[คลิกที่รูปเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   ปริศนามนุษย์กล ของ อูโก้ กาเบรต์
แปลจาก   The Invention of Hugo Cabret
ผู้เขียน   ไบรอัน เซลสนิค (Brian Selznick)
ผู้แปล   ปิยณัฐ รัตนเดช
สำนักพิมพ์   ปลาวาฬ
พิมพ์ครั้งแรก   กันยายน 2550
จำนวนหน้า   534 หน้า
ราคาปก   360 บาท
ISBN   978-974-8410-17-3

Introduction

คุณภูมิไม่ใช่คนที่มีอารมณ์ศิลปินอยู่ในหัวใจ ไม่ได้ติสท์แตกถึงขนาดสร้างโลกส่วนตัวขึ้นมาไว้กบดานเวลาเบื่อโลกแห่งความเป็นจริง (ถึงแม้จะมีใครหลายคนชอบคิดว่าคุณภูมิเป็นอย่างนั้น) แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าคุณภูมิออกจะชอบกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์และงานศิลปะแทบทุกประเภท โดยเฉพาะการวาดรูป เพราะสำหรับคุณภูมิ การวาดรูปช่วยทำให้จิตใจสงบลงอย่างรวดเร็ว ทั้งยังทำให้เกิดสมาธิได้อย่างมีประสิทธิภาพกว่าการกำหนดลมหายใจเข้า-ออกตามหลักอานาปานสติ ที่วิชาพระพุทธศาสนาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการแห่งสยามประเทศระบุไว้เป็นหลักสูตรบังคับของทุกโรงเรียนเสียอีก นอกจากนี้ คุณภูมิยังกรี๊ดกร๊าดทุกครั้งที่ได้พบเห็นภาพวาดที่มีสไตล์ที่ถูกตาถูกใจ ทำให้ชอบสะสมหนังสือการ์ตูนและหนังสือภาพมาจนปัจจุบัน ใครบอกว่าการ์ตูนเป็นของสำหรับเด็กเท่านั้น ไม่มีสาระในโลกของผู้ใหญ่ เป็นต้องถูกคุณภูมิสาปแช่งเจ็ดชั่วโคตรแทบทุกราย

จนถึงตอนนี้ คุณภูมิยังไม่สามารถให้คำจำกัดความได้ว่า สเป็คของภาพวาดที่ถูกตาถูกใจคุณภูมิเป็นแบบไหนกันแน่ เพราะบางอย่างก็ดูไม่มีเหตุผลเอาซะเลย เช่น ใช้สีรุ้งหรือกระจายสีหลายสีทั่วทั้งภาพ วาดเด็ก (ช) น่ารักๆ ไม่ก็บรรยากาศภาพมืดๆ หม่นๆ ดูแล้วชวนหดหู่จนอยากเชือดคอตัวเองไปเลย (คุณภูมิจึงไม่แปลกใจเลยที่พอได้อ่าน "ถั่วงอกและหัวไฟ" เป็นครั้งแรกแล้วก็ปวารณาตัวเองเป็นสาวกพี่อัพทันที) แต่อย่างหนึ่งที่มั่นใจไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ คุณภูมิออกจะหลงใหลรูปที่วาดด้วยดินสอ 100% ยิ่งถ้ามีแรเงา สานเส้น มีรายละเอียดยิบย่อยพอประมาณ แต่เส้นไม่รกตาเกินควร จะโปรดปรานเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณภูมิเป็นต้องทดลอง "สร้างภาพ" ด้วยกรรมวิธีนี้เสมอ

ในแวดวงนักวาดภาพประกอบหนังสือสำหรับเด็กทางตะวันตก คุณภูมิติดใจอยู่คนหนึ่ง เป็นชาวอเมริกัน ชื่อ ไบรอัน เซลสนิค (Brian Selznick)

 

ไบรอัน เซลสนิค เป็นนักวาดภาพประกอบที่ค่อนข้างมีชื่อในสหรัฐอเมริกา การันตีคุณภาพด้วยรางวัลใหญ่ระดับรัฐและประเทศถึงห้ารางวัล ทั้งยังมีผลงานในหนังสือหลายสิบเล่ม แต่มีหนังสือที่เป็นผลงานของตัวเองคนเดียวสองเล่ม เล่มแรกชื่อ The Houdini Box (1991) เป็นหนังสือภาพเล่าเรื่องของเด็กคนหนึ่งกับกล่องมายากลของแฮร์รี่ ฮูดินี่ ยอดนักมายากลระดับตำนาน

