สวัสดีครับ กลับมาชม Report งานหนังสือกันต่อนะครับ คราวก่อนมีภาคมีนาคมแล้ว คราวนี้ก็ต่อด้วยภาคเมษายนเลยละกัน (ทำเป็นเรื่องกามนิตไปได้ มีภาคพื้นดิน-ภาคสวรรค์ เหอๆ)












วันที่ 5 : 1 เม.ย. 2551
เฉลิมฉลอง April Fool's Day ด้วยการมาเที่ยวงานหนังสือแต่ 8 โมงเช้า หลายคนคงสงสัย งานมันเปิด 10 โมง มาทำไมแต่เช้า บ้าป่าว ครับ ผมบ้า...เฮ้ย! ไม่ช่ายยย ผมไม่ได้มาเที่ยวงานน่อ แต่มาร่วมการอบมรมเชิงสัมมนา "ต่อยอดสืบทอดวรรณศิลป์ ครั้งที่ 2" ครับผม
งานที่ว่านี้เป็นงานที่จัดร่วมกันโดยหน่วยงาน 4 หน่วย ได้แก่ มูลนิธิสุภาว์ เทวกุล สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย น นิตยสารสกุลไทย และ บริษัทซี.พี.ออลล์ จำกัด (มหาชน) จัดที่ห้องประชุม 3 (ตรงข้าม Plenary Hall) ตั้งแต่เวลา 8.30 - 17.00 น. ซึ่งตัวงานจะแบ่งเป็น 3ช่วง คือ การมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล ประจำปี 2550 ต่อด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการ "ต่อยอดสืบทอดวรรณศิลป์ ครั้งที่ 2" หัวข้อ "นักเขียนมือใหม่หัดขับ" ในช่วงเช้า และหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ ฆาตกรรม บู๊ ผี ชีวิต โศกรัก ในนวนิยายไทย" ซึ่งการอบรมทั้งสองช่วงก็มีนักเขียนที่มากประสบการณ์และช่ำชองในด้านต่างๆ มาเป็นวิทยากร และพอใกล้ปิดงานก็จะมีการแจกเกียรติบัตรให้ผู้ที่โทรศัพท์มาสมัครเข้าร่วมการอบรมครั้งนี้กับตัวแทนจากสมาคมนักเขียนฯ ซึ่งคุณภูมิก็ได้รับอีเมล์เวียนจาก สนพ.คมบางที่ประชาสัมพันธ์งานนี้และลงสมัครไว้เมื่อ 1 อาทิตย์ก่อนหน้าแล้ว (สรุปคือเข้าร่วมเพราะอยากได้เกียรตินั่นเอง...ไม่ใช่ว้อย! เพราะอยากได้คำแนะนำจากนักเขียนผู้มีประสบการณ์ครับ)
ลงทะเบียนก่อนเข้างาน เปิดเช็คชื่อของตัวเองดู...มีแฮะ โอเค ได้เกียรติบัตรชัวร์ๆ (ซึ่งมันก็ไม่ได้เป็นเหตุผลสำคัญนัก อย่างที่บอกไว้ข้างบน เหอๆ) จากนั้นก็ได้แจกเอกสารประชาสัมพันธ์กิจกรรม Seven Book Awards ประจำปีนี้ แล้วก็นิยายของคุณสุนทร จันทรัมพร นักเขียนใหญ่ผูล่วงลับไปแล้วมา 1 เล่มฟรีๆ ระหว่างเดินอยู่หน้าห้องประชุมก็เจอคนใหญ่คนโตในวงกาวรรณกรรมมากมาย โดยเฉพาะ พี่อี๊ด ชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนฯ คนปัจจุบัน ซึ่งท่านทักคุณภูมิก่อนคุณภูมิจะรู้ตัวเสียอีก ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งครับผม
กิจกรรมแรกสุดในช่วงเช้า คือการมอบรางวัลสุภาว์ เทวกุล ประจำปี 2550 ซึ่งผู้ได้รับรางวัลดังกล่าวคือ คุณชมัยพร มาลัยทัต เจ้าของผลงานนิยาย "ม้าไม้" ว่าด้วยชีวิตของชาวมุสลิมยากจนที่อาศัยในกรุงเทพฯ (ผมจำเขตไม่ได้อ่า - -;) ผู้มอบรางวัลคือ คุณกฤษณา อโศกสิน ประธานมูลนิธิสุภาว์ เทวกุล คนปัจจุบัน และศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ พ.ศ.2531 ขอแสดงความยินดีด้วยนะครับ!
หลังจากการมอบรางวัลก็เริ่มการอบรมในช่วงแรก หัวข้อ "นักเขียนมือใหม่หัดขับ" โดยมีวิทยากรสามท่าน ได้แก่ (เรียงจากซ้ายสุดของรูปมาทางขวา) คุณนรีภพ สวัสดิรักษ์ บ.ก.บริหารนิตยสารสกุลไทย คุณชมัยพร มาลัยทัต ในฐานะตัวแทนนักเขียนใหม่ที่สามารถสร้างสรรค์ผลงานให้ออกมามีคุณภาพและประสบผลสำเร็จได้ และคุณชมัยภร (คนละตัว "พอ" กันนะครับ) แสงกระจ่าง เจ้าเก่า ในฐานะนักเขียนมืออาชีพผู้มากประสบการณ์ (ส่วนคุณลุงคนขวาสุดเป็นพิธีกรครับ ^^)
ช่วงบ่าย หลังจากปล่อยพักเบรกบยาวกันแล้ว ก็มาต่อกันด้วยเสวนาหัวข้อ "ประวัติศาสตร์ ฆาตกรรม บู๊ ผี ชีวิต โศกรัก ในนวนิยายไทย" วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ (จากซ้ายไปขวา) คุณธาดา เกิดมงคล หนึ่งในนักเขียนอาวุโสของไทย (ซึ่งที่บ้านคุณภูมิมีหนังสือของท่านหลายเล่ม แต่ไม่เคยอ่านสักเล่ม รู้สึกผิดจัง) คุณวิสิทธิ์ คนเขียนเรื่อง Trips (เห็นปกบ่อยๆ แต่ไม่คยอ่านอีกแล้ว ง่า~~) คุณวินทร์ เลียววาริณ คุณกิ่งฉัตร (สองคนนี้ ส่วนใหญ่คงจะรู้จักกันนะครับ) และคุณหมอพงศกร คุณหมอผู้แจ้งเกิดในวงการวรรณกรรมด้วยเรื่องลึกลับและเรื่องผี ซึ่งจากวิทยากรทุกท่านนี้ ก็ลองเดากันเองนะครับว่าใครเป็นผู้เชี่ยวชาญในหัวข้อไหนกันบ้าง
