สิ่งหนึ่งที่คุณภูมิเชื่อว่านักวิจารณ์งานศิลป์สาขาต่างๆ ทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นต่างก็เบื่อหน่ายและเอือมระอา คือเสียงตอบรับคำวิจารณ์ที่ว่า "คนเขียน/วาด/สร้างเขา(คง)ไม่ได้คิดขนาดนั้นหรอก(มั้ง)"

ยิ่งในบางครั้ง เมื่อนักเขียนหรือผู้ที่สร้างงานศิลป์ชิ้นนั้นๆ มาให้สัมภาษณ์หรือออกแถลงการณ์ถึง "สาร" ที่ตัวเองต้องการจะสื่อจากงานของตัวเอง บทวิจารณ์ที่นำเสนอการตีความไปในคนละแนวทางจากที่ผู้สร้างบอกก็จะพากันตกเป็นเป้าโจมตีจากผู้ที่คล้อยตามผู้สร้างว่า "ฟุ้งซ่าน!" หรือ "เพ้อเจ้อ!" ...ว่าเข้าไปนั่น

ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน เวลาจะตีความหนังสือ ภาพยนตร์ รูปวาด หรืองานศิลป์สักชิ้น คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับ "ตัวตนของผู้เขียน" ที่เกี่ยวข้องกับงาน ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมา รสนิยมและความเชื่อส่วนบุคคล สภาพจิตใจ รวมไปถึงคำอธิบายที่ตัวผู้สร้างกล่าวไว้เกี่ยวกับงานศิลป์ของตัวเอง

ถ้าเขียนเป็นแผนภูมิความสัมพันธ์ง่ายๆ จากสามองค์ประกอบ คือ ตัวบท (งานศิลป์ที่จะวิจารณ์) ผู้อ่าน และผู้เขียน สิ่งที่คนส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 ก็คือ...ผู้เขียน


อย่างไรก็ดี...คุณภูมิก็อยากให้ทุกคนที่มีใจรักในการเสพและวิจารณ์งานศิลป์พึงระลึกไว้เสมอว่า นักเขียนหรือผู้สร้างงานศิลป์ไม่ใช่พระเจ้า เขาหรือเธอมีบทบาทเพียงแค่เป็นผู้ให้กำเนิดงานชิ้นนั้นๆ ขึ้นมา ไม่ได้เป็นคนที่คอยควบคุมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น

ลองเปรียบเทียบกับอะไรที่ใกล้ตัวดูนะครับ คือให้คุณเป็น "งานศิลป์" ที่พ่อและแม่ของคุณช่วยกัน "สร้าง" ขึ้นมา แน่นอนว่าพ่อและแม่ของคุณมีบทบาทในฐานะบุพการีผู้ให้กำเนิดคุณมา และลูกที่ดีก็ควรจะระลึกถึงพระคุณและคอยหาโอกาสตอบแทนอยู่เสมอ แต่แม้กระทั่งพ่อและแม่ก็ไม่มีสิทธิ์มากำหนดหรือควบคุมแนวทางในการดำเนินชีวิตของคุณ คุณอยากจะเรียนสายวิทย์หรือศิลป์ เข้า ม.เอกชนหรือรัฐบาล เรียนคณะอะไร จบมาแล้วทำงานอะไร นับถือศาสนาอะไร เลือกพรรคการเมืองใด ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นสิทธิ์ของคุณแต่เพียงผู้เดียว (เว้นแต่คุณไม่ใช่มนุษย์ที่เกิดและเติบโตขึ้นมาในรอยต่อระหว่างศตวรรษที่ 20 และ 21 อันเป็นยุคแห่งความโมเดิร์นและโพสต์โมเดิร์น และเป็นมาโซคิสต์ ซึ่งมันก็เป็นสิทธิ์ของคุณอีกเช่นกัน)

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สร้างและงานศิลป์ก็เช่นเดียวกัน ผู้สร้างมีบทบาทเพียงแค่ "สร้าง" งานศิลป์ขึ้นมา โดยที่ในระหว่างที่สร้าง เขาอาจจะดึงเอาประสบการณ์ชีวิต ความเชื่อทางการเมือง ศาสนา ปรัชญา หรือได้แรงบันดาลใจ (หรืออาจจะลอกแบบหน้าด้านๆ) จากงานศิลป์เรื่องอื่น อันนี้ก็เป็นเรื่องของตัวคนสร้างเขา เพราะหลังจากที่งานศิลป์มันออกมาสู่สายตาสาธารณชนแล้ว...

