อันที่จริง วันนี้คุณภูมิตั้งใจจะอัพบล็อกฉลองครบ 55555 hits แต่เกิดเรื่องฉุกเฉินขึ้นเสียก่อน จึงต้องขออัพเอ็นทรี่ฉุกเฉินเช่นกันครับ 

เปิดเทอมมาได้ 1 อาทิตย์กับอีก 1 วัน คุณภูมิก็ได้รับรู้เรื่องราวที่ชวนให้หดหู่ใจไม่น้อยเรื่องหนึ่ง ซึ่งคิดว่าคนที่ฟังข่าวจากวิทยุ โทรทัศน์ หรือชอบแลกเปลี่ยนข่าวสารกันระหว่างเพื่อนฝูง ก็น่าจะได้รู้เช่นเดียวกับคุณภูมิ

เรื่องของเรื่องคือ เมื่อวาน (9 มิ.ย.) ตอนเวลาประมาณ 6 โมงเช้า มีนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ปี 4 กระโดดลงมาจากอาคารมหามกุฏ ตึกเรียนประจำคณะวิทยาศาสตร์ ด้วยเหตุผลที่ว่า เกรดของเธอตกลงในเทอมนี้

ซึ่งจากที่อาจารย์ท่านหนึ่งบอกมา เกรดที่ว่าตกแล้วนั้นก็ยังมากถึงประมาณ 3.9...

คุณภูมิไม่ได้รู้จักอะไรกับน้องคนนี้ แต่มารู้เอาตอนเย็นว่าเป็นป้ารหัส (คือพี่รหัสของพี่รหัสอีกที) ของรุ่นน้องคนหนึ่งที่ชมรมวรรณศิลป์ และยังเป็นเด็กทุนในโครงการพิเศษของคณะวิทยาศาสตร์ เช่นเดียวกับรุ่นน้องคุณภูมิ

ตอนช่วง 2-3 ทุ่ม หลังจากไปช่วยรุ่นน้องที่ชมรมเตรียมอุปกรณ์จัดซุ้มรับน้องใหม่เข้าชมรมเสร็จ คุณภูมิกับรุ่นน้อง 2 คนที่บ้านอยู่แถวๆ เดียวกันก็นั่งแท็กซี่จากสามย่านกลับบ้าน ระหว่างที่นั่งอยู่นั้น วิทยุคลื่นที่เปิดอยู่ในแท็กซี่พอดีก็รายงานข่าวเรื่องนี้ (ตอนนั้นคุณภูมิกับรุ่นน้องมองหน้ากันทำนองว่า...เป็นเรื่องแล้วไงล่ะ) พร้อมกับบอกเล่าประวัติของน้องปี 4 คนที่โดดตึกตายอย่างคร่าวๆ

น้องคนนั้นเป็นเด็กที่เรียนเก่งมาแต่ไหนแต่ไร ตอน ม.ปลายเคยประกวดเขียนโครงการอะไรสักอย่างจนได้รางวัลชนะเลิศระดับชาติ คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นโครงการเกี่ยวกับการรักษาสภาพนมเวลาขนส่งไปให้เด็กนักเรียนที่ต่างจังหวัดโดยไม่บูดเสีย ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถใช้ได้จริงอีกด้วย ตอนสอบเข้าจุฬาฯ ก็สามารถชิงทุนเข้าโครงการพิเศษมาได้ และที่ผ่านมาก็เรียนดีมาตลอด ปีที่แล้วรู้สึกว่าจะได้รับโล่สำหรับนักเรียนเรียนดี ซึ่งมอบให้กับนักเรียนจำนวนน้อยคนที่เรียกว่าเป็น The Best of the Best... เก่งจนเหนือคำบรรยาย

และพอเทอม 1 ปีการศึกษา 2551 มาถึง คุณเธอก็ฆ่าตัวตาย เพียงเพราะเกรดเฉลี่ยที่เพอร์เฟ็กต์มาตลอดตกระดับลง...จนถึง 3.9

