[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   โจรกรรมอมตะ ตอน ชิงตัวจอมพราน
ผู้เขียน   ญาณวุฒิ
สำนักพิมพ์   เอเอสเค มีเดีย
พิมพ์ครั้งแรก  
มีนาคม 2550
จำนวนหน้า  
282 หน้า
ราคาปก  
189 บาท
ISBN   978-974-7003-88-8

 

เหอๆ และแล้วคดีประวัติศาสตร์อีกคดีหนึ่งในไทยก็เพิ่งตัดสินไป แสดงว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริงครับ ไม่ว่าจะเป็นท้าวจตุคามรามเทพ องค์พระสยามเทวาธิราช หรือแม้แต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกของศาสนาใดๆ ก็ตาม แต่ทุกท่านรู้ไหมครับว่าความน่ากลัวยังไม่สิ้นสุด อะไรหรือครับที่น่ากลัว ก็พวกที่ทำเป็นต่อต้านเผด็จการ แต่หารู้ไม่ว่าเนื้อแท้ตัวเองก็เป็นเผด็จการอย่างไรเล่าครับ ถ้าใครไม่เข้าใจว่าผมพูดถึงสิ่งอันใด ขอเชิญไปรับชมความสำราญอีกรูปแบบได้ที่นี่เลยครับ

ขออภัยผู้อ่านทุกท่านด้วยนะครับที่บล็อกนี้เว้นว่างจากการอัพเดทไปยาวนานร่วมสิบวันได้ เวลาในช่วงที่หายไปนั้น ผมนำไปให้กับการจัดทำโครงการและการตัดงบของชมรม ปีนี้โชคดีที่ได้บุญเก่ามาจากปีที่แล้ว ตอนที่ผมยังเป็นลูกกระจ๊อกในชมรมอยู่เพียบ เลยผ่านไปได้ฉลิว ทั้งเขียนโครงและตัดงบ การตัดงบในปีนี้ก็ไม่เครียดเท่าปีที่แล้ว แต่ละชมรมเป็นกันเองและประนีประนอมกันดีมาก ส่วนใหญ่จะยอมตัดงบของตัวเองก่อนให้คนอื่นมาจับตัดสุดท้ายก็ได้เงินมามากพอควร ถึงจะไม่ได้เยอะจนล้มทับตายแบบปีที่แล้ว แต่ก็ต้องเข้าใจว่าในปีนี้ อบจ. (องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาฯ) สนับสนุนปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คือเน้นใช้เงินให้น้อยที่สุด แต่ให้เกิดผลมากที่สุด ประกอบกับปีนี้เป็นปีที่ 46 ไม่เหมือนปีที่แล้วคือปีที่ 45 จึงไม่มีความจำเป็นต้องจัดงานอะไรใหญ่โตเพื่อ present ตัวเอง ขอแค่พัฒนาคนภายในและรับคนภายนอกให้ได้มากและหลากหลายขึ้นเป็นพอ (นโยบายบริหารชมรมของผมเองแล)

นอกจากนี้ พวกผมก็ยังต้องเตรียมการสำหรับให้ทางนิตยสารไอน้ำมาสัมภาษณ์ในวันศุกร์ที่ 25 พ.ค. ที่ผ่านมา คือนอกจากจะซักซ้อมเรื่องที่จะให้สัมภาษณ์กันเล็กน้อย (แต่สุดท้าย เจ้า ปธ.คนนี้ก็พูดเองเออเองเสียมากกว่า ขอโทษนะน้องๆ ที่รัก) พวกเราก็ต้องเริ่มแผนปฏิบัติการ "ผักชีโรยหน้า" คือจัดห้องชมรมให้ดูเรียบร้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในทันทีหลังจากเสร็จสิ้นการตัดงบ ประมาณว่าของเขิงอะไรที่รกหูรกตา เราก็จับยัดเข้าไปในตู้ในตั่งให้หมด หลังจากนั้นค่อยรื้อออกมาจัดให้เรียบร้อยอีกทีหลังสัมภาษณ์ แต่ถึงกระนั้น พี่ปู คุณพิณประภา ขันธวุธ กอง บก.ของไอน้ำ ซึ่งเป็นคนที่มาสัมภาษณ์พวกเราก็ยังแอบแซวนิดๆ ว่า "เพิ่งไปรบกันมาเหรอคะ" เออ...ดีนะ ถ้าจะต้องเปลี่ยนคำนำหน้าจาก "ชมรม" เป็น "ชมรก" ซะล่ะม้าง

อย่างไรก็ดี การสัมภาษณ์ก็ผ่านไปด้วยดี สนุกสนานเฮฮากว่าที่คิด เพราะพี่ปูเองก็คุ้นเคยกับชมรมมาก่อน เคยมาเป็นวิทยากรบรรยายเรื่องหนังสือทำมือให้ชมรมมาแล้วเมื่อสองปีก่อน (ส่วนปี้ก็จะเป็นสปอนเซอร์ให้ชมรมด้วย อิๆ) พอสัมภาษณ์ทั้งชมรมเสร็จ พี่ปูก็สัมภาษณ์น้องขวัญระพี ซึ่งเป็นสาราณียกรของชมรมต่อ คือพี่เขาเจอน้องขวัญในงานโคโคโระครั้งล่าสุด และไปสะดุดตากับการ์ตูนฮาเฮลิเกไทยของเจ้าขวัญเข้า ประมาณว่าน้องคนนี้ "แนว" ดีครับ เป็นวัยรุ่นแต่มาสนใจลิเก โขน เรื่องไทยๆ ในขณะที่วัยรุ่นส่วนใหญ่กำลังเห่อวัฒนธรรมฝรั่ง ญี่ปุ่น เกาหลี ตลกดีเหมือนกันที่สุดท้าย โลกดวงนี้มันก็ กล๊ม กลม พี่ปูก็ได้มาเจอเจ้าขวัญที่ชมรมด้วย เลยได้สัมภาษณ์สองงานต่อกัน ประหยัดแรงและค่าเดินทางไปได้สองต่อเลย เหอๆ

บทสัมภาษณ์ชมรมวรรณศิลป์จะลงคอลัมน์ My Gang ในไอน้ำฉบับที่ 26 ออกช่วงปักษ์หลังของเดือนกรกฎาคมนะครับ (ออกหลังจากฉบับที่สัมภาษณ์น้องขวัญไปหนึ่งฉบับ) ใครที่ตามนิตยสารหัวนี้อยู่แล้วก็ช่วยติดตามด้วยแล้วกันครับ พอถึงเวลาแล้วผมจะเอามาลงบล็อกตัวเองอีกที อย่าหาว่าโปรโมตตัวเองเลยนะครับ ถือเสียว่าเป็นการ PR ชมรมก็แล้วกัน เอิ๊กๆ

เอาล่ะ จบการนำไฟในออกแล้ว มาเอาไฟนอกเข้าบล็อกบ้างดีกว่า

หนังสือที่จะรีวิวในเอ็นทรี่นี้เป็นผลงานของคนไทยชุดที่สองของ สนพ.เอเอสเค มีเดีย ต่อจากนวนิยายกำลังภายในหกเล่มจบ "เงากระบี่ใต้อักษร"อันนั้นเป็นกำลังภายใน พอมาเรื่องนี้ก็เปลี่ยนแนวบ้าง เป็นแนวจารกรรม ลึกลับสืบสวน ชิงไหวชิงพริบกันระหว่างตำรวจกับอาชญากร แต่ยังไม่วายมีแฟนตาซีแฝงมาหน่อยๆ ตามสมัยนิยม ครับผลงานชุดนี้มีชื่อว่า "โจรกรรมอมตะ" ปัจจุบันมีที่เสร็จสมบูรณ์เป็นรูปเล่มแล้วแค่เล่มเดียว คือภาคแรกที่ชื่อว่า "ชิงตัวจอมพราน" ส่วนภาคอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ ผมเองยังไม่ทราบแน่ชัดว่ามีกี่ภาคจบ เพราะได้เมล์ของคนเขียนมาแล้วแต่ยังไม่ได้ add มาคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่ที่แน่ๆ รู้สึกว่าภาคสองจะแต่งเสร็จแล้ว ขณะนี้คนเขียน คุณญาณวุฒิ กำลังลงให้อ่านเป็นตอนๆ ในบอร์ดเอเอสเคกับถนนนักเขียนของพันธ์ทิพย์อยู่ครับ

สุดท้าย ก่อนจะเริ่มการวิจารณ์ ขอให้เข้าใจในตัว จขบ.ไว้อย่างหนึ่งว่า ผมไม่ถนัดการบอกเล่าอะไรห้วนๆ สั้นๆ แต่ชอบอารัมภบทให้เต็มที่ หรืออย่างน้อยก็ให้คนที่อ่านได้รับรู้ว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่ ลักษณะแบบนี้มีศัพท์เฉพาะเรียกว่า "เวิ่นเว้อร์" ครับ (เป็นอาการญาติๆ กับ "เยิ่นเย้อ") เอาเป็นว่า ถ้าใครทนความเวิ่นเว้อร์ของผมไม่ไหว ผมก็ต้องขอแสดงความเสียใจไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ ฮือๆ

Synopsis

อ่า...เรื่องนี้มัน โ ค ต ร ยาวและซับซ้อนอะ เอาเป็นว่า ผมจะขอเล่าเรื่องย่อในแบบเวิ่นเว้อร์ตามสไตล์ของผม และจะพยายามไม่ให้เผลอสปอยล์เรื่องละกันนะครับ

เรื่องมันเริ่มขึ้นเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน คณะเดินป่าคณะหนึ่งเดินทางเข้าสู่ดินแดนลึกลับที่เต็มไปด้วยพืชพรรณและสิงสาราสัตว์พิสดารพันลึกเหนือจินตนาการ ทั้งยังเป็นที่เก็บน้ำอมฤตที่เชื่อกันว่าทำให้ผู้ที่ดื่มเป็นอมตะได้ เป็นดินแดนลับแลที่ว่ากันว่าเป็นอาณาเขตแห่งพระเจ้า ดินแดนที่เมื่อนำวรรณคดีและตำนานพื้นบ้านมาอ้างอิงแล้ว คงจะไม่อาจเรียกเป็นอื่นไปได้นอกจาก "ป่าหิมพานต์"

ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคณะเดินทางนี้ รู้เพียงแค่เกือบทุกคนหายสาบสูญไป มีผู้รอดกลับมาเพียงคนเดียว คือ "จิตตะ" จอมพรานเพียงผู้เดียวที่รู้เส้นทางสู่ป่าหิมพานต์ พร้อมกับหลักฐานจากการเดินทางสองสามชิ้น ได้แก่ บันทึกของหัวหน้าคณะเดินทาง และขนนกมหัศจรรย์สองเส้นที่ว่ากันว่าเป็นของกินรี

ต่อมาไม่นาน พรานจิตตะก็ถูกใส่ความจนโดนจับและรอรับโทษประหารอยู่ในเรือนจำที่หนาแน่นที่สุดในประเทศไทย อันเป็นแผนของ รมต.ว่าการกระทรวงกลาโหมที่เศร้าโศกและแค้นเคืองที่ต้องสูญเสียลูกชายสุดที่รักไปในทริปมรณะสู่หิมพานต์ เรื่องราวของจอมพรานโดนปกปิดเป็นความลับสุดยอด และหากเขาตายไป เส้นทางสู่ป่าหิมพานต์และความลับเรื่องน้ำอมฤตก็คงจะโดนฝังไปพร้อมกันเป็นแน่แท้

