบกพร่องทั้งหลายทำให้คารินดูจะเป็นพระเอกที่เป็นตัวโจ๊กควบคู่ไปด้วย แต่ผมกลับไม่รู้สึกชอบตานี่เลยทั้งที่ปกติจะเชียร์พวกตัวโจ๊ก กระทั่งจะเอ็นดูหรือสงสารสักนิดก็ไม่ ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไม อาจเป็นเพราะผมไม่ชอบใครที่ทำตัวเอ๋อๆ ไม่ Sensible แล้วคารินมันก็สับสนกับตัวเองเสียเหลือเกิน สังเกตได้จากเสียงในใจที่มีบ่อยจนน่ารำคาญ ส่วนตอนที่สวีทกันกับวานาลี่ก็ไร้เดียงสาเสียจนน้ำเน้าน้ำเน่าอ่านแล้วอยากเคาะกะโหลกมันแทนรีฟาเหลือเกิน ตั้งสติหน่อยสิเอ็ง! ไม่อยากจินตนาการเลยว่าถ้าลุงมาคอสได้หมอนี่ไปเป็นราชบุตรเขยแล้วจะวอดวายขนาดไหน
แม้คารินกับรีฟาจะไม่ค่อยสมจริง คนหนึ่งก็ติงต๊องบรรลัย อีกคนก็เพอร์เฟ็กต์เกินมนุษย์ กระนั้นก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้เขียนออกแบบบุคลิกของทั้งคู่ได้เด่นชัด แต่ก็เด่นชัดเฉพาะสองหน่อนี่เท่านั้น คนที่เหลือดูจะถูกลืมอยู่ในเงามืดอย่างไรไม่รู้กระทั่งราสกับเรฟที่น่าจะมีศักดิ์ศรีความเป็นพระเอกพอๆ กับคารินและรีฟายังมีบุคลิกคลุมเครือผมแอบรู้สึกว่าสองคนนี้มีนิสัยคล้ายๆ กันด้วยซ้ำ ต่างกันนิดตรงที่ราสออกจะขี้เล่น ส่วนเรฟก็สุขุมนุ่มนวลสมกับเป็นนักบวช (ที่จริง เรฟกับคารินน่าจะสลับ "เผ่าพันธุ์" กัน ด้วยเหตุผลเรื่องการวางตัวและอุปนิสัย)
อ้อ! ขอเม้าธ์ตัวละครอีกนิด พวกตัวเอกสี่คนนี่หน้าตาดีๆ ทั้งนั้น บวกท่านพี่ฮาเดส "ซาตานแห่งปราการอัคคี" (เอ็งเป็นอะไรกับลูคัส ซาโดเรีย แห่งป้อมอัศวินมิทราบ)ไปอีกคนก็ตั้งโฮสท์คลับแข่งกับ รร.โอรัง เป็น "Mahadel Host Club" ได้แล้วมั้งครับเนี่ย












Point of View
มุมมองในมาฮาเดลเป็นแบบบุรุษที่สามแบบจำกัด(3rd Person Limited POV)อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะมีการใช้สรรพนาม เขาๆ เธอๆ แทนชื่อตัวละครบ่อยเหลือเกินในบทบรรยาย (แต่ทีในบทสนทนากลับนิยมเรียกชื่อจริงกันมากกว่า ก็คงเป็นสไตล์ของผู้เขียนล่ะเนาะ) ข้อดีก็อย่างที่บอกไว้ในเอ็นทรี่ก่อนๆ ว่าทำให้การรับรู้รายละเอียดของเรื่องมีจำกัดเฉพาะตัวละครหนึ่งๆ ในชั่วเวลาใดเวลาหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ในบางจุดดูเหมือนผู้เขียนจะสับสนกับมุมมองเสียเอง เพราะเวลาอยู่คนเดียวใช้ "เขา" แต่พออยู่รวมกันเป็นหมู่คณะกลับใช้ "พวกเรา" ซึ่งเป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่งแทนขอยกตัวอย่างมาประกอบกรณีนี้หนึ่งช่วงครับ
ราสกับคารินหายไปพักใหญ่ ขณะที่เขา เรฟ และริวใช้เวลาระหว่างรอคุยเรื่องเส้นทางการเดินทางโดยวงเวททางการทหารกับทหารเวททั้งหลายที่ให้คำปรึกษาพวกเราอย่างดีทีเดียว...
[บทที่ 18 "สู่สมรภูมิ 2" หน้า 192]
ตอนแรกก็นึกว่าพิมพ์ผิด เป็นจุดที่เล็ดรอดจากกระบวนการพิสูจน์อักษรไปได้ แต่อ่านไปอ่านมากลับเจออีกเพียบ โดยเฉพาะช่วงกลางๆ เล่ม ก็ไม่รู้ว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนหรือฝ่ายพิสูจน์อักษร แต่ก็อยากให้ทั้งสองส่วนช่วยกันระมัดระวังตรงจุดนี้ให้มากขึ้นในคราวต่อไปด้วยครับ