หลังจากปิดงาน แจกเกียรติบัตรกันเป็นที่เรียบร้อย คุณภูมิก็เดินงานต่ออีกสักพัก ซึ่งรายการหนังสือที่ได้มาในวันนี้ เดี๋ยวแจกแจงตอนท้ายเหมือนเดิมครับ












วันที่ 6 : 2 เม.ย. 2551
วันนี้ไม่ได้มาเดินเที่ยวเฉยๆ แต่มาร่วมชมงานเปิดตัวหนังสือของรุ่นน้องที่คณะครับ
เป็นงานเปิดตัวหนังสือชื่อ "ภารกิจพิชิตฝัน แอดมิชชั่นติดชัวร์" ของ น้องส้ม ณัฐวรา หงษ์สุวรรณ รุ่นน้องปี 1 (ขึ้นปี 2) ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ น้องเขาเขียนหนังสือออกแนว How to แนะแนววิธีการเตรียมตัวเตรียมใจสำหรับการสอบแอดมิชชั่นให้กับน้องๆ ม.ปลายลงไปครับ
สำหรับตัวน้องส้มนี่ ถ้าใคร (ยังคง) ชอบดูรายการ Disney Club คงจะได้ว่าน้องเขาเป็นพิธีกรรายการคนปัจจุบันนี่เอง และนอกจากนี้ น้องส้มยังเคยเป็นตัวแทนนิสิต ผู้ถือป้ายคณะในการเดินขบวนงานลอยกระทง และยังมีผลงานแสดงละครและภาพยนตร์เพียบ จำชื่อไม่หวาดไม่ไหว (ซึ่งจริงๆ คือตัวเองจำไม่ได้นั่นเอง) ทั้งเก่ง ทั้งน่ารัด และยังนิสัยดี เป็นกันเองสุดๆ ต่างจาก sterotype ของนิสิตอักษรฯ จุฬาฯ ลิบลับครับ
ช่วงแรก ประมาณบ่ายสองหน่อยๆ หลังงานเริ่มไม่นาน เป็นการพูดคุยกันเล็กน้อยเรื่องการศึกษาในชั้น ม.ปลาย การเรียนพิเศษและกวดวิชา และระบบแอดมิชชั่น วิทยากรพิเศษได้แก่ ครูสมศรี ติวเตอร์ชื่อดัง และ บ.ก.หนังสือเล่มของ สนพ. 4-Letter Word ที่พิมพ์หนังสือของน้องส้มนี่เอง
หลังจากนั้น น้องส้มก็มาให้คำแนะนำในการเตรียมตัวสอบแอดมิชชั่นกับพวกน้องๆ ม.ปลาย โดยสรุปวิธีการให้จำง่ายๆ ออกมาเป็น 10 ข้อ สรุปจากเนื้อหาในหนังสือของตัวเองนั่นเอง 10 ข้อนี้ ซึ่งผมก็ขอสรุปประเด็นมาไว้ ณ ตรงนี้อีกต่อหนึ่งละกันครับ เผื่อมีน้องๆ ม.ปลายหลงเข้ามาอ่าน Entry นี้ด้วย
1. ตั้งเป้าว่าตัวเองอยากเข้าคณะอะไร ต้องรู้ให้แน่ชัดก่อนว่าอย่างเราเนี่ย เหมาะจะเรียนในคณะอะไร สาขาวิชาอะไร อย่าเพิ่งคิดว่าเรียนไอ้อย่างว่าไปแล้วจะเอาประทำอาชีพอะไรกิน เพราะถ้าเกิดมันเป็นสิ่งที่เราชอบเราถนัดขึ้นมา เดี๋ยวเราก็สามารถสิ่งที่เรียนไปประยุกต์ใช้กับงานได้เอง (เรื่องจริงครับ ขอยืนยันด้วยตัวเอง) วิธีการทดสอบตัวเองง่ายๆ คือ ลอง List ชื่อคณะที่ตัวเองอยากเข้าหรือคิดว่าเรียนแล้วน่าจะไปรอดมา แล้วเอา Text ที่ใช้ในวิชาของคณะนั้นๆ อย่างละเล่มมาอ่าน ถ้าอ่าน Text ของวิชาในคณะไหนได้เข้าใจที่สุด รู้สึกเบื่อน้อยที่สุด นั่นล่ะครับ คุณค้นพบตัวเองแล้ว (เช่น ถ้าลังเลระหว่างนิติศาสตร์กับอักษรศาสตร์ ก็เอาตำราว่าด้วยประวัติศาสตร์กฎหมายในประเทศไทยกับวิวัฒนาการภาษาอังกฤษอย่างละเล่มมาวางไว้ตรงหน้า ถ้าพบว่าตัวเองอ่านเล่มหลังได้สะดวกกว่าเล่มแรก ก็แปลว่าเลือกเรียนอักษรฯ เหอะ เป็นต้น)
2. วัดตัวเองให้ชัวร์ เมื่อตั้งเป้าคณะที่อยากจะเข้าได้แล้ว ก็จงไปทำการบ้าน ค้นคว้ามาว่าคณะที่ว่านี้ใช้วิชาอะไรสอบบ้าง แล้วอัตราแข่งขันของปีที่ผ่านๆ มาสูงมั้ย (ถ้ายิ่งสูงแปลว่าเรายิ่งต้องฟิต) ถ้าขยันหน่อยก็ไปหาข้อสอบเอนทรานซ์และแอดมิชชั่นปีเก่าๆ มาทำทดสอบตัวเอง โดยต้องซื่อสัตย์กับตัวเอง ไม่แอบเปิดเฉลยก่อนหรือขณะทำ หมั่นทำข้อสอบหลายๆ ปี เดี๋ยวความรู้ที่สะสมไว้ก็เพิ่มขึ้นมาเอง เหอๆ
3. ทำตาราง Countdown สู่วันสอบ เพื่อให้รู้ว่าเหลือเวลาอีกกี่วัน จะได้กำหนดจำนวนหน้าของหนังสือที่ต้องอ่านในแต่ละวัน วิธีคิดคือ เอาจำนวนหน้าของหนังสืออ่านสอบทุกวิชาเป็นตัวตั้ง หารด้วยจำนวนวันที่ยังเหลือลบออกซะ 3 (น้องส้มฝากบอกมาว่า 3 วันสุดท้ายไม่ควรคร่ำเคร่งอ่านหนังสือสอบอีก ให้พักผ่อนหย่อนใจ ทำใจให้สบาย แต่อย่าสบายมากแบบไปเล่นดอทเอทั้งวัน ถ้ายังอยากอ่านอีกก็ให้อ่านเฉพาะที่ตัวเองทำ Short Note เอาไว้แทน) ผลลัพธ์ที่ได้คือเราจะรู้ว่าวันหนึ่งต้องอ่านหนังสือกี่หน้า