อย่างไรก็ดีความลับไม่มีในโลก ข่าวเรื่องของพรานจิตตะ ป่าหิมพานต์ และน้ำอมฤตได้รั่วไหลไปถึงหูของบุคคลอันตรายสองคน

คนหนึ่งคือ "หวังจื้อเจียว" ราชายาเสพติดรายใหญ่ในเอเชียอาคเนย์ ที่ปรารถนาชีวิตนิรันดร์เหนืออื่นใด จนยอมถลุงทรัพย์สมบัติที่สั่งสมมาเป็นเวลานานเหมือนกับเทน้ำทิ้งเพื่อทำทุกอย่างให้ได้ตัวจอมพรานมา รวมถึงว่าจ้างมือสังหารระดับตำนานอย่าง "เสือเพชรปืนผี" และ "จิ้งจอกดำแห่งเลบานอน" ให้มาช่วยพาตัวจิตตะออกจากคุก

อีกคนหนึ่งคือ "พญายมเฮลล์ซิง" อัจฉริยะผู้ตั้งตนเป็นศัตรูกับอาชญากรทั้งหลาย แต่ก็ติดเข้าไปในบัญชีดำของตำรวจด้วยเหตุที่ชอบลงโทษคนร้ายแบบโหดเหี้ยมและซาดิสต์ (ทำนองเดียวกับ The Punisher เลยเว้ยเฮ้ย) ไม่มีใครรู้ได้ว่าเฮลล์ซิงต้องการไปหิมพานต์เพื่ออะไร อันที่จริง ไม่มีใครรู้ได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร เพราะเฮลล์ซิงมักจะทำอะไรประหลาดๆ เหนือความคาดหมายคนอื่นเสมอ อย่างเช่น ยอมมอบตัวกับตำรวจเสียดื้อๆ แถมยังตั้งเงื่อนไขไว้ว่าจะหนีออกมาภายในสามสิบวัน ทำไม่ได้ให้ยิงทิ้งเลย เอ้า!

การที่จู่ๆ เฮลล์ซิงก็ยอมมอบตัว สร้างความแปลกใจให้ตำรวจหลายนาย รวมทั้งเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดอย่าง "ร.ต.อ.กฤษฎา พลีเพื่อชาติ" มือปราบตงฉินที่เขาว่ากันว่าปราดเปรื่องไม่เป็นรองใคร เว้นแต่เฮลล์ซิงผู้เดียว จนได้รับสมญานามว่า "เทพพิทักษ์เมืองหลวง" จากสื่อมวลชนและประชาชนชาวไทยที่รักสงบ

ขณะที่สมุนของเสี่ยหวังกำลังดำเนินแผนการระทึกขวัญเพื่อช่วยพรานจิตตะออกจากคุก ผู้กองกฤษฎาก็เดินสายไขคดีไปทั่วตามประสามือปราบรักชาติจนอยู่ไม่สุข แต่พอมีเวลาว่างก็พยายามเล่นเกมส์เพื่อหยั่งการกระทำของเพื่อนรักอย่างเฮลล์ซิง

หารู้ไม่ว่า...สุดท้ายตัวเองก็เป็นหมากตัวหนึ่งที่เฮลล์ซิงเดินในเกมส์ชิงตัวจอมพรานกับเขาด้วย...

Cover

ผมคงจะชอบปกหนังสือเล่มนี้อย่างไม่มีข้อแม้ใดๆ ถ้าไม่ได้อ่านเนื้อหาภายในเล่มมาก่อน

ก่อนอื่นขอบอกก่อนแล้วกันครับว่าชอบอะไรบ้าง ที่แน่ๆ คือรูปประกอบในสไตล์ Realistic ไม่ใช่ภาพการ์ตูนตาหวานแบบสมัยนิยมแถมด้วยโทนสีแดงเข้มแนวเลือดสาดที่เปรอะไปทั่วเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเล่มนี้ต้องมาแนวโหดๆ หลั่งเลือดกันเป็นว่าเล่น และต้องการกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้อ่านที่ค่อนข้างมีอายุ อย่างน้อยก็บรรลุนิติภาวะไปแล้ว ถ้าเป็นปกการ์ตูนคงขัดกับแนวและอารมณ์ของเรื่องอย่างแรง ที่จริงเรื่องปกนี่ไม่มีปัญหา เพราะเอเอสเคแม้จะเป็น สนพ.ที่เพิ่งตั้งใหม่ แต่ก็สามารถตีโจทย์แตกเรื่องรสนิยมกับปกหนังสือได้น่าดูชมทีเดียว

อย่างไรก็ดี ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ตัวละครที่ปรากฏบนปกน่าจะเป็นนายเฮลล์ซิง (ซูบลงไปมากจากการนอนในซังเต) กับมีนาสุดที่รักที่โชกเลือดจนชวนให้ชาวซาดิสต์โมเอะไปตามๆ กัน ตัวเฮลล์ซิงไม่มีปัญหา เพราะพี่แกเด่นอย่างกับอะไรดี แต่นังมีนานี่สิ โผล่ออกมาไม่กี่ช็อตเท่านั้น ไม่มากจนถึงขั้นเรียกได้ว่าเป็นนางเอกได้ (บทนี้น่าจะให้คุณแก้วมากกว่า) ถ้าจะให้ดี น่าจะเปลี่ยนเป็นตัวละครอื่นที่มีความโดดเด่นพอๆ กับเฮลล์ซิง อย่างเช่น กฤษฎา หรือไม่ก็ตัวละครสำคัญตัวอื่นๆ อย่างเสือเพชร หรือถ้าอยากได้ภาพคู่ชายหญิงก็เปลี่ยนเป็นคู่ของแก้วพิมพากับกฤษฎาก็ได้ เพราะมีบทบาทและปฏิสัมพันธ์กันมากกว่าคู่เฮลล์ซิงกับมีนาเสียอีกครับ

แต่ถึงกระนั้น ผมก็ชอบปกเล่มนี้นะครับ ที่ติไปนั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของความคิดอันฟุ้งซ่านเท่านั้น อย่าได้ถือสาหาความแต่อย่างใด

Plot

เรื่องราวทั้งก้อนดำเนินไปตาม Chronological Order หรือลำดับเวลา มีการย้อนอดีตเป็นเฮือกๆ อันเป็นผลจากการรำลึกความหลังของตัวละคร จากนั้นคนเขียนก็จะหักหลังคนอ่านเป็นระยะๆ ด้วยการหักมุมหลายรูปแบบ ตามความคาดหมายบ้าง เหนือความคาดหมายบ้าง (แต่ถ้าชาชินกับการหักมุมตามสไตล์แดน บราวน์มาแล้ว ไม่มีอะไรเหนือความคาดหมายในเรื่องนี้ครับ พูดจริงๆ นะเออ) สุดท้าย พอคนอ่านหลังหักจนอ่อนเปลี้ยได้ที่ เรื่องก็ดำเนินเข้าสู่ช่วงเดนูมองต์ (Denoument) ซึ่งเป็นอารัมภบทสู่ภาคต่อไป เรียกได้ว่าหนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบในฐานะปฐมบทสู่ตำนานที่แท้จริงครับ

จุดหนึ่งที่น่าสนใจในโครงเรื่องของเล่มนี้คือ การสร้างพล็อตย่อยขึ้นมามากมาย เช่น คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง Paper Bird และอดีตฝังใจของผู้กองกฤษฎา ดูแวบแรกเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรเลยกับพล็อตหลัก ซึ่งก็คือการพานายพรานจิตตะออกจากเรือนจำเฉลิมเกียรติ แต่จนแล้วจนรอด ผู้เขียนก็จับปมเล็กปมน้อยทั้งหลายมาคลี่คลายในจุดเดียวกับปมเขื่องของเรื่อง ทำให้เห็นว่าเรื่องราวทั้งหมดต่อเนื่องเชื่อมโยงกันลงตัวอย่างไร ชวนให้นึกถึงเรื่อง "Level 7" ของ มิยาเบะ มิยูกิ (ฉบับแปลไทยโดย JBOOK ใช้ชื่อว่า "ฆาตกรรมระดับ 7" ที่พล็อตหลักกับพล็อตรองที่ดำเนินเรื่องขนานกันมาตลอด สุดท้ายก็มาลงเอยกันด้วยดีในจุดไคลแมกซ์ของเรื่องครับ)

แม้ว่ากลวิธีการดำเนินเรื่องจะทำได้ดีเยี่ยม แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีที่ติ ก็ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่ผมกลับไม่ค่อยชอบการเชื่อมโยงพล็อตเรื่องบางส่วนที่ดูๆ แล้วเหมือนจะเป็นการ "แถ" ให้มันลงล็อก เหมือนผมบอกว่า การก่อการร้ายภาคใต้ จริงๆ แล้วมีกลุ่มอำนาจเก่าชักใยอยู่เบื้องหลัง ทำนองนี้เลย (ล้อเล่นนะครับ เหอๆ) อย่างเช่น จุดที่เฉลยว่าแผน Ultimate ของเฮลล์ซิงเชื่อมโยงกับฆาตกรนกพับกระดาษอย่างไร (ไม่ถือว่าสปอยล์ใช่มะฮะ) อ่านแล้วรู้สึกไม่อินอะ คือเข้าใจนะว่าเฮลล์ซิงมันฉลาดเกินคน เลยวางแผนห่าเหวอะไรไว้หลายชั้น แต่คิดอะไรซับซ้อนแบบล่วงหน้าเป็นสิบๆ ช็อตได้นี่มันพระเจ้าแล้ว แล้วก็ไม่รู้สึกบ้างเหรอว่าทำอะไรเกินจำเป็นไปหน่อย อย่างเช่นทำให้มีผู้บริสุทธิ์ต้องตายไปเพียบเพื่อให้ตัวเองบรรลุจุดมุ่งหมายแทนที่จะดำเนินการเงียบๆ เพื่อไม่ให้เป็นจุดสนใจของคนทั่วไป อีกอย่าง [สปอยล์จ้ะ] เรื่องปริศนาตัวเลขที่ลงไว้ในหนังสือพิมพ์นี่มันเล่นง่ายไปหน่อยมั้ยครับ สงสัยว่าทาง นสพ.ยอมลงให้ได้ไงกัน อ่านไม่รู้เรื่องแท้ๆ หรือว่าเงินของเฮลล์ซิงมีมากจนถมทับจรรยาบรรณสื่อมวลชนหมด แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้านีรนาทไขปริศนาไม่ออก หรือตีความปริศนาต่างออกไปจากที่เฮลล์ซิงคาดการณ์ไว้ แล้วถ้ามีคนอื่นไขปริศนาได้อีกล่ะ [จบสปอยล์] วู้ว! มากเรื่องมากราวจริง ที่ว่ามานั่นคือความคิดเรื่อยเปื่อยของผมขณะอ่านน่ะครับ ขออย่าถือสาอีกตามเคย

จริงๆ ถ้ามองในมุมหนึ่งก็เหมือนกับคนเขียนแต่งเรื่องไว้ก่อนคร่าวๆ แล้วค่อยๆ แถให้มันมาเชื่อมโยงกันลงตัว แต่ในอีกมุม คนเขียนอาจจะวางแผนไว้อยางละเอียดก่อนจะเริ่มเขียน มีแก้บ้างเล็กน้อยเพื่อให้เรื่องสมบูรณ์ แถมด้วยเรื่อง surprise คนอ่านแบบหงายหลังตกเก้าอี้อีกเล็กน้อย ไม่ว่าจะมองในมุมไหนก็ตาม ก็ต้องขอชมคุณญาณวุฒิครับที่สามารถผูกและคลายปมทั้งหมดในเล่มได้อย่างสวยงาม

