"สิ่งที่แข็งแกร่งรองจากสัจธรรมของจักรวาลและสรรพสิ่งคือ "ความเชื่อ" ในใจคน"
-มัตสึโมโตะ เลย์จิ, Galaxy Exress 999 เล่ม 2 ตอนที่ 7 หน้า 129
"ความเชื่อ" มีอยู่ในทุกที่ คนทุกคนล้วนมีความเชื่อเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน สังคมแต่ละแห่งก็มีความเชื่อแตกต่างกันไป และมักจะได้รับการบอกเล่าสืบทอดต่อๆ กันมาจากรุ่นสู่รุ่น จนวันหนึ่ง ทุกคนในสังคมนั้นๆ ก็จะเชื่อสิ่งที่ถูกบอกต่อกันมาโดยไม่มีข้อสงสัย กลายเป็น "ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ"
เหมือนในเรื่องของ "อิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอก"
[คลิกที่ภาพเพื่อชมภาพขนาดใหญ่]
ชื่อ ICO
แปลมาจาก ICO Kiri no Shiro
ผู้เขียน มิยาเบะ มิยูกิ
ผู้แปล นิพดา เขียวอุไร
สำนักพิมพ์ เจบุ๊ค (JBOOK) ในเครือ สนพ.บลิส: 2548
จำนวนหน้า 428 หน้า
ราคาปก 280 บาท
ISBN 974-9966-20-1
Synopsis
"อิโคะ" เป็นเด็กชายที่เกิดมาโดยมีเขา 2 ข้างอยู่บนหัว และตามธรรมเนียมของหมู่บ้านโทะคุสะที่เขาอาศัยอยู่ เด็กมีเขาถือเป็น "บรรณาการ" ที่จะต้องส่งมอบให้กับ "ปราสาทแห่งม่านหมอก" เมื่ออายุครบ 13 ปี มิฉะนั้น เจ้าผู้ครองปราสาทแห่งม่านหมอกจะบันดาลโทสะต่อหมู่บ้าน ดังเช่นที่เคยทำให้เมืองบนภูเขาอาถรรพณ์กลายเป็นหินทั้งเมืองมาแล้ว อิโคะได้รับการพร่ำสอนมาตลอดเรื่องภาระหน้าที่ในฐานะบรรณาการ แม้จะหวาดกลัวต่อความจริงที่ว่าเด็กบรรณาการไม่เคยได้ออกมาจากปราสาทแห่งม่านหมอกสักคน แต่ก็ยังตัดสินใจเสียสละเพื่อความปลอดภัยของหมู่บ้านที่ตนรัก
ทว่าโชคชะตายังเข้าข้างอิโคะอยู่บ้าง เมื่อเพื่อนสนิทของอิโคะวางแผนจะดักรอระหว่างทางไปปราสาทแห่งม่านหมอกเพื่อช่วยเขาออกมา แต่กลับพลัดหลงเข้าไปในเมืองหินบนภูเขาอาถรรพณ์ และพบ "คัมภีร์เจิดจรัส" ซึ่งเชื่อกันว่ามีอำนาจต่อกรกับปราสาทแห่งม่านหมอกได้ ลวดลายในคัมภีร์ถูกนำมาถักทอลงบนเสื้อคลุมสำหรับบรรณาการให้อิโคะสวม อิโคะและทุกคนในหมู่บ้านพลันบังเกิดความหวังว่า เขาอาจรอดกลับมาจากปราสาทได้
ไม่นาน คณะนักบวชจากมหานครซากุเรดะ โซล อันเกรียงไกร ก็เดินทางมารับตัวอิโคะไปยังปราสาทแห่งม่านหมอก เมื่อเข้าไปในปราสาท อิโคะก็ถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับเด็กบรรณาการคนก่อนหน้า นั่นคือ ถูกจับขังไว้ในโลงศิลาที่ตั้งเรียงรายเต็มห้องโถงในปราสาท เพื่อที่เมื่อเขาตาย อิทธิฤทธิ์ที่ร่ายกำกับโลงศิลาจะได้เปลี่ยนเขาให้กลายเป็น "อสุรกายเงาดำ" ผู้รับใช้ของปราสาทแห่งม่านหมอก
แต่ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเสื้อคลุมทอลวดลายศักดิ์สิทธิ์ อิโคะจึงหลุดออกมาจากโลงหินได้ จากนั้นก็ได้พบเด็กสาว (ซึ่งมารู้เอาทีหลังว่า) ชื่อ ยอร์ดา (ไม่ได้เกี่ยวข้องกับปรมาจารย์เจไดตัวเล็กๆ เขียวๆ แต่อย่างใด = =) ซึ่งถูกขังอยู่ในกรงนกขนาดยักษ์ หลังจากช่วยเธอออกมาได้สำเร็จ อิโคะก็ชวนยอร์ดาหลบหนีออกไปด้วยกัน ระหว่างเดินหาทางออกจากปราสาท อิโคะก็ได้เรียนรู้อดีตของปราสาทแห่งม่านหมอกมากขึ้นทีละน้อยๆ ผ่านทางมโนภาพที่เขาได้เห็นเมื่อสัมผัสกับยอร์ดา
ทั้งคู่ต้องพบกับสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวมากมาย ทั้งพวกอสุรกายเงาที่เข้ามารังควาญแทบไม่ขาดสาย ซึ่งดูเหมือนจะมุ่งทำร้ายยอร์ดาให้ได้ ทั้งวิญญาณหลายร้อยดวงที่โดนจองจำอยู่ในส่วนต่างๆ ของปราสาทมานับแต่อดีตกาล มิพักต้องพูดถึง "ราชินี" เจ้าของปราสาท ผู้ (อ้างว่าตัวเอง) เป็นธิดาของอสุรเทพผู้มากอิทธิฤทธิ์ แถมยังเป็น...แม่แท้ๆ ของยอร์ดา?!?
