คุณภูมิชอบเรื่องตำนานและภาษามาก ก็เลยศึกษาค้นคว้าเรื่องพวกนี้ในเวลาว่างมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงตอนนี้จะไม่ได้รู้ไปหมดทุกเรื่อง แต่ก็มั่นใจว่าค่อนข้างรู้อะไรๆ ที่รับประกันความถูกต้องได้มากพอควร และจะโมโหมากถ้าได้เห็นใครแสดงความเข้าใจผิดในเรื่องที่ตัวเองรู้ บางครั้งก็รีบทำหน้าที่พลเมืองดี (ภาษาชาวบ้านเรียกเสือก) ไปช่วยแก้ความเข้าใจผิด ให้ข้อมูลที่ (ตัวเองมั่นใจว่า) ถูกต้องแก่เขาไป

เรื่องน่าโมโหประการหนึ่งที่คุณภูมิเห็นว่าอยู่เรื้อรังในสังคมไทยมานาน เกี่ยวข้องกับผลการค้นหาคำต่อไปนี้

ผลการสืบค้น 4 หัวข้อนี้ มาจากเว็บ Search Engine ยอดนิยม Google.co.th ซึ่งในปัจจุบันนี้ จัดเป็นแหล่งที่พึ่งชั้นยอดในการสืบค้นข้อมูล และยังใช้ตรวจสอบการสะกดคำและสำนวนภาษาได้อีกด้วย (โดยสังเกตจากจำนวนรายการที่ค้นได้ ถ้าเจอมากแสดงว่าคนใช้กันมาก ก็หมายความโดยนับว่าน่าจะใช้ได้ถูกต้อง)

วลี 4 วลีที่คุณภูมิไปสืบค้นมานี้ ถ้าว่ากันโดยผิวเผินแล้ว ก็เป็นการใช้ภาษาโดยปกติ ไม่มีอะไรขัดข้อง เพราะคนทั่วไปก็นิยมใช้กัน (สังเกตจากจำนวนรายการที่สืบค้นเจอ)

อย่างไรก็ดี คุณภูมิก็บอกไว้แล้วว่าผลการสืบค้นนี้ทำให้คุณภูมิโมโห ก็แปลว่ามันจะไม่มีอะไรผิดไม่ได้น่ะสิครับ!

แน่ะ บางคนเริ่มเกาหัว ผิดตรงไหนของแม่งวะ  คนเขาก็ใช้กันเยอะแยะ งั้นก็ตามมาเลยครับ ตามอ่านกันต่อไป วันนี้คุณภูมิจะพาพวกท่านไปทัวร์สถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งปรากฏในหนังสือวรรณคดีเล่มนี้

เคยอ่านกันมั้ยครับ หรืออย่างน้อย เคยได้ยินคุณครูพูดถึงในคาบวิชาภาษาไทยบ้างมั้ย ใครที่สนใจและรู้จักแต่เทวตำนานฝรั่ง เห็นวรรณคดีเรื่องนี้แล้วพึงระลึกไว้เถิดครับว่า บรรพบุรุษไทยเราก็มีจินตนาการเรื่องเทวตำนานได้บรรเจิดไม่แพ้โลกตะวันตกเลยทีเดียว

ให้ข้อมูลเล็กน้อย เผื่อมีใครที่ไม่เคยรู้จักเลยจริงๆ ไตรภูมิพระร่วง หรือ เตภูมิกถา เป็นวรรณคดีไทยในสมัยกรุงสุโขทัย พระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชาที่ 1 หรือ พญา (พระญา) ลิไท เป็นวรรณคดีทางพระพุทธศาสนาที่บอกเล่าเรื่องภพภูมิต่างๆ รวมถึงความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ของคนในสมัยนั้น ซึ่งถึงแม้จะตรงกับความจริงน้อยมาก แต่ก็เรียกได้ว่าเป็นการพยายามอธิบายเรื่องจักรวาลด้วยหลักการที่ใกล้เคียงวิทยาศาสตร์มากที่สุดที่คนในสมัยนั้นทำได้ เนื้อหาในเรื่องก็มาจากความเชื่อทางพระพุทธศาสนา (ที่แผ่ขยายจากลังกาเข้ามาได้สดๆ ร้อนๆ) ผสมกับจินตนาการของพญาลิไทและข้าราชบริพาร จุดประสงค์ดั้งเดิมที่แต่งขึ้นคือเพื่อใช้ควบคุมประชาชนให้อยู่กันอย่างสงบสุข อ่านแล้วรู้จักกลัวบาปและอยากทำบุญ ซึ่งด้วยความที่คนสมัยก่อนเขายังไม่มีสิ่งยั่วกิเลสมากเท่าในปัจจุบัน ชีวิตในแต่ละวันจึงไม่มีเรื่องอะไรให้สนใจมากไปกว่าเรื่องพระเจ้าแผ่นดินและศาสนา ดังนั้นเตภูมิกถาจึงเป็นเหมือนกฎข้อบังคับที่ผู้คนให้ความสำคัญอย่างมากทีเดียว

