[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   โจรกรรมอมตะ ตอน ชิงตัวจอมพราน
ผู้เขียน   ญาณวุฒิ
สำนักพิมพ์   เอเอสเค มีเดีย
พิมพ์ครั้งแรก  
มีนาคม 2550
จำนวนหน้า  
282 หน้า
ราคาปก  
189 บาท
ISBN   978-974-7003-88-8

 

เหอๆ และแล้วคดีประวัติศาสตร์อีกคดีหนึ่งในไทยก็เพิ่งตัดสินไป แสดงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงครับ ไม่ว่าจะเป็นท้าวจตุคามรามเทพ องค์พระสยามเทวาธิราช หรือแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกของศาสนาใดๆ ก็ตาม แต่ทุกท่านรู้ไหมครับว่าความน่ากลัวยังไม่สิ้นสุด อะไรหรือครับที่น่ากลัว ก็พวกที่ทำเป็นต่อต้านเผด็จการ แต่หารู้ไม่ว่าเนื้อแท้ตัวเองก็เป็นเผด็จการอย่างไรเล่าครับ ถ้าใครไม่เข้าใจว่าผมพูดถึงสิ่งอันใด ขอเชิญไปรับชมความสำราญอีกรูปแบบได้ที่นี่เลยครับ

ขออภัยผู้อ่านทุกท่านด้วยนะครับที่บล็อกนี้เว้นว่างจากการอัพเดทไปยาวนานร่วมสิบวันได้ เวลาในช่วงที่หายไปนั้น ผมนำไปให้กับการจัดทำโครงการและการตัดงบของชมรม ปีนี้โชคดีที่ได้บุญเก่ามาจากปีที่แล้ว ตอนที่ผมยังเป็นลูกกระจ๊อกในชมรมอยู่เพียบ เลยผ่านไปได้ฉลิว ทั้งเขียนโครงและตัดงบ การตัดงบในปีนี้ก็ไม่เครียดเท่าปีที่แล้ว แต่ละชมรมเป็นกันเองและประนีประนอมกันดีมาก ส่วนใหญ่จะยอมตัดงบของตัวเองก่อนให้คนอื่นมาจับตัดสุดท้ายก็ได้เงินมามากพอควร ถึงจะไม่ได้เยอะจนล้มทับตายแบบปีที่แล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าในปีนี้ อบจ. (องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ) สนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือเน้นใช้เงินให้น้อยที่สุด แต่ให้เกิดผลมากที่สุด ประกอบกับปีนี้เป็นปีที่ 46 ไม่เหมือนปีที่แล้วคือปีที่ 45 จึงไม่มีความจำเป็นต้องจัดงานอะไรใหญ่โตเพื่อ present ตัวเอง ขอแค่พัฒนาคนภายในและรับคนภายนอกให้ได้มากและหลากหลายขึ้นเป็นพอ (นโยบายบริหารชมรมของผมเองแล)

นอกจากนี้ พวกผมก็ยังต้องเตรียมการสำหรับให้ทางนิตยสารไอน้ำมาสัมภาษณ์ในวันศุกร์ที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา คือนอกจากจะซักซ้อมเรื่องที่จะให้สัมภาษณ์กันเล็กน้อย (แต่สุดท้าย เจ้า ปธ.คนนี้ก็พูดเองเออเองเสียมากกว่า ขอโทษนะน้องๆ ที่รัก) พวกเราก็ต้องเริ่มแผนปฏิบัติการ "ผักชีโรยหน้า" คือจัดห้องชมรมให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการตัดงบ ประมาณว่าของเขิงอะไรที่รกหูรกตา เราก็จับยัดเข้าไปในตู้ในตั่งให้หมด หลังจากนั้นค่อยรื้อออกมาจัดให้เรียบร้อยอีกทีหลังสัมภาษณ์ แต่ถึงกระนั้น พี่ปู คุณพิณประภา ขันธวุธ กอง บก.ของไอน้ำ ซึ่งเป็นคนที่มาสัมภาษณ์พวกเราก็ยังแอบแซวนิดๆ ว่า "เพิ่งไปรบกันมาเหรอคะ" เออ...ดีนะ ถ้าจะต้องเปลี่ยนคำนำหน้าจาก "ชมรม" เป็น "ชมรก" ซะล่ะม้าง