อีกจุดที่ไม่ค่อยชอบใจในส่วนของโครงเรื่อง คือฉากที่กฤษฎาไขคดีแรกในเล่ม จริงๆ ฉากนี้ไม่จำเป็นต้องมีแม้แต่น้อย เพราะเป็นแค่คดีเดียวกระมังที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับพล็อตหลักเลย หรือถ้าต้องการจะ present ตัวพระเอกของเราว่าฉลาดปราดเปรื่องเมลืองมลังดั่งเทพแค่ไหน ทำไมไม่ตัดเข้าสู่คดีสักคดีที่เชื่อมโยงกับแผนชิงจอมพรานเลยล่ะครับ ให้ผู้กองได้แสดงความสามารถในคดีเหล่านั้นเสียเลยไหนๆผู้อ่านก็ได้ยินกิตติศัพท์ในฐานะ "เทพพิทักษ์เมืองหลวง" มาตั้งแต่ต้นๆ แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแย้มพรายความสามารถของเขาผ่านคดีจิ๊บจ้อยใดๆ อีกนี่ครับ

Characterization

ตัวละครทุกตัวในเล่มนี้เป็นแบบที่ผมอยากให้มีในนวนิยายร่วมสมัยทุกเล่ม เพราะทุกตัวมีมิติชัดเจน กลมเกลี้ยงเหมือนลูกบอล มีสามัญสำนึกผิดชอบชั่วดี และยังใช้ไหวพริบและสติปัญญาที่ตัวเองมีอย่างเต็มที่ เรียกได้ว่าเกือบจะเหมือนมนุษย์จริงๆ อย่างผมและท่านๆ ล่ะครับ (หักคะแนนที่ตัวละครเอกมีแต่พวกเก่งเทพ ไม่ก็หน้าตาดีเกินคนธรรมดาเดินดิน ให้อารมณ์แบบละครหลังข่าวไปนิด...ไม่นิดสิ...มากโขเลย)

เอ...จะว่าไป ก็ใช่ว่าตัวละครทุกตัวจะกลมดิกเสียหมด มีบ้างเหมือนกันที่ออกจะแบนๆ แต่ก็แบนแบบยอมรับได้ ทั้งนี้เพราะคนเขียนไม่ค่อยได้เผยความคิดและความรู้สึกของตัวละครเหล่านั้นให้คนอ่านได้รับรู้ ยกตัวอย่างเช่นจิ้งจอกดำเบฮาฮิมและพญายมเฮลล์ซิง ตัวแรกเป็นตัวละครที่โดนออกแบบมาให้เป็นคนเจ้าเล่ห์ ชอบซ่อนแผนร้ายไว้เบื้องหลังบุคลิกแบบสุภาพบุรุษ ตัวหลังฉลาดเกินมนุย์มนา เข้าข่ายอัจฉริยะสติเฟื่อง เป็นเสมือนพระเจ้าที่กำหนดเส้นทางเดินของตัวละครอื่นๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว อยากรู้เหมือนกันว่าถ้าได้ jump เข้าไปในสมองเฮลล์ซิงแล้วจะงงตายหรือเปล่า เพราะพวกอัจฉริยะยิ่งชอบคิดอะไรพิลึกๆ ไม่เหมือนชาวบ้านเขาอยู่ด้วย

พูดถึงอัจฉริยะ ไปๆ มาๆ เรื่องนี้ก็คล้ายจะกลายเป็นการชิงไหวชิงพริบและใช้สติปัญญาขับเคี่ยวกันระหว่างพระเอกกับนายเอก (?!?) ของเรื่อง คือกฤษฎากับเฮลล์ซิง (ใครพระเอก-นายเอก เดาเอาเอง) คนหนึ่งฉลาดเยี่ยงพระเจ้า ความคิดความอ่านสูงส่งเกินกว่าผู้อ่านจะเข้าใจ ส่วนอีกคนนั้นฉลาดในระดับของมนุษย์ เป็นตัวแทนของผู้อ่านคอยแก้ไขปริศนาที่ตัวละครแรกทิ้งไว้เป็นเฮือกๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ก็ดีครับ ทำให้อ่านๆ ไปแล้วได้พัฒนาเซลล์สมองด้วย จะได้ลุ้นว่าเราจะคิดตามพวกเขาทันหรือไม่ เป็นการวัดไหวพริบตัวเองไปในตัว (แอบดีใจที่ไขปริศนาตัวเลขแสนกลในหนังสือพิมพ์ได้ก่อนผู้กองกฤษฎาจะถึงบางอ้อตั้งหนึ่งหน้าแหละ หุหุ)

อย่างไรก็ดี ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบในโลกเบี้ยวๆ ดวงนี้ ไอ้สองคนข้างบนถึงจะฉลาดแค่ไหน แต่บทจะ "หลุด" ขึ้นมาก็ทำอะไรเพี้ยนๆ ไม่สมกับระดับ IQ ของตัวเองได้เหมือนกัน อย่างกฤษฎาที่โดยเนื้อแท้เป็นนายตำรวจโคตรตงฉิน รักความเที่ยงธรรมเกินคนปกติ พอได้ทราบเรื่องราว "โครงกระดูกในตู้" (เป็นสำนวนจ้ะ ไม่ได้หมายความตรงตัว) ของครอบครัวตัวเองจากเฮลล์ซิงก็เอ๋อรับประทานไปพักหนึ่ง อารมณ์แบบเดียวกับเจ้าลุค สกายวอล์กเกอร์ หลังจากค้นพบความจริงเกี่ยวกับบิดาบังเกิดเกล้าเลย ความน่าเลื่อมใสศรัทธาที่มีมาตั้งแต่ต้นเรื่องก็พลันมลายหายไปราวกับโดนคำสั่งจากศาลตุลาการให้ยุบทิ้งเสียอย่างนั้น ส่วนเฮลล์ซิงนั้น ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีที่ติ แต่อันที่จริงแล้ว เรื่องราวทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้นถ้าไม่ใช่เพราะความเห็นแก่ตัวและอ่อนต่อโลกของเขา ถ้าสงบสติอารมณ์และใช้สติปัญญาที่มีล้นเหลือตระหนักถึงสัจธรรมโลก เขาก็จะไม่มีความจำเป็นใดๆ ต้องไปเยือนหิมพานต์แม้แต่น้อย นั่งอยู่ในมุมมืดสบายๆ ไล่ฆ่าผู้ร้ายและหลบหนีตำรวจเล่นๆ ตามปกติดีกว่า ไม่วุ่นวาย อ๊ะ...แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น เรื่องราวในหนังสือเล่มนี้ก็คงไม่เกิดขึ้นมาให้ผมวิจารณ์เป็นตุเป็นตะอย่างนี้ไปได้สินะครับ

ขอสรุปในกรณีที่ผมพิมพ์เวิ่นเว้อร์จนอ่านไม่รู้เรื่อง คือจะบอกว่า นอกจากจะฉลาดและดูดีแบบสุดโต่งแล้ว ทั้งพระเอกและนายเอกก็มีพฤติกรรมที่สุดโต่งเช่นกัน ยิ่งเสริมให้นังพวกนี้ห่างไกลจากความเป็นปุถุชนเช่นพวกเราเข้าไปอีก ทำให้ผมทำใจชอบแบบ 100% ไม่ไหวครับ

ตัวละครที่ผมชอบที่สุดกลับเป็นเสือเพชร เพราะรู้สึกว่าเขาเหมือนมนุษย์ธรรมดาที่สุดแล้วในกลุ่มตัวละครหลัก ถึงจะไม่ได้ฉลาดหลักแหลมแบบคู่เพื่อนรักเพื่อนแค้นข้างต้น แต่ก็มักจะใช้ความคิดและสามัญสำนึกอย่างเต็มที่ ละเอียดรอบคอบและระมัดระวัง สมกับเป็นนักฆ่าที่มีประสบการณ์โชกโชน ไม่ใช่คนดีโดยเนื้อแท้ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายสุดกู่แบบตัวร้ายในการ์ตูนดิสนีย์ แถมบทพูดแต่ละอันของเฮียแกยังแอบฮาหน้าตายอีกด้วยเหอะ อยากได้ตาลุงแบบนี้มาเป็นพ่อจัง เฮ้ย! ไม่ใช่ละ แต่ยังไงก็เถอะ อ่านแล้วก็นับถือแกนะ คือถ้ามีตัวตนอยู่จริง แกคงเป็น "เสือ" คนสุดท้ายในประเทศไทยที่ยังมีชีวิตอยู่ เสือคนอื่นๆ ถูกปราบไปในสมัยขุนพันธรักษ์ราชเดชยังหนุ่มยังแน่นอยู่จนเกลี้ยงแล้ว ประมาณว่าถ้าไม่เก่ง ไม่เฮง และไม่เจ๋งจริง เสือเพชรคงไม่อยู่รอดมาจนเจอเสี่ยหวังในตอนเริ่มเรื่องได้หรอก คงโดนขุนพันฯ ท่านฟันคอขาดไปนานแล้ว (ใครที่ไม่รู้จักขุนพันฯ จงนึกถึงจตุคามรามเทพไว้ เพราะท่านเป็นคนไทยคนแรกๆ ที่ทำให้จตุคามฯ เป็นที่รู้จัก และหลังจากท่านเสียไป กระแสคลั่งจตุคามฯ ก็กลับมากระพืออีกครั้ง)

อย่างไรก็ดี ที่ใช้ wording ว่า "พระเอก" และ "นายเอก" นี่ไม่ได้ต้องการจะสื่อว่าเรื่องนี้อ่านแล้วหัวใจจะ Y หรอกนะครับ จะว่าไป เรื่องนี้ก็มีนางเอกอยู่เหมือนกัน แต่ก็เด่นสู้นายเอกไม่ได้อยู่ดี ความสัมพันธ์ที่พระเอกมีด้วยก็ไม่แนบแน่นเท่ากับนายเอกอีกเช่นกัน ส่วนตัวละครหญิงในเรื่องก็ไม่ต่างอะไรจากแผ่นป้ายโฆษณาประกอบฉาก ไม่มีบทบาทอะไรแม้แต่น้อย ปล่อยให้ผู้ชายอกสามศอกแ_กซีนไปเสียหมด แต่ยังไง้ยังไงก็ไม่มี Y แน่นอนครับ รับรองได้ (เอ...หรือว่ามี แต่เราแกล้งทำเป็นไม่รู้หว่า)

ปิดท้ายเรื่องตัวละครด้วยข้อสังเกตอะไรเล็กน้อย

 ตัวละครเอกแทบทุกตัวในเรื่องเป็นคนไทยเชื้อชาติไทยแท้ ดูได้จากนามสกุลที่เป็นวสลีสั้นๆ แถมยังเป็นคำไทยแท้ ไม่ใช่บาลีสันสกฤตที่สมาสสนธิกันจนชวนเวียนหัว นอกจากนี้ยังบ่งบอกลักษณะนิสัยของตัวละครนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น "ร.ต.อ.กฤษฎา พลีเพื่อชาติ" และ "ร.ต.ต.อุทัย ขวัญใจมหาชน" เป็นต้น

 ตัวละครดูจะเชี่ยวชาญในวรรณคดีและวัฒนธรรมตะวันตกกันจัง ขนาดเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่น่าจะมีการศึกษาสูง ดยเฉพาะตาพรานจิตตะ เป็นแค่พรานแท้ๆ น่าจะมีความรู้ความชำนาญเฉพาะเรื่องเดินป่า ล่าสัตว์ อ่านลายแทง แต่ไหงกลับรู้จักเรื่องสวนเอเดนกับพระเจ้าในคริสตศาสนาได้ [หน้า 37] อย่างมากน่าจะรู้จักแค่ป่าหิมพานต์อันเป็นรากฐานอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมไทย เป็นไปได้ไหมว่าเรื่องฝรั่งๆ แบบนี้ แกเรียนมาจากนายฝรั่งคนก่อน คนที่แกพาเดินทางเข้าหิมพานต์ครั้งแรกแล้วหายสาบสูญไป

