เรื่องของเรื่องคือ นิตยสารหัวนอกที่เรียกได้ว่ามีบทความและคอลัมน์ที่สาระแน่นที่สุด (ตามความเห็นของคุณภูมิ) อย่าง สรรสาระ Reader's Digest ได้จัดทำแบบสำรวจด้านความเชื่อมั่นขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย แล้วก็นำผลสำรวจมาตีพิมพ์ลงนิตยสารฉบับเดือน มี.ค.2553 โดยจั่วหัวไว้ว่าเป็น "80 บุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นประจำปี 2553"

และหน้าปกนิตยสารก็โชว์ภาพของบุคคลที่ได้รับความเชื่อมั่นเป็นอันดับ 1 จากคนไทยไว้พร้อมสรรพ

...

ส่วนรายนามของคน 80 คนที่ชาวไทยลงความเห็นว่ามีความน่าเชื่อถือก็มีดังต่อไปนี้

ขอบอกไว้ก่อนว่าคุณภูมิคิดว่าใครที่เห็นโพลนี้แล้วไม่รู้สึกว่า มันเป็นโพลที่โคตรฮาหรือดูแปลกๆ นั่นหมายความว่าคุณพลาดอะไรหลายๆ อย่างในชีวิตแล้วล่ะคุณเอ๋ย...

ยังไงก็ดี นอกเหนือจากความฮา คุณภูมิว่าโพลนี้น่าสนใจมากทีเดียว เพราะถ้ามันเป็นผลของการสำรวจเรื่องบุคคลที่คนในสังคมเชื่อมั่นครั้งแรกในประเทศไทย มันก็สะท้อนให้คนไทยอย่างเราๆ ได้เห็นอะไรหลายๆ อย่าง

ก่อนอื่นมาพิจารณาข้อมูลพื้นฐานของโพลนี้กันก่อน นสพ.ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,509 (28 ก.พ.-3 มี.ค. 2553) ให้ข้อมูลว่าแบบสำรวจนี้จัดทำเป็นแบบออนไลน์ ผู้ตอบแบบสอบถามมีทั้งสิ้น 750 คน อยู่ในกลุ่มอายุ 20-50 ปี และเป็นคนในพื้นที่ กทม.และปริมณฑล และยังมีมาจากเชียงใหม่ ขอนแก่น และชลบุรี (ว่าแล้วคุณภูมิก็สงสัยตัวเองว่ามัวแต่ไปทำอะไรอยู่ฟะ ถึงไม่รู้ไม่เห็นโพลนี้ )

ข้อมูลเรื่องอายุแสดงให้เห็นว่า ต้องการคัดกรองผู้ตอบแบบสอบถามที่ "มีวุฒิภาวะพอสมควร" ซึ่งคนที่มีอายุ 20-50 ปี ถ้าไม่ใช่คนที่ทำงานมีรายได้แล้ว ก็เป็นพวกนิสิตนักศึกษาเป็นส่วนใหญ่ อีกทั้งการทำแบบสอบถามแบบ "ออนไลน์" ซึ่งก็คือต้องต่ออินเตอร์เน็ตเข้ามาถึงจะตอบได้ แสดงว่าโพลนี้คาดหวังคำตอบจากบุคคลที่(น่าจะ)มีการศึกษาอย่างน้อยในขั้นพื้นฐาน สามารถเปิดคอมฯ และต่ออินเตอร์เน็ตได้ (ไม่รวมประเด็นที่ว่ามีฐานะพอจะมีคอมฯ ไว้ในครอบครอง เพราะอาจมีคนใช้บริการเน็ตคาเฟ่) ไม่ใช่ยายสาตาสีที่อ่านเขียนไม่เป็น ส่วนพื้นที่ของผู้ตอบแบบสอบถาม ก็ล้วนแต่เป็นเมืองใหญ่ที่มีการพัฒนาในด้านต่างๆ มีจำนวนประชากรมากถึงโคตรมาก

สรุปได้ว่า ผลสำรวจของโพลนี้ได้มาจากกลุ่มคนที่ (เชื่อกันว่า) เป็นเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งก็คือ ชนชั้นกลาง (มี synonym ในสมัยก่อนว่า "ไพร่กระฎุมพี")...อย่างคุณภูมิและพวกท่านที่ใช้อินเตอร์เน็ตเปิดเข้ามาอ่านบล็อกนี้

เมื่อผู้ตอบแบบสอบถาม (ส่วนใหญ่หรืออาจทั้งหมด) เป็นกลุ่มชนชั้นกลาง ผลสำรวจที่ได้จึงสะท้อนให้เห็นตัวตนของชนชั้นกลางของไทยอย่างไม่ต้องสงสัย

