หลังจากอดทนรอการประกาศใช้ พรบ.การจัดเรทภาพยนตร์มาเป็นเวลาสามปีเต็ม ภาพยนตร์เรื่อง นาคปรก  ของผู้กำกับภวัต พนังคศิริ ก็สามารถออกฉายอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทยได้ในเดือนมีนาคม 2553 และยังน่ายินดียิ่งขึ้นเมื่อภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านการทำประชาพิจารณ์จากผู้ชมรอบพิเศษกว่าพันคน จนทำให้ไม่มีฉากใดในเรื่องที่โดนตัดออกหรือจับเซนเซอร์จนเสียอรรถรส

นาคปรก นำเสนอตัวเอง (ทั้งจากตัวอย่างหนัง ใบปิด การแถลงข่าว และการโฆษณาตามสื่อต่างๆ) อย่างชัดเจนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "มารศาสนา" หรือโจรที่ปลอมตัวเป็นพระ โกนหัว โกนคิ้ว ห่มผ้าเหลือง เพื่อหลบซ่อนตัวจากตำรวจ แต่ด้วยความที่สันดานดิบถ่อยตามประสาโจรยังติดตัวอยู่ พอมาอยู่ในคราบพระ ก็เลยกลายเป็นพระที่ประพฤติตัวเสื่อมทรามได้โล่ห์ (และอาจจะได้ "โอโล่" olo เป็นของแถม)

ศาสนาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะเป็นวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับความเชื่อความศรัทธาของมนุษย์ และความศรัทธานั้นมักมีอำนาจเหนือเหตุผล ศิลปินแขนงต่างๆ จึงมักได้คำเตือนบ่อยๆ ว่าให้ระวังเมื่อจะสร้างงานที่นำเสนอมุมมองหรือประเด็นแหวกแนวเกี่ยวกับศาสนา เพราะหากผู้ได้รับชมงานนั้นอยู่ในสังคมที่เคร่งศาสนาและ (ค่อนข้าง) ปิดกั้นความคิดต่าง ความเดือดร้อนก็อาจจะมาเยือนตัวผู้สร้างและผู้ที่เกี่ยวข้องได้ กรณีที่เป็นดราม่าระดับโลกคือนวนิยายเรื่อง Satanic Verses  ของซัลมาน รัชดี (Sulman Rushdie) ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคัมภีร์อัลกุรอานของศาสนาอิสลาม ชาวมุสลิมที่ไม่พอใจเนื้อหาของนิยายเล่มนี้ก่อการประท้วงในหลายพื้นที่ ผู้ที่แปลเรื่องนี้เป็นภาษาอื่นรวมทั้งสำนักพิมพ์และร้านหนังสือก็โดนมุสลิมในพื้นที่โจมตีอย่างหนัก ส่วนรัชดีเองก็โดนอยาตุลเลาะห์ โคไมนี ผู้นำทางจิตวิญญาณของอิหร่านในสมัยนั้นประกาศ "ฟัตวา" หรืออนุญาตให้มุสลิมทั่วโลกสามารถ "ประหารชีวิต" รัชดีได้ทันทีที่พบหน้า กระทั่งทุกวันนี้รัชดีก็ต้องคอยหลีกเลี่ยงประเทศที่มีประชากรจำนวนมากเป็นมุสลิม โดยเฉพาะอิหร่าน เนื่องจากคำสั่ง "ฟัตวา" ยังคงมีผลใช้กับตัวเขาอยู่ แม้ว่าผู้ที่ประกาศคำสั่งอย่างโคไมนีจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม

สำหรับประเทศไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ แม้จะไม่มีระเบียบข้อบังคับที่เคร่งครัด แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีการต่อต้านงานศิลป์ที่วิพากษ์วิจารณ์หรือเสนอมุมมองที่แตกต่างเกี่ยวกับพุทธศาสนา ตัวอย่างที่น่าจะเป็นที่คุ้นเคยกันได้แก่ ภาพวาด "ภิกษุสันดานกา" ของอนุพงษ์ จันทร ที่ใช้ภาพของภิกษุสองรูปที่อยู่ในสภาพที่น่าเกลียดและน่าสมเพชเวทนา เพื่อเสียดสีพระบางรูปที่ประพฤติตัวผิดศีลและวินัยสงฆ์ ภาพนี้โดนสมัชชาชาวพุทธแห่งชาติโจมตีอยู่ระยะหนึ่งด้วยข้อหาว่า สร้างความเสื่อมเสียและภาพพจน์ผิดๆ ให้ภิกษุสงฆ์โดยรวม อีกกรณีที่แรงไม่แพ้กันคือ ภาพยนตร์ แสงแห่งศตวรรษ  (2549) ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งถูกกองเซนเซอร์สั่งห้ามฉายเนื่องจากมีฉากที่ตัวละครหมอและพระภิกษุประพฤติตัวไม่เหมาะสม (เฉพาะฉากพระมีสองฉาก คือเล่นกีตาร์และเล่นเครื่องร่อน ซึ่งการละเล่นใดๆ ก็ตามที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อความบันเทิงถือว่าผิดวินัยสงฆ์) เพื่อไม่ให้มีการตัดฉากใดๆ อภิชาติพงศ์จึงตัดสินใจไม่ฉายหนังเรื่องนี้ในไทย แต่ออกไปฉายที่ต่างประเทศแทน (ซึ่งเรียกได้ว่าตัดสินใจถูกต้องอย่างยิ่ง เพราะทำให้เขาได้แจ้งเกิดในระดับโลก แทนที่จะมางมโข่งในประเทศเล็กๆ ที่มัวแต่วุ่นวายกับเรื่องขี้หมูราขี้หมาแห้ง)