ในรายการวิทยุเดียวกับที่รายงานประวัติคร่าวๆ ของน้องคนนั้น ยังมีเรื่องปัญหาทางสุขภาพจิตของน้องเขาด้วย คือบอกว่า น้องเขาเคยป่วยเป็นโรคซึมเศร้า แต่เคยไปรักษาที่ รพ.จุฬาฯ จนดูเหมือนจะหายขาดแล้ว แต่ก็คงจะไม่หายเสียทีเดียว ถึงได้เกิดเหตุการณ์ในคราวนี้ขึ้น

เหตุการณ์นี้...สอนให้เรารู้อะไรกันบ้างครับ

แน่นอน คนเราต่างเพศ ต่างวัย ต่างประสบการณ์ ย่อมต่างมุมมอง แต่ละคนคงมีความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ไม่เหมือนกันเสียทีเดียว ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องของพวกคุณ แต่ที่นี่คือบล็อกคุณภูมิ ฉะนั้นคุณภูมิขอนำเสนอแต่มุมมองของตัวเองเท่านั้น

ในโลกปัจจุบัน ซึ่งอยู่ในยุคที่การสื่อสารและคมนาคมเจริญกว่าในอดีตมาก ถึงจะยังไม่ถึงขีดสุด แต่ก็มากพอที่จะเปลี่ยนความคิดคนที่เกิดและเติบโตไปพร้อมๆ กับยุคสมัยนี้ให้ต่างจากคนในสมัยก่อนนหน้าได้แบบหน้ามือเป็นหลังเท้าเลยทีเดียว

เพราะการสื่อสารเจริญขึ้น คนเราจึงเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและสารสนเทศกันได้ง่ายขึ้น ทำให้เรื่องราวข่าวสารที่แต่เดิมที จะรู้กันในกลุ่มคนเพียงไม่กี่คน จนเอื้อประโยชน์ให้คนเหล่านั้นมากมายทั้งทางเศรษฐกิจและยศศักดิ์ กลายเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็สามารถเข้าถึงได้โดยไม่ยากเย็นอีกต่อไป ใครๆ ก็สามารถยกระดับตัวเองได้ไม่ยาก ทำให้คนจำนวนมากขึ้นสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับสูงได้ง่ายขึ้น

ทีนั้ มนุษย์เรามีสันดานเสียอย่างหนึ่งติดตัวมาแต่อดีต นั่นคือสัญชาตญาณการเอาชนะคนอื่น ถึงจะปฏิเสธอย่างไร แต่หลายๆ คนก็ชอบที่จะได้อยู่เหนือคนอื่น ตามทำนองผู้ที่อยู่เหนือสุดบนห่วงโซ่อาหาร ที่บางครั้งก็ชอบกินกันเองเพื่อเฟ้าหา The Best of the Best

เมื่อโอกาสในการ upgrade ตัวเองหาได้ง่ายขึ้น หมายความว่าทุกคนก็จะขึ้นมาอยู่ในระดับเดียวกันหมด ซึ่งในทรรศนะของผู้ที่ชอบการอยู่เหนือคนอื่นนั้นถือเป็น taboo หรือเรื่องต้องห้าม อีพวกนี้ก็จะยิ่งพยายามขวนขวายพัฒนาตัวเองมากขึ้น เพื่อให้อยู่เหนือคนอื่นยิ่งขึ้นไปอีก

