วรรณกรรมอมตะที่แม้จะแต่งมาเป็นเวลานาน แต่ก็ยังมีผู้นำมาสร้างเป็นหนังเป็นละครอยู่เรื่อยๆ ของไทยก็คงหนีไม่พ้นเรื่องยอดนิยมอย่างบ้านทรายทอง คู่กรรม หรือทวิภพ แต่ถ้ามีการสำรวจในระดับนานาชาติ เชื่อได้ว่าเรื่องหนึ่งที่จะติด Top 5 หรือ Top 10 ก็คือ Alice in Wonderland  หรือ "อลิซในแดนมหัศจรรย์" ของชาร์ลส์ ลุตวิดจ์ ดอดจ์สัน หรือที่รู้จักกันในนามปากกา "ลูอิส แคร์รอล" (Lewis Carroll)

แคร์รอลเขียนเรื่องอลิซเสร็จในปี 1865 (สมัยวิกตอเรียนของอังกฤษ) หลังจากโดนถ่วงเวลาการตีพิมพ์ไปประมาณหนึ่งปีด้วยข้อหาว่าเป็นเรื่องแต่งไร้สาระ วรรณกรรมเยาวชน (?) เรื่องนี้ก็ประสบความสำเร็จถล่มทะลายและขายดีมาจนถึงปัจจุบัน หนังสือเรื่องนี้ไม่เพียงได้รับการตีพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกและแปลเป็นหลายสิบภาษาทั่วโลกเท่านั้น แต่ยังโดนนำไปดัดแปลงเป็นสื่อบันเทิงประเภทอื่น เช่น นวนิยาย การ์ตูน (ex. Pandora Hearts  ของ จุน โมจิสึคิ) เกมส์ และภาพยนตร์

หากไม่รวมการ์ตูนแอนิเมชันของวอลต์ ดิสนีย์ในปี 1951 ที่ทำชื่อเสียงและรายได้ให้ดิสนีย์มากมายในขณะนั้น และกลายเรื่องหนึ่งที่ขึ้นทำเนียบการ์ตูนคลาสสิกตลอดกาลของดิสนีย์ ก็มีภาพยนตร์ที่สร้างจากเรื่องอลิซอีกร่วม 15 เรื่องตั้งแต่ปี 1903 - 1999 แต่ละเรื่องมีการดัดแปลง เติมแต่ง และตีความเนื้อเรื่องแตกต่างกันไป

และในเดือน มี.ค.2010 นี้ก็มีเรื่องที่ 17 เพิ่มเข้ามา ซึ่งเป็นภาพยนตร์เกี่ยวกับอลิซเรื่องที่ 2 ของดิสนีย์ เพียงแค่รายละเอียดเบื้องต้นก็เรียกได้ว่าน่าสนใจไม่น้อย ทั้งเทคนิคการถ่ายทำที่เอื้อต่อการเข้าฉายในโรง 3D ทีมนักแสดงมากฝีมือ และการได้คนระดับเทพอย่างทิม เบอร์ตันมากำกับและเขียนบท

