สวัสดีครับ กลับมาชม Report งานหนังสือกันต่อนะครับ คราวก่อนมีภาคมีนาคมแล้ว คราวนี้ก็ต่อด้วยภาคเมษายนเลยละกัน (ทำเป็นเรื่องกามนิตไปได้ มีภาคพื้นดิน-ภาคสวรรค์ เหอๆ)

วันที่ 5 : 1 เม.ย. 2551

เฉลิมฉลอง April Fool's Day ด้วยการมาเที่ยวงานหนังสือแต่ 8 โมงเช้า หลายคนคงสงสัย งานมันเปิด 10 โมง มาทำไมแต่เช้า บ้าป่าว ครับ ผมบ้า...เฮ้ย! ไม่ช่ายยย ผมไม่ได้มาเที่ยวงานน่อ แต่มาร่วมการอบมรมเชิงสัมมนา "ต่อยอดสืบทอดวรรณศิลป์ ครั้งที่ 2" ครับผม

งานที่ว่านี้เป็นงานที่จัดร่วมกันโดยหน่วยงาน 4 หน่วย ได้แก่ มูลนิธิสุภาว์ เทวกุล  สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย น  นิตยสารสกุลไทย  และ บริษัทซี.พี.ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดที่ห้องประชุม 3 (ตรงข้าม Plenary Hall) ตั้งแต่เวลา 8.30 - 17.00 น. ซึ่งตัวงานจะแบ่งเป็น 3ช่วง คือ การมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล ประจำปี 2550 ต่อด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ "ต่อยอดสืบทอดวรรณศิลป์ ครั้งที่ 2" หัวข้อ "นักเขียนมือใหม่หัดขับ" ในช่วงเช้า และหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ ฆาตกรรม บู๊ ผี ชีวิต โศกรัก ในนวนิยายไทย" ซึ่งการอบรมทั้งสองช่วงก็มีนักเขียนที่มากประสบการณ์และช่ำชองในด้านต่างๆ มาเป็นวิทยากร และพอใกล้ปิดงานก็จะมีการแจกเกียรติบัตรให้ผู้ที่โทรศัพท์มาสมัครเข้าร่วมการอบรมครั้งนี้กับตัวแทนจากสมาคมนักเขียนฯ ซึ่งคุณภูมิก็ได้รับอีเมล์เวียนจาก สนพ.คมบางที่ประชาสัมพันธ์งานนี้และลงสมัครไว้เมื่อ 1 อาทิตย์ก่อนหน้าแล้ว (สรุปคือเข้าร่วมเพราะอยากได้เกียรตินั่นเอง...ไม่ใช่ว้อย! เพราะอยากได้คำแนะนำจากนักเขียนผู้มีประสบการณ์ครับ)

ลงทะเบียนก่อนเข้างาน เปิดเช็คชื่อของตัวเองดู...มีแฮะ โอเค ได้เกียรติบัตรชัวร์ๆ (ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเหตุผลสำคัญนัก อย่างที่บอกไว้ข้างบน เหอๆ) จากนั้นก็ได้แจกเอกสารประชาสัมพันธ์กิจกรรม Seven Book Awards ประจำปีนี้ แล้วก็นิยายของคุณสุนทร จันทรัมพร นักเขียนใหญ่ผูล่วงลับไปแล้วมา 1 เล่มฟรีๆ ระหว่างเดินอยู่หน้าห้องประชุมก็เจอคนใหญ่คนโตในวงกาวรรณกรรมมากมาย โดยเฉพาะ พี่อี๊ด ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนฯ คนปัจจุบัน ซึ่งท่านทักคุณภูมิก่อนคุณภูมิจะรู้ตัวเสียอีก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับผม

 

กิจกรรมแรกสุดในช่วงเช้า คือการมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล ประจำปี 2550 ซึ่งผู้ได้รับรางวัลดังกล่าวคือ คุณชมัยพร มาลัยทัต เจ้าของผลงานนิยาย "ม้าไม้" ว่าด้วยชีวิตของชาวมุสลิมยากจนที่อาศัยในกรุงเทพฯ (ผมจำเขตไม่ได้อ่า - -;) ผู้มอบรางวัลคือ คุณกฤษณา อโศกสิน ประธานมูลนิธิสุภาว์ เทวกุล คนปัจจุบัน และศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2531 ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ!