ดังนั้นเราจึงเห็นการแข่งขันเกิดขึ้นบ่อยๆ ในโลกยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะแข่งกันหาผลประโยชน์ หากำไรจากธุรกิจการค้า แข่งกันสอบเข้าโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีชื่อเสียง แข่งกันเรียนเพื่อให้ได้เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทอง แข่งกันหางานที่ได้เงินเดือนสูงและมีหน้ามีตาในสังคม แข่งกันเพื่อกุมอำนาจผ่านเสียงข้างมากของคนในชาติ แข่งกันโด่งดังในวงการมายาผ่านคะแนนโหวตทาง SMS แข่งกันหาความสามารถพิเศษใส่ตัว หรือแม้กระทั่ง...แข่งกันตะบี้ตะบันปลั่นบล็อกเพื่อให้มีคนเข้ามาอ่าน เข้ามาคอมเมนต์เยอะๆ จะได้มีโอกาสแจ้งเกิดในวงการอื่นๆ ในภายภาคหน้า (ใครที่เขียนบล็อกเพื่อทำแบบนี้ ยืดอกยอมรับซะดีๆ เถอะครับ คุณภูมิไม่ว่าหรอก มันเรื่องของท่านนี่)

แข่งกันไป แข่งกันมา วนเวียนกันอยู่ในมายาที่บรรพบุรุษตัวเองอุปโลกน์ขึ้นมา

เมื่อมีการแข่งขัน ย่อมมีคนแพ้ และคนชนะ คนแพ้ก็เสียใจ แล้วก็กลับขึ้นมาแข่งต่อ คนชนะก็ดีใจ แต่สักพักก็เริ่มเป็นกังวล กลัวว่าคราวหน้า ตัวเองจะไม่ชนะอีกต่อไป

แน่นอนว่าย่อมมีคนบางคนที่โชคดีพอที่จะชนะมาโดยตลอด ทำอะไรก็เป็นเลิศไปหมดทุกอย่าง ไม่เคยแพ้ใคร

แต่เพราะไม่เคยแพ้มาก่อน จึงไม่รู้จักความพ่ายแพ้ และความผิดหวังจากการพ่ายแพ้

คนที่ชนะมาตลอด พอได้พบกับความพ่ายแพ้ บางคนเอาสัจธรรมว่าด้วยความไม่เที่ยงกล่อมใจ ก็สามารถอยู่ต่อไปได้ พร้อมกับโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น

คนที่ปรับตัวไม่ได้ ก็เลือกที่จะจบชีวิตตัวเอง แบบน้องคนที่กระโดดตึกตายคนนั้น

ตลอด 4 ปีที่คุณภูมิเรียนจุฬาฯ มา ไม่เคยมีปีไหนที่เว้นจากข่าวคนฆ่าตัวตายในรั้วจามจุรี ส่วนสาเหตุก็เรื่องเดิมๆ ผิดหวังเรื่องเกรดบ้าง อกหักบ้าง และทุกราย มักมีชีวิตแบบเพอร์เฟ็กต์กันทั้งนั้น

คนที่ไม่เคยบาดเจ็บ ย่อมไม่รู้จักความเจ็บ พอเจ็บขึ้นมา ก็มักทนไม่ไหว

คุณภูมิผ่านโลกมา 22 ปี ขึ้นถึงจุดสูงสุดและต่ำสุดมาหลายครั้งสลับกันไป เจอมาแล้วทั้งชนะและแพ้ เลยสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้ใจตัวเองได้ไม่ยาก อันนี้ต้องยกความดีให้กับความพ่ายแพ้ในอดีตของตัวเอง ซึ่งแม้จะไม่ใช่ความทรงจำที่ดีนัก แต่ก็ถือเป็นประสบการณ์ที่ดี เพราะทำให้คุณภูมิชอบความเจ็บปวดจนกลายเป็นซาดิสต์และมาโซคิสต์ที่ดี...ไม่ใช่ละ ทำให้คุณภูมิไม่คิดทำอะไรไร้สติต่างหาก

น้องๆ หลายคนที่กำลังเรียนอยู่ ไม่ว่าจะในระดับอะไรก็ตาม ก็คงจะโดน Psycho จากคนรอบข้างมาเยอะในเรื่องการพยายามให้เป็นที่หนึ่ง ไม่ว่าจะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือกระทั่งเพื่อนฝูงที่ชอบแข่งขันกันก็ตาม บางคนอาจสนุกกับการแข่งขันและการพยายามทำตนให้เป็นเลิศ บางคนคงเครียดเพราะถูกกดดัน ส่วนบางคนก็คงเอือมระอากับการแข่งขันจนปล่อยตัวตามสบายไปเลย