อย่างไรก็ดี การสัมภาษณ์ก็ผ่านไปด้วยดี สนุกสนานเฮฮากว่าที่คิด เพราะพี่ปูเองก็คุ้นเคยกับชมรมมาก่อน เคยมาเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องหนังสือทำมือให้ชมรมมาแล้วเมื่อสองปีก่อน (ส่วนปี้ก็จะเป็นสปอนเซอร์ให้ชมรมด้วย อิๆ) พอสัมภาษณ์ทั้งชมรมเสร็จ พี่ปูก็สัมภาษณ์น้องขวัญระพี ซึ่งเป็นสาราณียกรของชมรมต่อ คือพี่เขาเจอน้องขวัญในงานโคโคโระครั้งล่าสุด และไปสะดุดตากับการ์ตูนฮาเฮลิเกไทยของเจ้าขวัญเข้า ประมาณว่าน้องคนนี้ "แนว" ดีครับ เป็นวัยรุ่นแต่มาสนใจลิเก โขน เรื่องไทยๆ ในขณะที่วัยรุ่นส่วนใหญ่กำลังเห่อวัฒนธรรมฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี ตลกดีเหมือนกันที่สุดท้าย โลกดวงนี้มันก็ กล๊ม กลม พี่ปูก็ได้มาเจอเจ้าขวัญที่ชมรมด้วย เลยได้สัมภาษณ์สองงานต่อกัน ประหยัดแรงและค่าเดินทางไปได้สองต่อเลย เหอๆ

บทสัมภาษณ์ชมรมวรรณศิลป์จะลงคอลัมน์ My Gang ในไอน้ำฉบับที่ 26 ออกช่วงปักษ์หลังของเดือนกรกฎาคมนะครับ (ออกหลังจากฉบับที่สัมภาษณ์น้องขวัญไปหนึ่งฉบับ) ใครที่ตามนิตยสารหัวนี้อยู่แล้วก็ช่วยติดตามด้วยแล้วกันครับ พอถึงเวลาแล้วผมจะเอามาลงบล็อกตัวเองอีกที อย่าหาว่าโปรโมตตัวเองเลยนะครับ ถือเสียว่าเป็นการ PR ชมรมก็แล้วกัน เอิ๊กๆ

เอาล่ะ จบการนำไฟในออกแล้ว มาเอาไฟนอกเข้าบล็อกบ้างดีกว่า

หนังสือที่จะรีวิวในเอ็นทรี่นี้เป็นผลงานของคนไทยชุดที่สองของ สนพ.เอเอสเค มีเดีย ต่อจากนวนิยายกำลังภายในหกเล่มจบ "เงากระบี่ใต้อักษร"อันนั้นเป็นกำลังภายใน พอมาเรื่องนี้ก็เปลี่ยนแนวบ้าง เป็นแนวจารกรรม ลึกลับสืบสวน ชิงไหวชิงพริบกันระหว่างตำรวจกับอาชญากร แต่ยังไม่วายมีแฟนตาซีแฝงมาหน่อยๆ ตามสมัยนิยม ครับผลงานชุดนี้มีชื่อว่า "โจรกรรมอมตะ" ปัจจุบันมีที่เสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเล่มแล้วแค่เล่มเดียว คือภาคแรกที่ชื่อว่า "ชิงตัวจอมพราน" ส่วนภาคอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ผมเองยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกี่ภาคจบ เพราะได้เมล์ของคนเขียนมาแล้วแต่ยังไม่ได้ add มาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่ที่แน่ๆ รู้สึกว่าภาคสองจะแต่งเสร็จแล้ว ขณะนี้คนเขียน คุณญาณวุฒิ กำลังลงให้อ่านเป็นตอนๆ ในบอร์ดเอเอสเคกับถนนนักเขียนของพันธ์ทิพย์อยู่ครับ