หลังจากการมอบรางวัลก็เริ่มการอบรมในช่วงแรก หัวข้อ "นักเขียนมือใหม่หัดขับ" โดยมีวิทยากรสามท่าน ได้แก่ (เรียงจากซ้ายสุดของรูปมาทางขวา) คุณนรีภพ สวัสดิรักษ์ บ.ก.บริหารนิตยสารสกุลไทย คุณชมัยพร มาลัยทัต ในฐานะตัวแทนนักเขียนใหม่ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมามีคุณภาพและประสบผลสำเร็จได้ และคุณชมัยภร (คนละตัว "พอ" กันนะครับ) แสงกระจ่าง เจ้าเก่า ในฐานะนักเขียนมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ (ส่วนคุณลุงคนขวาสุดเป็นพิธีกรครับ ^^)

ช่วงบ่าย หลังจากปล่อยพักเบรกบยาวกันแล้ว ก็มาต่อกันด้วยเสวนาหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ ฆาตกรรม บู๊ ผี ชีวิต โศกรัก ในนวนิยายไทย" วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ (จากซ้ายไปขวา) คุณธาดา เกิดมงคล หนึ่งในนักเขียนอาวุโสของไทย (ซึ่งที่บ้านคุณภูมิมีหนังสือของท่านหลายเล่ม แต่ไม่เคยอ่านสักเล่ม รู้สึกผิดจัง) คุณวิสิทธิ์ คนเขียนเรื่อง Trips (เห็นปกบ่อยๆ แต่ไม่คยอ่านอีกแล้ว ง่า~~) คุณวินทร์ เลียววาริณ  คุณกิ่งฉัตร (สองคนนี้ ส่วนใหญ่คงจะรู้จักกันนะครับ) และคุณหมอพงศกร คุณหมอผู้แจ้งเกิดในวงการวรรณกรรมด้วยเรื่องลึกลับและเรื่องผี ซึ่งจากวิทยากรทุกท่านนี้ ก็ลองเดากันเองนะครับว่าใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อไหนกันบ้าง

หลังจากปิดงาน แจกเกียรติบัตรกันเป็นที่เรียบร้อย คุณภูมิก็เดินงานต่ออีกสักพัก ซึ่งรายการหนังสือที่ได้มาในวันนี้ เดี๋ยวแจกแจงตอนท้ายเหมือนเดิมครับ

วันที่ 6 : 2 เม.ย. 2551

วันนี้ไม่ได้มาเดินเที่ยวเฉยๆ แต่มาร่วมชมงานเปิดตัวหนังสือของรุ่นน้องที่คณะครับ

เป็นงานเปิดตัวหนังสือชื่อ "ภารกิจพิชิตฝัน แอดมิชชั่นติดชัวร์" ของ น้องส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ รุ่นน้องปี 1 (ขึ้นปี 2) ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ น้องเขาเขียนหนังสือออกแนว How to แนะแนววิธีการเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับการสอบแอดมิชชั่นให้กับน้องๆ ม.ปลายลงไปครับ

สำหรับตัวน้องส้มนี่ ถ้าใคร (ยังคง) ชอบดูรายการ Disney Club คงจะได้ว่าน้องเขาเป็นพิธีกรรายการคนปัจจุบันนี่เอง และนอกจากนี้ น้องส้มยังเคยเป็นตัวแทนนิสิต ผู้ถือป้ายคณะในการเดินขบวนงานลอยกระทง และยังมีผลงานแสดงละครและภาพยนตร์เพียบ จำชื่อไม่หวาดไม่ไหว (ซึ่งจริงๆ คือตัวเองจำไม่ได้นั่นเอง) ทั้งเก่ง ทั้งน่ารัด และยังนิสัยดี เป็นกันเองสุดๆ ต่างจาก sterotype ของนิสิตอักษรฯ จุฬาฯ ลิบลับครับ

มีคนมาร่วมงานเพียบเลยครับ ส่วนใหญ่มองออกเลยว่าเป็นพวกเด็กๆ ไม่เกินชั้น ม.ปลาย หรือไม่งั้นก็อาจจะเกินแค่วุฒิ หน้าตายังไม่เกิน แบบ จขบ. เป็นต้น (>_

ช่วงแรก ประมาณบ่ายสองหน่อยๆ หลังงานเริ่มไม่นาน เป็นการพูดคุยกันเล็กน้อยเรื่องการศึกษาในชั้น ม.ปลาย การเรียนพิเศษและกวดวิชา และระบบแอดมิชชั่น วิทยากรพิเศษได้แก่ ครูสมศรี ติวเตอร์ชื่อดัง และ บ.ก.หนังสือเล่มของ สนพ. 4-Letter Word ที่พิมพ์หนังสือของน้องส้มนี่เอง

หลังจากนั้น น้องส้มก็มาให้คำแนะนำในการเตรียมตัวสอบแอดมิชชั่นกับพวกน้องๆ ม.ปลาย โดยสรุปวิธีการให้จำง่ายๆ ออกมาเป็น 10 ข้อ สรุปจากเนื้อหาในหนังสือของตัวเองนั่นเอง 10 ข้อนี้ ซึ่งผมก็ขอสรุปประเด็นมาไว้ ณ ตรงนี้อีกต่อหนึ่งละกันครับ เผื่อมีน้องๆ ม.ปลายหลงเข้ามาอ่าน Entry นี้ด้วย