ผู้ได้รับการโหวตทั้ง 80 คนมาจากต่างสาขาวิชาชีพ ต่างกลุ่มอายุกันไป บางคนเป็นนักธุรกิจ บางคนเป็นดารา บางคนเป็นนักกีฬา และบางรูปเป็นพระภิกษุ แต่จุดร่วมอย่างหนึ่งของทั้ง 80 คนนี้คือ ต่างก็เคยปรากฏตัวผ่านทางสื่อประเภทต่างๆ มาก่อน บางคนตกเป็น "ข่าว" บางคนสร้าง "ข่าว" ขึ้นมาเสียเอง ส่วนบางคนก็ทำอะไรไปตามหน้าที่การงานหรือความสนใจส่วนตัว แต่ก็มิวายถูกดึงไปเป็น "ข่าว" ...ซึ่ง "ข่าว" นี้ เป็นอะไรที่ชนชั้นในกลาง (ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา) ชอบบริโภคเป็นชีวิตจิตใจเสียยิ่งกว่า "ข้าว"!

คนอ่านบางท่านอาจสงสัย ...เป็นข่าวแล้วไง ไม่เห็นผิดตรงไหน ถ้าไม่เป็นข่าวแล้วจะมีคนรู้จักมากพอจะโหวตให้เหรอ   ครับ ตรงนี้คุณภูมิไม่เถียง แต่ก็อยากให้กลับไปดูหัวข้อโพลก่อนว่าชื่อ "บุคคลที่คนไทยให้ความเชื่อมั่น" ไม่ใช่ "บุคคลที่คนไทยรู้จักเป็นอย่างดี" คนบางคนก่อเรื่องไว้จนเป็นข่าวโด่งดัง เป็นที่รู้จักกันทุกตำบลหนแห่ง แต่ไม่ใช่คนที่น่าให้ความเชื่อมั่นแม้แต่น้อย เช่น กรณีของนายนา_าน โอ_าน เป็นต้น

ประเด็นที่ว่านี้นำมาซึ่งคำถาม (ที่คุณภูมิเห็นว่า) สำคัญข้อหนึ่ง นั่นคือ นิยามของ "ความเชื่อมั่น" ตามบริบทของโพลนี้เป็นอย่างไร มีขอบเขตแค่ไหน ซึ่งในข้อมูลที่คุณภูมิเห็นมา ไม่มีการกำหนดหรืออธิบายเรื่อง "ความเชื่อมั่น" นี้แม้แต่น้อย เหมือนกับว่าให้เป็นสิทธิ์ของคนที่โหวตคิดเอาเอง (อนึ่ง คุณภูมิไม่ได้ไปร่วมทำแบบสอบถามออนไลน์ชุดนี้ จึงไม่รู้ว่ามีการให้คำจำกัดความของคำคำนี้ไว้ในชุดคำถามหรือเปล่า แต่ค่อนข้างเชื่อมั่นว่าไม่)

เมื่อไม่มีข้อตกลงที่แน่นอน รายชื่อของคน 80 คนที่คนไทยให้ความเชื่อมั่นชุดนี้จึงชวนให้รู้สึกสับสน งุนงง และขบขันมิใช่น้อย เพราะนอกจากคุณสมบัติที่ว่า "เป็นคนที่คนไทยรู้จักกันดี" แล้ว ไม่มีเกณฑ์อะไรที่สามารถเป็นมาตรฐาน support "ความน่าให้ความเชื่อมั่น" ของคนทั้ง 80 คนนี้อย่างเท่าเทียมกันได้เลย สำหรับคนที่ทำงานในวิชาชีพเฉพาะทาง ก็สามารถสร้างความ "น่าเชื่อมั่น" ได้จากการให้สัมภาษณ์หรือนำเสนอข้อมูลเชิงวิชาการในเรื่องที่เกี่ยวกับสาขาอาชีพของตัวเอง เช่น เราสามารถเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งเมื่อบุคคลหมายเลข 13 ชี้แจงว่าอาการ 'เกรียน' และ 'ติ่งหู' ของวัยรุ่นเป็นการแสดงออกของการขาดความอบอุ่นและเอาใจใส่จากครอบครัว หรือเมื่อบุคคลหมายเลข 71 แนะนำว่าปีนี้เทรนด์ผมทรงกะบังลมกำลังมาแรง ฯลฯ (ที่ใช้คำว่า "ในระดับหนึ่ง" เพราะคุณภูมิเชื่อว่า สี่ตีนยังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง ผู้เชี่ยวชาญก็อาจทำผิดในงานสาขาถนัดได้เหมือนกัน ก็เป็นคนเหมือนกันนี่ครับ)