และเล่มที่สอง เป็นเล่มที่ทำให้เขาดังเป็นพลุแตกในเวลารวดเร็ว เพราะทำให้เขาได้เหรียญรางวัล Caldecott Medal ประจำปี 2008 ซึ่งเป็นรางวัลทางด้านภาพประกอบหนังสือเด็กที่เรียกได้ว่าใหญ่และมีเกียรติที่สุดในสหรัฐฯ จัดโดยสมาคมห้องสมุดของอเมริกา (ALA - American Library Association) เล่มนี้มีชื่อว่า "The Invention of Hugo Cabret"

Synopsis

เหตุเกิดในปรุงปารีส ประมาณทศวรรษ 1940 - 1950

จอร์จ เป็นชายชราเจ้าของร้านขายของเล่นในสถานีรถไฟ เขาเปิดร้านเพื่อทำใจให้จดจ่ออยู่กับปัจจุบันไปวันๆ ทิ้งความฝันที่เคยมีไว้กับอดีต

อิซาเบล เป็นลูกสาวบุญธรรมของจอร์จและภรรยา ใฝ่รู้ ชอบศึกษา และชอบคลี่คลายความลับ แต่ความลับหนึ่งที่เธอไม่เคยไขได้และได้ไข คือ เรื่องในอดีตของพ่อบุญธรรม

อูโก้ เป็นเด็กกำพร้าที่อาศัยอยู่ในสถานีรถไฟ พ่อที่เสียไปเป็นช่างทำนาฬิกาผู้ปราดเปรื่องเรื่องเครื่องจักรกล ส่วนลุงขี้เมาที่รับเลี้ยงดูต่อและอยู่ดีๆ ก็หายตัวไปเป็นคนดูแลนาฬิกาประจำสถานี จากการเลี้ยงดู ความคุ้นเคยกับคนใกล้ชิด และไหวพริบปฏิภาณส่วนตัว ทำให้อูโก้เป็นเด็กฉลาด ชอบประกอบเครื่องกลเป็นชีวิตจิตใจ วันดีคืนดีก็จะแอบไปขโมยของเล่นหรือชิ้นส่วนเครื่องกลจากร้านของจอร์จมาศึกษาเล่น

ตัวละครเหล่านี้คงมีความสุขกับชีวิตแบบที่ว่าไปวันๆ ซึ่งถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่เกิดเป็นเรื่องขึ้นมา แต่เพราะเรื่องนี้กลายมาเป็นเรื่องในหนังสือ มันจึงต้องเกิดเรื่องที่ทำลายชีวิตอันปกติของเหล่าตัวละครไป

สมบัติลับอย่างหนึ่งของอูโก้คือ มนุษย์กล (automoton) ที่พังแล้ว ซึ่งพ่อเขาเก็บได้จากห้องใต้หลังคาในพิพิธภัณฑ์ที่ตัวเองทำงานพิเศษอยู่ มนุษย์กลตัวนี้มีปากกาและโต๊ะเขียนหนังสือติดมาด้วย พ่อของอูโก้เชื่อว่ามันน่าจะสามารถเขียนข้อความอะไรบางอย่างได้ถ้าซ่อมจนสมบูรณ์ แต่ก่อนจะซ่อมเสร็จ พ่อก็ตายไปเพราะไฟที่ไหม้พิพิธภัณฑ์โดยไม่ทราบสาเหตุ อูโก้ที่ไปอาศัยอยู่กับลุงจึงเก็บมนุษย์กลมาซ่อมต่อ โดยดูแบบจากรูปสเก็ตช์ในสมุดบันทึกของพ่อประกอบ และแอบขโมยชิ้นส่วนของเล่นจากร้านของจอร์จมาใช้ซ่อมมนุษย์กลอยู่เรื่อยๆ

อยู่มาวันหนึ่ง อูโก้ก็โดนจอร์จจับได้ระหว่างขโมยของเล่น จอร์จยึดสมุดบันทึกของพ่ออูโก้ไว้ และแสดงปฏิกิริยาประหลาดเมื่อได้เห็นภาพมนุษย์กลในสมุด อูโก้ตามไปทวงสมุดบันทึกคืนถึงบ้านจอร์จ และได้พบกับอิซาเบล ซึ่งสัญญาว่าจะช่วยเอาสมุดมาคืนอูโก้