 ทำไมชื่อเล่นของกฤษฎาจึงเป็น "กฤษณ์" ที่สะกดด้วย ณ เณร การันต์ ล่ะครับ ในเมื่อในชื่อเต็มของกฤษฎาไม่ได้มี ณ เณร สะกดแต่อย่างใด ทำไมไม่ใช้ ฎ ชฎา การันต์แทน ("กฤษฎ์") จะดูใกล้เคียงกับชื่อจริงวมากกว่าอีกเนาะ

 ผมไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ผู้ชายสองคนเรียกแทนตัวเองว่า "ฉัน" น่าจะใช้ "เรา" มากกว่า เพราะในความเป็นจริง ผู้ชายก็แทนตัวเองด้วยคำว่า "เรา" เสียเป็นส่วนใหญ่ ส่วนพวกท่ใช้ "ฉัน" ถ้าเป็นในสมัยปัจจุบัน ไม่ใช่สมัยสร้างชาติของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็จะมีพบนานๆ ที แถมยังมักเป็น...อ่านะ (ที่จริง เฮลล์ซิงแทนตัวเองเวลาพูดกับกฤษฎาว่า "เรา" แต่กฤษฎากลับใช้ "ฉัน" แทนตัว ซึ่งไม่เข้ากันจริงๆ ทั้งกับคู่สนทนาละกับบุคลิกตัวเอง น่าจะใช้ "เรา" แบบเฮลล์ซิงนะครับ)

 [น่าจะสปอยล์] วิษณุหรือเฮลล์ซิงนี่เป็นผลิตภัณฑ์ส่งออกอย่างหนึ่งของดินแดนที่ถูกเรียกว่า "อาณาเขตแห่งพระเจ้า" ใช่หรือเปล่าครับ มันถึงได้เก่งน้องๆ พระเจ้าเยี่ยงนั้น แถมยังมีบาร์โค้ดติดอยู่ตรงต้นคออีก แล้วเรื่องนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เฮลล์ซิงเดินทางไปหิมพานต์นอกเหนือจากเพื่อชุบชีวิตมีนาด้วยหรือเปล่า ประมาณว่าไปหาเบาะแสเกี่ยวกับตัวเอง ฉลาดระดับมันน่าจะคิดได้แหละว่าตัวเองต้องมีอะไรเกี่ยวข้องกับหิมพานต์แน่ คนอ่านที่ไม่ค่อยฉลาดคนนี้ยังคิดได้เลย (เอ หรือว่ามันฟุ้งซ่านไปตามนิสัยปกติอีกหว่า) [จบสปอยล์ค้าบ]

Point of View

ใจจริงอยากจะบอกว่ามุมมองของเรื่องนี้เป็นมุมมองบุคคลที่สามแบบจำกัด  (3rd Person Limited POV) แต่อ่านไปกี่รอบๆ ก็รู้สึกว่าไม่ใช่ เพราะสลับมุมมองระหว่างตัวละครบ่อยและถี่มาก กระทั่งในช็อตเดียวกันยังเปลี่ยนมุมมองของตัวละครกลับไปกลับมาไม่รู้กี่รอบ โดยไม่มีการเว้นช่วงก่อนที่จะสับมุมมองแม้แต่น้อย โชคยังดีที่บุพบทแทนตัวและเสียงในใจค่อนข้างระบุตัวละครได้ชัดเจน ไม่งั้นคงได้งงกันยกใหญ่ว่าเอ็งเป็นใคร อยู่ๆ ก็มาให้ข้า (คนอ่าน) สวมรอยซะงั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าในแต่ละฉาก ผมในฐานะผู้อ่านสามารถรู้ เห็น และเข้าใจความนึกคิดและการกระทำของตัวละครแทบทุกตัวที่ปรากฏในฉากนั้นๆ ได้ (เว้นไว้แต่ตัวละครที่ลับลมคมในมากๆ อย่างเบฮาฮิมและเฮลล์ซิง หรือตัวที่ผู้เขียนจงใจหมายหัวให้ดูน่าสงสัย) มุมมองของเรื่องนี้จึงเข้าข่ายบุคคลที่สามแบบรู้แจ้ง (3rd Person Omniscient POV) หรือเรียกง่ายๆ ว่า "มุมมองแบบพระเจ้า" ซึ่งก็สมกับเรื่องที่มีตัวละครเสมือนพระเจ้าอย่างนายเฮลล์ซิงเขาดี

และเมื่อเราให้มุมมองเป็นแบบพระเจ้าแล้ว จึงไม่มีประโยชน์อันใดที่จะเอาเรื่องมุมมองในเหตุการณ์ย้อนอดีตมาถกกันแบบในเรื่องกาลพิภพหรือ Day of the Dark ด้วยเหตุที่ว่าเมื่อเป็นพระเจ้าแล้วก็ย่อมรู้ได้ว่าใครเขาคิดอะไรทำอะไรอยู่ ไม่ได้ย้อนอดีตเพียงแค่ของตัวละครเพียงตัวเดียว ซึ่งจะไม่มีโอกาสรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในอดีตของคนอื่นบ้างในกรณีที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันในตอนนั้นๆ

Narration

การใช้ภาษาโดยรวมไม่มีปัญหา เสียงในใจกับเสียงเอฟเฟกต์ไม่มากจนเกินงาม อ่านเพลินดีครับ

กระนั้น มีบางจุดในช่วงแรกๆ ที่อ่านแล้วรู้สึกติดๆ ขัดๆ เล็กน้อย

 [หน้า 6] เสียงไอโขลกรุนแรงจนร่างล่ำสันของผู้ชายคนนี้... >>> "คนนี้" คนไหนครับ ที่แน่ๆ อ่านดูแล้วเป็นคนละคนกับชายในบทแรกแน่นอน จึงไม่ควรใช้สรรพนามชี้เฉพาะ "คนนี้" กับตัวละครที่เพิ่งเผยให้เห็นเป็นครั้งแรกในเรื่อง

 [หน้า 6] เขาหงายฝ่ามือดูผลงานที่ใช้ป้องปากตอนไอ >>> ฟังดูทะแม่งๆ ครับ คำที่ใช้ไม่เหมาะสมกับบริบท น่าจะเปลี่ยนเป็น "ผล(งาน)จากการป้องปากตอนไอ" แทน

 [หน้า 6] ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งอายุขัยและการตรากตรำมีสีหน้าแช่มชื่นขึ้น >>> น่าจะเติม "ที่" เข้าไปหลัง "ใบหน้า" เพราะกริยา "เต็มไปด้วย" เป็นกริยาในอนุประโยค ถ้าใส่ไว้โดดๆ เดี๋ยวจะชวนให้สับสนกับกริยาในประโยคหลักได้

 [หน้า 8] ท่อนแขนอวบหนาพยุงร่างล่ำสันลุกขึ้นนั่ง... >>> บอกว่า "อวบหนา" นี่ทำให้นึกถึงพวกซูโม่ตัวอ้วนๆ ใหญ่ๆ เลยนะ ซึ่งเสือเพชรแกไม่ได้อ้วนนี่ แกล่ำบึกจะตาย น่าจะบอกว่า "ท่อนแขนใหญ่หนา" หรือ "ท่อนแขนล่ำสัน" แทนนะครับ

 [หน้า 8] หันไปมองชายชาติเสือที่ยืนกระดกน้ำอยู่ >>> ยังไงวะ "ยืนกระดกน้ำ" เฉยๆ เนี่ย น่าจะเป็น "กระดกน้ำเข้า/ลงคอ" จะดีกว่านะครับ

 [หน้า 13] เฒ่าหวังนั่งอยู่หลังโต๊ะกว้างขวางสีเขียวมรกต >>> คำ "กว้างขวาง" ใช้กับสถานที่หรืออุปนิสัยของคนเท่านั้นครับ ใช้กับสังหาริมทรัพย์แบบโต๊ะไม่ได้ แต่ถ้าเป็น "โต๊ะกว้าง" เฉยๆ ย่อมได้ครับ

 [หน้า 13] ...จนดูคล้ายชราภาพเพิ่มขึ้นอีกสิบปี >>> ใช้คำฟุ่มเฟือยครับ แล้วก็ไม่ถูกต้องด้วย อย่างน้อยผมก็ไม่เคยเห็นใครใช้แบบนี้อะนะ น่าจะเปลี่ยนเป็น "ชราขึ้น" หรือ "แก่ขึ้น" ก็พอ

 [หน้า 14] "...ไม่มีสิ่งมีชีวิตชนิดไหน...และยามสะท้อนกับแสง..." >>> ตรงนี้มีสองเรื่องครับ อย่างแรกคือไม่ควรเชื่อมประโยคด้วยสันธาน "และ" เพราะประธานของประโยคย่อยแต่ละประโยคเป็นคนละตัวกัน คือ "สิ่งมีชีวิต" คงไม่ "สะท้อนกับแสง" แน่ๆ แต่เป็น "ขน" ของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ มากกว่า อีกอย่างคือ คำว่า "ยาม" ฟังดูสูงเกินผู้พูดระดับเสือเพชรครับ ฟังแล้วเหมือนอ่านนิยายกำลังภายในชอบกล

 [หน้า 23] ลมหายใจนีรนาทถูกพ่น...แต่ยังไม่ละสายตา... >>> เหมือนเมื่อกี้ครับ ประธานคนละตัวกัน ประโยคแรก ประธานคือ "ลมหายใจ" ประโยคหลังคือ "นีรนาท" จึงใช้ "แต่" เชื่อมไม่ได้ครับ นอกจากนี้ การใช้รุปประโยคแบบ Passive Voice ที่เอากรรมของประโยคมาทำหน้าที่ประธาน โดยให้มีกิริยา "ถูก" หรือ "โดน" กระทำ แม้จะอยู่ในระดับที่ยอมรับกันได้แล้วในปัจจุบัน แต่ก็ไม่ควรใช้พร่ำเพรื่อนะครับ มันไม่ดีต่อสุขภาพภาษาไทยเอา ภาษาไทยของคนไทยยิ่งไม่ค่อยแข็งแรงอยู่ด้วย

จุดเกี่ยวกับภาษาเหล่านี้ คนอื่นคงไม่ว่าอะไร แต่ผมค่อนข้างเรื่องมากเรื่องภาษาน่ะครับ ยังไงก็ต้องขอโทษด้วย อย่างไรก็ดี อ่านๆ แล้วสงสัยว่าเรื่องนี้คุณญาณวุฒิใช้เวลาแต่งนานมากใช่ไหมครับ เพราะผมรู้สึกว่าเห็นพัฒนาการทางภาษาได้ชัดเลยนะ อย่างน้อยช่วงหลังๆ ก็โอเคครับ ไม่พบจุดที่ติดๆ ขัดๆ เหมือนในตอนแรก (ฤาจะเป็นที่กระบวนการพิสูจน์อักษร?!? ไม่ล่ะม้าง...)