4. ใช้กระดาษ Post-it จดโน้ตเนื้อหาสำคัญ แล้วเอาไปแปะในทุกที่ในบ้านที่สายตาเรามองไปถึงได้ เช่น หัวเตียง ข้างโต๊ะทำงาน หรือบนผนังห้องน้ำด้านที่ตรงข้ามกับโถส้วม (คุณภูมิเคยลองแล้ว และขอการันตีว่าใช้ได้อย่างมีประสิทธิผลดีมาก) จากนั้นใน 3 วันสุดท้ายก็ให้แกะ Post-it เหล่านี้มาไว้รวมกัน แล้วท่องโน้ตย่อที่เราจดไว้
5. ใช้สูตร "2 อ." คือ อ่านๆๆๆ และอึดๆๆๆ อ่านมันเข้าไปครับ อ่านมันทุกเวลาที่มีโอกาส
6. สวดมนต์และทำสมาธิก่อนอ่าน เพื่อให้จิตใจสงบ ไม่ฟุ้งซ่าน จะได้จดจ่อกับเนื้อหาหนังสือได้ครับ
7. เรื่องรักพักไว้ก่อน ใครที่มีแฟน มีกิ๊ก มีหวานใจเป็นตัวเป็นตน หรือยังไม่มีแต่วางแผนจะตะครุบ พักไว้ก่อนครับ อย่างน้อยก็รอให้สอบเสร็จก่อนค่อยว่ากัน เอาไว้ไปฉลองกันหลังสอบเสร็จหรือประกาศก็ได้ ถ้ารักกันจริงต้องรอกันได้สิ จริงมั้ยจ๊ะ ตัวเอง
8. ฟิตร่างกายให้พร้อม เมื่อร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ สติสตังเราก็จะดีพร้อมตาม ทำให้ความจำดี ท่องจำและคิดวิเคราะห์ได้ดีไปด้วย อันนี้รวมถึงการกินอาหารและนอนให้เป็นเวลา และให้หลีกเลี่ยงพวกเครื่องดื่มบำรุงกำลังทั้งหลาย อย่างกระทิงแดง คาราบาวแดง อะไรแดงๆ ทั้งหลายแหล่ เพราะพวกนี้ให้พลังงานก็จริง แต่ไม่ช่วยให้ประคองสติได้ตามกำลังที่เพิ่มขึ้น กินไปก็บีบรัดหัวใจเปล่าๆ ครับ (คุณภูมิขอยืนยันด้วยคนครับ ตามประสาคนที่ดื่มกาแฟทีไรเป็นได้หลับปุ๋ยทุกที)
9. กำจัดทุกขวากหนาม ลด ละ เลิก กิจกรรมเบนความสนใจทั้งหลายชั่วคราว ทั้ง MSN หิห้า (hi5) เล่นเน็ต ดูทีวี อ่านการ์ตูน ท่องไว้ในใจว่า สอบเสร็จเมื่อไหร่เจอกันแน่!
10. สร้างกำลังใจให้ตัวเอง อันนี้เอาตามแต่ละคนสะดวกละกัน ประมาณว่านั่งสมาธิ ไหว้พระเก้าวัด ทำบุญตักบาตร หรือจะทำแบบน้องส้ม คือไปวัดเล่เล่ยยี่ (มังกรกมลาวาตร) แล้วให้พระท่านปลุกเสกดินสอสองบีก็ยังได้ (เยี่ยมมาก คุณน้อง) ขอแค่การกระทำดังกล่าวทำให้เรามีความเชื่อมั่นในตัวเอง จิตใจสงบผ่องใส มองโลกในแง่ดี ประหนึ่งเทเลทับบีส์ลันล้าเป็นพอ
คำแนะนำสิบข้อนี้ ผมว่าบางข้อสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการสอบข้อเขียนได้ทุกประเภทนะครับ ก็หวังว่าจะนำไปใช้ประโญชน์ได้กันถ้วนหน้า ไม่เฉพาะนักเรียน ม.ปลายเตรียมสอบเท่านั้น












วันที่ 6 : 3 เม.ย. 2551
บ่านสามโมง ณ Retro Cafe ผมได้รับคำเชิญชวนให้มาร่วมชมงานเสวนางานหนึ่งที่ บ.นานมีบุ๊คส์ ร่วมมือกับสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยจัดขึ้น งานนี้มีชื่อว่า
เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในวาระ (ใกล้) วันเกิดครบรอบ 60 ปีของคุณประภัสสร เสวิกุล หนึ่งในนักเขียนระดับตำนานของแวดวงวรรณกรรมไทย มีผลงานนวนิยายประมาณ 50 เรื่อง เรื่องสั้นประมาณ 150 เรื่อง และบทกลอนอีกกี่บทไม่ทราบ (ขอโทษครับ) นวนิยายของท่านมีหลายแนวเหลือเกิน ทั้งชีวิต รัก บู๊ ประวัติศาสตร์ การเมือง วรรณกรรมเยาวชน รวมทั้งนิยายทะเลทรายแบบชี้คๆ ท่านก็เขียนมาแล้ว ซึ่งจนถึงปัจจุบัน ผมคิดว่าท่านเป็นนักเขียนไทยที่สามารถเขียนเรื่องแนวทะเลทรายได้เก่งที่สุด นิยายของท่านหลายเรื่องมักเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ ซึ่งคุณประภัสสรท่านกลั่นกรองมาจากประสบการณ์การเดินทางของตัวเอง และหลายเรื่องก็ได้รับการสร้างเป็นละครทีวี อาทิ "เวลาในขวดแก้ว" "ลอดลายมังกร" "ขอหมอนใบนั้นที่เธอฝันยามหนุน" "ซิงตึ๊ง" "สำเภาทอง" (คนที่คลุกคลีกับหนังสือนิยายไทยดี หรือมีช่วงเวลาเกิดใกล้เคียงกับคุณภูมิคงคุ้นเคยกับชื่อหนังสือและละครเหล่านี้) และเรื่องล่าสุดที่กำลังจะฉายในอนาคตอันใกล้อย่าง "บ้านก้านมะยม"