สุดท้าย ก่อนจะเริ่มการวิจารณ์ ขอให้เข้าใจในตัว จขบ.ไว้อย่างหนึ่งว่า ผมไม่ถนัดการบอกเล่าอะไรห้วนๆ สั้นๆ แต่ชอบอารัมภบทให้เต็มที่ หรืออย่างน้อยก็ให้คนที่อ่านได้รับรู้ว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ลักษณะแบบนี้มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า "เวิ่นเว้อร์" ครับ (เป็นอาการญาติๆ กับ "เยิ่นเย้อ") เอาเป็นว่า ถ้าใครทนความเวิ่นเว้อร์ของผมไม่ไหว ผมก็ต้องขอแสดงความเสียใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ฮือๆ

Synopsis

อ่า...เรื่องนี้มัน โ ค ต ร ยาวและซับซ้อนอะ เอาเป็นว่า ผมจะขอเล่าเรื่องย่อในแบบเวิ่นเว้อร์ตามสไตล์ของผม และจะพยายามไม่ให้เผลอสปอยล์เรื่องละกันนะครับ

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน คณะเดินป่าคณะหนึ่งเดินทางเข้าสู่ดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยพืชพรรณและสิงสาราสัตว์พิสดารพันลึกเหนือจินตนาการ ทั้งยังเป็นที่เก็บน้ำอมฤตที่เชื่อกันว่าทำให้ผู้ที่ดื่มเป็นอมตะได้ เป็นดินแดนลับแลที่ว่ากันว่าเป็นอาณาเขตแห่งพระเจ้า ดินแดนที่เมื่อนำวรรณคดีและตำนานพื้นบ้านมาอ้างอิงแล้ว คงจะไม่อาจเรียกเป็นอื่นไปได้นอกจาก "ป่าหิมพานต์"

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคณะเดินทางนี้ รู้เพียงแค่เกือบทุกคนหายสาบสูญไป มีผู้รอดกลับมาเพียงคนเดียว คือ "จิตตะ" จอมพรานเพียงผู้เดียวที่รู้เส้นทางสู่ป่าหิมพานต์ พร้อมกับหลักฐานจากการเดินทางสองสามชิ้น ได้แก่ บันทึกของหัวหน้าคณะเดินทาง และขนนกมหัศจรรย์สองเส้นที่ว่ากันว่าเป็นของกินรี

ต่อมาไม่นาน พรานจิตตะก็ถูกใส่ความจนโดนจับและรอรับโทษประหารอยู่ในเรือนจำที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทย อันเป็นแผนของ รมต.ว่าการกระทรวงกลาโหมที่เศร้าโศกและแค้นเคืองที่ต้องสูญเสียลูกชายสุดที่รักไปในทริปมรณะสู่หิมพานต์ เรื่องราวของจอมพรานโดนปกปิดเป็นความลับสุดยอด และหากเขาตายไป เส้นทางสู่ป่าหิมพานต์และความลับเรื่องน้ำอมฤตก็คงจะโดนฝังไปพร้อมกันเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ดีความลับไม่มีในโลก ข่าวเรื่องของพรานจิตตะ ป่าหิมพานต์ และน้ำอมฤตได้รั่วไหลไปถึงหูของบุคคลอันตรายสองคน

คนหนึ่งคือ "หวังจื้อเจียว" ราชายาเสพติดรายใหญ่ในเอเชียอาคเนย์ ที่ปรารถนาชีวิตนิรันดร์เหนืออื่นใด จนยอมถลุงทรัพย์สมบัติที่สั่งสมมาเป็นเวลานานเหมือนกับเทน้ำทิ้งเพื่อทำทุกอย่างให้ได้ตัวจอมพรานมา รวมถึงว่าจ้างมือสังหารระดับตำนานอย่าง "เสือเพชรปืนผี" และ "จิ้งจอกดำแห่งเลบานอน" ให้มาช่วยพาตัวจิตตะออกจากคุก