การจะหนีตายออกจากปราสาทได้ ทำให้นอกจากจะต้องเผชิญหน้ากับสิ่งเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว อิโคะยังต้องพบกับเรื่องที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจะคาดถึงอีกด้วย
นั่นคือ มูลเหตุแท้จริงของประเพณีส่งบรรณาการ...
From Play 2 to Pages

ก่อนจะมาเป็นนวนิยาย "ICO" เริ่มต้นขึ้นมาในรูปของเกมส์เพลย์สเตชั่น 2 ที่ผลิตโดยค่ายโซนี่ ในปี ค.ศ.2001 ซึ่งจะเรียกได้ว่าเป็นเกมหนึ่งที่ "แนว" ที่สุดในตอนนั้นก็คงไม่โอเวอร์เกินไปนัก ด้วยความที่เกมส์ ICO มีลักษณะเป็นงานศิลปะประเภท "Minimalism"
"Minimalism" มีคำจำกัดความอยู่ที่ว่า "เล็กๆ น้อยๆ เข้าไว้ นั่นแหละใช่เลย" คือเน้นการนำเสนอหรือให้รายละเอียดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผู้ผลิตงานจะตัดรายละเอียดส่วนที่ไม่สำคัญหรือไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่ "ส่วนสำคัญ" ที่ต้องการสื่อสารกับผู้รับงานไว้เท่านั้น ถ้าให้เปรียบเป็นวรรณกรรม ก็จะเป็นเรื่องประเภทที่คนอ่านจะรู้จักตัวเอกพอสังเขป และรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ จากนั้นเมื่ออ่านไปเรื่อยๆ ก็จะรู้ว่าทำสำเร็จหรือไม่ แค่นั้น ไม่มีการขยายความสิ่งที่ไม่จำเป็นให้มาก นั่นคือ คนอ่านจะไม่รู้ว่าครอบครัวตัวเอกมีใครบ้าง ภูมิประเทศที่ตัวเอกอยู่เป็นอย่างไร มีประวัติศาสตร์ยาวนานอย่างไร ถ้าคนเขียนไม่เห็นว่ามันจำเป็นต่อการดำเนินเรื่อง คนอ่านก็อย่าหวังจะรู้ (ลักษณะแบบนี้จะตรงกันข้ามกับ "Maximalism" ซึ่งเน้นการขยายความเข้าไว้ ประหนึ่งสร้างโลกขึ้นมาใหม่ทั้งใบเพียงเพื่อนำเสนอเรื่องราวหนึ่งเรื่อง ประเด็นหนึ่งประเด็น ตัวอย่างที่ดีคือ The Lord of the Rings และ Star Wars ทั้งชุด)
เกมส์ ICO นี้มีลักษณะเป็น Minimalism ตรงที่เรื่องเปิดมาก็เป็นฉากเจ้าเด็กมีเขาคนหนึ่งโดนคณะนักบวชไอ้โม่งจับขึ้นม้าแล้วพาไปขังที่ปราสาทแห่งหนึ่ง จากนั้นเด็กหนุ่ม (ภายใต้การควบคุมของเรา) ก็ต้องหาทางออกจากปราสาท ช่วยสาวงามที่ถูกขังในกรงนกขนาดยักษ์ ต่อสู้กับปีศาจเงาและนางมารที่เป็นแม่ของสาวน้อยดังกล่าว แล้วตอนจบก็ไปนั่งกินแตงโมสบายใจเฉิบกับสาวน้อยบนหาดที่ไหนก็ไม่รู้ สรุปก็คือ เกมนี้ไม่ได้บอกเล่าเรื่องราวใดๆ ที่ไม่จำเป็นกับการเล่นเลยแม้แต่น้อย ผู้เล่นเพียงแค่พาอิโคะกับยอร์ดา (อะ...อย่างน้อยผู้เล่นก็ยังพอรู้ชื่อตัวละครจากบทสนทนาบ้างล่ะ) หนีออกจากปราสาทโดยครบอาการ 32 ก็เท่านั้น ไม่ต้องไปสนใจความเป็นมาของตัวละคร ว่าอิโคะถูกจับมาเพราะอะไร ยอร์ดาไปนั่งจับเจ่าในกรงนกทำไม ปีศาจเงามาจากไหน ฯลฯ สรุปคือ คณะผู้สร้างเกมเปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้จินตนาการเนื้อเรื่องเพิ่มเติมเต็มที่