หลังลงทะเบียนเสร็จแล้ว คุณภูมิก็ได้รับแจกสูจิบัตรงาน แม่เหล็กติดตู้เย็น และนิตยสาร "เล่มโปรด" ฉบับเดือน เม.ย.'51 มาฟรีๆ ซึ่งนับว่าดีทีเดียว เพราะคุณภูมิกำลังเริ่มหันมาเก็บเล่มโปรดอีกครั้งหลังจากหยุดไปหลายปี ถูกใจรูปเล่มกับ Artwork แบบใหม่น่ะครับ ลงทะเบียนเสร็จก็เจอพี่อุ้ย หรือนามแฝงในแวดวง Exteen ว่า เทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ ยุวกวีศรีรัตนโกสินทร์ ซึ่งได้รับเชิญมางานนี้ในฐานะแขกรับเชิญพิเศษให้ขึ้นเวทีเสวนาโดยเฉพาะ ด้วยเหตุที่พี่อุ้ยเป็นนักกลอนรุ่นใหม่ไฟแรง แถมด้วยรางวัลดีเด่นจากการประกวด Young Thai Artist Award 2006 สาขาวรรณกรรม แล้วยังเป็นแฟนติดตามผลงานของคุณประภัสสรมาตั้งแต่เด็กอีก วันนี้พี่อุ้ยนัดคุณภูมิมาเจอเพื่อที่จะได้คืนหนังสือชุดอาณาจักรแห่งกาลเวลา (The Keys to the Kingdom) ที่ยืมคุณภูมิไปตั้งแต่ต้นปี แลกกับการที่คุณภูมิเอาหนังสือเล่มแรกในชีวิตของพี่อุ้ย "โลกยนิทาน" ซึ่งเป็นรวมบทร้อยกรองที่ได้รางวัล Young Thai 2006 มาให้เซ็น หลังจากนั้นก็มีเวลาให้ชมงานอีกสักพักก่อนกิจกรรมบนเวทีจะเริ่มอย่างเป็นทางการ
บรรยากาศงานเป็นไปอย่างสบายๆ ปลอดโปร่งร่มรื่น ซึ่งก็ได้อานิสงส์จากสถานที่ คือ Retro Cafe ที่สามารถมองเห็นวิวสวยงามของศูนย์สิริกิติ์ทางด้านนอกได้ชัดเจน ประกอบกับอากาศวันนั้นก็แจ่มใส ถึงจะแดดแรงไปนิดก็ตาม ในงานแบ่งออกเป็น 3 ส่วนครับ ส่วนแรกคือบริเวณของเวทีและ แถวเก้าอี้สำหรับนั่งชมเสวนาที่อยู่ด้านหน้าสุด นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดเหตุการณ์และภาพวิดีโอที่ฉายบนจอ LCD ข้างเวทีผ่านทางจอทีวีที่มีอยู่ตามจุดต่างๆ ของงาน เพื่อให้คนที่เดินชมงานอยู่ได้เห็นภาพเหตุการณ์บนเวทีด้วย อย่างในภาพข้างบนนั่นเป็นส่วนหนึ่งของวิดีทัศน์อวยพรคุณประภัสสร เสวิกุล โดยมีคนใหญ่คนโตในแวดวงวรรณกรรมมากล่าวแสดงความยินดีกันเพียบ (ซึ่งส่วนใหญ่ก็มาร่วมงานนี้ด้วยตัวเองเช่นกัน) คนในจอทีวีข้างบน หลายคนคงจำได้ว่าคือ คุณชมัยภร แสงกระจ่าง นายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย เจ้าเก่านั่นอง (ช่วงนี้เจอท่านบ่อยมากครับ)
ถัดมา เป็นบริเวณจัดแสดงนิทรรศการว่าด้วยประวัติและผลงานที่มีชื่อเสียงของคุณประภัสสร รวมทั้งมีตัวอย่างหนังสือนิยายและรวมเรื่องสั้นของท่านที่ได้รับการตีพิมพ์จากสำนักพิมพ์ต่างๆ นับแต่อดีตมาจนปัจจุบันตามรูปข้างล่าง ลองคลิกเข้าไปและดูเล่นๆ ละกันครับว่ารู้จักกันกี่เล่ม
นิยายของคุณประภัสสรเล่มที่คุณภูมิโปรดปรานที่สุดคือ "อำนาจ" ครับ เป็นนิยายแนวการเมืองที่คลาสสิกสุดๆ ขนาดว่าเขียนมานานแล้ว เหตุการณ์ยังคล้ายๆ กับเรื่องที่เพิ่งเกิดในบางมุมของโลกเบี้ยวๆ ดวงนี้เลย ส่วนนิยายพาฝันแนวทะเลทรายเล่มที่ชอบที่สุดก็คงเป็น "พระจันทร์ทะเลทราย" กระมังครับ นอกจากนี้ คุณภูมิกำลังตามซื้อเล่มที่ออกจะเป็นวรรณกรรมเยาวชนชื่อ "ปุยเมฆในกระจกเงา" ที่รวมเล่มหลังจากลงตอนจบในนิตยสารสกุลไทยอยู่ ทั้งสามเล่มที่ว่านี้พิมพ์ใหม่โดย สนพ.อมรินทร์ครับผม ปกงามแต๊ๆ ทีเดียวเชียวล่ะ
นอกจากเล่มเก่าๆ แล้ว งานนี้ยังมีการเปิดตัวหนังสือนิยายเก่าแต่เอามาพิมพ์ใหม่อีกจำนวน 8 เรื่อง และหนังสือรวมเรื่องสั้นอีก 1 เล่ม โดยผู้จัดพิมพ์ก็คือ สนพ.นานมีบุ๊คส์นั่นเอง หนังสือทั้ง 9 เล่มมีดังนี้ครับ (ส่วนรายละเอียดขอลอกและดัดแปลงมาจากเนื้อความในสูจิบัตรนะครับ เผื่อใครเกิดสนใจขึ้นมา)