Narration
ภาษาในเรื่องแม้จะสื่อความรู้เรื่อง แต่ก็ออกจะ "ฟัง" ดูแปลกๆ (วิธีที่ จขบ. ใช้ตรวจสอบว่าใช้ภาษาเขียนได้ดีหรือไม่คืออ่านออกเสียงแล้วฟังเอา เป็นวิธีส่วนตัวที่ จขบ. ใช้แล้วรู้สึกว่าได้ผล ใครจะเอาอย่างก็ไม่ว่ากัน) เต็มไปด้วยสำนวนภาษาต่างประเทศและคำหรือวลีที่ฟุ่มเฟือยไร้ความจำเป็นต่อรูปประโยค พรรณนาโวหารบางจุดแทบจะเรียกได้ว่าเป็น "Purple Prose" (ศัพท์เฉพาะทางวรรณกรรมที่ใช้เรียกการบรรยายหรือพรรณนาที่เยิ่นเย้อเกินควร ประมาณว่าตั้งใจจะใช้ศัพท์แสงไม่ธรรมดาเพื่อให้ได้ถ้อยคำที่ไพเราะ แต่ก็ดันใส่มามากจนเกินงาม)
ในด้านที่เกี่ยวข้องกับตัวละคร นอกจากเรื่องความมึนงงสับสนในสรรพนามที่กล่าวไว้ในหัวข้อว่าด้วยมุมมองแล้ว ก็มีเรื่องการบรรยายความรู้สึกของตัวละครที่ผมรู้สึกขัดใจ ด้วยว่าแทรกเสียงในใจบ่อยเหลือเกิ๊นนนรู้แล้วน่ะคารินว่าเอ็งไม่พอใจรีฟา แต่เอ็งไม่ต้องคิดให้คนอ่านรู้ทุกเวลาก็ได้ แสดงออกทางอื่นบ้างดิ แขนขาองคาพยพครบ 32 ก็มีไม่ใช่รึ หัดใช้ให้เป็นประโยชน์เสียบ้าง
Sound Effect ซึ่งเป็นอะไรที่คนนิยมให้มีกันเหลือเกินในงานร่วมสมัยก็มีในเรืองนี้ แต่จะมีขึ้นมาแบบไม่ง้อคำอธิบายเรื่องการเกิดเสียง หรือไม่ก็มีแต่คำบรรยาย ไม่มีเสียงจะไม่มี "ปัง! เขาปิดประตูลงอย่างรุนแรง" แต่จะมีแค่ "ปัง!" หรือไม่ก็บรรยายถึงประตูที่ปิดลงอย่างแรง ถึงแม้จะทำให้เรื่องเกือบเป็นการ์ตูนไร้ภาพ แต่ก็ถือว่าเป็นเอกลักษณ์อีกแบบหนึ่ง
เข้าใจว่าคุณหนุ่มแต่งเรื่องมาฮาเดลเป็นเรื่องแรก จึงยังไม่ค่อยได้ลับฝีมือการใช้ภาษาเท่าไร ก็ไม่ว่ากัน ผมเชื่อว่าถ้าคุณหนุ่มได้ฝึกเขียนต่อไปเรื่อยๆ และลองอ่านหนังสือของนักเขียนชั้นครู (ไม่ต้องถึงขั้นศิลปินแห่งชาติแบบคุณสุวัฒน์ วรดิลก ที่เพิ่งเสียไป เอาใครก็ได้ที่ใช้ภาษาไทยได้สลวยและเหมาะสม)เพื่อรับทราบและซึมซับการใช้ภาษาของพวกท่านเหล่านั้น ก็น่าจะช่วยปรับปรุงภาษาของตัวเองให้ดีขึ้นได้ครับ












Similarities
คุณหนุ่มยอมรับไว้ในส่วนคำนำผู้เขียนว่าได้อิทธิพลมาจากแฟนตาซีสามเรื่อง ได้แก่ แฮร์รี่ ลอร์ดฯ และบารามอส เช่นเดียวกับแฟนตาซีไทยร่วมสมัยอีกไม่รู้กี่เรื่อง แต่การยอมรับออกมาตรงๆ นี่ก็เป็นการแสดงสปิริตของคนวรรณกรรมที่ดีนะครับ เป็นการแสดงความกล้าหาญและความรับผิดชอบเต็มที่ กรณีเดียวกับที่คุณพนมเทียนยอมรับว่าได้เค้าโครงของ "เพชรพระอุมา" จาก "สมบัติพระศุลี" (King Solomon's Mine) พวกเรานักอ่านจึงจดจำท่านมาตลอดในฐานะนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่คนที่ไปลอกงานชาวบ้านมา
อนึ่ง ถ้าใครปรารถนาจะเถียงเรื่อง "ลอก" กับ "แรงบันดาลใจ" ในเอ็นทรี่นี้ ขอเตือนไว้ก่อนเพราะ จขบ. ไม่มีอารมณ์จะเล่นด้วย เคยแสดงความคิดเห็นไปหลายครั้งแล้ว และก็เจอพวกหัวดื้อที่ชอบเถียงหัวชนฝามาเยอะแล้วเช่นกัน ถ้าสนใจจริงๆ มาหลังไมค์กันดีกว่าครับ