1. ตั้งเป้าว่าตัวเองอยากเข้าคณะอะไร ต้องรู้ให้แน่ชัดก่อนว่าอย่างเราเนี่ย เหมาะจะเรียนในคณะอะไร สาขาวิชาอะไร อย่าเพิ่งคิดว่าเรียนไอ้อย่างว่าไปแล้วจะเอาประทำอาชีพอะไรกิน เพราะถ้าเกิดมันเป็นสิ่งที่เราชอบเราถนัดขึ้นมา เดี๋ยวเราก็สามารถสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับงานได้เอง (เรื่องจริงครับ ขอยืนยันด้วยตัวเอง) วิธีการทดสอบตัวเองง่ายๆ คือ ลอง List ชื่อคณะที่ตัวเองอยากเข้าหรือคิดว่าเรียนแล้วน่าจะไปรอดมา แล้วเอา Text ที่ใช้ในวิชาของคณะนั้นๆ อย่างละเล่มมาอ่าน ถ้าอ่าน Text ของวิชาในคณะไหนได้เข้าใจที่สุด รู้สึกเบื่อน้อยที่สุด นั่นล่ะครับ คุณค้นพบตัวเองแล้ว (เช่น ถ้าลังเลระหว่างนิติศาสตร์กับอักษรศาสตร์ ก็เอาตำราว่าด้วยประวัติศาสตร์กฎหมายในประเทศไทยกับวิวัฒนาการภาษาอังกฤษอย่างละเล่มมาวางไว้ตรงหน้า ถ้าพบว่าตัวเองอ่านเล่มหลังได้สะดวกกว่าเล่มแรก ก็แปลว่าเลือกเรียนอักษรฯ เหอะ เป็นต้น)

2. วัดตัวเองให้ชัวร์ เมื่อตั้งเป้าคณะที่อยากจะเข้าได้แล้ว ก็จงไปทำการบ้าน ค้นคว้ามาว่าคณะที่ว่านี้ใช้วิชาอะไรสอบบ้าง แล้วอัตราแข่งขันของปีที่ผ่านๆ มาสูงมั้ย (ถ้ายิ่งสูงแปลว่าเรายิ่งต้องฟิต) ถ้าขยันหน่อยก็ไปหาข้อสอบเอนทรานซ์และแอดมิชชั่นปีเก่าๆ มาทำทดสอบตัวเอง โดยต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ไม่แอบเปิดเฉลยก่อนหรือขณะทำ หมั่นทำข้อสอบหลายๆ ปี เดี๋ยวความรู้ที่สะสมไว้ก็เพิ่มขึ้นมาเอง เหอๆ

3. ทำตาราง Countdown สู่วันสอบ เพื่อให้รู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่วัน จะได้กำหนดจำนวนหน้าของหนังสือที่ต้องอ่านในแต่ละวัน วิธีคิดคือ เอาจำนวนหน้าของหนังสืออ่านสอบทุกวิชาเป็นตัวตั้ง หารด้วยจำนวนวันที่ยังเหลือลบออกซะ 3 (น้องส้มฝากบอกมาว่า 3 วันสุดท้ายไม่ควรคร่ำเคร่งอ่านหนังสือสอบอีก ให้พักผ่อนหย่อนใจ ทำใจให้สบาย แต่อย่าสบายมากแบบไปเล่นดอทเอทั้งวัน ถ้ายังอยากอ่านอีกก็ให้อ่านเฉพาะที่ตัวเองทำ Short Note เอาไว้แทน) ผลลัพธ์ที่ได้คือเราจะรู้ว่าวันหนึ่งต้องอ่านหนังสือกี่หน้า

4. ใช้กระดาษ Post-it จดโน้ตเนื้อหาสำคัญ แล้วเอาไปแปะในทุกที่ในบ้านที่สายตาเรามองไปถึงได้ เช่น หัวเตียง ข้างโต๊ะทำงาน หรือบนผนังห้องน้ำด้านที่ตรงข้ามกับโถส้วม (คุณภูมิเคยลองแล้ว และขอการันตีว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลดีมาก) จากนั้นใน 3 วันสุดท้ายก็ให้แกะ Post-it เหล่านี้มาไว้รวมกัน แล้วท่องโน้ตย่อที่เราจดไว้

5. ใช้สูตร "2 อ." คือ อ่านๆๆๆ และอึดๆๆๆ อ่านมันเข้าไปครับ อ่านมันทุกเวลาที่มีโอกาส

6. สวดมนต์และทำสมาธิก่อนอ่าน เพื่อให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน จะได้จดจ่อกับเนื้อหาหนังสือได้ครับ

7. เรื่องรักพักไว้ก่อน ใครที่มีแฟน มีกิ๊ก มีหวานใจเป็นตัวเป็นตน หรือยังไม่มีแต่วางแผนจะตะครุบ พักไว้ก่อนครับ อย่างน้อยก็รอให้สอบเสร็จก่อนค่อยว่ากัน เอาไว้ไปฉลองกันหลังสอบเสร็จหรือประกาศก็ได้ ถ้ารักกันจริงต