ด้วยความช่วยเหลือของกันและกัน เด็กทั้งสองจึงไม่เพียงไขปริศนาข้อความลับของมนุษย์กล แต่ยังค้นพบอดีตอันลึกลับของจอร์จอีกด้วย

Narration & Artwork

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งคุณภูมิคิดว่ามีส่วนช่วยให้ไบรอันคว้าเหรียญรางวัล Caldecott Medal มาได้) คือรูปแบบการดำเนินเรื่อง ซึ่งไม่ใช่นิยายมีภาพประกอบหรือหนังสือการ์ตูนทั่วไป แต่เป็น Graphic Novel แนวใหม่ คือ เล่าเรื่องด้วยข้อความสลับกับภาพ การดำเนินเรื่องแบบปกติและบทสนทนาจะใช้ตัวหนังสือ ส่วนเวลาบรรยายภาพตัวละคร ฉาก หรือการเคลื่อนไหวที่ส่งผลสำคัญต่อเรื่อง เราก็จะเห็นเป็นภาพของตัวละคร ฉาก หรือเหตุการณ์นั้นๆ ขึ้นมาแทน จึงตัดปัญหาเรื่องการบรรยายไม่ครบความ หรือบรรยายเยิ่นเย้อน้ำท่วมทุ่งไปได้เลย

ไม่เพียงแต่ใช้ภาพแทนการบรรยายเท่านั้น ภาพในบางหน้ายังดำเนินเรื่องในลักษณะเดียวกับจอภาพยนตร์ คือมีการซูมเข้า ซูมออก โฟกัสเฉพาะบางส่วน ค่อยๆ แพนกล้องไปหารายละเอียดที่สำคัญ และบางหน้ายังใช้เส้นและแสงเงาในการแสดงการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว แสดงภาพ Slow-motion หรือภาพความคิดวนไปวนมาในหัวอีกด้วย (บรรยายอย่างนี้ไม่รู้ว่าจะมีใครงงหรือเปล่า เอาเป็นว่าถ้าได้อ่านแล้วจะเข้าใจก็แล้วกันครับ) สรุปก็คือเป็นประหนึ่งสตอรี่บอร์ดนั่นเอง (ซึ่งคงช่วยทุ่นเวลาในการสร้างหนังจากหนังสือเล่มนี้ โดยค่าย Warner Brothers ไปได้เยอะ)

อันที่จริง คุณภูมิเชื่อว่าการเล่าเรื่องด้วยภาพสลับกับข้อความนี้ไม่ใช่ของใหม่แกะกล่องจริงๆ ในวงการ Graphic Novel เพราะสามารถหาหนังสือที่มีลักษณะการดำเนินเรื่องแบบนี้ได้ในทุกยุคทุกสมัยอย่างน้อยหนึ่งเล่ม อย่างในประเทศไทยก็มี "ถั่วงอกกับหัวไฟ" ของพี่อัพนั่นเอง (ปลายปีออกเล่ม 2 ชัวร์นะพี่อัพ เหอๆ)

แต่การเล่าเรื่องโดยใช้ภาพมาแทนที่บทบรรยายและพรรณนาโวหารโดยสมบูรณ์ รวมถึงทำให้เห็นภาพเป็นฉากๆ ประหนึ่งชมภาพยนตร์ คุณภูมิก็ต้องยอมรับด้วยประสบการณ์อันน้อยนิดว่าไม่เคยเห็นในหนังสือเล่มอื่นใดมาก่อนนอกจากเล่มนี้

นอกจากนี้ หน้ากระดาษทุกหน้าในหนังสือเล่มนี้ ทั้งฉบับแปลและฉบับไทย จะมีกรอบหรือพื้นหลังเป็นสีดำสนิท พอมองหนังสือจากด้านข้างเลยเห็นขอบกระดาษเป็นสีเทา สาเหตุที่ต้องทำกรอบสีดำนั้น คำตาม (บทสุดท้ายในเล่ม) ชี้แจงไว้ว่า เพื่อให้คนอ่านรู้สึกเหมือนกำลังดูหนังในโรงหนังอยู่ คือเห็นภาพหนังอยู่ตรงกลางจอ และขอบจอทั้งสี่ด้านจะมืดนั่นเอง