ทีนี้ แฟนเกมอิโคะคนหนึ่งก็บังเกิดจินตนาการสุดบรรเจิดขึ้นมา แล้วติดต่อไปยังบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์เกมนี้เพื่อขอนำเนื้อเรื่องในเกมไปขยายและเขียนเป็นนิยาย บริษัทยอมไหม... ยอมสิ ทำไมจะไม่ยอม ได้โอกาสในการประชาสัมพันธ์เกมของตนในทางอ้อมทั้งที ประกอบกับแฟนเกมคนดังกล่าวก็ไม่ใช่ตาสีตาสาที่ไหน เป็นนักเขียนชื่อดังระดับประเทศทีเดียว คนคนนั้นก็คือ มิยาเบะ มิยูกิ ราชินีอาชญนิยายของญี่ปุ่น
ด้วยเหตุนี้ มิยาเบะจึงได้สิทธิ์ในการเรียบเรียงเนื้อเรื่องในเกม และสร้างสรรค์เรื่องราวขึ้นเป็น "ICO - Kiri no Shiro" (อิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอก) พิมพ์ครั้งแรกใน ค.ศ.2004 จะเรียกได้ว่าเป็น "แฟนฟิคชัน" (Fan's Fiction) อย่างเป็นทางการก็คงไม่ผิดละครับ
สิ่งหนึ่งที่ทำให้มิยาเยะ มิยูกิ เป็นที่รู้จักกันในฐานะ "ราชินีแห่งอาชญนิยายญี่ปุ่น" นอกเหนือจากการวางโครงเรื่องแบบซับซ้อนหลายตลบและการสร้างบรรยากาศได้สมจริง คือการที่นิยายทุกเรื่องของเธอมักจะแฝงการเสียดสีสังคมไว้ไม่แง่ใดก็แง่หนึ่ง บางเรื่องก็สะท้อนปัญหาบางประการในสังคมออกมาให้คนอ่านเห็นกันจะๆ บางเรื่องก็แสดงผ่านสัญลักษณ์และการตีความ คุณภูมิเคยเห็นงานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์หลายชิ้นใช้หนังสือของมิยาเบะซังเป็นตัวบทหนึ่งในการศึกษาสังคมชาวญี่ปุ่นโดยอาศัยวรรณกรรม
นวนิยายเรื่องอิโคะกับปราสาทแห่งม่านหมอกก็เป็นเช่นเดียวกับงานชิ้นก่อนๆ ของมิยาเบะซัง คือผู้เขียนได้สอดแทรกประเด็นที่สะท้อนปัญหาสังคมบางประการเอาไว้ ขึ้นอยู่กับผู้อ่านว่ามีความสามารถแค่ไหนที่จะ point out ประเด็นเหล่านั้นออกมา และความสามารถนับตั้งแต่ที่ได้อ่านครั้งแรกจนถึงตอนนี้ของคุณภูมิ สรุปประเด็นหลักๆ จากเรื่องนี้ได้ 2 ประเด็นต่อไปนี้
*เนื้อหาต่อไปนี้ คุณภูมิไม่อาจหลีกเลี่ยงการสปอยล์ได้ ขอความกรุณาอ่านอย่างระมัดระวังด้วยนะครับ ขอบคุณครับ*
Faith, Fear & Fooled
ประเพณีส่งบรรณาการ (เด็กมีเขาที่นานปีจะเกิดมาที) เข้าปราสาทแห่งม่านหมอก เป็นตัวอย่างที่ดีที่มิยาเบะใช้เพื่อแสดงภาพของ "ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ" ที่มีอิทธิพลเหนือเหตุผลและสามัญสำนึกของมนุษย์
หมู่บ้านโทะคุสะ "เชื่อ" ว่าเหล่าบรรณาการเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับปราสาทแห่งม่านหมอก และจะเกิดหายนะขึ้นหากไม่มีการส่งเด็กบรรณาการไปให้ ตราบใดที่ยังมีการส่งเด็กมีเขาไปเป็นบรรณาการให้ปราสาทแห่งม่านหมอกนั้น จะช่วยให้หมู่บ้านของตนปลอดภัยจากมนตร์ดำของราชินีเจ้าของปราสาท ด้วยความเชื่อนี้ ชาวหมู่บ้านจึงถึงกับต้องยอมส่งเด็กไม่รู้อิโหน่อิเหน่อายุ 13 ปี (ที่บังเอิญเกิดมามีเขาซะงั้น) ไปผจญชะตากรรมในที่ที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น แถมยังมีข่าวว่าไม่เคยมีใครรอดกลับมาอีกด้วย
