"สิ่งที่แข็งแกร่งรองจากสัจธรรมของจักรวาลและสรรพสิ่งคือ "ความเชื่อ" ในใจคน"

-มัตสึโมโตะ เลย์จิ, Galaxy Exress 999 เล่ม 2 ตอนที่ 7 หน้า 129

"ความเชื่อ" มีอยู่ในทุกที่ คนทุกคนล้วนมีความเชื่อเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน สังคมแต่ละแห่งก็มีความเชื่อแตกต่างกันไป และมักจะได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนวันหนึ่ง ทุกคนในสังคมนั้นๆ ก็จะเชื่อสิ่งที่ถูกบอกต่อกันมาโดยไม่มีข้อสงสัย กลายเป็น "ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ"

เหมือนในเรื่องของ "อิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอก"

[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]

ชื่อ   ICO
แปลมาจาก   ICO Kiri no Shiro
ผู้เขียน   มิยาเบะ มิยูกิ
ผู้แปล   นิพดา เขียวอุไร
สำนักพิมพ์   เจบุ๊ค (JBOOK) ในเครือ สนพ.บลิส: 2548
จำนวนหน้า   428 หน้า
ราคาปก   280 บาท
ISBN   974-9966-20-1

 

 

Synopsis

"อิโคะ" เป็นเด็กชายที่เกิดมาโดยมีเขา 2 ข้างอยู่บนหัว และตามธรรมเนียมของหมู่บ้านโทะคุสะที่เขาอาศัยอยู่ เด็กมีเขาถือเป็น "บรรณาการ" ที่จะต้องส่งมอบให้กับ "ปราสาทแห่งม่านหมอก" เมื่ออายุครบ 13 ปี มิฉะนั้น เจ้าผู้ครองปราสาทแห่งม่านหมอกจะบันดาลโทสะต่อหมู่บ้าน ดังเช่นที่เคยทำให้เมืองบนภูเขาอาถรรพณ์กลายเป็นหินทั้งเมืองมาแล้ว อิโคะได้รับการพร่ำสอนมาตลอดเรื่องภาระหน้าที่ในฐานะบรรณาการ แม้จะหวาดกลัวต่อความจริงที่ว่าเด็กบรรณาการไม่เคยได้ออกมาจากปราสาทแห่งม่านหมอกสักคน แต่ก็ยังตัดสินใจเสียสละเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้านที่ตนรัก

ทว่าโชคชะตายังเข้าข้างอิโคะอยู่บ้าง เมื่อเพื่อนสนิทของอิโคะวางแผนจะดักรอระหว่างทางไปปราสาทแห่งม่านหมอกเพื่อช่วยเขาออกมา แต่กลับพลัดหลงเข้าไปในเมืองหินบนภูเขาอาถรรพณ์ และพบ "คัมภีร์เจิดจรัส" ซึ่งเชื่อกันว่ามีอำนาจต่อกรกับปราสาทแห่งม่านหมอกได้ ลวดลายในคัมภีร์ถูกนำมาถักทอลงบนเสื้อคลุมสำหรับบรรณาการให้อิโคะสวม อิโคะและทุกคนในหมู่บ้านพลันบังเกิดความหวังว่า เขาอาจรอดกลับมาจากปราสาทได้

ไม่นาน คณะนักบวชจากมหานครซากุเรดะ โซล อันเกรียงไกร ก็เดินทางมารับตัวอิโคะไปยังปราสาทแห่งม่านหมอก เมื่อเข้าไปในปราสาท อิโคะก็ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับเด็กบรรณาการคนก่อนหน้า นั่นคือ ถูกจับขังไว้ในโลงศิลาที่ตั้งเรียงรายเต็มห้องโถงในปราสาท เพื่อที่เมื่อเขาตาย อิทธิฤทธิ์ที่ร่ายกำกับโลงศิลาจะได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็น "อสุรกายเงาดำ" ผู้รับใช้ของปราสาทแห่งม่านหมอก

แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเสื้อคลุมทอลวดลายศักดิ์สิทธิ์ อิโคะจึงหลุดออกมาจากโลงหินได้ จากนั้นก็ได้พบเด็กสาว (ซึ่งมารู้เอาทีหลังว่า) ชื่อ ยอร์ดา (ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์เจไดตัวเล็กๆ เขียวๆ แต่อย่างใด = =) ซึ่งถูกขังอยู่ในกรงนกขนาดยักษ์ หลังจากช่วยเธอออกมาได้สำเร็จ อิโคะก็ชวนยอร์ดาหลบหนีออกไปด้วยกัน ระหว่างเดินหาทางออกจากปราสาท อิโคะก็ได้เรียนรู้อดีตของปราสาทแห่งม่านหมอกมากขึ้นทีละน้อยๆ ผ่านทางมโนภาพที่เขาได้เห็นเมื่อสัมผัสกับยอร์ดา

