เย้เย หลังจากวุ่นกับเรื่องเตรียมจบ ป.ตรีและสอบเข้า ป.โท สุดท้ายก็หาเวลามาอัพเดตบล็อกได้อีกครา ก่อนที่ท่านผู้ใจดีที่แวะเวียนมาเป็นครั้งราวจะนึกว่าผมแอบหนีไปเปิดบล็อกที่อื่นอีก (เคยมีมาแล้วจริงๆ ครับ) มาคราวนี้ก็ขอประเดิมการเริ่มอัพบล็อกครั้งใหม่ (และถ้าโชคดีมีชัยก็ตั้งใจว่าจะอัพมันทุกวันไปเลย) ด้วย Report ออนไลน์ของหนึ่งในสามงานมหกรรมกระเป๋าแห้งแห่งชาติ (เด๋ยวนี้เป็น 3 แล้ว เพราะรวมงานมหกรรมหนังสือเด็กและเยาวชนตอนปลายเดือน ก.ค. ไปด้วย) นั่นคือ งานสัปดาห์หนังสือนั่นเอง แต่น แต๊น...

ชื่องานอย่างเป็นทางการ: งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 36 และงานมหกรรมหนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 6

ชื่อที่รู้ๆ กัน: งาน (สัปดาห์) หนังสือ [พองานมหกรรมหนังสือตอนเดือน ต.ค. ก็เรียกงานสัปดาห์ฯ งานหนังสือเด็กและเยาวชนที่เพิ่งจัดไม่กี่ปีก็เรียกงานสัปดาห์ฯ สรุปคืองานหนังสือกี่งานๆ ถ้ามันจัดที่ศูนย์สิริกิติ์ คนไทยก็เรียกงานสัปดาห์หนังสือกันหมด อ้าว เวร...กูก็เรียกด้วยนี่หว่า เหอะ เหอะ]

ระยะเวลา: 26 มี.ค. - 7 เม.ย. 2551 สิริรวม 13 วัน แล้วไฉนจึงเรียก "งานสัปดาห์หนังสือ" ได้ครับท่าน o_O?!? (เชื่อเถอะว่าคนไทยที่อ่านออก-เขียนได้กว่า 80% สงสัยเหมือนผม)

สถานที่: ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดินทางถึงได้สะดวกสุดทางรถไฟฟ้ามหานคร (MRT) ลงที่สถานีศูนย์ฯ สิริกิติ์ ซึ่งมีทางเชื่อมกับสถานีรถไฟฟ้า (BTS) อโศกที่สถานีชื่อสุขุมวิท อัตราค่าเดินทางจากสุขุมวิทไปศูนย์ฯ ก็แค่ 15 บ. สะดวกจริงเป็นลิงปอกกล้วย (จริงๆ คือสะดวกสำหรับผมนั่นเอง ฮ่า...)

จากนี้ไปจะขอทำอย่างที่คิดจะทำจางานมหกรรมหนังสือแห่งชาติคราวก่อน คือ Report มันเป็นวันๆ เฉพาะวันที่ไป ภายในช่วงเดือนมีนาคม (ส่วนของภาคเมษายนจะตามมาภายหลังขอรับ) ช่วยเช็คด้วยนะครับว่าเรื่องที่เป็นข้อเท็จจริงตรงไหนที่ผมลงผิดไปบ้าง

 

วันที่ 1 : 26 มี.ค. 2551

วันแรกของการเปิดงาน ซึ่งจากข่าวประชาสัมพันธ์ตามสื่อต่างๆ สมเด็จพระเทพฯ ท่านจะทรงเดินชมงานจนถึง 6 โมงเนย็น แล้วจากนั้นก็จะเปิดให้คนทั่วไปเดินเที่ยวกันจริงๆ เสียที

หลังจากประชุมและสังสรรค์ที่ชมรมเสร็จ ผมก็ขึ้นรถไฟใต้ดินจากสามย่านมาที่ศูนย์ฯ ถึงหน้างานประมาณ 5 โมงเย็น ตอนที่เดินเข้าศูนย์ฯ ทางฝั่ง Food Court ก็เห็นคนอีกมากมายนั่งรองานเปิดกันอย่างพร้อมเพรียง นึกดีใจที่คนไทยรักการอ่านหนังสือเสียจริง ใครหนอว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละสองบรรทัด เหอๆ