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ความเชื่อที่ว่าหากไม่มีการส่งเด็กบรรณาการเข้าสู่ปราสาทแห่งม่านหมอกแล้วจะเกิดหายนะขึ้นกับหมู่บ้านนั้น เป็นเพียงอุบายของเทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล
แรกเริ่มเดิมที เทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล ซึ่งบูชาสุริยเทพ ผู้เป็นตัวแทนของความดีงาม ใช้อำนาจบาตรใหญ่ที่ครอบคลุมไปทั่วหล้า รวมกับการประโคมข่าวเรื่องความน่ากลัวของปราสาทแห่งม่านหมอก หลอกลวงให้หมู่บ้านโทะคุสะส่งเด็กมีเขามาเป็นเครื่องมือของพวกตน เครื่องมือในการหยุดเวลาภายในปราสาทแห่งม่านหมอก ด้วยความ "เชื่อ" ว่าจะสามารถกักขังราชินีผู้ครองปราสาท ซึ่งเป็นสาวกของอสุรเทพ ศัตรูของสุริยเทพไว้ในปราสาทได้ตลอดไป โดยไม่สนใจแม้แต่น้อยว่าจำนวนของเด็กมีเขาที่ถูกส่งไปขังในโลงศิลาจนตายและกลายเป็นอสุรกายเงาจะมีมากขึ้นทุกทีๆ
เมื่อกาลเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผู้คนทั้งหลายต่างก็ลืมเลือนสาเหตุแท้จริงที่มีการส่งเด็กบรรณาการเข้าสู่ปราสาท เหลือไว้แต่ประเพณีการส่งบรรณาการ ที่ทุกคน "เชื่อ" กันว่าจะทำให้ราชินีพอใจและไม่ก่อภัยพิบัติใดๆ
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ราชินีกับปราสาทแห่งม่านหมอกสามารถดำรงอยู่เป็นอมตะได้โดยไม่ต้องพึ่งบรรณาการแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่สะทกสะท้านจากการอยู่ในปราสาทที่เวลาหยุดเดินเสียอีก แต่นางก็มิได้ทำอะไร เพียงแค่เฝ้ามองบรรณาการคนแล้วคนเล่าถูกส่งเข้ามาขังและกลายเป็นอสุรกายเงา เพราะนางตระหนักดีว่า การที่มนุษย์เข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันเองเช่นนี้ เป็นสิ่งที่อสุรเทพที่นางบูชาปรารถนาเหนืออื่นใด
สุดท้าย แม้จะ "เชื่อ" ว่าตนเองเป็นอมตะ ไม่มีวันตาย ราชินีก็โดนอิโคะ เด็กบรรณาการที่นางดูแคลนมาตลอดกำจัดลงได้ และปราสาทแห่งม่านหมอกก็พังทลายลงไปพร้อมกับชีวิตห้วงสุดท้ายของนาง
กลายเป็นว่า อิโคะและเหล่าเด็กบรรณาการคนก่อนหน้า ถูกหมู่บ้านโทะคุสะหลอกให้ไปตาย หมู่บ้านโทะคุสะก็โดนเทวอาณาจักรซากุเรดะ โซลหลอกให้ส่งเด็กไปตาย และเทวอาณาจักรก็โดนราชินีหลอกอีกต่อหนึ่งว่า การส่งเด็กไปตายจะช่วยหยุดนางไว้ได้ ส่วนราชินีก็หลอกตัวเอง (หรือถูกอสุรเทพหลอก) ว่านางไม่มีทางถูกกำจัด เป็นการสร้างความเชื่อเพื่อที่จะได้หลอกลวงต่อกันเป็นทอดๆ ไปได้นี่เอง
แล้วในโลกที่พวกเราอาศัยกันอยู่จริง มีอะไรที่ต่างกันบ้างครับ มีกี่คนที่โดนหลอกหรือหลอกตัวเองด้วย "ความเชื่อ" บ้าง
เชื่อว่า เงินซื้อได้ทุกอย่าง แก้ได้ทุกปัญหา ตอบสนองได้ทุกความต้องการ