อย่างที่บอกไปแล้วว่าคุณภูมิจะนำท่านทั้งหลายที่เข้ามาบล็อกนี้ไปเที่ยวสถานที่แห่งหนึ่ง ฉะนั้นจึงต้องขออนุญาตพาท่านไปรู้จักกับที่แห่งนั้นโดยทันที และไม่ขอพูดอะไรเกี่ยวกับภพภูมิทั้งสามและดินแดนยิบย่อยทั้งหลายแหล่นะครับ ใครที่สนใจอยากรู้จักภพภูมิไหนเป็นพิเศษ สามารถติดต่อสอบถามเข้ามาได้นะครับ

สถานที่ที่คุณภูมิจะพามาให้รู้จัก ถ้าหากท่านผู้อ่านอ่านมาตั้งแต่แรก และตั้งใจอ่านพอ ก็คงรู้แล้วว่า คุณภูมิจะพูดถึง "นรกโลกันตร์" นั่นเอง ถูกต้องแล้วครับ

นรกโลกันตร์ เป็นนรกขุมเกือบสุดท้ายในหัวข้อ "นรกภูมิ" โดยในไตรภูมิพระร่วง ซึ่งใช้ภาษาไทยแบบสมัยสุโขทัย จะเรียกชื่อนรกขุมนี้ตามวิธรสมาสคำแบบบาลี-สันสกฤต คือ "โลกันตนรก" ซึ่งแปลได้ว่า นรกที่อยู่ระหว่างโลก

คนแทบทุกชาติทุกวัฒนธรรมเข้าใจกันว่า สถานที่ลงโทษวิญญาณคนไม่ดี ที่เรียกกันว่า นรก นั้นตั้งอยู่ใต้โลก (คือคนไม่ดี ทำตัวต่ำๆ ก็ควรจะไปอยู่ที่ต่ำๆ ว่างั้น) นรกภูมิในไตรภูมิพระร่วงก็อยู่ใต้โลกเช่นกันครับ แต่ยกเว้นเพียงนรกโลกันต์ ซึ่งได้สิทธิพิเศษเหนือนรกขุมอื่น

"ฝูงจะกล่าวพาลหลงทั้งหลายนี้แล ๓ อันอยู่ใกล้กันดังเกวียน ๓ อัน แลวางไว้ข้างกันดังก้นบาตร ๓ ลูกอันไว้ใกล้กันนั้นหว่างจักรวาฬ ๓ อันและมีนรกชื่อว่าโลกันตนรกแล"

ถ้าเปรียบรูปร่างจักรวาลทั้งจักรวาลเป็นทรงกลม พอเอาทรงกลมจักรวาล 3 อันมาวางชิดกันเป็นรูปสามเหลี่ยมหรือพีระมิด วางให้ตายก็ไม่มีทางซ้อนกันสนิท เพราะจะเกิดช่องว่างระหว่างทรงกลมเสมอ ช่องว่างระหว่างจักรวาลนั่นแหละครับ ที่ตั้งของนรกโลกันตร์ (ตามความหมายชื่อ โลกันตร์ คืออยู่ระหว่างโลกต่างๆ ในจักรวาลไงครับ)

คนตกนรกขุมปกติทั่วไป ชาวบ้านเขาถือว่าต่ำเสียยิ่งกว่าต่ำ จนต้องมาอยู่ใต้พื้นที่เท้าคนอื่นเขาเหยียบๆ กัน แล้วนรกโลกันตร์นี่ไพล่ไปอยู่นอกโลกนอกจักรวาลเลย หมายความว่าคนที่จะตกนรกขุมนี้ต้องเลวชาติสุดๆ จนนรกปกติไม่รับหรือไง