60 เรื่องสั้น ประภัสสร เสวิกุล รวมผลงานเรื่องสั้นของคุณประภัสสร เสวิกุลนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2513 - 2551 ที่คัดมาจากเรื่องสั้นทั้งหมดประมาณ 150 เรื่องให้เหลือประมาณ 60 เรื่อง เพื่อให้เป็นที่ระลึกวาระครบรอบ 60 ปี ของคุณประภัสสร ซึ่งคนไทยถือกันว่าเป็นจำนวนปีที่สำคัญของชีวิต ("แซยิด" นั่นเอง) โดยจุดประสงค์สำคัญที่จัดพิมพ์รวมเรื่องสั้นชุดนี้ขึ้นก็คือ เพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นแนวทางและพัฒนาการบนถนนสายวรรณกรรมอันยาวไกลของนักเขียนไทยคนนี้ "จากความฝันสู่ความจริง จากการทดลองสู่การเรียนรู้ ผ่านช่วงวัยแลประสบการณ์ต่างๆ ตลอดจนทุกข์สูขนานัปการ"
บ้านก้านมะยม เล่มที่กำลังจะได้ฉายเป็นละครทีวีนั่นเอง เป็นเรื่องราวของครูผูอุทิศตนเพื่อลูกศิษย์ที่ด้อยโอกาสในท้องถิ่นชนบทอันห่างไกลอย่างตำบลท่าตลาด ตำบลเล็กๆ ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อ ที่นั่นมีโรงเรียนซึ่งมีต้นมยมใหญ่ขึ้รอยู่หน้าประตู ซึ่งก้านของมันเป็นที่เข็ดขยาดของเด็กๆ และมีครูสตรีคนเดียวที่สอนลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่ามาตามลำพังเป็นเวลานับสิบปี
ม่านมรสุม เรื่องราวของมิตรภาพ ความรัก ความแค้น และการต่อสู้เพื่อจุดหมายในชีวิต คนเราต่างก็มาจากธุลีดิน แต่ก็มีบางคนที่กลายเป็นภูผา ขณะที่บางคนเป็นเพียงแค่ฝุ่นละอองที่ไร้ค่า
แกมกลิ่นสุคนธา "หนุ่ย" เด็กหนุ่มผู้ถือกำเนิดนตระกูลผู้ดี แต่กลับมีชีวิตราวดอกไม้ที่แปลกปลอมเข้ามาในสวนอันเลอเลิศ จากเล็กจนโต หนุ่ยได้มองเห็นแง่มุมหลากหลายของผู้คนในรั้วบ้าน "ราชฤทธิ์" ทั้งสุขทุกข์ ความเอื้ออารี และการแก่งแย่งช่วงชิง จวบจนวันหนึ่งเมื่อสิ้นร่มเงาอย่างคุณย่า หนุ่ยจึงได้พบความจริงที่ผิดซ่อนมานาน ความจริงที่นำเขาไปสู่ชีวิตใหม่ ซึ่งเปรียบเสมือนสวนแห่งใหม่ที่เหมือนจะยินดีต้อนรับดอกไม้อย่างเขามากกว่า
มงกุฎดาริกา ตำนานความรัก และคำมั่นสัญญาแห่งรักของชายหญิงคู่หนึ่งที่ไม่ยอมพ่ยแพ้ต่ออุปสรรค กระทั่งความมุ่งมั่นและมั่นคงในรักพาทั้งสองไปถึงจุดหมายปลายทางคือ "วิหารแห่งความรัก" อันศักดิ์สิทธิ์ที่หนุ่มสาวชาวทะเลทรายใฝ่ฝันหา กระทั่งทำให้โลกในอดีตและปัจจุบันมาบรรจบพบกันได้
สำเภาทอง นวนิยายที่สะท้อนภาพปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี "ตั๋ง" ต้องเดินทางกลับจากอเมริกากะทันหันเพื่อมาดูแลธุรกิจของครอบครัวแทนพ่อที่ตัดสินใจฆ่าตัวตายหนีวิกฤติเศรษฐกิจ ตั๋งต้องยืนหยัดต่อสู้กับปัญหาอันหนักหน่วงที่รุมเร้า แต่ด้วยความมานะบากบั่น กำลังใจ ความอดทน และความมีคุณธรรม เขาจึงฝ่าฟันอุปสรรคได้สำเร็จ
ซิงตึ๊ง เรื่องราวชีวิตบนเส้นทางสายนักเลงของ "เจี่ย" เด็กหนุ่มจากเมืองปากน้ำโพ จากความตั้งใจเพียงแค่มาตามหาแม่ที่เยาวราช ชีวิตของเจี่ยต้องพลิกผันเมื่อได้เจอกับ "ยอด" นักเลงเก่าผู้ร้างลาวงการ ด้วยบุคลิกสุขุม ไม่เกรงกลัวใคร บวกกับคุณธรรมน้ำมิตรที่เจี่ยยึดถือ กำลังจะนำเขาไปสู่ความยิ่งใหญ่ หรืออาจเป็นภัยถึงชีวิตของเขาก็เป็นได้
เหลื่อมไหม ลายเหมย เรื่องราวการต่อสู้ชีวิตของชายหนุ่มสามคนผู้แตกต่างกันในทุกๆ ด้าน ทั้งลูกชายเจ้าของห้างใหญ่ หนุ่มนักการพนัน และนักเรียนนอกลูกผู้ดีเก่า หลังสงครามโลกครั้งที่สอง หายนะจากสงครามนำทั้งสามมาสู่จุดเดียวกัน นั่นคือสภาพแทบสิ้นเนื้อประดาตัว แต่ทั้งสามจะมีวิธีต่อสู้อย่างไรเพื่อพลิกฟื้นวิกฤตในชีวิตของตัวเอง หรือพวกเขาจะเพียงงอมืองอเท้าเฉยๆ ปล่อยให้ชะตากรรมตัดสินทุกอย่าง
ลอดลายมังกร ว่าด้วยเรื่องราวของ เหลียง สือพาณิชย์ ชายชาวจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย และสร้างเนื้อสร้างตัวจากเสื่อผืนหมอนใบจนกลายเป็นมหาเศรษฐี ต่อมา ความวุ่นวายในครอบครัวก็เกิดขึ้น พร้อมๆ กับการขยายตัวของกิจการ ซึ่งมีทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว หากแต่เหลียงยังคงยึดมั่นในคุณธรรมและความขยัน ด้วยการเตือนใจด้วยอักษรคำว่า "หงี" (คุณธรรม) ที่ติดไว้กลางบ้าน