คนที่นั่งก็นั่งมันเข้าไป ที่นั่งจนเมื่อยก็เดินไปเดินมาให้ว่อน แต่ก็ยังเข้างานไม่ได้อยู่ดี เพราะงานยังไม่เปิดนั่นเอง จำเวลาเปิดงานที่เขาบอกไว้ให้ดีนะครับ

ตอนแรกผมก็ว่าจะรออยู่ข้างนอกนี่แหละ จะได้ไม่ต้องเข้าไปเบียดกันเป็นปลากระป๋องข้างใน แต่คิดอีกที เราก็ไม่เคยมีประสบการณ์แบบที่ว่าซักทีนี่เนอะ ก็เลยขอลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง สมกับที่ประเทศไทยกำลังจะแก้รัฐธรรมนูญกันใหม่เพื่ออำนวยประโยชน์ให้รัฐบาลชุดใหม่ได้เต็มที่

เดินผ่านเครื่องตรวจโลหะหน้าทางเข้า มีเสียงดังปี๊บ!!! (ใช่มั้ยหว่า จำไม่ค่อยได้) รปภ.ขอเก็บคัตเตอร์ไว้ บอกว่าขากลับค่อยมาเอาคืน (ซึ่งเราก็ลืมมันข้ามคืนในที่สุด) แต่อนุญาตให้เก็บไม้บรรทัดฟุตเหล็กไว้ได้ ซึ่งขอโทษเถอะ ตามความคิดของผม ฟุตเหล็กใช้ฟันหัวคนตายได้ง่ายกว่าคัตเตอร์เยอะนะครับ (หรือจะมีแต่ผมคนเดียวที่เอาฟุตเหล็กมารำต่างกระบี่ในยามว่างบ่อยๆ จนคุ้นมือยังไงไม่รู้)

ผ่านเครื่องตรวจมาตรงหน้า Food Court ก็เจอโครงการใหม่ของงานสัปดาห์หนังสือ หรืออย่างน้อยผมก็ไม่ได้เห็นจากงานที่แล้ว นั่นก็คือ โครงการรับบริจาคโบรชัวร์ (Brochure) หรือใบปลิว เพื่อลดโลกร้อน ...ตามกระแสดีจริงๆ

อ่านหลักการและเหตุผลเขาแล้วก็ต้องขอชื่นชมล่ะครับว่าคิดได้ดีจริงๆ ผมเห็นด้วยที่ว่าโบรชัวร์ที่แจกๆ กันตามย่านชุมชน โดยเฉพาะทางขึ้นรถไฟฟ้าที่สยามนี่เป็นผลิตผลจากการผลาญชีวิตต้นไม้ที่สิ้นเปลืองที่สุดเท่าที่มนุษยชาติคิดค้นขึ้นมาได้จริงๆ ตัดต้นไม้ พิมพ์ใบปลิว แจก แล้วก็ทิ้ง ตัด พิมพ์ แจก ทิ้ง วนเวียนเป็นวงจรอุบาทว์ไปเรื่อยๆ เห็นใบที่โยนทิ้งเกลื่อพื้นแล้วก็คิดหลายครั้งเหมือนกันว่าทำไมไม่มีใครเก็บไปรีไซเคิล อย่างน้อยถ้าจะพิมพ์โบรชัวร์ชุดใหม่จะได้ไม่ต้องตัดต้นไม้เพิ่ม เอาอีพวกที่รีไซเคิลนี่แหละมาพิมพ์ จะได้มีวงจรใหม่ที่ทำลายธรรมชาติน้อยลง ได้เห็นโครงการนี้แล้วก็ดีใจครับ แต่เสียดายที่ก่อนมาไม่ได้รับแจกแผ่นพับใบปลิวอะไรเลย เลยไม่มีโบรชัวร์บริจาคร่วมโครงการ เอาเป็นว่าคุณผู้อ่านท่านไหนที่ได้รับแจกโบรชัวร์มาเยอะแยะก่อนมางานหนังสือก็อย่าเพิ่งทิ้งนะครับ เอามาหย่อนตามช่องที่ซุ้มในรูปจะดีกว่าครับ ถือเสียว่าช่วยโลกทางอ้อมละกันครับ