"คนฝูงใดอันกระทำร้ายแก่พ่อและแม่และสมณพราหมณาจารย์ผู้มีศีล และยุยงพระสงฆ์ให้ผิดกัน ครั้นว่าตายไปเกิดในนรกอันชื่อว่าโลกันตนรก"

จริงๆ ก็ไม่ต้องทำอะไรมากหรอกครับ แค่คุณทำร้ายหรือฆ่าพ่อ แม่ ผู้มีพระคุณ พระภิกษุสงฆ์ นักบวช ตลอดจนผู้ที่ยึดมั่นในคุณธรรมความดี คุณก็สอบผ่านโควตาสู่นรกโลกันตร์ไปครึ่งตัวแล้ว ขอแสดงความยินดีด้วยครับ

"อันแลอันในโลกันตนรกนั้นกว้างได้ ๘,๐๐๐ โยชน์ด้วยลายนักหนาและจะนับบมิได้ มีคูลึกวงรีหาพื้นน้ำบมิได้หาฝาเบื้องบนบมิได้ไส้ เมื่อใต้น้ำอันชูแผ่นดินนี้หากเป็นพื้นขึ้นชื่อว่าโลกันตนรกนั้นและเบื้องบนเป็นปล่องขึ้นไปถึงพรหมโลก อันว่าจะมีวิมานอยู่ตรงบนโลกันตนรกขึ้นไปนั้นหาบมิได้"

ลักษณะโดยทั่วไปของนรกโลกันตร์คือ เป็นปล่องแคบๆ ที่อยู่ระหว่างกำแพงจักรวาล ด้านล่างเป็นคูน้ำลึกไร้ก้น อุณหภูมิน้ำศูนย์องศาสมบูรณ์ (ก็อยู่นอกจักรวาลนี่) ด้านบนนั้นว่ากันว่าเป็นพรหมโลก หรือภพภูมิของเทวดาชั้นพรหม ซึ่งเป็น Being เกือบสมบูรณ์แบบในเตภูมิกถา แต่ไม่ปรากฏว่ามีวิมานของพรหมองค์ใดตั้งอยู่เหนือปล่องนรกโลกันตร์พอดีหรือเปล่า เพราะที่ผ่านมายังไม่เคยมีอาสาสมัครชาวนรกโลกันตร์ของคุณภูมิตนใดสามารถปีนขึ้นไปพิสูจน์ได้ เพราะจะถอดใจจากความสูงของกำแพงจักรวาลเสียก่อน

"เนตรแลในโลกันตนรกนั้นมืดนักหนา ฝูงสัตว์ซึ่งได้ไปเกิดในโลกันตนรกนั้นดังหลับตาอยู่เมื่อเดือนดับนั้นแลเมื่อดาวเดือนและตระวันอันไปส่องให้คนทั้งหลาย ๔ แผ่นดินนี้ให้เห็นทุกแห่ง ดังนั้นก็มิอาจส่องให้เห็นหนในโลกันตนรกนั้นได้ เพราะว่าเดือนและตระวันอันเป็นไฟและส่องให้คนทั้งหลาย ๔ แผ่นดินนี้ไปส่องสว่างกลางหาวแต่เพียงปลายเขายุคนธรไส้ และส่องสว่างไปแต่ในกำแพงจักรวาฬ และโลกันตนรกนั้นอยู่นอกกำแพงจักรวาฬไส้ อยู่หว่างเขาจักรวาฬภายนอกเรานี้จึงบมิได้เห็นหนไส้เพื่อดังนั้นแล ฯ"

นอกจากนี้ ด้วยความที่ตั้งอยู่นอกกำแพงจักรวาล แสงเดือน แสงดาว และแสงอาทิตย์ ซึ่งส่องอยู่เพียงในจักรวาลเท่านั้นจึงมาไม่ถึงนรกโลกันตร์ ดังนั้นนรกขุมนี้จึงมืดมิดเหมือนหลับตาในคืนเดือนดับอยู่เสมอ

กระนั้น ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสได้มองเห็นอะไรๆ ในนรกโลกันตร์เสียทีเดียว