ไม่ว่าน้องๆ จะมีชีวิตอยู่ตามแบบไหนก็ตาม พี่ขอฝากไว้ ณ ตรงนี้เลย 2 ข้อ

1. ชีวิตเรามีค่าเสมอ ถึงแม้เราไม่เห็นค่ามัน แต่คนรอบข้างเราเห็นแน่ โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ อย่าทำลายสมบัติอันมีค่าของท่านด้วยความคิดไร้สติชั่ววูบ

2. การสอบได้ที่หนึ่ง หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่คนนิยมกันมาก อย่างจุฬาฯ หรือธรรมศาสตร์ได้ ไม่ได้หมายความว่าคนเราจะประสบความสำเร็จในชีวิตเสมอไป คนเก่งจริง เรียนที่ไหนก็ประสบความสำเร็จได้

อยากเสริมอีกนิดว่า คนบางคนเลือกเรียนจุฬาฯ ไม่ใช่เพราะหวังหน้าตาหรือความก้าวหน้า แต่เพราะปัจจัยอื่นกำหนด อย่างคุณภูมิ เลือกจุฬาฯ เพราะสามารถเดินทางจากบ้านได้สะดวก (ไปทาง BTS จากอ่อนนุช ==> สยาม) แล้วคะแนนถึงก็เลยโชคดีได้เข้าเรียน ก็เท่านั้น

อย่างไรก็ดี คุณภูมิไม่อยากให้ใครๆ ต่อว่าน้องคนที่โดดตึกตายด้วยคำว่าอะไรก็ตามเช่นกัน เพราะเชื่อว่าน้องเขาก็คงมีเหตุผลของเขา และจิตใจของคนอื่น เราย่อมไม่เข้าใจได้เหมือนเจ้าของ ฉะนั้น ถ้าคุณภูมิเจอคอมเมนต์ไหนด่าว่าน้องเขา คุณภูมิขออนุญาตลบโดยไม่แจ้งให้ทราบนะครับ

ขอทิ้งท้ายด้วยกลอนบทนี้ ซึ่งคุณภูมิเรียนมาตอนปี 3 เทอม 1 เนื้อหาของกลอนก็คือเรื่องราวที่คุณภูมิเขียนในเอ็นทรี่นี้

 

"I Can Wade Grief" by Emily Dickinson

 

I can wade Grief - -

Whole pools of it - -

I'm used to that - -

But the least push of Joy

Breaks up my feet - -

And I tip - - drunken - -

Let no Pebble - - smile - -

'Twas the New Liquor - -

That was all!

 

Power is only Pain - -

Stranded, thro' Discipline,

Till weights - - will hang - -

Give Balm - - to Giants - -

And they'll wilt, like Men - -

Give Himmaleh - -

They'll Carry - - Him!

 

ภาษิตฝรั่งว่าไว้ "No pain, no gain."

ขอให้ทุกคนรู้จัก Pain ก่อนที่จะมีความสุขกับการ Gain นะครับ

ปล. รูปข้างบนวาดเมื่อสามปีก่อน (ตอนผมคุณภูมิยังไม่หยิกหยอย) ในวันหนึ่งที่คุณภูมิรู้สึกอยากโดดลงมาจากอาคารบรมราชกุมารี ชั้น 7 แต่พอขึ้นไปถึงแล้ว เห็นวิวข้างล่างกับท้องฟ้าสวยดี เลยเปลี่ยนใจ มีชีวิตอยู่เพื่อเย้ยคนบางกลุ่มในคณะต่อ

ปล.2 ใครสนใจกลอนบทอื่นของ Emily Dickinson หรือ "ความแปลกที่โลกยอมรับ" ติดต่อมาได้นะครับ