Theme

รอบแรกที่อ่านจบ คุณภูมิสรุปได้ว่า ปริศนามนุษย์กลฯ ต้องการขายจุดเด่นเรื่องกลวิธีการเล่าเรื่อง เลยได้เนื้อเรื่องที่ดีแต่สร้างปมลึกลับ (ซึ่งเอาเข้าจริงก็ไม่ค่อยลึกลับแบบใหญ่โตเอาเท่าไหร่ แต่อย่างว่า นี่หนังสือเด็กนะครับ...) สร้าง Page-turner ให้คนอ่านอยากพลิกหหน้าอ่านจนจบเรื่อง แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่ทิ้งประเด็นจรรโลงสังคมหรือจรรโลงใจอะไรไว้เลย

พอมาอ่านรอบหลังๆ คุณภูมิจึงสำนึกได้ว่าคิดผิดไป หนังสือเล่มนี้มีประเด็นเหมือนกันครับ ถึงแม้จะเป็นประเด็นที่ค่อนข้างอ่อน แต่เมื่อพิจารณาในแง่ที่ว่ามันเป็นหนังสือเด็กแล้ว ประเด็นที่ว่าก็ทิ้งความประทับใจไว้หลังอ่านจบได้ไม่เบาเหมือนกัน

ประเด็นที่ว่าคือ ความฝันของวัยเยาว์

ในตอนเด็ก เชื่อว่าทุกคนเคยฝันอยากเป็นนู่นเป็นนี่ อยากทำนู่นทำนี่กันเป็นตุเป็นตะ เป็นฝันที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงบ้าง (เช่น เป็นหมอ เป็นนักเขียนที่ดังที่สุดในโลก) ฝันหลุดโลกสุดๆ บ้าง (เช่น  เป็นพ่อมดแม่มด ได้ครองโลก) ซึ่งในตอนนั้น เราทุกคนคงไม่คิดหรอกว่าจะทำให้เป็นจริงได้มั้ย รู้แต่ว่าคิดฝันแบบนี้แล้วทำให้มีความสุขได้ โลกเลยสวยงามเพราะความฝัน

แต่พอโตขึ้น มีความรู้และประสบการณ์มากขึ้น ทั้งยังพบเห็นและเรียนรู้ความจริงอันโหดร้ายของชีวิต ความฝันที่เด็กน้อยเคยมีก็หายไป กลายมาเป็นตาแก่ยายแก่กร้านโลก ใช้ชีวิตแบบซังกะตาย ทำงานแลกเงินเลี้ยงปากท้องตัวเองและญาติมิตรไปวันๆ หนำซ้ำ บางคนยังหวังดี ดึงเด็กน้อยออกจากความฝันไร้สาระให้เข้ามาเผชิญความจริงที่แห้งแล้งแต่เนิ่นๆ

การมีชีวิตอยู่กับความจริงก็สำคัญอยู่ แต่ถ้าไม่มีฝัน คนเราก็คงได้แต่อยู่ไปวันๆ กิน ขี้ -ตื๊ด- นอน ไปจนกว่าจะตาย แล้วก็ตายไปโดยไม่ทิ้งอะไรไว้ให้โลกเลย พอมีฝันแล้ว คนเราก็มีเป้าหมายในชีวิต ทำให้รู้ว่าควรพัฒนาตัวเองในทางไหน ไขว่คว้าหาอะไร ทำให้ชีวิตมีสีสันและรสชาติมากขึ้น เหมือนอูโก้ที่ศึกษาเครื่องจักรกลเพื่อหวังจะไขความลับของมนุษย์กลและสร้างสิ่งประดิษฐ์เยี่ยมยอดขึ้นมา ตรงกันข้ามกับจอร์จที่โดนความโหดร้ายของโลกแห่งความเป็นจริงบังคับให้ต้องทิ้งฝันของตัวเองไป เลยได้แต่ทำงานไปวันๆ เพื่อลืมวันเวลาในอดีต

ธีมเรื่องความฝันหรือจินตนาการกับความเป็นจริงนี้ดูจะเป็นธีมที่ใช้กันบ่อยในวรรณกรรมเยาวชนของตะวันตก (ต่างกับของทางตะวันออก โดยเฉพาะของไทย ที่อะไรก็เอาพลังแห่งมิตรภาพบังหน้าไว้ก่อน เหอๆๆ) ซึ่งเรื่องหนึ่งที่คุณภูมิคิดว่าเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับธีมนี้ คือเรื่อง "จินตนาการไม่รู้จบ" (The Neverending Story) ของนักเขียนชาวเยอรมัน มิฆาเอ็ล เอ็นเด้ ซึ่งเคยเขียนถึงในบล็อกนี้เมื่อนานมาแล้ว