อีกคนหนึ่งคือ "พญายมเฮลล์ซิง" อัจฉริยะผู้ตั้งตนเป็นศัตรูกับอาชญากรทั้งหลาย แต่ก็ติดเข้าไปในบัญชีดำของตำรวจด้วยเหตุที่ชอบลงโทษคนร้ายแบบโหดเหี้ยมและซาดิสต์ (ทำนองเดียวกับ The Punisher เลยเว้ยเฮ้ย) ไม่มีใครรู้ได้ว่าเฮลล์ซิงต้องการไปหิมพานต์เพื่ออะไร อันที่จริง ไม่มีใครรู้ได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร เพราะเฮลล์ซิงมักจะทำอะไรประหลาดๆ เหนือความคาดหมายคนอื่นเสมอ อย่างเช่น ยอมมอบตัวกับตำรวจเสียดื้อๆ แถมยังตั้งเงื่อนไขไว้ว่าจะหนีออกมาภายในสามสิบวัน ทำไม่ได้ให้ยิงทิ้งเลย เอ้า!

การที่จู่ๆ เฮลล์ซิงก็ยอมมอบตัว สร้างความแปลกใจให้ตำรวจหลายนาย รวมทั้งเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่าง "ร.ต.อ.กฤษฎา พลีเพื่อชาติ" มือปราบตงฉินที่เขาว่ากันว่าปราดเปรื่องไม่เป็นรองใคร เว้นแต่เฮลล์ซิงผู้เดียว จนได้รับสมญานามว่า "เทพพิทักษ์เมืองหลวง" จากสื่อมวลชนและประชาชนชาวไทยที่รักสงบ

ขณะที่สมุนของเสี่ยหวังกำลังดำเนินแผนการระทึกขวัญเพื่อช่วยพรานจิตตะออกจากคุก ผู้กองกฤษฎาก็เดินสายไขคดีไปทั่วตามประสามือปราบรักชาติจนอยู่ไม่สุข แต่พอมีเวลาว่างก็พยายามเล่นเกมส์เพื่อหยั่งการกระทำของเพื่อนรักอย่างเฮลล์ซิง

หารู้ไม่ว่า...สุดท้ายตัวเองก็เป็นหมากตัวหนึ่งที่เฮลล์ซิงเดินในเกมส์ชิงตัวจอมพรานกับเขาด้วย...

Cover

ผมคงจะชอบปกหนังสือเล่มนี้อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ถ้าไม่ได้อ่านเนื้อหาภายในเล่มมาก่อน

ก่อนอื่นขอบอกก่อนแล้วกันครับว่าชอบอะไรบ้าง ที่แน่ๆ คือรูปประกอบในสไตล์ Realistic ไม่ใช่ภาพการ์ตูนตาหวานแบบสมัยนิยมแถมด้วยโทนสีแดงเข้มแนวเลือดสาดที่เปรอะไปทั่วเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเล่มนี้ต้องมาแนวโหดๆ หลั่งเลือดกันเป็นว่าเล่น และต้องการกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้อ่านที่ค่อนข้างมีอายุ อย่างน้อยก็บรรลุนิติภาวะไปแล้ว ถ้าเป็นปกการ์ตูนคงขัดกับแนวและอารมณ์ของเรื่องอย่างแรง ที่จริงเรื่องปกนี่ไม่มีปัญหา เพราะเอเอสเคแม้จะเป็น สนพ.ที่เพิ่งตั้งใหม่ แต่ก็สามารถตีโจทย์แตกเรื่องรสนิยมกับปกหนังสือได้น่าดูชมทีเดียว

อย่างไรก็ดี ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ตัวละครที่ปรากฏ