เชื่อว่า เชื้อชาติของตนเองประเสริฐเลิศเลอ และเข่นฆ่าเชื้อชาติอื่นๆ ที่มองว่าต่ำต้อยกว่าราวกับผักปลา
เชื่อว่า พระเจ้าของศาสนาตนเท่านั้นที่เที่ยงแท้ ใครมีความเชื่อเป็นอื่นคือศัตรูทั้งสิ้น
เชื่อว่า วิธีการที่ดีที่สุดให้ได้มาซึ่งสันติภาพ คือ การทำสงครามประหัตประหารกัน
เชื่อว่า ข้อความที่ปรากฏในวิกิพีเดียคืออริยสัจ เป็นความจริงสูงสุดที่ไม่มีอะไรมาหักล้างได้
เชื่อว่า ดินแดนอันเป็นมรดกโลกแห่งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินของกู ไม่ยอมยกให้พวกต่างด้าวที่ไหน (เอ...มันที่ไหนหว่า)
ทุกวันนี้ มนุษย์มากมายหลายคนยึดติดกับความเชื่อเหล่านี้โดยมิได้ตั้งข้อสงสัยหรือใช้เหตุผลตระหนักคิด จึงได้แต่หลงวนเวียนอยู่ในวิถีชีวิตที่โง่งมน่าขันของตัวเองไปเรื่อยๆ ราวกับเดินหลงอยู่ในหมอกหนาที่ล้อมรอบปราสาทแห่งม่านหมอกนั่นเอง
Horns of the Scapegoat
ในสังคมที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อ และคนที่ถูกหลอกด้วยความเชื่อ ย่อมเกิดปัญหาขึ้นมากมาย และบางครั้ง ปัญหาเหล่านั้นก็ส่งผลกระทบถึงผู้บริสุทธิ์ ที่แม้ไม่ได้มีส่วนในการก่อปัญหาขึ้นมา แต่กลับต้องรับเคราะห์ไปด้วย และจะมีใครบริสุทธิ์ได้เท่ากับ "เด็ก" อีก
ในโลกจริงๆ ของเรา มีเด็กมากมายที่ต้องรับเคราะห์กรรมจากการกระทำอันเห็นแก่ตัวของผู้ใหญ่ อาทิ ถูกฆ่าตายในสงครามซึ่งผู้ใหญ่เป็นผู้ก่อ ตกเป็นทาสยาเสพติดซึ่งผู้ใหญ่ผลิตและขาย ตกเป็นเหยื่อจากการล่วงละเมิดทางเพศโดยผู้ใหญ่ที่มีสภาพจิตผิดปกติ และนอกจากนี้ยังถูกห้ามมิให้อ่านหนังสือการ์ตูน เพราะผู้ใหญ่ผู้ หวังดี มีความคิดเห็นว่าหนังสือการ์ตูนเต็มไปด้วยภาพลามกอนาจาร อันจะทำให้เด็กใจแตกและเสียคนได้ ทั้งที่ยังมีสื่อลามกอีกมากมายเผยแพร่อยู่ทั่วสังคม ซึ่งผู้ใหญ่ผลิตขึ้น แต่ไม่สนใจจะกวาดล้างแต่ประการใด
ตอนปี 1 คุณภูมิเคยได้ดูภาพยนตร์แนวอภิสัจนิยม (Surrealism) จากประเทศสวีเดน ชื่อว่า Songs from the Second Floor กำกับโดย รอย แอนเดอร์สัน (Roy Andersson) เป็นภาพยนตร์ที่เสียดสีและวิพากษ์วิจารณ์การเมืองและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมอย่างค่อนข้างรุนแรง มีหลายฉากที่ดูเผินๆ แล้วตลกขบขันดี แต่พอได้คิดทบทวนแล้วก็ต้องอึ้งจนหัวเราะไม่ออก ฉากที่ชวนให้สะเทือนใจฉากหนึ่งคือ การสังเวยชีวิตของเด็ก เพราะมีความเชื่อกันว่าจะช่วยให้วิกฤตต่างๆ ในเมืองคลี่คลายลงได้ เป็นการจับเด็กใส่ชุดสีขาวบริสุทธิ์ เอาผ้าผูกตา และให้เดินไปที่ริมหน้าผา หากตกลงไปที่พื้นข้างล่างก็เท่ากับการสังเวยชีวิตได้เสร็จสมบูรณ์ และเมื่อได้สังเกตฉากอื่นๆ ในภาพยนตร์ก็จะพบว่าทั้งเมืองแทบไม่มีเด็กและวัยรุ่นอยู่เลย ประชากรส่วนใหญ่เป็นผู้ใหญ่หรือไม่ก็ทารกที่ยังเดินเองไม่ได้ ซึ่งหมายความว่าที่ผ่านมา เมืองเมืองนี้ได้สังเวยชีวิตเด็กไปแล้วไม่รู้กี่คนจนแทบจะหมดเมือง เป็นการแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ก่อปัญหาขึ้นแล้วมักให้เด็กเป็น "แพะรับบาป" อยู่เสมอ