นอกจากนี้ มีอีกจุดที่อยากชมคนเขียน แม้จะไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องภาษาที่ใช้โดยตรงก็ตาม นั่นคือเรื่องของชื่อตอนแต่ละตอนที่ทำเป็นระบบเลขฐานสอง ที่ใช้เลข "0" กับ "1" ห้าหลักเรียงสลับกันไปมา ดูแล้วเก๋ไก๋ดีเนอะ เหมาะกับเรื่องแนวคิดชิงไหวชิงพริบแบบนี้ดี ถ้าคำนวณตามหลักความน่าจะเป็น วิธีนี้จะทำให้ได้ชื่อตอนถึง 2^5 (สองยกกำลังห้า) = 32 ตอน แต่อ่านจนจบเล่มกลับเจอแค่ 31 รูปแบบเท่านั้น ขาด "11111" ไปตอนนึงครับ

Similarities

การที่วรรณกรรม ซึ่งเป็นผลงานศิลปะแขนงหนึ่งอันเกิดจากการสร้างสรรค์ของปัจเจกบุคคลใดๆ จะมีความเหมือนหรือคล้ายคลึงผลงานของผู้อื่นได้ในกรณีที่ไม่ใช่การลอก ย่อมเป็นไปได้ด้วยสองเหตุ หนึ่งคือเป็นเพราะความเหลื่อมล้ำกันของกาลอวกาศ ทำให้อะไรๆ คล้ายคลึงกันโดยบังเอิญ สองคือสิ่งนามธรรมที่เรียกว่า "แรงบันดาลใจ"

กับเรื่องนี้ มีรายละเอียดบางอย่างที่คล้ายคลึงกับวรรณกรรมเรื่องอื่นๆ ซึ่ง จขบ. ไม่ขอถือวิสาสะตัดสินว่าเป็นคล้ายคลึงอันเนื่องมาจากเหตุที่หนึ่งหรือสอง ด้วยว่าทำไปใช่ว่าจะสนุก แต่ที่สนุกคือ การจับว่าคล้ายกับเรื่องใดและคล้ายอย่างไรต่างหาก เรื่องที่จะยกมาต่อไปนี้ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ จขบ. รู้จักมาก่อนได้มาอ่านเรื่องนี้ทั้งสิ้น แต่หากมีเรื่องอื่นที่ไม่รู้จัก แต่ปรากฏว่าเป็นแรงบันดาลใจที่แท้จริงขิงผู้เขียนแล้วล่ะก็ จขบ. ต้องขออภัยผู้เขียนและผู้อ่านทุกท่าน นับจากเอนทรีนี้และตลอดไปด้วยครับ

ว่าแล้วก็เริ่มประเด็นความเหมือน-คล้ายของเรื่องนี้เลยดีกว่า ชักขี้เกียจละ

 เฮลล์ซิง อืม...พอได้อ่านแล้ว เวลาจะจิ้นหน้าตาหมอนี่ทีไร เป็นต้องนึกถึงตาคนนี้ขึ้นมาทุกทีเลย

คุ้นๆ มั้ยครับ ไม่ใช่ญาติผมหรอก แกเป็นตัวละครในมังงะและอนิเมรุ่นเก๋ากึ้กเรื่องหนึ่ง ชื่ออะไรรู้ไหมครับ ถูกต้องแล้วครับ เรื่อง "Hellsing" นั่นเอง เป็นเรื่องว่าด้วยองค์กรใต้ดินที่ตึ้งขึ้นมาเพื่อปราบอสูรจากโลกมืดทั้งหลายแหล่ แต่ "Hellsing" นี่ไม่ใช่ชื่อพระเอกนะครับ เป็นชื่อขององค์กรที่ว่า ซึ่งพระเอกสังกัดอยู่ และยังเป็นามสกุลของบอสพระเอกที่เป็นผู้หญิงด้วย ส่วนตาพระเอก (คนในรูป) แกชื่อ "อาลูคาร์ด" (Alucard) ครับ จริงๆ ก็คือเคานต์แดรกคิวล่า ผีดูดเลือดนามกระฉ่อน แต่กลัวคนจำได้ก็เลยเปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนาม เอาชื่อตัวเองมาสะกดกลับหลัง จาก "Dracula" ก็เลยเป็น "Alucard" นั่นเอง คนแต่งเข้าใจคิดเนอะ

 เนื้อเรื่องตอนกฤษฎาพบกับเฮลล์ซิงครั้งแรกเมื่อตอนเด็ก คล้ายกับฉากในนวนิยายชุด "No.6" โดย อาซาโนะ อัทสึโกะ (ฉบับแปลไทยโดย สยามอินเตอร์บุ๊คส์ ใช้ชื่อว่า "โลกใหม่หมายเลขหก") ที่ "ชิอง" ตัวเอกของเรื่องเจอกับเด็กจรจัด "เนซึมิ" เป็นครั้งแรก ตัวชิองเองก็เป็นที่รู้จักในฐานะ "เด็กอัจฉริยะ" แบบ ด.ช.กฤษฎาเปี๊ยบ

ส่วนพวกคดีและปริศนาทั้งหลายแหล่ในเรื่อง ผมรู้สึกคุ้นๆ อยู่บ้างแม้จะไม่แน่ใจว่าเคยพบเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เข้าใจว่าถ้าอ่านพวกนิยายหรือการ์ตูนแนวสืบสวนสอบสวนบ่อยๆ ก็คงเคยผ่านตาคดีในทำนองเดียวกันมาบ้าง หรือไม่ก็อาจเป็นสิ่งที่คนเขียนคิดขึ้นใหม่ทั้งหมดก็ได้ เพราะของพวกนี้ไม่ยากเกินความสามารถมนุษย์จะเข้าใจ ขอแค่ช่างสังเกตสังกาและละเอียดรอบคอบเท่านั้น

Theme

ถ้าจะว่ากันตามจริง หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่แนวที่จะมาธีมหรือแก่นเรื่องได้ ด้วยความที่เป็นอาชญนิยาย ซึ่งเป็นสับเซ็ทของวรรณกรรม Escape อันหมายถึงหนังสือที่อ่านเพื่อความบันเทิงลูกเดียว อ่านแล้วทำให้ลืมโลกแห่งความเป็นจริง ไม่ใช่วรรณกรรม Interpretive ที่สะท้อนบางแง่มุมของโลกจริงผ่านวรรณกรรม

กระนั้น อย่างที่เคยเรียนให้ทราบกันไปแล้วในเอนทรีก่อนๆ ว่าบางครั้ง ผู้เขียนก็มักแทรกประเด็นบางอย่างในเรื่องของตนโดยไม่รู้ตัว ซึ่งผู้อ่านจะจับได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประสบการณ์และการวิเคราะห์ของปัจเจกบุคคล

สำหรับเรื่องนี้ สมองอันน้อยนิดของ จขบ. จับประเด็นได้ดังนี้

 Imperfection is perfect. ไม่มีอะไรในโลกที่สมบูรณ์แบบ ดูอย่างผู้กองกฤษฎาหรือเฮลล์ซิ่งที่ว่าฉลาดนักหนาสิครับ สุดท้ายก็ยังมี Follies ให้คนอ่านจอมฟุ้งซ่านอย่างผมคอยจับผิดจนได้ (อ้างอิงจากหัวข้อว่าด้วยตัวละครจ้ะ)

 กิเลสตัณหานำพามนุษย์ ลองคิดถึงเหตุผลของแต่ละคนที่อยากเดินทางไปป่าหิมพานต์สิครับว่าไปเพื่ออะไรกัน เพื่อทำให้ตัวเองเป็นอมตะ จะได้เสพสุขกับทรัพย์ศฤงคารไปชั่วชีวิต หรือเพื่อไปชุบชีวิตคนที่ตัวเองรัก ไม่ว่าอย่างไหนก็ล้วนแต่เป็นการหลงวนอยู่ในกรอบของกิเลสตัณหาทั้งสิ้น ก็คงไม่ต่างจากพวกเราเท่าไรหรอกครับ เว้นแต่เราจะสละซึ่งทุกอย่างทางโลก แล้วมุ่งสู่หนทางธรรมเท่านั้น แต่จะมีสักกี่คนที่ทำได้แม้ครองเพศฆราวาส

 ชีวิตนิรันดร์ดีจริงหรือ ประเด็นนี้ยังไม่เด่นชัดพอในเล่มนี้ ซึ่งเป็นเล่มแรกของชุด แต่ผมคิดและค่อนข้างเชื่อว่าเดี๋ยวมันต้องโผล่มาในเล่มต่อๆ ไปจนๆได้ เชื่อเถอะ นะ นะ

Overall

สรุปแล้ว ประทับใจมากครับ หลายๆ คนคงรู้กันว่างานเขียนของไทยที่เป็นแนวอาชญากรรม โจรกรรม ยังมีน้อยอยู่ แล้วที่มีน้อยๆ นั่นก็ใช่ว่าจะดีไปเสียหมด หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอาชญนิยายที่แม้จะมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วก็นับว่าดีมากครับ คู่ควรแก่การติดตามตอนต่อไป

เอ...แต่ชักสงสัยแล้วว่า เล่มต่อไปนี่ ห้าหนุ่มห้ามุมของเราจะเข้าสู่ "อาณาจักรแห่งพระเจ้า" ใช่มั้ยนะ แล้วอารมณ์เรื่องมันจะเปลี่ยนไปมากรึเปล่านี่ จากากรหักเหลี่ยมโหดในโลกอาชญากร ไปเป็นการต่อสู้เพื่อเอาตัวรอดในโลกลับแล จะต้องไปเจอตัวประหลาดๆ แบบที่อยู่บนเกาะในเรื่อง King Kong ภาคที่ Peter Jackson กำกับรึเปล่าครับ (ตอนที่พิมพ์นี้ผมยังไม่ได้ไปอ่านเรื่องราวภาคสองที่คุณญาณวุฒิเอามาลงไว้ ดังนั้นหากมีตรงไหนผิดจากความเป็นจริงในขณะนี้ ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ)

แต่ยังไงก็ตาม เล่มหนึ่งก็ทะลวงหัวใจผมเป็นรูโหว่เหมือน นสพ. ของพี่อุทัยไปแล้วครับ ถ้าไม่ติดตามเล่มสองต่อก็คงเสียดายแย่ ยังไงก็จะรอตามอ่านนะครับ

UPDATE:

ขอไว้อาลัยกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคุณญาณวุฒิ ผู้เขียนเรื่องนี้ครับ ขอให้ไปสู่สุขติครับ

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณมากค๊า

#24 By เพลง (222.123.143.250) on 2009-08-16 12:45

ชอบมากครับ

#23 By Gold watches (114.128.230.177) on 2009-07-10 06:59

หามานานแล้ว

#22 By Gold Silver Watch (203.156.6.216) on 2009-07-10 01:08

Thx

#21 By Download All Mp3 (203.156.6.216) on 2009-07-10 00:21

ชอบมากครับ

#20 By เพลง mp3 (112.143.11.91) on 2009-07-08 23:12

open-mounthed smile open-mounthed smile

#19 By mp3 (114.128.76.147) on 2009-07-07 23:42

... เอวันว่าไว้ได้อย่างถูกแล้ว ภาษายังคงต้องเรียนรู้กันต่อไป อย่างไม่รู้จบ

#18 By shiro (202.57.168.194) on 2007-06-19 15:34

นี่แหละ คือสาเหตุหนึ่งที่ว่าทำไมคนไทยถึงต้องเรียนภาษาไทย ถึงจะเรียนได้สารพัดเกรด ตั้งแต่เกรด1-4 นั้นเป็นการวัดความรู้ตอนเรียน แต่เรื่องสำคัญมันมากกว่านั้น เรื่องของเรื่องคือมันขึ้นอยู่กับการใช้ภาษาไทย เขียนอย่างไรถึงจะให้คนอ่านเข้าใจ เขียนอย่างไรถึงจะให้ผู้อ่านรู้สึกดี เขียนอย่างไรให้ผู้อ่านรู้สึกติดลบ ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับการเลือกใช้ภาษาและการเลือกใช้คำ ปริบท และประสบการณ์เกี่ยวกับภาษาของคนเขียน จะเห็นได้ว่านักการฑูตถึงได้เรียนการใช้ภาษาหนักมากเพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ใช้คำผิดความหมายผิดมันจะกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศได้ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ ดังนั้น เท่าที่อ่านคอมเม้นท์ของเหมียว ถ้าใครติเหมียวก็อยู่ตรงการใช้ภาษา เพราะภาษาที่เหมียวใช้เรียกว่าแนวเหน็บแกมหยิกบวกกัดเล็กน้อย
เออ..คุณญาณ กระจกมีไว้ส่องผลงานตัวเองนะครับ น้องเหมียวติเพื่อก่อไม่ได้ไปช่วยบันทอนยอดขายหนังสือของคุณหรอก อีกเรื่องสายจากเชียงใหม่แจ้งมาว่า โจรกรรมอมตะวางอยู่บนหิ้งขายหนังสือ ตอนนี้เป็นหนังสือของเครือเอเอสเคอยู่เรื่องเดียวที่วางขายอยู่หน้าร้าน ไม่ได้ถูกจับซุกเห็นแต่สันหนังสือเหมือนร้านขายหนังสือใหญ่ๆทั่วไป