จบจากซุ้มรับโบรชัวร์ เข้า Food Court เจอคนที่มาร่วมงานนั่งรองานเปิดเพียบ บางคนก็คงอิ่มไปหลายยกแล้ว

บ้างก็อดใจไม่ไหว เข้าชมหนังสือที่ร้านส่งเสริมการอ่านข้างๆ Food Court

เชื่อเถอะครับว่างานเปิดเมื่อไหร่ ร้านก็จะกลับมาเงียบสงบเหมือนเดิม

ส่วนทางออกอีกฝั่งที่เชื่อมกับโซน C...

ผมเพิ่งรู้วันนี้นะเนี่ยว่าวันแรกของงานนี่ตั้งด่านปิดกันยังงี้เลย เป็นแบบนี้ทุกปีรึเปล่าเนี่ย บังเอิญอีกว่าที่เป็นครั้งแรกที่ผมมางานในวันเปิดและตอนใกล้เปิด

เดินวนไปวนมา ดมกลิ่นอาหารจนชักเบื่อ เลยเดินออกไปตามทางออกข้างๆ Food Court ซึ่งเป็นอีกทางที่สามารถเดินเข้างานได้ และแน่นอนว่าไม่ได้มีผมที่ตัดสินใจออกมาแค่คนเดียว

การรักษาความปลอดภัยเข้มงวดดี โดยเฉพาะทางออกที่เป็นทางลาดขึ้นสู่พื้นที่หน้าโซน C ชั้น 1 เพราะอะไรน่ะรึ หึหึ...

หลังจากรอจนขาแข็งได้สักพัก ประมาณ 6 โมงกับอีกเศษเสี้ยวของเวลา ประชาชนที่เฝ้ารอให้งานเปิดจนแทบหมดความอดทนล้มโต๊ะก็พลันหน้าชื่นตาบาน เมื่อได้เห็น...สมเด็จพระเทพฯ เสด็จผ่านมา พร้อมกับโบกพระหัตถ์ให้อย่างร่าเริง!!!

ที่ภาพเบลอนี่คาดว่าเป็นเพราะพระบารมีของพระองค์มีความละเอียดสูงมากเกินเลนส์กล้องเศรษฐกิจพอเพียงของผมจะจับไหว แต่ดูจากรูปแล้วคิดว่าไม่น่ายากที่จะหาตัวพระเทพฯ ใช่มั้ยครับ ตอนถ่ายรูปนี่เกือบลืมโค้งหัวคำนับพระองค์แน่ะครับ เห็นคนอื่นๆ พร้อมใจกันโค้งหัวเลยนึกได้ รีบโค้งตาม

อันที่จริง ก่อนจะมางานหนังสือ ได้คุยกับสมาชิกชมรมวรรณศิลป์ ม.หอการค้าไทยคนหนึ่งซึ่งมีแนวคิดเอียงซ้ายเหลือเกิน แถมยังแสดงตัวว่าสนับสนุนมาร์กซิสต์ยังกะอะไรดี ได้อ่านงานน้องเขาชิ้นนึงที่ว่าด้วยระบบศักดินา ตอนยืนรอขาแข็งตรงช่องแคบทางเข้าในรูป ผมก็นึกถึงบทความของไอ้น้องคนนั้นขึ้นมาทันใด พลางตะโกน "ระบบศักดินาจงเจริญ!!"...แน่นอนว่าเป็นเสียงในใจ

แต่พอได้เห็นพระเทพฯ แย้มพระสรวล โบกพระหัตถ์ให้ อารมณ์ที่ดูเหมือนจะขุ่นมัวของไพร่ฟ้าชาวไทยที่ยืนรอให้งานเปิดเกินเวลาที