...มันก็คือสมบัติสาธารณะ ที่ใครก็ตามที่ได้มาเห็น มาเสพ มาดื่มด่ำ สามารถตีความตามใจตนเองได้

ถ้าเราในฐานะคนอ่านหรือผู้เสพงานศิลป์มัวแต่คิดคำนึงถึงตัวผู้สร้าง เราก็จะไม่มีวันมองเห็นสิ่งใหม่ๆ จากงานชิ้นนั้นได้มากไปกว่าตัวตนของผู้สร้าง

นอกจากนี้...ตัวผู้สร้างงานศิลป์เองก็อาจจะ "นำเสนอ/ส่งสาร" อะไรบางอย่างแอบแฝงไว้ในงานของตัวเอง โดยที่เจ้าตัวอาจจะไม่รู้ตัวหรือไม่คาดคิดก็ได้ เพราะเขาหรือเธออาจจะไม่ทันรู้ตัว หรือมองข้ามสิ่งที่ตัวเองแอบใส่ไว้ในงานว่าเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญมากๆ ในชีวิตของเขา (แต่ผู้รับสารที่มีชีวิตไม่เหมือนกับเขากลับสามารถรู้ได้อย่างค่อนข้างแน่ชัด)

ในเมื่อผู้เขียนหรือผู้สร้างไม่สามารถเชื่อถือได้ ฉะนั้นในเวลาตีความหรือวิจารณ์งานสักอย่าง คุณภูมิขอแนะนำว่าให้ทำประหนึ่งว่าตัวผู้สร้าง "ตาย" ไปแล้ว และไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับงานนะครับ


เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เราก็สามารถมองได้ว่า...

โดราเอมอน เป็นการ์ตูนที่นำเสนอแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ โดยที่ไม่ต้องแคร์ว่า อ.ฟูจิโกะ เอฟ ฟูจิโอะ จะคิดยังไง

เซนต์ เซย์ย่า คือมหากาพย์ว่าด้วยกลุ่มเด็กหนุ่มที่โหยหาความรักจากแม่ และต้องการโค่นล้มพ่อตามแบบอีดิปุส โดยที่ไม่ต้องแคร์ว่า มาซามิ คุรุมาดะ จะคิดยังไง

แฮร์รี่ พอตเตอร์ แสดงให้เห็นมายาคติการดำเนินชีวิตและเลือกคู่ครองของชนชั้นกลาง โดยที่ไม่ต้องแคร์ว่า เจ.เค.โรว์ลิ่ง จะคิดยังไง

บลีช แสดงให้เห็นความเชื่อแบบญี่ปุ่นเป็นศูนย์กลาง (Nipponocentrism) และอคติต่อชาวต่างชาติ (Xenophobia) โดยที่ไม่ต้องสนใจว่า คุโบะ ไทเทะ จะคิดยังไง

การตีความทุกอย่างข้างต้นนี้สามารถทำได้ ขอเพียงแค่มีหลักฐานและข้อสนับสนุนมากพอ (โดยที่ต้องไม่ใช่การแถแบบดริฟท์ขั้นสุดยอดจนชวนให้เกิดดราม่า) และไม่ต้องเกรงอกเกรงใจคนเขียน

และแน่นอนว่า หากวันหนึ่งคุณภูมิได้มีผลงานประเภท Fiction (ไม่นับที่เป็น Non-fiction) ตีพิมพ์ออกมาเป็นเล่มๆ เมื่อไหร่ คุณภูมิอนุญาตให้คนที่ซื้อมาอ่าน (เฉพาะที่ซื้อนะจ๊ะ ไม่นับที่ยืม อิอิ) ตีความหรือวิจารณ์ได้เต็มที่เลยครับ จะหยิบยกทฤษฎีของปรมาจารย์ท่านไหน หรือจะวิเคราะห์สภาพจิตใจคุณภูมิว่าวิปลาสระดับใด เชิญ!...แต่ส่งลิงค์มาให้อ่านด้วยก็ดีนะเออว์

พิมพ์มาถึงตรงนี้ อยากเล่าประสบการณ์ตรงสักเรื่องมาประกอบเสียหน่อย อาจจะไม่ถึงกับเป็นวิทยาทานที่ดีนัก แต่คุณภูมิก็คิดว่าน่าจะใช้ได้ล่ะน่า


ในปี 2551 ตอนคุณภูมิเรียน ป.โท ปี1 มี อ.อยู่ท่านหนึ่ง สอนวิชาวรรณกรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็รวมไปถึงพวกวรรณกรรมสยองขวัญหรือโกธิกหน่อยๆ ด้วย นักเขียนคนหนึ่งที่ อ.ชอบมาก และมักนำเอานิยายของเขามาใช้เป็นตัวบทประกอบการสอนบ่อยๆ ก็คือคุณหมอพงศกร (รูปข้างบนคับ) งานเขียนของคุณหมอส่วนใหญ่จะออกแนวผีๆ ในยุคสมัยใหม่ เช่น กลิ่นการเวก เพรงสนธยา และ สาปภูษา เป็นต้น

คุณหม