#17 By เอวันกะบีทู (58.9.2.42) on 2007-06-19 09:07

ขอออกมาพูดอะไรอีกหน่อยนะครับ เนื่องจากได้ยินมาจากคนเขียน ว่าการที่เรามาขอออกความเห็นในนี้กลับกลายเป็นการ 'ประจาน'หนังสือสำหรับแฟนนิยายบางคนที่เข้ามาเห็น ประมาณว่าทำไมเราวิจารณ์แย่อย่างนี้

ผมไม่ได้มีความตั้งใจอย่างนั้นเลยแม้แต่น้อย เพียงแค่ต้องการแสดงความคิดเห็นกับคุณเจ้าของบล๊อก

ผมไม่ได้พูดสักคำ ว่านิยายเรื่องนี้แย่หรืออะไร ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะบั่นทอนยอดขายหรืออวดฉลาดว่าเป็นศจ.

ผมแค่ออกมาแสดงความคิดเห็นในฐานะคนที่จ่ายเงินเพื่อซื้อหนังสือ กับเจ้าของบล๊อก และผมตั้งความหวังกับนิยายเรื่องนี้ไว้สูงกว่าเรื่องอื่นๆ เนื่องจากว่านิยายเรื่องนี้เป็นของสนพASK

นี่ไม่ใช่การประจาน แต่เป็นการแสดงความคิดเห็น และการที่ผมคอมเมนท์ในบล๊อกของคุณวังน้ำวล ก็เพราะผมต้องการฝากข้อความไว้ให้เจ้าของบล๊อกอ่านและถกกลับ+ชี้แจงว่าจุดที่ผมเห็นว่าผิดปกติอาจเป็นเพราะคนเขียนจงใจให้มันเป็นอย่างนั้น ไม่ได้คิดจะสปอยใครหรือ'ประจาน'ใครทั้งสิ้น

และจุดที่ผมอ่านแล้วสะดุดพวกนี้ โดยส่วนตัวก็ได้เอ็มเอสเอ็นคุยกับคนเขียนแล้วนะครับ เพราะงั้นจะเรียกว่าเป็นการพูดลับหลัง คงไม่ได้

ที่ผมเขียนไป ผมอยากจะถามความคิดเห็นของเจ้าของบล๊อก ไม่ได้ตั้งใจเอามาประจาน

อยากรู้ว่าประจานจริงๆเป็นอย่างไร ไปดูในพันทิพเลยครับ เขาเอานิยายมาแปะเทียบให้ดูกันจะๆ ตั้งกระทู้ถกกัน แต่นี่ผมแค่เอาความคิดเห็นของตนมาใส่ในคอมเมนท์บล๊อกของคุณวังน้ำวล

ต้องขอโทษจริงๆครับที่นำเรื่องนี้มาแปะในบล๊อกของคุณวังน้ำวล วันหลังผมจะพยายามไม่ออกความคิดเห็นอะไรอีก อะไรสะดุดก็ว่าดีไป พูดได้คำเดียวว่าผมเองก็เสียความรู้สึกที่หลายๆท่านมองว่าผมอยากบั่นทอนยอดขาย และผมเองก็ไม่ได้คิดว่าคำพูดของผมจะทำให้ยอดขายนิยายเรื่องนี้ตกลงได้ เพราะผมไม่ใช่นักวิจารณ์ชื่อดัง แต่เป็นแค่คนที่ซื้อหนังสืออ่านและสะดุดกับเรื่องบางอย่างเท่านั้น

กลายเป็นว่าเราเป็นศจ. คนอื่นอ่านแล้วงง มันไม่ได้แย่ขนาดนั้น

เอาเข้าไป... ขอโทษทีครับ ลืมไปว่าในประเทศไทยพูดอะไรไม่ค่อยได้

ข้อดี ผมก็พูดไว้ ว่าการบรรยายของพี่เขานั้นแน่นจริง เห็นภาพ ต้องชม แต่ตัวละครเหมือนจะทำอะไรขัดกับนิสัยส่วนตัวหรือคำพูดแปลกไป โดยยกตัวอย่างเหตุการณ์ในนิยายขึ้นมาให้ดู

ผมไม่ได้มีความแค้นอะไรกับคนเขียน ทำไมผมต้องอยากมาบั่นทอนยอดขายเขา??? ทำไมผมต้องมาประจาน??? ในงานหนังสือผมก็ไปช่วยคอสเพลย์โปรโมทนะ อย่าเข้าใจผิด
ผมขอยืนยัน ณ ตรงนี้ ว่าผมแค่ต้องการฟังความคิดเห็นของคุณวังน้ำวลเกี่ยวกับจุดที่ผมสะดุดเฉยๆ

และต้องขอโทษจริงๆที่มาแก้ความเข้าใจผิดในบล๊อกของคุณนะครับ มันคงจะรกช่องคอมเมนท์น่าดู= ="... แต่เนื่องจากเรื่องมันเริ่มจากบล๊อกนี้ ผมคงไปโพสแก้บล๊อกตัวเองไม่ได้...

เพราะอย่างไร เหมียวก็คิดว่าการวิจารณ์ของคุณวังน้ำวล น่าเชื่อถือมากกว่าการวิจารณ์ของเหมียวอยู่แล้ว ข้อดีในหนังสือเรื่องนี้ก็มี แต่ที่ไม่ได้ยกมาพูดถึงก็เพราะคุณวังน้ำวลเองก็พูดอยู่แล้ว แล้วเหมียวตั้งใจจะมาถามความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่ทำเอาเราสะดุด ไม่ได้จะมาวิจารณ์ให้คนอ่าน

เซ็ง.... แต่ไม่รู้จะเซ็งใครครับ... ก็ขอพาลเซ็งคนไทยไปเลยแล้วกัน
^_^ พอดีว่าได้เเวะกลับเข้ามาอ่านค่ะ เห็นเขียนคอมเม้นท์ถึงว่าเป็น "สาวนิรนาม" ไปซะแล้ว
เรื่องน้องๆ ที่โรงเรียนหัวหินเป็นประสบการณ์ที่ดีจังเลยนะคะ อ่านเเล้วพลอยรู้สึกดีไปด้วย ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะ ถ้าไงจะลองคุยถึงความเป็นไปได้กับเพื่อนดู

อ่านที่เมนท์ไว้ว่ามีเรียนการวิเคราะห์-วิจารณ์ด้วย กีอยากเรียนมั่งจัง เเต่ไม่ยักจะมีให้เรียน

ปล.
- กี เป็นชื่อจีนค่ะ เเปลว่า กิ่งไม้ (มั้งคะ) อิอิ ก็ไม่ค่อยเเน่ใจ เเต่ก็จำได้ว่าประมาณนี้ล่ะ

#15 By กี (58.8.191.51) on 2007-06-13 23:07

หลังจากที่เหมียวได้อ่านไปแล้ว90หน้า (เพิ่งจะได้อ่านตั้งแต่ซื้อมาจากงานหนังสือ)


ก็พบกับข้อชวนหงุดหงิดบางอย่างขึ้นมา... เหมือนกับว่าไม่อาจรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์จากตัวละครบางตัวเลยในช่วงแรก

โดยเฉพาะไอ้คุณพลีเพื่อชาติ... เก่ง... เกินไป...

คำว่าอัจฉริยะ... ใช้... พร่ำเพรื่อ ไปหน่อย

ในหน้าที่91... นี่คือคำพูดของเด็กชายธรรมดาๆอายุสิบห้าปี

"...กว่าจะอ่านรายละเอียดสองร้อยห้าสิบหน้ากระดาษในเล่มนี้ได้ทั้งหมด"

ทั้งๆที่เด็กปกติมันน่าจะพูดว่า

"โห กว่า ก ออ อูจะอ่านจบ นานชิบ!! "

และสรรพนามนายกับเราอ่านแล้วฟังดูแปลกๆ... เด็กวัยรุ่นสองคน= ="... เอาเถอะ มันชวนให้คิดถึงสีม่วงจริงๆอะคู่นี้

แล้วคำพูดคำจาของตัวละครแต่ละตัว ถึงแม้ว่าคนเขียนจะพยายามแล้ว มันก็เหมือนกับว่าคนพวกนั้นจบคณะอักษรศาสตร์มาอยู่ดี ไม่รู้นะงับ เหมียวรู้สึกว่าคำพูดคำจาของตัวละครมัน 'แข็ง' เหมือนกับว่าคนเขียนเป็นคนพูดมากกว่าตัวละครเป็นคนพูด

เหมือนกับว่าใช้ภาษาบรรยายมาแทนภาษาพูด...

เรื่องบรรยายฉากและบรรยากาศพี่เขาแน่นจริงๆ อันนี้ต้องชม

แต่กลิ่นหนังสืบสวนสอบสวนอเมริกันมันออก... กลิ่นออกมามากเลย

และความเหมือนจริงบางข้อ เช่นDying messageของจ่าแหลม

ตำรวจไทยชั้นผู้น้อย... ที่กำลังตื่นกลัว จะคิดได้ไกลขนาดทิ้งเบาะแสไว้ให้ผู้สอบสวนเลยหรือ??