ทั้งคู่ต้องพบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากมาย ทั้งพวกอสุรกายเงาที่เข้ามารังควาญแทบไม่ขาดสาย ซึ่งดูเหมือนจะมุ่งทำร้ายยอร์ดาให้ได้ ทั้งวิญญาณหลายร้อยดวงที่โดนจองจำอยู่ในส่วนต่างๆ ของปราสาทมานับแต่อดีตกาล มิพักต้องพูดถึง "ราชินี" เจ้าของปราสาท ผู้ (อ้างว่าตัวเอง) เป็นธิดาของอสุรเทพผู้มากอิทธิฤทธิ์ แถมยังเป็น...แม่แท้ๆ ของยอร์ดา?!? 

การจะหนีตายออกจากปราสาทได้ ทำให้นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว อิโคะยังต้องพบกับเรื่องที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจะคาดถึงอีกด้วย

นั่นคือ มูลเหตุแท้จริงของประเพณีส่งบรรณาการ...

 

From Play 2 to Pages

ก่อนจะมาเป็นนวนิยาย "ICO" เริ่มต้นขึ้นมาในรูปของเกมส์เพลย์สเตชั่น 2 ที่ผลิตโดยค่ายโซนี่ ในปี ค.ศ.2001 ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็นเกมหนึ่งที่ "แนว" ที่สุดในตอนนั้นก็คงไม่โอเวอร์เกินไปนัก ด้วยความที่เกมส์ ICO มีลักษณะเป็นงานศิลปะประเภท "Minimalism"

"Minimalism" มีคำจำกัดความอยู่ที่ว่า "เล็กๆ น้อยๆ เข้าไว้ นั่นแหละใช่เลย" คือเน้นการนำเสนอหรือให้รายละเอียดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ผลิตงานจะตัดรายละเอียดส่วนที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่ "ส่วนสำคัญ" ที่ต้องการสื่อสารกับผู้รับงานไว้เท่านั้น ถ้าให้เปรียบเป็นวรรณกรรม ก็จะเป็นเรื่องประเภทที่คนอ่านจะรู้จักตัวเอกพอสังเขป และรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ จากนั้นเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่าทำสำเร็จหรือไม่ แค่นั้น ไม่มีการขยายความสิ่งที่ไม่จำเป็นให้มาก นั่นคือ คนอ่านจะไม่รู้ว่าครอบครัวตัวเอกมีใครบ้าง ภูมิประเทศที่ตัวเอกอยู่เป็นอย่างไร มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างไร ถ้าคนเขียนไม่เห็นว่ามันจำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง คนอ่านก็อย่าหวังจะรู้ (ลักษณะแบบนี้จะตรงกันข้ามกับ "Maximalism" ซึ่งเน้นการขยายความเข้าไว้ ประหนึ่งสร้างโลกขึ้นมาใหม่ทั้งใบเพียงเพื่อนำเสนอเรื่องราวหนึ่งเรื่อง ประเด็นหนึ่งประเด็น ตัวอย่างที่ดีคือ The Lord of the Rings และ Star Wars ทั้งชุด)

เกมส์ ICO นี้มีลักษณะเป็น Minimalism ตรงที่เรื่องเปิดมาก็เป็นฉากเจ้าเด็กมีเขาคนหนึ่งโดนคณะนักบวชไอ้โม่งจับขึ้นม้าแล้วพาไปขังที่ปราสาทแห่งหนึ่ง จากนั้นเด็กหนุ่ม (ภายใต้การควบคุมของเรา) ก็ต้องหาทางออกจากปราสาท ช่วยสาวงามที่ถูกขังในกรงนกขนาดยักษ์ ต่อสู้กับปีศาจเงาและนางมารที่เป็นแม่ของสาวน้อยดังกล่าว แล้วตอนจบก็ไปนั่งกินแตงโมสบายใจเฉิบกับสาวน้อยบนหาดที่ไหนก็ไม่รู้ สรุปก็คือ เกมนี้ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวใดๆ ที่ไม่จำเป็นกับการเล่นเลยแม้แต่น้อย ผู้เล่นเพียงแค่พาอิโคะกับยอร์ดา (อะ...อย่างน้อยผู้เล่นก็ยังพอรู้ชื่อตัวละครจากบทสนทนาบ้างล่ะ) หนีออกจากปราสาทโดยครบอาการ 32 ก็เท่านั้น ไม่ต้องไปสนใจความเป็นมาของตัวละคร ว่าอิโคะถูกจับมาเพราะอะไร ยอร์ดาไปนั่งจับเจ่าในกรงนกทำไม ปีศาจเงามาจากไหน ฯลฯ สรุปคือ คณะผู้สร้างเกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้จินตนาการเนื้อเรื่องเพิ่มเติมเต็มที่