ทว่าหลายครั้งหลายหน สังคมของชนชั้นกลางในหลายประเทศ โดยเฉพาะไทย กลับโยงค่าความน่าเชื่อถือเข้ากับ "ภาพลักษณ์" และ "ชื่อเสียง" มากกว่าความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง โดยเฉพาะในวงการโฆษณา สินค้าที่นักวิจัยหรือผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันว่าใช้ได้ดีจริงก็จะขายออกในระดับหนึ่ง แต่ถ้าได้ดาราหรือนักร้องชื่อดัง หน้าตาหล่อๆ สวยๆ เป็นพรีเซ็นเตอร์ ก็จะทำให้สินค้านั้นยิ่งมี "ความน่าสนใจ" "ความน่าจดจำ" "ความน่าเชื่อมั่น" และ "ยอดขาย" เพิ่มขึ้นไปอีก โดยที่ผู้บริโภคไม่ต้องสนใจเลยว่าพรีเซ็นเตอร์ที่เห็นในโฆษณานั้นมีความรู้เกี่ยวกับคุณภาพของสินค้าที่ตัวเองโฆษณาให้แค่ไหน (ตัวอย่างที่พอนึกออกก็คือโฆษณาท่องเที่ยวไทยและชานามาฉะที่ให้บุคคลเบอร์ 23 เป็นจุดขายเอาไม่รู้กี่รอบ)

การซื้อสินค้าเพราะพรีเซ็นเตอร์เป็นดารา ก็ไม่ต่างอะไรกับการยกย่องให้ celebs ทั้งหลายเป็นบุคคลที่น่าให้ความเชื่อมั่นแบบในโพลของ Reader Digest ชุดนี้ เพราะต่างก็แสดงให้เห็นวัฒนธรรมของชนชั้นกลางที่พร้อมจะไหลไปกับกระแสความนิยมของสังคม และชอบที่จะบริโภคสินค้าและข้อมูลข่าวสารโดยไม่คิดสงสัยหรือค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม

อีกจุดหนึ่งที่สังเกตได้จากโพลนี้คือ แม้รายชื่อในโพลส่วนใหญ่จะเป็นสาขาอาชีพที่เรียกได้ว่าเป็น "บุคคลสาธารณะ" แต่ถ้าไม่อ่านจนเพลินก็จะเห็นได้ชัดว่าขาดบุคคลในกลุ่มที่ถือว่าเป็น "บุคคลสาธารณะ" กลุ่มสำคัญสองกลุ่ม ซึ่งการที่ไม่มีชื่อของบุคคลในสองกลุ่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นความรับผิดชอบของผู้โหวตหรือผู้ทำโพล ย่อมแสดงให้เห็นจริตหรือความเชื่อบางอย่างของชนชั้นกลางอีกเช่นกัน 

กลุ่มแรกก็คือผู้ที่อยู่ในวงการการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองสังกัดพรรค ครม. ฝ่ายค้าน สส. สว. รวมไปถึงผู้เคลื่อนไหวทางการเมืองทุกเฉดสี สำหรับชนชั้นกลางที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่ตลอดย่อมทราบดีว่าเกิด mayhem อะไรบ้างจากคนประเภทที่สองนี้ และแม้ว่าคนในชนชั้นกลางเองก็มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่หลากหลายไม่แพ้คนการเมือง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ขอยุ่งเกี่ยวก็น่าจะเป็นศรีแก่ตัวที่สุด

อีกกลุ่มก็คือพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ซึ่งแม้จะได้รับความเคารพนับถือและเชื่อมั่นจากคนไทยทุกชนชั้นอย่างมาก แต่ด้วยความที่ชนชั้นกลาง (ซึ่งเป็นผู้โหวตและจัดทำโพล) ถือเอาเรื่องเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงอาจเห็นว่าไม่เป็นการเหมาะสมที่จะนำพระนามของพระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ใดมาตอบลงในแบบสอบถาม (ตรงนี้คุณภูมิคาดว่าหลายๆ คนน่าจะได้บทเรียนจากดราม่าระหว่างชาติในกรณี The TIME100 เมื่อสามปีก่อน)

Last but not least - ยังมีประเด็นเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณภูมิคาใจกับโพลฮาๆ นี้

 สำหรับบุคคลในอันดับที่ 1 ซึ่งจากโพลนี้ถือได้ว่าเป็น "บุคคลที่คนไทยเชื่อมั่นที่สุดประจำปี 2553" นั้น คุณภูมิไม่ขอแสดงความคิดเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนะครับ  แต่ที่ผ่านมา คุณภูมิก็นับถือและชื่นชมบุคคลท่านนี้มาตลอดในฐานะที่เป็นผู้ที่ "ทุ่มเททำงานเพื่อหาความเป็นธรรมให้สังคม โดยไม่เกรงกลัวต่ออุปสรรคใดๆ" ตามสรรพคุณที่บรรยายไว้ในบท