Theme
เท่าที่อ่านมามันคือเรื่องของมิตรภาพเพียวๆ โดยเฉพาะมิตรภาพระหว่างลูกผู้ชายนี่จะเน้นหนักเป็นพิเศษ ซึ่งมันก็ไม่ใช่ธีมใหม่อะไร มีกันเกร่อแล้วไม่ว่าในหนังสือ มังก้า หรืออนิเม น่าจะแทรกประเด็นใหม่ๆ หรืออะไรที่มัน Thought - provoking มากกว่านี้หน่อยเน้อ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะไม่ตั้งใจอ่านหรือต่อมความคิดสร้างสรรค์ไม่ทำงาน ผมจึงคิดฟุ้งซ่านจับประเด็นประหลาดๆ จากเรื่องนี้ไม่ออก เอ...จะว่าไปก็มีเรื่องของสมดุลระหว่างอิดกับอีโก้ที่พูดไว้ในหัวข้อเกี่ยวกับตัวละครเรื่องนึงนี่นา ก็นับว่าไม่เลวร้ายนักล่ะครับ ^_^












Overall
แม้จะมีข้อบกพร่องบ้างตามจุดต่างๆ ที่กล่าวมา แต่โดยรวมแล้ว มาฮาเดล ภาคดวงตาจตุรภพ ก็เป็นงานร่วมสมัยที่อ่านเพลินอีกเรื่อง (ถ้าไม่คิดมากและไม่เรื่องมาก) ฉากสงครามในครึ่งหลังของเล่มนี่ก็มันส์ดีนะครับ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ค่อยจุใจเท่าไหร่ เหมือนเป็นแค่น้ำจิ้มสำหรับ "ของจริง" ในเล่มต่อๆ ไป ก็ได้แต่หวังว่าคุณภาพและความสนุกจะไม่แปรผกผันกับจำนวนเล่มนะครับ
ที่จริง รีวิวนี้ก็ช้าไปหน่อย...ไม่สิ...ช้าไปมาก เพราะกลายเป็นว่าทำเสร็จหลังจากเล่มสองออกวางจำหน่ายแล้ว แต่ก็คงไม่พ้นสมัยไปมาก เพราะจะว่าไปเล่มสองก็เพิ่งออกเมื่องานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ก็สองเดือนมาแล้วนี่เอง ถ้างั้นเดี๋ยวไว้เช่าเล่มสองจากร้านยืมหนังสือมาอ่านแล้วค่อยรีวิวนะครับ ตอนนี้เหลือหนังสือที่ยังต้องตามเก็บสแปร์วิจารณ์ให้ครบอยู่หลายเล่มพอควร (จขบ. ยังคงว่างจนกว่ามหา'ลัยจะเปิด เหอๆ)
มาฮาเดล มหาวิทยาลัยมหาเวท เล่ม 2 ภาค วิญญาณอัศวิน
ขอฝากอะไรทิ้งท้ายอีกเล็กน้อย คราวนี้ไม่ใช่กับผู้เขียน แต่เป็นกับกอง บ.ก. ของสถาพรบุ๊คส์ อยากให้เพิ่มความระมัดระวังในการพิสูจน์อักษรขึ้นนะครับ เพราะจากเท่าที่เห็นในเล่มแรก แม้ภาษาที่ใช้จะเป็นสิทธิส่วนบุคคลของผู้เขียน แต่ก็ใช่ว่า สนพ. จะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวไม่ได้นี่ ถ้าตรงไหนที่ไม่เหมาะสมจริงก็น่าจะท้วงติง ชี้แจง และแก้ไขให้มันถูกต้อง การปล่อยจุดที่ผิดซ้ำๆ ซากๆ ทิ้งไว้รังแต่จะบ่อนทำลายชื่อเสียงของผู้เขียนและ สนพ. ไปเปล่าๆ นะครับ ได้โปรดอย่ามองว่าเป็นการบังอาจสั่งสอนเลย ถือเสียว่าเป็นความคิดเห็นหนึ่งของผู้อ่านที่ติดตามผลงานของสถาพรฯ มานานแล้วละกันครับ
วิจารณ์หนังสือคราวนี้ขอยุติแต่เพียงเท่านี้ครับ รู้สึกเหมือนวิจารณ์ได้ไม่เต็มที่เท่าไรเลย ก็ต้องขอโทษทุกคนที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะอย่างที่บอกว่าผมอ่านเรื่องนี้มานานแล้ว รายละเอียดส่วนใหญ่ก็เลยลืมๆ ไปบ้าง แถมยังไม่มีหนังสืออยู่กับตัวเสียอีก เลยไม่สามารถหยิบยกตัวอย่างประกอบสิ่งที่ท้วงติงไว้ได้มาก ถ้ายังไงขอแก้ตัวกับเล่มหน้าละกันครับ สวัสดีครับ
.ได้ใจ