"ถ้าและว่าต่อเมื่อใดโพธิสัตวผู้จะลงมาอุบัติตรัสแก่สัพพัญญุตญาณ และเมื่อท่านเสด็จลงไปเอาปฏิสนธิในครรภ์พระมารดานั้นก็ดี และเมื่อท่านสมภพจาตุโกรธรนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สัพพัญุตญาณนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสเทศนาพระธรรมจักรนั้นก็ดีแล เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่นิพพานนั้นก็ดี ในกาล ๕ ที่นี้ในโลกันตนรกนั้นจึงได้เห็นหนแท้นักหนา คนซึ่งอญุ่ในนรกนั้นจึงได้เห็นกัน"

ชั่วชีวิตของผู้ที่อยู่ในนรกโลกันตร์ (ซึ่งยาวนานกว่าอายุเฉลี่ยมนุษย์มาก เชื่อเหอะ) มีเพียง 5 ครั้งเท่านั้นที่จะได้มีโอกาสเห็นภาพของดินแดนที่ตนอาศัยอยู่ และเห็นรูปลักษณ์ของเพื่อนร่วมภพ ซึ่งโอกาสที่จะมีแสงสว่างเพียง 5 ครั้งนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในชีวิตของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ได้แก่

1. เมื่อทรงปฏิสนธิในครรภ์พระมารดา

2. เมื่อประสูติ

3. เมื่อตรัสรู้

4. เมื่อทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องธัมมจักรกัปปวัตนสูตร (ธรรมจักร)

5. เมื่อเสด็จปรินิพพาน

"อันว่าเขาและบ่อนกันดังนั้นก็ดีบมิได้เห็นอยู่นาน เห็นเร็วประมาณดีดนิ้วมือเดียวไส้ เห็นปานดังสายฟ้าแลบคาบเดียวไส้ เมื่อดังนั้นเขาทั้งหลายนั้นมิได้ว่าอันใด ครั้นเขาว่าแต่เท่านั้นแล้วไส้ก็กลับไปมืดดังเก่าเล่า ฯ ผิเมื่อพระพุทธเจ้าตัรสเทศนาธรรมจักรนั้น ยังค่อยเรืองอยู่เว้นนานกว่าทุกคาบวันละน้อยแสงสายจึงวายเรือง"

อย่างไรก็ดี แสงที่สว่าง 5 ครั้งนั้นก็ใช่ว่าจะส่องไปนานๆ แบบหลอดไฟเบอร์ 5 แต่สว่างแค่ชั่วเวลาดีดนิ้วเปาะเดียวเหมือนฟ้าแลบเท่านั้น จะมีก็แต่แสงตอนพระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องธัมมจักรกัปปวัตนสูตรเท่านั้นที่จะสว่างนานกว่าหน่อยนึง แล้วถึงค่อยๆ จางลงๆ

ปรากฏการณ์นี้ คุณภูมิไม่รู้จะแสดงเป็นภาพออกมาอย่างไร ฉะนั้นขอนำอาการไข้ของคอมฯ คุณภูมิมายกเป็นตัวอย่างให้ชมกันครับ (จำลองจากสถานการณ์จริง)

บรรยายสถานที่ไปเสร็จสรรพแล้ว มาพูดถึง Residents แห่งนรกขุมนี้กันบ้างดีกว่า

"ตนเขานั้นใหญ่นักหนาโดยสูงได้ ๖,๐๐๐ วา เล็บตีนเล็บมือเขานั้นดังคั้งคาว และใหญ่ยาวนักหนา สมควรด้วยตัวอันใหญ่นั้น เล็บนั้นสมนักหนา ผิและเกาะแห่งใดก็ติดอยู่แห่งนั้น"

สัตว์นรกโลกันตร์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวที่พบเจอในนรกโลกันตร์  ดูท่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ตัวใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีบันทึกมา คือตัวสูงถึง 6,000 วา หรือ 12,000 เมตร (1 วา = 2 เมตร) มีเล็บมือเล็บเท้ายาวเฟื้อย แถมยังคมกริบได้ใจ ประมาณว่าเจาะผนังกำแพงจักรวาลตรงไหนก็ติดที่นั่น ไม่ต้องใช้สลิงและตัวแสดงแทน

"เขาเอาเล็บเขานั้นเกาะกำแพงจักรวาฬมั่นหน่วงอยู่ และเขาห้อยตนเขานั้นอยู่ดังคั้งคาวนั้นแล"

ในยามปกติ เวลาไม่ได้ไต่กำแพงจักรวาลไปไหนมาไหน สัตว์นรกโลกันตร์ก็จะเอาเล็บตีนยึดกำแพง แล้วห้อยหัวลงเหมือ