ในเรื่อง ICO ยอร์ดาถูกเทวอาณาจักรลงอาคมทำให้กลายเป็นผู้กักขังเวลา คอยเก็บกักเวลาในปราสาทไว้ให้หยุดนิ่งตลอดกาล เพื่อควบคุมมิให้มารดาของเธอกระทำสิ่งใดตามบัญชาของอสุรเทพได้ ส่วนอิโคะและเด็กบรรณาการจำนวนนับไม่ถ้วนก่อนหน้านี้ก็ถูกส่งมาเพื่อคอยเฝ้าควบคุมยอร์ดาไม่ให้พยายามหลบหนีออกจากปราสาท อันจะทำให้เวทมนตร์หยุดเวลาเสื่อมลงได้ ส่วนกลุ่มผู้ใหญ่ที่คิดริเริ่มวิธีการดังกล่าวและกำหนดประเพณีส่งบรรณาการ อันได้แก่ เชื้อพระวงศ์และนักบวชของสุริยเทพแห่งเทวอาณาจักรซากุเรดะ โซล กลับใช้ชีวิตอย่างปกติสุขอยู่ในพระนครของอาณาจักรโดยไม่รับรู้ถึงความทุกข์ทรมานของพวกเด็กๆ อย่างอิโคะและยอร์ดาแม้แต่น้อย
"เขา" บนหัวอิโคะและเหล่าเด็กบรรณาการ ก็ไม่ต่างอะไรจากสัญลักษณ์ของ "ภาระ" ที่ถูกผลักมาจากผู้ใหญ่ในเทวอาณาจักรและหมู่บ้าน ให้มาเป็นผู้รับบาปแทนคนส่วนใหญ่ (ถึงแม้มันจะเป็นเขาวัว ไม่ใช่เขาแพะก็ตามที)
และในตอนจบ เมื่ออิโคะทำลายราชินี และคำสาปทั้งมวลที่ครอบงำปราสาทแห่งม่านหมอก ก็เท่ากับว่าไม่จำเป็นต้องมีประเพณีส่งบรรณาการอีกต่อไป เขาบนหัวอิโคะจึงหักลง อันเป็นการแสดงว่า ทั้งเขา และเด็กมีเขาที่จะเกิดมาในอนาคต จะไม่กลายเป็นผู้รับเคราะห์แทนผู้ใหญ่อีกต่อไป
By the Power of Wisdom & Courage
"เมื่อปัญญาและความกล้าหาญซึ่งพรากจากกันในอดีตกาลมารวมตัวกันอีกครั้ง เวทมนตร์คำสาปที่ครอบคลุมมาเนิ่นนานก็จางหาย ลำแสงเจิดจรัสจะปรากฏบนโลกอีกครั้ง" (หน้า 70)
แนวทางหนึ่งที่มิยาเบะ มิยูกิ เสนอว่า (น่าจะ) เป็นทางออกให้กับการหลงอยู่ใน "ความเชื่อฝังหัว ความกลัวฝังใจ" และการให้เด็กเป็นแพะรับบาปแทนผู้ใหญ่นั้น แท้จริงทำได้ง่ายแสนง่าย ขอเพียงแค่มี "ปัญญา" และ "ความกล้าหาญ"
"ปัญญา" ในรูปของเสื้อคลุมที่ทอลวดลายจากคัมภีร์เจิดจรัส ช่วยให้อิโคะสามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของราชินี ผู้หว่านความเชื่อให้มนุษย์ทั่วหล้าคิดว่านางเป็นเหมือนวิญญาณที่ไร้ร่างกาย
"ความกล้าหาญ" ในรูปของดาบศักดิ์สิทธิ์ สร้างขึ้นจากบันทึกในคัมภีร์เจิดจรัส ช่วยให้อิโคะสามารถปลิดชีวิตราชินี ผู้ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นอมตะไม่มีวันตาย และยุติคำสาปที่ครอบงำปราสาทแห่งม่านหมอก และปลดปล่อยเด็กมีเขาในอนาคตจากชะตากรรมอันเลวร้ายกว่าหลายร้อยปี
การมีความเชื่อไม่ใช่เรื่องผิด แต่หากเชื่อโดยไม่ใช้ "ปัญญา" ไตร่ตรอง มนุษย์ก็จะไม่มีวันเติบโตหรือก้าวไปไหนได้ ได้แต่คล้อยตามลงปากคนอื่นไปวันๆ ใครชวนให้ไปลงเหวก็ตามเขาไป ชวนไปขับไล่เขมรก็ไป เฮ...
ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสสอนหลักธรรมสำคัญประการหนึ่งเอาไว้เมื่อ 2,500 กว่าปีที่แล้ว นั่นคือ "กาลามสูตร" ที่สอนไม่ให้คนเราเชื่อสิ่งที่ได้รับรู้มาจากแหล่งใดๆ ก็ตาม จนกว่าจะได้พิสูจน์และไตร่ตรองดีแล้ว
พร้อมกันนั้น หากเรารู้ว่าสิ่งที่คนอื่นเขาเชื่อๆ กันอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือก่อให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี เราก็ต้อง "กล้า" ที่จะยืนหยัดต้านทานความเชื่อนั้น รวมทั้ง "กล้า" ที่จะชี้นำคนอื่นไปในทางที่ถูกที่ควร...โดยไม่ให้กลายเป็นการสร้างความเชื่อขึ้นมาใหม่ แต่เป็นการสอนให้คิดไตร่ตรองเป็น
เชื่ออย่างมีปัญญา และกล้าที่จะเปลี่ยนแปลง คุณภูมิคิดว่านี่คือทางออกจากความงมงายครับผม
Comments & Complaints
แฟนๆ หนังสือของมิยาเบะหลายคนดูจะไม่ค่อยชอบเรื่อง ICO สักเท่าไหร่นัก ด้วยความที่มันเป็นนิยายแฟนตาซีแอบลึกลับสยองขวัญ ซึ่งต่างจากแนววรรณกรรมปกติที่เธอเขียน คือ ลึกลับสืบสวน และจิตวิทยาวิเคราะห์จิตใจฆาตกร ก็เลยทำให้ขาดความลุ่มลึกและสมจริงไปบ้าง ทั้งที่สองอย่างนี้เป็นเสน่ห์ของงานเขียนของเธอทีเดียว
โชคดีที่ผลงานเล่มแรกของมิยาเบะที่คุณภูมิได้อ่านคือเรื่อง ICO นี้ คุณภูมิเลยไม่มีความคาดหวังอะไรในตัวมิยาเบะมาก่อนแบบแฟนประจำของเธอ ประกอบกับคุณภูมิออกจะหลงใหลวรรณกรรมแฟนตาซีเป็นทุนเดิม ก็เลยอ่านเรื่องนี้ได้โดยไม่ลำบากใจ อย่างไรก็ดี พอได้มาอ่านหนังสือเล่มอื่นของมิยาเบะ มิยูกิในภายหลัง คุณภูมิก็ไม่เห็นว่าเรื่อง ICO จะแย่กว่าเรื่องอื่นตรงไหน อย่างน้อย โดยส่วนตัวก็ยังรู้สึกว่ามิยาเบะรักษามาตรฐานของตัวเองไว้ได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการแฝงประเด็นสะท้อนสังคมและการใช้สัญลักษณ์
จะว่าไป คนอ่านมักจะคิดว่านิยายของมิยาเบะ มิยูกิ ถ้าไม่ใช่ลึกลับสืมสวน ก็สยองขวัญสั่นประสาท ความจริงแล้ว มิยาเบะก็ชอบเขียนหนังสือแฟนตาซีและวรรณกรรมเยาวชนไม่ใช่น้อย แต่ก็เป็นแฟนตาซีและวรรณกรรมเยาวชนตามสไตล์ของเธอ คือมีความมืดหม่นเข้ามาบ้าง และมักจะเล่นเรื่องจิตวิทยาตัวละครไปด้วยนอกจากเสียดสีสังคม ตัวอย่างเช่น "คุณพ่อหัวขโมย" ที่ JBOOK เอามาแปลเช่นกัน และ "Brave Story" ที่ได้รับการนำไปดัดแปลงเป็นอนิเมหนังโรงและมังงะ (เสียดายที่ฉบับมังงะ เนื้อเรื่องกลับโดน Degrade จากความเป็น Boy Growing-up Novel เป็นการ์ตูนต่อสู้กะหลั่วๆ ไปซะงั้น แถมยังเพิ่มอายุให้ตัวละครอีก เฮ้อ~~)
สองสิ่งที่คุณภูมิรู้สึกไม่ชอบเกี่ยวกับหนังสือ ICO นี้คือ มิยาเบะสลับการบรรยายแบบบุคคลที่ 3 มาเป็นบุคคลที่ 1 บ่อยเกินไป จนหลายครั้งที่คณภูมินึกรำคาญเสียงพร่ำเพ้อคร่ำครวญในใจของพวกตัวละครไม่น้อย (เพราะเรื่องไม่เดินซะที เพ้อกันอยู่ได้) อีกเรื่องก็คือ บางฉากก็อธิบายท่าทางและทิศทางการเคลื่อนไหวของตัวละครละเอียดเกินไป จนบางครั้งคุณภูมินึกว่ากำลังอ่านหนังสือเฉลยเกมส์อยู่ (อารมณ์แบบเดียวกับเวลาที่อ่านการ์ตูน "Rockman" แต่ละภาคที่ อ.ชิเงโตะ อิเคฮาระวาด)
แต่รวมๆ แล้ว สิ่งที่ชอบมันมากกว่าที่ไม่ชอบ ฉะนั้นก็ลืมๆ มันไปซะดีกว่าครับ
P.S.