คิดว่าตอนนี้ทั้งแปดเล่มน่าจะมีวางขายตามร้านหนังสือทั่วไปแล้ว ใครสนใจก็ลองไปหาซื้อมาอ่านนะครับ คุณภูมิขอบอกเลยว่าคุณภาพงานของนักเขียนระดับตำนานห่างจากงานของคนเริ่มหัดเขียนหนังสือที่พอได้ออกหนังสือมาเล่มสองเล่มก็ทำลำพองใจอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนด้านหลังสุดของงาน นอกจากโต๊ะลงทะเบียนแล้ว ก็เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของงาน นั่นคือ โซนของว่างนั่นเอง 555+
เอาภาพมาให้ชมครับ น่าเสียดายที่เอารสชาติมา upload ลงบล็อกไม่ได้ ขอบอกว่าครัวซองแฮมอร่อยมากครับ เหอๆๆ
โอเค พอจะเห็นภาพงานคร่าวๆ กันแล้วเนอะ ก็มาต่อที่ตัวกิจกรรมบนเวทีกันดีกว่า หลังจากหมดช่วงวิดีทัศน์อวยพรคุณประภัสสร ก็มีการเปิดงานเสวนาอย่างเป็นทางการ โดยมีคุณสุวดี จงสถิตย์วัฒนา ประธาน บ.นานมีบุ๊คส์ กล่าวเปิดงาน และคุณชมัยภร แสงกระจ่าง อ่านกลอนประกาศเกียรติคุณคุณประภัสสร หลังจากนั้นก็เข้าสู่เสวนา "60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล" ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณประภัสสรและผลงานเขียนของท่านผ่านทางมุมมอง 4 มุม
แขกผู้ทรงเกียรติที่มาร่วมเสวนา (นับจากคนที่สองจากซ้ายไปขวาเป็นต้นไป) ได้แก่ อ.รื่นฤทัย สัจจพันธุ์ นักวิจารณ์วรรณกรรมและกรรมการตัดสินรางวัลทางวรรณกรรมหลายรายการ (โดยเฉพาะรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด สาขาวรรณกรรมเยาวชน) คุณธีรภัทร เจริญสุข หรือพี่อุ้ย เทราสเฟียร์ของพวกเรา คุณไมตรี ลิมปิชาติ นักเขียนอาวุโสร่วมสมัยกับคุณประภัสสร และยังเป็นอดีตนายกสมาคมนักเขียนที่มีผลงานมามากมาย อาทิ คนอยู่วัด (เล่มนี้ ใครที่อายุพอๆ กับคุณภูมิคงได้อ่านเป็นหนังสือนอกเวลากันมาแล้ว) และคนสุดท้ายคือ ผู้กำกับละครบ้านก้านมะยม และยังเคยกำกับละครที่สร้างจากวรรณกรรมไทยมาแล้วหลายเรื่อง อาทิ "รังนกบนปลายไม้" (คุณชมัยภร แสงกระจ่าง) "เรือนไม้สีเบจ" (ว.วินิจฉัยกุล) ฯลฯ (ขออภัยเป็นอย่างยิ่งครับที่ผมจำชื่อคุณผู้กำกับไม่ได้) สรุปแล้วคิอ เป็นมุมมองของนักวิจารณ์ ของนักอ่านและนักเขียนรุ่นใหม่ ของนักเขียนอาวุโสและเพื่อนสนิทร่วมวงการ และของคนในวงการบันเทิง ตามลำดับนั่นเอง
สำหรับใครที่รู้จักชื่อเทราสเฟียร์ เอล เซราฟีเตอร์ แต่ไม่เคยเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง คุณภูมิยินดีนำมาเผยแพร่ ณ ที่นี้ครับ ^^ (ส่วนหนังสือ "โลกยนิทาน" ไว้ได้ฤกษ์เมื่อไหร่ จะเอามาเขียนแนะนำลงบล็อกนะครับ)
ก่อนหมดช่วงเสวนาเล็กน้อย คุณไมตรี ลิมปิชาติก็ทำ Surprise ผู้ชม โดยเฉพาะเพื่อนรักอย่างคุณประภัสสร ด้วยการมอบโล่ห์นักเขียนดีเด่นของสมาคมนักเขียนฯ ที่เคยมีมติมอบให้คุณประภัสสรตั้งแต่เมื่อครั้งคุณไมตรียังเป็นนายกสมาคมอยู่ แต่คุณประภัสสรไม่สามารถมารับได้เพราะติดงานในฐานะเอกอัครราชทูตอยู่ที่ประเทศชิลิ นำมามอบให้กับท่านในวันนี้ครับ ทำเอาผู้ชมปลื้มปีติกันไปตามๆ กัน
บังเอิญว่าคุณไมตรีท่านอยู่บนเวที แต่คุณประภัสสรนั่งชมเสวนาอยู่แถวหน้าสุด และโล่ห์ก็อยู่กับภรรยาคุณไมตรี ก็เลยให้คุณประภัสสรรับโล่ห์จากภรรยาคุณไมตรีเสียเลย
แล้วก็ปิดการเสวนาด้วยการฉายภาพร่วมกันของคุณประภัสสร แขกรับเชิญทั้ง 4 ท่าน พิธีกร คุณสุวดี และคุณชมัยภร โดยให้แต่ละคนถือภาพหนังสือที่เปิดตัวในงานนี้ เป็นการโปรโมตหนังสือของนานมีบุ๊คส์ไปพลางๆ นั่นเอง (น่าเสียดายที่ขาดไปคนหนึ่ง เลยไม่ได้ PR หนังสือไปเล่มนึง)
พอหมดช่วงเสวนา ก็ถึงเวลา hi5 เอ๊ย! Highlight ของงาน นั่นคือให้เจ้าของวันเกิด คุณประภัสสร เสวิกุล ได้กล่าวอะไรเล็กๆ น้อยๆ กับผู้ที่มาร่วมงาน แล้วจึงปิดงานอย่างเป็นทางการด้วยการ...
ร้องเพลง Happy Birthday ระหว่างที่คุณประภัสสรเป่าเทียนเค้กวันเกิดตัวเอง! (ปักเทียน 9 ดอก สงสัยว่าจะแทนหนังสือที่เปิดตัว 9 เล่มมั้งครับ แล้วไป ดีนะที่ไม่ปักไปทั้งหมด 60 เล่ม...)