ไอ้เรื่องเฮลิคอปเตอร์ตอนปล้นเวิล์ดเทรด(Central World Plaza) เหมียวยังพอรับ โอเค มันสถานการณ์ฉุกเฉิน คอนโดชั้นดีบางแห่งก็มีดาดฟ้าใหญ่พอให้ฮอลงจอด

แล้วเงินเดือนตำรวจนี่มันมากขนาดเช่าคอนโดหรูหราได้รึ ซึ่งตัวพระเอกเองก็ไม่ได้เป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ถึงขนาดนั้น

และตอนที่คุณพลีเพื่อชาตื(ชอบนามสกุลจริง) ไปพบกับเฮลล์ซิ่ง ก็ยังคงใช้สรรพนามเรากับนายในการสนทนา ทั้งๆที่เจอหน้าคนที่ฆ่าพ่อแม่แท้ๆเนี่ยนะ= =" มานาย เรา นาย เรา... ชวนให้เราจิ้นม่วงจริงๆจอร์จ

คิดว่าบางเหตุการณ์ผู้เขียนสามารถทำให้คนอ่านรู้สึกอิน ตื่นเต้น กดดัน หรือมีอารมณ์ร่วมไปกับตัวละครได้มากกว่านี้ น่าจะemotionalกว่านี้

แล้วอีตาคุณพลีเพื่อชาติ ดังอย่างกับดารา มีกระเทยตามจีบอีกอะ= =" แบบ ตำรวจเมืองไทยนะ... จะให้รู้ว่าเก่ง เท่ เริ่ด สมาร์ท เพอร์เฟกต์ก็ดี แต่ควรจะกะให้มีความ 'พอดี' ไม่ใช่เว่อร์เสียจนเกินไป ก้พอรู้ว่าที่นำกระเทยมาใช้เพื่อลิงค์ไปถึงสาเหตุที่พี่ท่านไม่ยอมรับโทรศัพท์

อยากบอกว่าช่วง100หน้าแรก เข้าถึงตัวละครได้ยากพอสมควร ยังอ่านไม่ออกว่าใครเป็นคนยังไง นอกจากพระเอกที่รักความยุติธรรมสุดกู่ แกชั่วแกต้องตาย ฉันจะลงทัณฑ์แกในนามแห่งจันทรา(เรื่องอะไรแล้วเอ่ย...) เหมือนกับว่าตำรวจคนนี้คิดว่าตัวเองเป็นพระเจ้าที่สามารถตัดสินลงทัณฑ์ผู้คนได้ เหมือนกับว่าเขาคิดว่าตนเองคือความถูกต้อง ซึ่งเป็นเหตุให้แมวบ้าเกิดอาการหมั่นไส้...

แล้วอยากจะขอชมคุณพลีเพื่อชาติมาก... (สะกดชื่อจริงไม่เป็น ขออภัยที่ต้องย้ำ) แบบ เห็นเลือดไหลพรากๆ แม่ตายต่อหน้าต่อตา ยังมีความกล้าพอไปตะโกนด่าคนฆ่าได้= =" แปะๆ เด็กอายุสิบห้าที่จิตแข็งมาก ตบมือให้

สรรพนามระหว่างพระเอกกับอีคุณเฮลล์ซิ่ง... มันจะสลับกัน แก-ฉัน นาย-เรา กรู-มรึง(เติมรอเรือนิดนะงับ...)

เลือกสักอย่างเซ่= =" ตอนเด็กๆนายเรายังพอรับ แต่โตแล้ว... ยังมานายเรา... โอ๊ก อยากเชียร์คนเขียนให้จับมันวายกันจังเลยอ่า...

เอาเป็นว่า อย่าสงสัยว่าเหมียวมาบ่นอะไร แค่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้ ขอสรุปย่อๆ

1. คำพูดหรือเสียงของตัวละครนั้นไม่สมจริง
2. รายละเอียดบางอย่างไม่สมจริง
3. การกระทำบางอย่างของตัวละครไม่สมจริง

แล้วมีเรื่องจะถามท่านวังน้ำวลด้วย... อยากจะทราบว่าในหน้า102 paragraphแรก

"ชายหนุ่มกลอกตามองแผนผังอย่างตั้งใจ"

ตรงกลอกตานี่ทำเอาสะดุดอยู่เล็กน้อย... กลอกตามองอย่างตั้งใจอ่านแล้วรู้สึกเหมือนมันไม่น่าจะเข้ากันได้ เหมือนว่าน่าจะเป็นจับจ้อง หรือกวาดตามอง อะไรเทือกนี้มากกว่า แต่ก็อีกนั่นล่ะ ภาษาไทยเหมียวยังอ่อนนัก= ="... อยากทราบว่าถูกหรือเปล่า

ขอบคุณงับที่ให้บ่น(เขายังไม่ได้บอกให้แกบ่นได้เลยนะ...)

อ่านร้อยหน้าแรกยังไม่อิน... จะเอาให้หมดเล่มเร็วๆนี้ครับ... ยังดึงเหมียวให้มีอารมณ์ร่วมไม่ได้

อ่านแบบหน้าตายมากเลยตอนคนตาย...

เหรอ เลือดไหลเหรอ กลิ่นคาวดีไหม โอ้ววว สีแดงงงง (โรคจิตน้อยๆ...) ขอบคุณอีกทีง๊าบที่ให้บ่น

แวะเข้ามาอ่านอีกแล้วขอรับ

ช่วงนี้มีหนังกะหนังสือที่กะว่าจะซื้อเยอะแยะเลย นอกจากรายการเดิมที่มีอยู่ บวกด้วย วิถีโนบิฯ, อบารัต กับหนังเรื่อง Pan ที่คุณภูมิรีวิวแล้ว ยังมีอนิเมสองเรื่องที่คุณ Anithin แนะนำมาอีก -"- เลยทิ้งระยะสักพักค่อยเข้ามาอ่านรีวิวจะดีกับสุขภาพกระเป๋ามากกว่า

สำหรับเล่มนี้ ถือเป็นรีวิวนิยายไทยของคุณภูมิรีวิวแรกที่ผมได้อ่าน
แหะๆ คงคุยเกี่ยวกับตัวเนื้อเรื่องมากไม่ได้เพราะยังไม่ได้อ่านเล่มนี้ แต่อ่านรีวิวของคุณภูมิแล้วผมชอบนะ ละเอียด แยกองค์ประกอบออกมาเป็นหลายหัวข้อ (ด้านหลังหัวข้อ ถ้ามีความหมายภาษาไทยกำกับด้วยก็น่าจะดีขอรับ) แฝงสาระและข้อมูลอ้างอิงในแบบที่อ่านแล้วรู้สึกว่าแน่น แต่ไม่ยัด เป็นกลางดี ไม่ได้จ้องจะจวกหรือเล็งแต่จะชมอย่างเดียว มีหยิกๆหยอกๆพอเหมาะ ไม่กัดทึ้ง ผมไม่ใช่คนเล่นเน็ตบ่อยนัก แต่เท่าที่เคยเห็นมา การวิจารณ์นิยาย(ที่คนไทยเป็นผู้แต่ง)ตามเว็บนั้น ถ้ามีความละเอียดมักจะตามมาด้วยความสุดโต่งไปสักหน่อย ชนิดที่ถ้าให้คนแต่งเข้าไปอ่าน ใครอ่อนไหวหน่อย หลังอ่านจบ ไม่วิ่งไปจองโต๊ะจีนฉลองใหญ่ ก็คงวิ่งไปกินยาฆ่าหญ้าอย่างใดอย่างหนึ่ง
ที่สำคัญในรีวิวคุณภูมิมี Spoil Alert ซึ่งผมคิดว่าดีครับ ให้ทางเลือกกับคนอ่านรีวิวว่าจะเลือกอ่านหรือข้ามไป

และขออนุญาตเสนอความเห็นส่วนตัวนิดนึงครับ
ในหัวข้อเกี่ยวกับการรีวิวหนังและหนังสือ เรื่องแอบกัดการเมืองเอาพอหอมปากหอมคอดีกว่าขอรับ เพื่อป้องกันผู้ไม่หวังดีมาเบี่ยงเบนประเด็น

พยายามเข้านะขอรับสำหรับปีสี่

#13 By blue mouse (203.154.77.9 /10.12.11.129, 203.150.46.99) on 2007-06-13 12:53

น่าอ่านมากเลยคะ ชอบหนังสือ ZAC มากเลยคะ กะว่าจะหามาอ่านคะ จบ 2 เลมใช่มั้ยคะ
ZAC ชอบมากเลย จะหามาอ่านคะ จบ 2 เล่มใช่มั้ยคะ

#11 By neko (202.29.60.222 /202.69.140.6) on 2007-06-12 12:55

พี่อุ้ย>>> มิต้องห่วง บอกให้เรียบร้อยแล้วจ้า ตอนสัมภาษณ์ก็แย้มพรายเรื่องภาคีฯ ให้ทางไอน้ำได้ทราบด้วย แต่ยังไงก็ต้องขอแรงทางวรรณศิลป์อีกสามสถาบันคอยจัดกิจกรรมดีๆ เรียกร้องความสนใจของสังคมเอาไว้บ่อยๆ ด้วยละกัน จะได้ต้องตาสื่อต่างๆ ไงครับ

พี่ชิ (ทั้งสองรอบ)>>> เหอๆ แฟนฟิกของร้อยตรีอุทัย อ่านไปเรียบร้อยแล้วครับ ไม่ขอมีคำบรรยายใดๆ ได้มั้ยก๊าบ แหะๆ
ชื่อ Hellsing จริงๆ ในอนิเมเขาก็ตั้งให้ relate กับคุณหมอผี Van Helsing แหละพี่ชิ เพียงแต่เพิ่ม "L" ไปอีกตัวเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความหมายทำนองว่า "เสียงร่ำร้องจากนรก" แม้แต่น้อย ส่วนแดรกคิวล่า ทั้งภาคนิยายและภาพยนตร์ รับชมมาหมดแล้วครับ ส่วนใหญ่ผ่านทางวิชาบังคับในคณะ (หนังนี่ก็ดูหลายเวอร์ชันอยู่)
ส่วนเรื่องปก ขอยกไปตอบในส่วนของคุณญาณฯ นะครับ

น้องเหมียว>>> โอ้ว เพิ่งรู้ว่าสมัคร Exteen ด้วยนะเนี่ยเรา เออเฮอะ ตอนแรกพี่ก็นึกถึง รด.เหมือนกัน อา...คืนวันอันโหดร้ายในเขาชนไก่ I miss you... (มันน่ามิสตรงไหนฟระ?!?)

น้องพลอย>>> ลับมีดไว้รอตอนเรียนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ของอักษรฯ ล่ะครับ เทอมนี้พี่ลงวิชาอย่างว่านี่ทั้งของไทยและอังกฤษเลย ให้ดิ้นตายเถอะ หน้ามืดลงทะเบียนไปได้ไงเนี่ยฉัน (จริงๆ คือตั้งใจลงเองแหละครับ เพราะจะได้เอาความรู้จากรายวิชา เช่น ทฤษฎีต่างๆ มาจับหนังสือที่จะรีวิวลงบล็อก และจะได้ดูว่ารีวิวตัวเองยังบกพร่องตรงหนบ้าง)

คุณเคน (จริงๆ อยากเรียกพี่ เพราะเราแอบเห็นนะว่าคุณอายุมากกว่าเรา แต่เอาไว้ให้สนิทกันก่อนดีกว่า) >>> แหมๆๆ กับคนกันเอง มีเหรอครับว่าจะรอด เหอะๆๆ เอาเถิดครับ เวลาวิจารณ์ ผมก็ว่าไปตามเนื้อผ้านั่นแล แต่เท่าที่อ่านเรื่องที่คุณเคนแต่งๆ เอาไว้คร่าวๆ ก็ดีออกครับ

พี่เอวัน >>> จริงด้วยพี่ เพิ่งสังเกตเหมือนกัน
จะว่าไป ก็มีหลายเรื่องที่ดูๆ แล้วรู้เลยว่าคนเขียนขี้เกียจตั้งชื่อตัวละคร เลยจับคำ วลี สำนวนที่คุ้นหูมาตั้งชื่อตัวละครเสีย ซึ่งหลายชื่อ ดูยังไงๆ ก็ไม่มีวันที่นายทะเบียนในโลกแห่งความเป็นจริงจะยอมจดทะเบียนให้เด็ดขาด