"สเน่ห์" อย่างหนึ่ง (ในบรรดาหลายๆ อย่าง) ที่พบได้บ่อยๆ ในผลงานการสร้างสรรค์ของเบอร์ตันก็คือ การนำเสนอความซับซ้อนซ่อนเงื่อน วิปริตผิดเพี้ยน ดิบเถื่อน และ "ดาร์ก" ในจิตใจของมนุษย์ให้ปรากฏเป็นรูปธรรม (visualized) ผ่านทางรูปลักษณ์ ท่าทาง และพฤติกรรมของตัวละคร และยังรวมไปถึงฉากหรือสภาพแวดล้อมที่ตัวละครของเขาดำเนินชีวิตอยู่ ตัวละครของเบอร์ตันอาจดูหลอนๆ เพี้ยนๆ หลุดโลก ทำความเข้าใจได้ยาก แต่ก็สามารถเชื่อมโยงกับผู้ที่รับชมงานของเขาได้ง่าย เพราะความซับซ้อนในจิตใจของตัวละครของเบอร์ตันก็เป็นสิ่งสากลที่มีอยู่ในใจคนทั่วไปไม่มากก็น้อย และความซับซ้อนนี้ยังส่งผลให้งานของเขาเอื้อต่อการตีความได้หลากหลาย ผลงานภาพยนตร์ของเบอร์ตันที่เป็นที่รู้จักกันดี เช่น Batman (1989) Batman Returns (1992)Tim Burton's The Nightmare before Christmas  (1993) Charlie and the Chocolate Factory  (2005) Sweeny Todd: The Demon Barber of Fleet Street  (2007) ฯลฯ ส่วนผลงานวรรณกรรมก็มี The Melancholy Death of Oyster Boy & Other Stories  (1997 - ฉบับแปลภาษาไทยใช้ชื่อว่า "เด็กชายหอยนางรม" โดย 'ปราย พันแสง สนพ.มติชน พ.ศ.2544)

อย่างไรก็ดี "สเน่ห์" ส่วนนี้ดูจะขาดหายไปจากผลงานในปี 2010 ของเบอร์ตันอย่าง Alice in Wonderland   วรรณกรรมต้นฉบับของแคร์รอลนั้นป็นการผจญภัยของหนูน้อยอลิซใน "แดนมหัศจรรย์" ที่เหตุการณ์ไม่ค่อยปะติดปะต่อกัน ตัวละครต่างๆ (นอกจากอลิซ) ก็ล้วนแปลกประหลาดทั้งภายนอกและภายใน เรียกได้ว่าไม่มีอะไรที่ "make sense" หรือพอจะจับใจความสาระได้บ้าง (สมกับคำพูดของหนูน้อยอลิซในตอนต้นที่บอกว่าอยากอยู่ในโลกที่ทุกๆ สิ่งมัน "nonsense" เธอก็เลยได้สมใจอยาก) แต่ความ "nonsense" นี้เองที่เปิดโอกาสให้ผู้อ่านคิดจินตนาการเรื่องราวต่อจากที่แคร์รอลเขียนไว้ได้มากมาย ทั้งยังสามารถตีความเรื่องได้หลายทาง ไม่ว่าจะเป็นการเติบโตทางจิตใจของอลิซ (Rite of Passage) ที่ค่อยๆ เปลี่ยนจากเด็กขี้แยเอาแต่ใจมาเป็นคนที่มีเหตุมีผล สุขุมรอบคอบมากขึ้น หรือในฐานะภาพสะท้อนของสังคมในยุควิกตอเรียน โดยแอบเสียดสีคนในชนชั้นต่างๆ ทั้งปัญญาชน (นกโดโด้) ชนชั้นกลาง (ช่างทำหมวกและคณะจัดปาร์ตี้น้ำชาที่บ้าบอคอแตกพอกัน) และคนในราชสำนัก (พวกไพ่ทั้งหลาย) โดยเฉพาะตัวละครราชินีหัวใจ ก็มีลักษณะหลายประการที่เห็นได้ชัดว่าแคร์รอลจงใจให้เป็นตัวแทนของสมเด็จพระนางเจ้าวิกตอเรีย (1819 - 1901) ด้วยความที่ชอบใช้พระราชอำนาจตามอำเภอใจ กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในราชสำนัก ให้พระสวามีเป็นพระราชาแต่ในนาม แถมรูปประกอบในหนังสือยังชอบวาดให้ควีนหัวใจมีใบหน้าอูมๆ คล้ายควีนวิกตอเรียอีกด้วย