คุณภูมิมีโอกาสได้กินเค้กไปชิ้นหนึ่งด้วยครับ อันนี้เป็นผลจากการยืนคุยกับพี่อุ้ยหลังงานเลิกแล้ว ซึ่งเค้กที่ตัดไว้บางชิ้นและยังไม่มีคนกินก็วางอยู่บนโต๊ะข้างๆ พวกเราพอดี คุณสุวดีเห็นก็เลยเรียก "หนูๆๆ กินเค้กสิคะ อร่อยนะ" สุดท้ายก็เลยได้กินไปหนึ่งชิ้น ขอบคุณคุณสุวดีและคุณประภัสสรมากครับ












รายการหนังสือที่สอยมาในคราวนี้ครับ (คราวนี้ขอไม่ลงรูปบูธแล้วนะครับ เพราะช่วงหลังๆ ไม่ได้ถ่ายมาเลย แบตฯ กล้องหมดก่อนเสียทุกวัน (ก็ถ่ายรูปงานอื่นๆ ไปเยอะนี่)
1 เม.ย. 2551
I. คมบาง/ชมนาด-หวีกล้วย บูธ N44 โซน C ชั้น 1
1. อยากจะเขียนแทบตาย (จริงๆ นะ) เรียนรู้แนวทางการเขียนจากประสบการณ์การเขียนของคุณชมัยภร
2. อีสป 2007 นิทานสอนใจที่นำมาเล่าใหม่ใน version ร้อยกรอง แถมท้ายทุกเรื่องด้วยคติสอนใจ
ตอนแรกนี่ไม่ได้อยู่ในรายการว่าจะซื้อเลยนะครับ แต่พอได้ไปร่วมงานของสมาคมนักเขียนและเห็นหน้าคุณชมัยภรแล้วเลยนึกออกว่ายังไม่ได้ไปเดินดูบูธคมบางเลย ก็เลยเดินหาจนเจอ แล้วก็สนใจสองเล่มนี้เลยซื้อมา ทั้งสองเล่มเขียนโดย ไพลิน รุ้งรัตน์ ซึ่งเป็นนามปากกาหนึ่งของคุณชมัยภร
II. BOOK OUTLET บูธ L14 Plenary Hall
Through A Glass Darkly เรื่องของเด็กกับเทวดาที่นิสัยไม่ค่อยสมเป็นเทวดา นิยายของโยสไตน์ กอร์เดอร์ (Jostein Gaarder) ผู้เขียนเรื่อง "โลกของโซฟี" เรื่องที่คุณภูมิเชิ่อว่ายังไม่เคยแปลเป็นภาษาไทยมาก่อน (เพราะไม่เคยเห็นนั่นเอง)
III. ณ บ้านวรรณกรรม กรุ๊ป บูธ C16 Plenary Hall
ว้าย! หนูตายแล้วเหรอ ผลงานของคุณสิริกาญจน์ นักเขียนเยาวชนคนหนึ่งที่เคยมาแรงเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน (ได้รางวัล Young Thai Artist Award ครั้งแรก หรือปี 2004 ด้วยนะ) แต่ตอนนี้ข่าวคราวในแวดวงวรรณกรรมหายไปชั่วคราว (อย่างน้อยคุณภูมิก็ไม่ได้ข่าวล่ะครับ) เล่มนี้จำได้ว่าเคยพิมพ์กับ สนพ.อะไรสักแห่ง แต่ตอนนั้นไม่ได้สนใจ คิดว่าออกจะดูเด็กๆ ไป ตอนหลังได้อ่านรีวิวจากบล็อกบางบล็อกในเครือ Bloggang แล้วพบว่ามี Feedback ที่ดีกว่าที่คิด ประกอบกับที่จู่ๆ ตัวเองก็เกิดสนใจ "Bangsian Fantasy" ขึ้นมาซะงั้น พอได้มาเจอเล่มพิมพ์ใหม่ในครั้งนี้ก็เลยรีบซื้อไว้เลย (Bangsian Fantasy คืออะไร ไว้จะอัพลงบล็อกสักวัน... คุณภูมินี่มีหลายโครงการรอให้ทำเหมือนกันเนอะ แต่เวลาน่ะมีมั่งมั้ย...)
IV. นานมีบุ๊คส์ บูธ A12 Plenary Hall
1. นิตยสาร "เล่มโปรด" ฉบับที่ 79 ประจำเดือนมกราคม 2551
2. นิตยสาร "เล่มโปรด" ฉบับที่ 81 ประจำเดือนมีนาคม 2551
ไม่ได้ซื้อเสียนานมาก กลับมาซื้อใหม่เพราะติดใจรูปเล่มแบบใหม่ กะว่าจะเอามาศึกษา Artwork สำหรับทำวารสารของคณะและจุลสารชมรม รวมถึงสิ่งพิมพ์ในโครงการที่วาดฝันเอาไว้ว่าต้องมีสักวัน
V. การอบรมเชิงสัมมนา "ต่อยอดสืบทอดวรรณศิลป์ ครั้งที่ 2" ห้องประชุม 3
จักรพรรดิพ่าย นิยายแฟนตาซีโศกรักในยุคคลาสสิกโดย คุณสุนทร จันทรัมพร ซึ่งรู้สึกว่าจะพิมพ์ไว้เพื่อแจกเป็นของที่ระลึกในโอกาสต่างๆ เท่านั้น (เพราะเห็นแต่ละครั้งพิมพ์จำนวนน้อยมาก แค่ 3,000 เล่มเองครับ แถมยังไม่มีราคาหนังสือระบุไว้สักแห่งในเล่มอีกด้วย) น่าสนใจทีเดียวครับ












2 เม.ย. 2551
I. เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป บูธ M31 โซน C ชั้น 1
Path of Fujiko F Fujio เล่ม 1 รวมเล่มผลงานการ์ตูนของฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ ในสมัยก่อนที่จะเขียนโอราเอมอน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่มืดหม่นเหลือเชื่อ คนละอารมณ์กับผลงานในยุคหลังๆ อย่างโดราเอมอนลิบลับ (จริงๆ โดราเอมอนก็แอบมืดเหอะ เพียงแต่ไม่ค่อยชัดมาก แถม "ตอนจบ" ของโดราเอมอนที่ อ.ฟูจิโกะคิดเอาไว้ก็ไม่ได้ออกสู่สายตาสาธารณชน เพราะแกตายไปเสียก่อน ส่งผลให้โดราเอมอนเป็นการ์ตูนอมตะที่ไร้ตอนจบอย่างเป็นทางการตราบจนทุกวันนี้) นอกจากนี้ เกือบทุกตอนยังไม่เคยโดน สนพ.ไพเรทแอบเอามาแปลไทยพิมพ์ขายมาก่อน (ยกเว้นตอนเดียว คือ "ละครโรงเล็กของคิวทาโร่" ที่คุณภูมิยืนยันนั่งยันนอนเย็นว่าเคยอ่านมาก่อนจะเจอในเล่มนี้แน่ๆ หลายตอนในเล่มนี้โดนใจคุณภูมิมากๆ ซึ่งถ้าโชคดีอาจจะได้อัพเป็น Entry เฉพาะให้อีกเรื่อง ส่วนตอนนี้ ใครอยากรู้รายละเอียดมากกว่านี้ สามารถหาอ่านได้จากบล็อกของพี่เส่งใน Entry นี้ได้เลยครับ