คุณญาณวุฒิ >>> จริงๆ นามสกุลของอุทัยที่ดัดแปลงมาจากนามสกุลคนดังคนนั้น ผมก็แอบคิดเหมือนกันครับ แต่ก็ไม่ได้พิมพ์ลงไป ด้วยว่าไม่ชัวร์นัก อีกอย่าง มันก็ไม่บังควรที่จะพาดพิงถึงชื่อและนามสกุลของบุคคลที่มีอยู่จริง ซึ่งเขาก็ไม่ได้รู้จักมักจี่กับผมเลยสักนิดด้วย
เรื่องปก ถ้าเป็นเช่นที่พี่ชิกับคุณญาณฯ ว่าจริงๆ ยิ่งไม่เหมาะเลยครับ เพราะ
1) ภาพลักษณ์ของนีรนาทที่คุณญาณฯ สร้างไว้ในเรื่อง (หรืออย่างน้อยก็ภาพที่ผมจิ้นได้จากในเรื่อง) ไม่ใช่กระเทยซูบผมยาวแบบนี้
2) นีรนาทไม่ใช่ตัวเด่นพอสมควรจะมาขึ้นปก ควรจะเป็นตัวละครหลักของเรื่อง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพล็อตหลักของเรื่องมากกว่า
ตอนแรกผมคิดแบบดังว่า ก็เลยอนุมานเอาว่าตาผมยาวน่าจะเป็นเฮลล์ซิงไป แต่มาตอนนี้ก็ไม่ใช่แวสินะ ยังไงก็ต้องขอโทษคุณญาณฯ ด้วยนะครับที่เข้าใจผิด
ส่วนภาคสองนั้น ผมรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะไว้แล้วว่าจะติดตามต่อ นั่นรวมถึงว่าจะรีวิวให้ด้วยแน่นอนครับ ถ้าผมไม่โดนเชื้อขี้เกียจเรื้อรังเข้ายึดครองร่างโดยสมบูรณ์เสียก่อน ยังไงๆ บทวิจารณ์ภาคสองก็ต้องปรากฏในเว็บล็อกนี้แน่นอนครับ
ขอให้สร้างสรรค์ผลงานที่มีคุณภาพเช่นนี้ต่อไปนะครับ เอาใจช่วยครับ

คุณสาวนิรนาม (ก็ไม่ยอมแจ้งชื่อนี่นา)>>> ขอบพระคุณมากครับ อันที่จริง ผมเองก็เริ่มมาจากชอบอ่านแต่ไม่ชอบเขียนเช่นกัน ทีนี้ พออ่านไปมากเข้า ความคิดบางอย่างที่ได้จากหนังสือแต่ละเล่มมันก็สุมอยู่ในอกจนแทบจะอกแตกตาย จึงอยากแบ่งปันให้ผู้อื่นได้รับรู้บ้าง จะได้ดูด้วยว่าตัวคิดถูกหรือผิด ก็เลยเอาความคิดกระเจิดกระเจิงที่เกิดระหว่างหรือหลังอ่านหนังสือแต่ละเล่มมาพิมพ์เป็นบทวิจารณ์ ณ ที่นี้แหละครับ คุณเองก็สามารถทำได้เช่นกันครับ ถ้าลองเขียนเรียบเรียงความคิดบ่อยๆ แล้วจะรู้เองว่า บางครั้งความคิดเรามันก็ทะลักออกมาจนแทบจะพิมพ์ไม่ทันทีเดียวครับ (พูดจริงจ้ะ ไม่อำ สาบานได้)
เรื่องข่าวในคอลัมน์จุดประกายวรรณกรรม เป็นบันทึกเสวนา "ท่าพระจันทร์วันศุกร์" เรื่องการกลับมาของวรรณศิลป์อุดมศึกษา ซึ่งที่จริงงานนี้ผมควรจะไปขึ้นเวที แต่บังเอิญว่าวันที่จัดเสวนานั้นตรงกับสัมมนาของ อบจ. พอดี ผมเลยต้องเอางานไว้ก่อน ส่วนเสวนานี่ก็เลยขอให้เพื่อนที่เป็นประธานชมรมคนก่อนไปออกหน้าแทน
ขอสนับสนุนเต็มที่ครับถ้าคุณคิดจะตั้งชมรมวรรณศิลป์ใน ม.ของคุณ บางครั้ง อะไรบางอย่างที่เราต้องการให้เกิดแต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเสียที เราก็ต้องลงมือทำให้มันเกิดขึ้นมาเองครับ
เดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ชมรมผมไปออกค่ายที่ รร.หัวหินวิทยาคม ไปสอนเรื่องหนังสือ การอ่าน การเขียน และการทำหนังสือทำมือให้น้องๆ ระดับ ม.4 ที่นั่น หลังจากเรากลับมากรุงเทพฯ น้องๆ ได้โทรฯ มาบอกว่าได้ตั้งชมรมวรรณศิลป์ประจำ รร.ของตัวเองแล้ว ทุกคนในชมรมปลื้มใจทีเดียวครับ ดีใจที่ได้เป็นแรงบันดาลใจให้เยาวชน
ถึงคุณใกล้จะจบแล้ว (ถ้าอยู่ปีสี่ก็แปลว่าเราอายุเท่ากันล่ะครับ) ก็ไม่มีปัญหาครับ เพราะผมเชื่อว่าคุณคงมีรุ่นน้องที่รู้จักอยู่บ้าง ลองหารุ่นน้องที่ชอบหนังสือและวงการวรรณกรรมเหมือนกับคุณ แล้วคุยเรื่องตั้งชมรมสิครับ จากนั้นค่อยไปติดต่อส่วนกลางของมหาวิทยาลัยเอา เพื่อคุยเรื่องนโยบาย งบประมาณ สมาชิกฯ หรือทำอะไรก็ตามตามระเบียบของ ม.คุณ ถึงแม้ชมรมจะไม่เป็นตัวเป็นตนในปีนี้ แต่อย่างน้อยพวกคุณก็จะได้เริ่มต้นอะไรสักอย่างเอาไว้แล้ว รอให้มีคนร่วมอุดมการณ์มาสานต่อให้สมบูรณ์เท่านั้น
เชื่อเถอะครับ มีผู้ตามเสมอ ถ้ามีคนที่เสนอตัวเป็นผู้นำ
เป็นกำลังใจให้ครับ
(พิมพ์เสียยาวเชียว แล้วเขาจะกลับมาอ่านบ้างหรือเปล่าเนี่ย เง้อ! )
แว่บเข้ามาอ่านทีไร นานทุกทีเลยค่ะ ชื่นชมกับสิ่งที่เจ้าของบล็อคได้วิเคราะห์ ละเอียดจริงๆ ส่วนตัวเเล้วเป็นคนชอบอ่านเหมือนกัน เเต่ไม่เคยอ่านเเล้ววิเคราะห์ออกมาได้ขนาดนี้ -*-

ปล. เมื่อสองอาทิตย์ที่เเล้ว เห็นข่าวของชมรมวรรณศิลป์ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เซคชั่นจุดประกายวรรณกรรมด้วยล่ะ อยากให้ที่ม. มีชมรมเเบบนี้ด้วยเหมือนกัน เเต่ท่าจะยากหน่อย เพราะจะจบปีนี้เเล้วอะ

#9 By (58.8.183.19) on 2007-06-05 21:41

มาแจมคับ

เสริมชิ --- ปกเป็นรูปพี่ชาย - น้องสาว พี่ชายชื่อนีรนาทไงคับชิ

ส่วนเรื่องนามสกุลตัวละครนั้น ผมรู้สึกฟังดูแล้วไทยแท้ดีคับ (ความชอบส่วนตัว)

ปล.ไม่มีใครคุ้นชื่อ-นามสกุลอุทัยเลยหรือ ผมแอบเอาชื่อคนดังมาแปลงนิดหน่อย กะซ่อนมุข แต่แป๊กซะงั้น

สุดท้ายขอบคุณท่านวังน้ำวนมากนะครับ ที่ Review เรื่องโจรกรรมอมตะให้ อ่านแล้วชอบมากครับ หวังว่าท่านจะ Review ให้อีกในภาคต่อไป ส่วนข้อเสียนั้นจะนำไปปรับปรุงแน่ๆ ครับ

#8 By ญาณวุฒิ (58.64.116.157) on 2007-06-05 20:16

จำได้ แต่ก็เหมือนจำไม่ได้ ตกลงก็จำไม่ได้นั้นแหละ เพราะเมื่อคืนนึกออก แต่เช้านี้ดันลืมเสียแล้ว ตกลงจะเม้นอะไรเนี่ย ตอบไม่รู้เหมือนกัน เออ วุ้ย
ใช่แล้ว เฮลซิ่ง นั้นมาจากเรือ่งแดร็กคิวลา จากของ บราม สโตกเกอร์ มีทั้งหนังสือและหนังออกมาให้ยล ส่วนหนังสือ เคยอ่านฉบับแปล ลองส่องในตลาดหนังสือเก่าน่าจะเจอบ้าง ส่วนหนังก็เลือกดูได้ทั้งแดร็กคิวล่า ฉบับของบราม และเฮลซิ่ง ฉบับไม่นานมานี้ที่วิกเตอร์ ฮิวโก้เล่น(อีตาคนที่เล่นไปอรากอนนั้นแหละ)
ส่วนปกนั้น เห้นท่านญาณบอกว่าเป็นรูปของ แก้วพิมพา กับเปเปอร์เบิร์ด ชื่ออะไรว่า จำไม่เสียที พี่ชายแก้วพิมพา ตอนอ่านไม่นึกว่าจะหล่อ แต่ปกออกมาดันดูดีเสียนิ เด่นสะดุดตาเป็นที่สุด

#7 By shiro อีกรอบ (202.57.170.191) on 2007-06-04 13:45

จะว่าไปบรรดานามสกุลของตัวละครแต่ละคนนี่ อ่านแล้วให้ความรู้สึก เหมือนกำลังอ่านตัวอ่านกรอกแบบฟอร์มอะไรสักอย่างหนึ่ง เช่นตัวอย่าง การฝากเงิน
นายรัก การออมทรัพย์
หรือ
เด็กรักดี ตั้งใจเรียน
อะไรแบบนี้

#6 By เอวันกะบีทู (58.9.2.72) on 2007-06-04 09:29

ขนลุกทุกครั้งที่ได้อ่านคอมเม้นท์ของคุณวังน้ำวล (หวังว่านิยายตัวเองคงจะหลุดรอดไปได้นะ ฮ่ะๆๆ )

#5 By เคนหนี้ on 2007-06-03 23:07

ผ่าซะละเอียดเชียวท่านพี่

#4 By น้องพลอย (203.113.38.11) on 2007-06-03 21:33

เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเรื่องนามสกุลพระเอกขอรับ ตอนอ่านเหมียวเองก็อดขำและนึกถึงรด.ไม่ได้ รักชาติยิ่งชีพ--> พลีชีพเพื่อชาติ--> พลีเพื่อชาติ

แอบฮา...

เหมียวเองงับ
ข้างบนนั้นคือที่สิงสถิตประจำ ท่านณานน่าจะดีใจนะ ที่สาวกท่านหนึ่งของเรามารีวิวเสียจนเอียดยิบเช่นนี้
ฮิฮิ ว่างๆก็ไปอ่าน แฟกฟิกชั่นเรื่องนี้ได้นำแสดงโดยอุทัย ขวัญใจมหาชน ไม่รู้ทำไมคนเขียนถึงได้ถูกใจหมอนี้นักก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆท่านณานพอใจ
อืมๆ

#2 By shiro (125.24.3.32) on 2007-06-03 20:58

วุ้ย จะได้ซื้อไอน้ำอ่านครั้งแรกก็คราวนี้แหละ

ฝากบอกว่ามาสัมภาษณ์วรรณศิลป์ ให้ครบทุกสถาบันหน่อยสิ อิอิ

หนังสือน่าอ่าน แต่นามสกุลพระเอกนี่มัน