1. ค่ายโซนี่ผลิตเกมส์ขึ้นมาเกมส์นึง ซึ่งดูแล้วท่าจะเป็น "ภาคก่อน" (Prequel) ของเกมส์ ICO ชื่อว่า "Shadow of the Colossus" (ฉบับญี่ปุ่นใช้ว่า "Wander and the Colossus" โดยเรียกตามชื่อตัวเอก คือ วันเดอร์ (Wander) หรือ หนุ่มพเนจร) เท่าที่รู้ ยังไม่มีนักเขียนต่างชาติคนใดเอาเรื่องราวในเกมส์นี้มาเขียนเป็นหนังสือ แต่ในเมืองไทยของเรานี้เอง เพื่อนร่วมคณะผม ชื่อ อนิธิน เคยแต่งเอาไว้หลายตอนลงในบอร์ด JJ ตอนนี้ก็แต่งจบไปนานแล้ว และอนิธินก็ได้ส่งไปให้ สนพ.แพรวเยาวชน ในเครืออมรินทร์พิจารณา (ตามคำชักชวนและการประสานงานของคุณภูมิ อิอิ) แต่จนแล้วจนเล่าก็ยังไม่มีคำตอบ
2. อย่างไรก็ดี คุณอนิธินก็เป็นมนุษย์ประเภทเดียวกับคุณภูมิ คือไม่ยอมหยุดยั้งง่ายๆ ก็เลยแต่งเรื่องที่เป็นภาคก่อนของ Shadow of the Colossus ด้วย ตอนนี้ได้พิมพ์กับ สนพ.Simply Book ปัจจุบันออกมาเป็นเล่มแล้ว 1 เล่ม ภาพปกและภาพประกอบสุด afraid มาก เล่ม 2 ซึ่งกำลังจะใกล้คลอด อนิธินเลยตัดสินใจทำปกและวาดภาพประกอบเสียเองเลย (ก็แล้วทำไมไม่ทำเองตั้งแต่เล่มแรกฟระ เจ้าเพื่อนคนนี้นี่ จะได้ได้ค่าตอบแทนสองต่อเลย ทั้งในฐานะคนเขียนและคนทำอาร์ต เหอๆๆ) อ้อ! เกือบลืมบอกว่าชื่อ "ตำนานอาณาจักรมนตรา ความทรงจำของบุปผา พนา และพายุ" ครับ คิดอยู่ว่าสักวันคุณภูมิอาจเอามาเขียนรีวิวลงบล็อก
3. ที่จริงคุณภูมิเคยเขียนถึงหนังสือเล่มนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ด้วยความที่กำลังติดใจประเด็น Child Abuse ในวรรณกรรม ก็เลยเอากลับมาอ่านใหม่และเล่าสู่กันฟังอีกรอบไปด้วยกันครับ (เผื่อตัวเองจะได้ใช้เป็นฐานข้อมูลตอนทำธีสิสในปีหน้าด้วย)
4. ปณิธานหนึ่งที่ตั้งไว้ (ทำเหมือนตัวเองเป็นพวกซิมส์ใน The Sims 2 เลยวุ้ย) คือ จะพยายามทำธีสิสให้จบภายในปี 2 ให้ได้ คุณภูมิอยากเรียนจบมาทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวเร็วๆ ครับผม ใครมีประสบการณ์ทำวิทยานิพนธ์จบภายในปีสองปี ขอคำแนะนำด้วยนะครับผม
5. เรื่อง Brave Story ฉบับนิยายที่มิยาเบะ มิยูกิแต่งเอาไว้ มีแปลเป็นฉบับภาษาอังกฤษและเข้ามาวางขายในร้านคิโนะคุนิยะหลายสาขาในประเทศไทยเป็นเวลาหนึ่งแล้วครับ เอาไว้สักวัน คุณภูมิจะรวบรวมแรงฮึดตัวเองเอามาเล่าให้ฟัง ในรูปแบบการเปรียบเทียบกับ The Neverending Story (นี่ก็เป็นอีกเรื่องที่อาจจะใช้เป็นฐานข้อมูลตอนทำธีสิส)
5. ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าด้วยเกมส์ ICO
- เว็บอเมริกา: http://www.us.playstation.com/Content/OGS/SCUS-97113/Site/
- เว็บยุโรป: http://www.icothegame.com/
- เว็บญี่ปุ่น: http://www.i-c-o.net/
6. บล็อกคุณภูมิ...
ครบรอบ 3 ปีแล้วครับ ^ ^ เอ้า! ฉลองงงงงง~~~
ไว้เดี๋ยวจะฉลองด้วยการเปลี่ยนธีม (ว่าแต่...อย่ามองจำนวน Hits ด้วยสายตาสมเพชอย่างนั้นสิครับ บังเอิญว่าบล็อกคุณภูมิผ่านการ "จำศีล" มาช่วงหนึ่งน่ะครับ เหอๆๆ
)

)
.ได้ใจ