II. สตาร์พิคส์ บูธ O57 โซน C ชั้น 1
1. นิตยสารการ์ตูน "Let's Comic" ฉบับที่ 7 Featuring สุทธิชาติ ศราภัยวานิช (SS) พร้อมของแถมคือ การ์ตูนเล่มจิ๋ว "Lek's Comic" ฉบับ 01 ประเดิมด้วย "Black & White" ผลงานของ Wuzimuzi ว่าด้วยเรื่องของหนุ่มสีดำกับสาวสีขาว ในโลกที่ตรงกันข้ามกัน โดนใจคุณภูมิมากครับ เพราะโปรเจ็กต์หนึ่งที่คุณภูมิทำอยู่ก็มี concept คล้ายๆ กัน
2.-4. หนังสือการ์ตูนทำมือ "บ่น" 3 เล่ม ซื้อมาอ่านขำๆ ดูลายเส้นไปพลาง เนื้อเรื่องไปพลาง
5.-8. สมุดโน้ตลาย Sonic X 4 เล่ม คุณภูมิเป็นแฟนของ Sonic เม่นสายฟ้ามาตั้งแต่ก่อนที่ทาง SEGA จะมีบัญชาให้ Design รูปลักษณ์ของตัวละครยกเซ็ต (ตอนแรกๆ ขนของโซนิคจะยืดออกจากหลังเฉยๆ ไม่โค้งเป็นวงเหมือนในปัจจุบัน อันนี้คิดว่าคงเป็นผลข้างเคียงจากการที่เจ้าเม่นสีน้ำเงินตัวนี้กระโดดม้วนตัวอัดศัตรูมากไปมั้งครับ = =;) ปกติก็แอบซื้อ Comic ของทางเครือ Archie ที่ขายตามร้านหนังสือภาษาต่างประเทศทั่วไปทุกเดือนอยู่แล้ว แค่สมุด 4 เล่มนี่ก็ขอหน่อยเถอะนะ












3 เม.ย. 2551
I. อมรินทร์ บุ๊ค เซ็นเตอร์ บูธ Q23 โซน C ชั้น 2
ปุยเมฆในกระจกเงา วรรณกรรมเยาวชนโดย ประภัสสร เสวิกุล ที่เคยลงเป็นตอนๆ ในสกุลไทยมาก่อน
II. ตะวันส่องสำนักพิมพ์ บูธ P01 โซน C ชั้น 1
ทอยเฟล ผลงานของคุณญาณวุฒิ คนเขียนเรื่อง โจรกรรมอมตะ ที่เพิ่งซื้อเล่มจบไปเมื่อ Report คราวก่อน ถึงจะบอกไว้ในคำนำว่าเล่มนี้คนละแนวกับเรื่องโจรกรรมฯ แต่เปิดๆ ดูแล้ว รู้สึกว่าจะมี Rate เดียวกันเลยครับ เหอๆ
หนังสือของตะวันส่องเซ็ตที่ออกใหม่ในงานหนังสือครั้งนี้ปกสวยทั้งนั้นเลยครับ แต่ปกสวยๆ นี่อันตรายเหมือนกัน เพราะไม่รู้ว่าเนื้อหากับสำนวนภาษาข้างในจะ "สวย" เหมือนปกรึเปล่า ที่เลือกซื้อเล่มนี้เพราะมั่นใจในคุณภาพของคนเขียนในระดับหนึ่งครับ
III. สยามอินเตอร์มัลติมีเดีย บูธ A02 Plenary Hall
Flame of Recca เปลวฟ้าผ่าปฐพี เล่ม 3 ตอนที่พิมพ์ครั้งแรกไม่ได้ซื้อ ใช้วิธียืมเพื่อนอ่านจนจบ ตอนนี้เอามาพิมพ์ใหม่ก็ขอซื้อเก็บไว้เลยละกัน
IV. งานเสวนา "60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล" Retro Cafe
นิตยสาร "เล่มโปรด" ฉบับที่ 82 ประจำเดือนเมษายน 2551 ได้แจกฟรีมาหลังลงทะเบียนเข้าชมงานครับ ประหยัดไปได้อีก 55 บาท












สรุปแล้ว งานนี้คุณภูมิซื้อหนังสืออ่านเล่นกับการ์ตูนเป็นส่วนใหญ่เลยนะครับ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม อาจเป็นเพราะต้องการพักผ่อนหลังเรียน ป.ตรีจบมั้ง เหอๆ
วันเสาร์ที่ 5 นี้จะไปงานอีกรอบครับ แต่คงไปเดินเที่ยวเล่ม ชมรายการบนเวทีต่างๆ เฉยๆ ส่วนวันสุดท้ายคงไปเดินตระเวนเก็บตกหนังสือครับ แล้วเจอกันใหม่ครับ
P.S.
1. เก็บมาฝากจากคุณไมตรี ลิมปิชาติ ในงาน "60 หนาว-ร้อน ประภัสสร เสวิกุล" ครับ
"นักเขียนบางคนเป็นได้ถึง 'นักประพันธ์' แต่บางคนก็เป็นได้แค่ 'นักเขียน' เหมือนกับที่นักกลอนบางคนสามารถเป็นถึงขั้น 'กวี' ได้ แต่บางคนก็เป็นได้แค่ 'นักกลอน' "
ของจริงไม่ใช่ตามนี้เป๊ะๆ หรอกครับ เพราะคุณภูมิไร้ซึ่งความสามารถในการจำ Quote โดยไม่จด (ซึ่งอันนี้ก็ไม่ได้จดทันทีที่ได้ยิน แค่เรียกเอาจากความทรงจำ) แต่รับรองว่าเนื้อความครบถ้วนครับ
2. สำหรับคุณภูมิ "บางคน ยังไงก็เป็นได้แค่ 'ผู้เขียน' หรือ 'คนเขียน' ครับ!"
.ได้ใจ