ความฝันเป็นสิ่งที่สวยงามเสมอ ถ้าไม่มีความฝัน ก็อย่ามีชีวิตอยู่เลยเถอะครับ

(หวังว่าคงไม่มีใครที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสะเทือนใจจนไปฆ่าตัวตายนะครับ ผมไม่อยากเพิ่มบาปให้ตัวเองอีก สี่ปีที่ผ่านมาทำมามากพอแล้ว อะฮิๆ)

Overall

ถ้าไม่นับเรื่องธีมที่อาจจะดูอ่อนไปบ้าง ปริศนามนุษย์กลฯ จัดเป็นหนังสือที่น่าอ่านและน่าสะสมเล่มหนึ่งครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบศึกษาด้านการวาดภาพประกอบ การร่างสตอรี่บอร์ด การจัดอาร์ตเวิร์คหนังสือ รวมถึงการสร้างหนังสือแนวใหม่ ควรหามาเก็บไว้เป็นสมบัติส่วนตัวสักเล่ม แต่ไม่ต้องถึงกับต่อหิ้งวางมันโดยเฉพาะนะครับ มันเปลือง

จะว่าไป คุณภูมิสนใจเล่มนี้ตั้งแต่ตอนที่เป็นต้นฉบับภาษาอังกฤษวางขายใหม่ๆ ที่ร้านคิโนะคุนิยะ แต่ตอนนั้นไม่ได้ซื้อไว้เพราะเจอแต่ฉบับปกแข็ง แถมราคาก็ใช่ว่าจะถูก พอเจอฉบับแปลในงานมหกรรมหนังสือเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้วก็เลยรีบตัดสินใจซื้อทันที ช่วยอุดหนุน สนพ.เปิดใหม่อย่างปลาวาฬไปในตัว เผื่อคราวหลังจะได้เอาหนังสือดีๆ เล่มอื่นมาแปลอีก

-

1. เว็บไซต์ของหนังสือ The Invention of Hugo Cabret ==> http://www.theinventionofhugocabret.com

2. ตอนที่พิมพ์ถึงตรงนี้ก็เป็นเวลา 2.15 น. ของวันอังคารที่ 20 พ.ค. พอดี ซึ่งตามเวลาของดาวเคราะห์โลก เป็นวันที่คุณภูมิแก่ขึ้นอีกหนึ่งปีอย่างเป็นทางการ ฉะนั้นช่วงเช้านี้ ขอตัวไปฉลองอายุ 22 ปีด้วยการเปลี่ยนบัตรประชาชนเป็นครั้งแรก และไปช่วยงานแรกพบนิสิตใหม่ที่คณะนะครับ พอกลับมาแล้วค่อยมาอัพบล็อกต่อตอนเย็นๆ

ขอให้ทุกคนมีความสุขมากๆ ในวันเกิดของผมครับ

Comment

Comment:

Tweet

embarrassed embarrassed confused smile sad smile

#11 By (49.230.75.176|49.230.75.176) on 2015-03-01 22:17

น่าสนใจดีคับ

#10 By ดูหนัง (115.67.171.179) on 2010-10-03 15:42

big smile open-mounthed smile confused smile

#9 By โหลดเพลงใหม่ฟรี (125.25.209.98) on 2010-02-19 23:31

แจ่มมากครับ

#8 By Gold Silver Watch (203.156.6.216) on 2009-07-10 01:09

Thx

#7 By Download All Mp3 (203.156.6.216) on 2009-07-10 00:22

เยี่ยมเลยครับ

#6 By เพลง mp3 (112.143.11.91) on 2009-07-08 23:25

open-mounthed smile open-mounthed smile

#5 By mp3 (114.128.76.147) on 2009-07-07 23:48

ยินดีครับ คุณ DoRaePEET เองก็แปลได้ดีมากเลย สำนวนอ่านได้ลื่นไหลดีเทียว ขอให้ได้งานแปลหนังสือเล่มอื่นอีกนะครับ
เป็นคนแปล บังเอิญแว้บมาเจอ ขอบคุณมาก ๆ นะครับที่ช่วยอุดหนุนหนังสือ review ได้มีสาระจัง ^^

#3 By DoRaePEET (202.28.183.9) on 2008-05-22 03:46

ขอบคุณคร้าบพี่ confused smile
สอยมาดองไว้แล้วรอวันเปิดอ่าน...

ปล.สุขสันต์วันเกิดครับๆconfused smile

#1 By wesong on 2008-05-20 09:24