ทว่า Alice in Wonderland  ฉบับทิม เบอร์ตันกลับกลายเป็นมหากาพย์แฟนตาซีที่ "make sense" อย่างยิ่ง เบอร์ตันไม่เพียงเชื่อมโยงตัวละครและเหตุการณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อกันตามต้นฉบับเดิมเข้าด้วยกันภายใต้พล็อต "โค่นล้มทรราชย์" เขายังนำตัวละครและเนื้อเรื่องบางส่วนจาก Through the Looking-Glass, and What Alice Found There  (1871) ผลงานอีกชิ้นของแคร์รอลที่เป็นเสมือนภาคต่อของอลิซในแดนมหัศจรรย์เข้ามาผสมในภาพยนตร์ด้วย ราชินีขาว ราชินีแดง พล็อตการปะทะกันระหว่างอาณาจักรขาวและแดง (ตามธีมของเกมหมากรุก ซึ่งต่างจากธีมไพ่ป๊อกใน Alice in Wonderlland ) บทกลอนที่เป็นคำทำนายเรื่อง "Frabjous Day" สัตว์ร้ายอย่างนก Jubjub ตัว Bandersnatch และพญามังกร Jabberwocky ล้วนเป็นองค์ประกอบจาก Through the Looking-Glass  ที่เบอร์ตันใส่เข้ามาเพิ่มความ "epic" ให้เรื่องมากขึ้น กระทั่งราชินีหัวใจจาก Alice in Wonderloand  กับราชินีแดงจาก Through the Looking-Glass  ก็ยังถูกทำให้กลายเป็นตัวละครตัวเดียวกัน (ทั้งที่ในวรรณกรรมต้นฉบับทั้งสองเรื่อง ตัวละครสองตัวนี้ไม่เกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย)

และสิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทั้งพล็อตการต่อสู้แบบมหากาพย์แฟนตาซี โครงเรื่องที่ make sense ตัวละครที่ make sense ตลอดจนตอนจบที่เดาได้ไม่ยาก ล้วนนำไปสู่การตีความได้เพียงสถานเดียว (ซึ่งต่างจากอลิซฉบับวรรณกรรมและผลงานกำกับชิ้นอื่นของเบอร์ตันโดยตลอดมา) นั่นคือ Alice in Wonderland  เป็นภาพยนตร์ที่ pro-Feminist หรือสนับสนุนอุดมการณ์สตรีนิยมอย่างมาก

เรื่องเปิดตัว อลิซ คิงส์ลีย์ (Mia Wasikowska) ในฐานะสาววัยรุ่นอายุ 19 ที่ไม่ชอบปฏิบัติตามธรรมเนียมมารยาทและข้อบังคับทางสังคมสำหรับสตรีในยุควิกตอเรียน เธอไม่ยอมสวมคอร์เซ็ตต์ (ผ้าคาดเอวให้ดูหุ่นอรชรอ้อนแอ้น) และถุงน่อง ซึ่งเป็นเครื่องแต่งตัวที่ขาดไม่ได้สำหรับผู้หญิงเวลาออกงานสังคม อีกทั้งยังชอบวิ่งไปวิ่งมา ซึ่งเป็นกิริยาที่ผู้หญิงสมัยนั้นไม่ควรกระทำ อลิซชอบคิดฝันและมีจินตนาการที่แปลกประหลาดอยู่เสมอ ซึ่งมีเพียงพ่อที่ล่วงลับไปแล้วเพียงคนเดียวที่ชอบรับฟังและแบ่งปันจินตนาการกับเธอ หลังสูญเสียพ่อผู้เป็นเสาหลักของครอบครัวไป กิจการการค้าทางเรือที่พ่อเธอดูแลอยู่ก็ตกอยู่ในความดูแลของตระกูลของเฮมิช (Leo Bill) แม่อลิซจึงต้องจัดแจงให้เธอแต่งงานกับเฮมิชเพื่อธำรงไว้ซึ่งทรัพย์สินและเกียรติยศของวงศ์ตระกูล