ทีนี้ แฟนเกมอิโคะคนหนึ่งก็บังเกิดจินตนาการสุดบรรเจิดขึ้นมา แล้วติดต่อไปยังบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เกมนี้เพื่อขอนำเนื้อเรื่องในเกมไปขยายและเขียนเป็นนิยาย บริษัทยอมไหม... ยอมสิ ทำไมจะไม่ยอม ได้โอกาสในการประชาสัมพันธ์เกมของตนในทางอ้อมทั้งที ประกอบกับแฟนเกมคนดังกล่าวก็ไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหน เป็นนักเขียนชื่อดังระดับประเทศทีเดียว คนคนนั้นก็คือ มิยาเบะ มิยูกิ ราชินีอาชญนิยายของญี่ปุ่น

ด้วยเหตุนี้ มิยาเบะจึงได้สิทธิ์ในการเรียบเรียงเนื้อเรื่องในเกม และสร้างสรรค์เรื่องราวขึ้นเป็น "ICO - Kiri no Shiro" (อิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอก) พิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ.2004 จะเรียกได้ว่าเป็น "แฟนฟิคชัน" (Fan's Fiction) อย่างเป็นทางการก็คงไม่ผิดละครับ

สิ่งหนึ่งที่ทำให้มิยาเยะ มิยูกิ เป็นที่รู้จักกันในฐานะ "ราชินีแห่งอาชญนิยายญี่ปุ่น" นอกเหนือจากการวางโครงเรื่องแบบซับซ้อนหลายตลบและการสร้างบรรยากาศได้สมจริง คือการที่นิยายทุกเรื่องของเธอมักจะแฝงการเสียดสีสังคมไว้ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง บางเรื่องก็สะท้อนปัญหาบางประการในสังคมออกมาให้คนอ่านเห็นกันจะๆ  บางเรื่องก็แสดงผ่านสัญลักษณ์และการตีความ คุณภูมิเคยเห็นงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์หลายชิ้นใช้หนังสือของมิยาเบะซังเป็นตัวบทหนึ่งในการศึกษาสังคมชาวญี่ปุ่นโดยอาศัยวรรณกรรม

นวนิยายเรื่องอิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอกก็เป็นเช่นเดียวกับงานชิ้นก่อนๆ ของมิยาเบะซัง คือผู้เขียนได้สอดแทรกประเด็นที่สะท้อนปัญหาสังคมบางประการเอาไว้ ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่ามีความสามารถแค่ไหนที่จะ point out ประเด็นเหล่านั้นออกมา และความสามารถนับตั้งแต่ที่ได้อ่านครั้งแรกจนถึงตอนนี้ของคุณภูมิ สรุปประเด็นหลักๆ จากเรื่องนี้ได้ 2 ประเด็นต่อไปนี้

 

*เนื้อหาต่อไปนี้ คุณภูมิไม่อาจหลีกเลี่ยงการสปอยล์ได้ ขอความกรุณาอ่านอย่างระมัดระวังด้วยนะครับ ขอบคุณครับ*

 

Faith, Fear & Fooled 

ประเพณีส่งบรรณาการ (เด็กมีเขาที่นานปีจะเกิดมาที) เข้าปราสาทแห่งม่านหมอก เป็นตัวอย่างที่ดีที่มิยาเบะใช้เพื่อแสดงภาพของ "ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ" ที่มีอิทธิพลเหนือเหตุผลและสามัญสำนึกของมนุษย์

หมู่บ้านโทะคุสะ "เชื่อ" ว่าเหล่าบรรณาการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปราสาทแห่งม่านหมอก และจะเกิดหายนะขึ้นหากไม่มีการส่งเด็กบรรณาการไปให้ ตราบใดที่ยังมีการส่งเด็กมีเขาไปเป็นบรรณาการให้ปราสาทแห่งม่านหมอกนั้น จะช่วยให้หมู่บ้านของตนปลอดภัยจากมนตร์ดำของราชินีเจ้าของปราสาท ด้วยความเชื่อนี้ ชาวหมู่บ้านจึงถึงกับต้องยอมส่งเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่อายุ 13 ปี (ที่บังเอิญเกิดมามีเขาซะงั้น) ไปผจญชะตากรรมในที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แถมยังมีข่าวว่าไม่เคยมีใครรอดกลับมาอีกด้วย

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ความ