ในสมัยวิกตอเรียน บทบาทของผู้หญิงไม่มีอะไรมากไปกว่าการเป็นแม่บ้านแม่ศรีเรือนที่ดี ตลอดจนเป็นแม่ที่ดีของลูกและเมียที่ดีของผัว การให้กำเนิดลูกถือเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดของผู้หญิงสมัยนั้น (ยิ่งถ้าได้ลูกชายจะวิเศษมาก เพราะลูกชายจะสามารถสืบต่อวงศ์ตระกูล (นามสกุลของสามี) ต่อไปได้ หญิงสาวยุควิกตอเรียนหลายคนจึงตั้งตาตั้งตาที่จะได้แต่งงานเร็วๆ แม้จะแต่งแบบคลุมถุงชนก็ตาม อลิซเป็นที่อิจฉาของเพื่อนๆ มากเพราะมีเหตุประจวบเหมาะให้เธอได้แต่งงานตั้งแต่ก่อนอายุ 20 อีกทั้งคู่แต่งงานก็เป็นว่าที่ท่านลอร์ดที่เพียบพร้อมทั้งทรัพย์สินและชาติตระกูลสูงส่ง (แต่ซกมกและใจเสาะอิ๊บอ๋าย) แต่อลิซไม่สนใจที่จะแต่งงานแม้แต่น้อย เพราะเธอไม่ได้รักเฮมิช อีกทั้งเธอรู้ดีว่าการแต่งงานจะขังเธอไว้ในกรอบของสังคมปิตาธิปไตยที่ริดรอนอิสรภาพไปจากเธอ การต้องเลือกระหว่างสวัสดิภาพของครอบครัวและอิสรภาพของตนเองทำให้อลิซสับสนเป็นอย่างมาก

ในงานสโมสรหน้าคฤหาสน์ของเฮมิช เมื่อเฮมิชขอเธอแต่งงานต่อหน้าแขกเหรื่อนับร้อย อลิซที่ยังตัดสินใจไม่ได้จึงวิ่งหนีเข้าไปในสวน และตามกระต่ายสีขาวเดินสองขาที่เธอเห็นว่าแอบผลุบๆ โผล่ๆ ในงานก่อนหน้านี้เข้าไปในโพรงกระต่าย โพรงนี้นำเธอทะลุออกมาสู่ดินแดนมหัศจรรย์ที่เรียกว่า "อันเดอร์แลนด์" (Underland) ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตและสิ่งของแปลกประหลาดมากมาย ผู้คนและสัตว์ประหลาดต่างๆ ที่เธอได้พบเจอ ทั้งช่างทำหมวก (Johnny Depp) แมวเชเชอร์ (ให้เสียงโดย Stephen Fry) คู่แฝดทวีเดิลดัมและทวีเดิลดี (Matt Lucas) และดอร์เมาส์ (ให้เสียงโดย Barbara Windsor)  ต่างก็ซักถามและคาดคั้นให้เธอตอบว่า เธอใช่ "อลิซคนนั้น" ("The Alice") หรือไม่

ตามทฤษฎีทางจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) การที่ตัวละครลงไปในโพรง ในหลุม ในชั้นใต้ดิน หรือเข้าไปในถ้ำ ในห้องลับ หรือไปที่ไหนก็ตามที่มืดทึบ ให้บรรยากาศลึกลับ สามารถเปรียบเทียบได้กับการที่ตัวละครนั้นๆ ลงไปสำรวจจิตไร้สำนึก (The unconscious) หรือเบื้องลึกของจิตใจที่ไม่สามารถรับรู้ได้ในยามปกติ (หลายคนคงคุ้นเคยกับคำว่า "จิตใต้สำนึก" (The subconscious) มากกว่า จริงๆ แล้วหมายความอย่างเดียวกันครับ เพียงแต่ "จิตไร้สำนึก" เป็นศัพท์เฉพาะที่สงวนไว้ใช้ในการตีความแบบจิตวิเคราะห์เท่านั้น) ในกรณีของเรื่องนี้ อันเดอร์แลนด์ที่อลิซเดินทางมาถึงจากการหล่นลงไปในโพรงกระต่ายจึงถือเป็นจิตไร้สำนึกของอลิซ ที่เธอหลบหนีจากโลกของจิตสำนึก (The conscious) เข้ามาพักชั่วคราวเพื่อหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุดเพื่อแก้ปัญหาที่เธอกำลังเผชิญ

คำถามที่เธอโดนถามบ่อยๆ ว่า "เธอคือ 'อลิซคนนั้น' หรือเปล่า" แม้จริงๆ แล้วจะหมายความว่า "เธอคือคนเดียวกับหนูน้อยอลิซที่เคยมาเยือนแดนมหัศจรรย์เมื่อ 13 ปีที่แล้วรึเปล่า" แต่ขณะเดียวกันก็อาจตีความได้ว่า ชาวอันเดอร์แลนด์ (ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของจิตใจเบื้องลึกของเธอ) กำลังตั้งคำถามให้เธอหันกลับมาพิจารณาตัวเองว่า "เธอกำลังทำในสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ หรือเปล่า" (ที่จะยอมเป็นศรีภรรยาของเฮมิชเพื่อช่วยครอบครัว เป็นผู้หญิงที่ดีในกรงข้อบังคับที่ผู้ชายสร้าง)

ในภายหลัง เรื่องก็เฉลยให้ทราบผ่านการระลึกอดีตของอลิซว่า เธอก็คือ "อลิซคนนั้น" ที่เคยมาเยือนอันเดอร์แลนด์เมื่อ 13 ปีก่อน หรือก็คือเหตุการณ์ใน Alice in Wonderland  ตามต้นฉบับของลูอิส แคร์รอลนั่นเอง อันเดอร์แลนด์หรือ "วันเดอร์แลนด์" (แดนมหัศจรรย์) สมัยที่อลิซในวัยเด็กมาเยือนนั้นเป็นดินแดนที่สงบสุข (แม้จะเพี้ยนๆ ไปบ้างตามผู้ที่อยู่อาศัยแต่ละราย) แต่อันเดอร์แลนด์ในปัจจุบันกำลังอยู่ในภาวะสงครามกลางเมืองระหว่างอาณาจักรสีขาวกับอาณาจักรสีแดง ราชินีแดงแย่งชิงมงกุฎอันเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจอธิปัตย์แห่งอันเดอร์แลนด์ไปจากราชินีขาวผู้เป็นน้องสาว และยึดอำนาจทั้งหมดไว้กับตัว ชาวอันเดอร์แลนด์บางส่วนไม่ยอมรับการกดขี่ของราชินีแดง แต่ก็ไม่มีใครกล้าต่อต้านอย่างออกนอกหน้า เพราะนอกจากราชินีจะมีกองทัพเสื้อแดง เอ๊ย! ชุดเกราะแดงไว้คอยลากตัวใครที่ทำให้ตัวเองไม่พอใจไปกุดหัวแล้ว นางยังควบคุมแจ๊บเบอร์ว็อกกี้ (ให้เสียงโดย Christopher Lee) มังกรในตำนานที่ทรงฤทธิ์เดชอีกด้วย

The Oraculum หรือปฏิทินพยากรณ์ระบุไว้ว่ามีเพียงหนูน้อยอลิซที่เคยมาเยือนอันเดอร์แลนด์เมื่อ 13 ปีก่อนเท่านั้นที่สามารถกวัดแกว่งดาบวอร์พอล (Vorpal Sword) สังหารแจ๊บเบอร์ว็อกกี้ และปลดปล่อยแดนมหัศจรรย์จากการกดขี่ของราชินีแดง ด้วยเหตุนี้ หลายๆ คนในขบวนการต่อต้านราชินี อย่