นาคปรก  ของภวัตก็เกือบจะได้เดินเส้นทางเดียวกับแสงแห่งศตวรรษ ของอภิชาติพงษ์ ทั้งนี้เพราะหลังจากถ่ายทำเสร็จในปี 2550 ฉาก "แรงๆ" ของพระ (ปลอม) ในเรื่องก็เป็นเหตุให้ภาพยนตร์โดนเลื่อนเวลาฉายในประเทศไทยแบบไม่มีทีท่าว่าจะได้เข้าโรงเมื่อใด แต่ด้วยความ "แรงจนได้เรื่อง" นี้เองที่ทำให้วงการภาพยนตร์โลกหันมาสนใจ ปีต่อมา ภวัตจึงได้รับเกียรติให้นำนาคปรก ไปออกฉายรอบปฐมทัศน์ที่งานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติครั้งที่ 33 ที่โตรอนโต้ แคนาดา ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า In the Shadow of the Naga

ในปัจจุบัน แม้กระแสต่อต้านนาคปรก จะยังมีอยู่ แต่การที่ภาพยนตร์ทั้งเรื่องได้รับอนุญาตให้ฉายได้ครบถ้วนกระบวนความก็ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะจะทำให้ผู้ที่เลือกชมมีสิทธิ์เต็มที่ที่จะตัดสินว่าเรื่องนี้ "แรง" หรือ "เลว" อย่างที่โดนกล่าวหามาในทีแรกหรือไม่ โดยไม่ถูกจำกัดเสรีภาพไว้ภายใต้กรอบแห่งการเซนเซอร์และความเคร่งศาสนาจนเกินเหตุ

นาคปรก  เป็นเรื่องของโจรสามคน ได้แก่ ป่าน (สมชาย เข็มกลัด) ปอ (ปิติศักดิ์ เยาวนานนท์) น้องของป่าน และสิงห์ (เร แม็คโดแนลด์) ที่จำต้องมาใช้ชีวิตเยี่ยงคนมีศีลมีธรรมในวัดป่าล้อมเพื่อขุดเงินที่ไปขโมยมาจากรถขนเงิน ปอที่เป็นคนดูแลเงินหลังการปล้นหลบหนีตำรวจเข้ามาในพื้นที่ของวัด และบังเอิญทำกระเป๋าใส่เงินหล่นลงไปในหลุมลูกนิมิตเอก ภายหลังเมื่อปอพาป่านและสิงห์มาที่วัด ก็พบว่ามีโบสถ์สร้างขึ้นทับหลุมที่ซ่อนเงินเสียแล้ว เพื่อที่จะลอบขุดหาเงินโดยไม่ให้ตำรวจพบเห็น โจรทั้งสามคนจึงปลอมตัวเป็นพระสงฆ์กับเด็กวัด ใช้เวลาตอนกลางคืนขุดพื้นโบสถ์หากระเป๋าเงิน ส่วนตอนกลางวันก็ต้องร่วมปฏิบัติกิจของสงฆ์ร่วมกับพระรูปอื่น

สถานการณ์ "ผิดฝาผิดตัว" ชนิดร้ายแรงอย่างการนำโจรมาอยู่ในคราบนักบวชนี้ไม่ใช่ของใหม่ในวงการภาพยนตร์แต่อย่างใด หนังฝรั่งเรื่องหนึ่งที่อาจเรียกได้ว่าเป็นสัมพันธบท (Intertext) ของนาคปรก ได้แก่ We're No Angels  (1989) นำแสดงโดย รอเบิร์ต เดอ นีโร และ ชอน เพ็นน์ เป็นเรื่องของโจรสองคนที่หนีออกจากคุกและวางแผนจะข้ามชายแดนจากอเมริกาไปยังแคนาดาเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ (ตำรวจอเมริกาไม่สามารถตามเข้าไปจับกุมคนร้ายที่หลบหนีข้ามพรหมแดนระหว่างประเทศได้ นอกเสียจากจะได้ความร่วมมือจากตำรวจของประเทศที่คนร้ายข้ามไปอยู่) แต่ในบริเวณชายแดนกลับมีตำรวจคอยตั้งด่านตรวจอยู่ อีกทั้งเจ้าหน้าที่เรือนจำก็ส่งกำลังออกตรวจค้นพื้นที่โดยรอบ โจรทั้งสองคนจึงแต่งตัวเป็นบาทหลวงเพื่อขอเข้าไปจำวัดในโบสถ์ที่ตั้งอยู่บริเวณชายแดนประเทศ และจะอาศัยจังหวะในการร่วมขบวนแห่รูปปั้นพระแม่มารีย์ข้ามไปฝั่งแคนาดา อย่างไรก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้มีลักษณะเป็นหนังตลกเบาสมองที่มองโลกในแง่ดี ดารานำทั้งสองคนผลัดกันแสดงท่าทางเงอะๆ งะๆ เมื่อต้องปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างน่าขันและน่าเอ็นดู แถมในตอนจบยังมีเรื่องของปาฏิหาริย์มาเกี่ยวข้อง (รูปปั้นพระแม่มารีย์ทำจากหินปูนมีน้ำหนักมากสามารถลอยขึ้นสู่ผิวน้ำได้ และเด็กหญิงที่เป็นใบ้สามารถพูดได้) บรรยากาศโดยรวมของ We're No Angels  จึงสดใสกว่าภาพยนตร์ดราม่าแบบสัจนิยมอย่างนาคปรก  อยู่หลายขุม

หลังจากจ่อปืนขู่บังคับให้หลวงตาชื่น (สะอาด เปี่ยมพงษ์สานต์) โกนหัวโกนคิ้วบวชให้ สิงห์และป่านที่ "ปล้นผ้าเหลือง" มาได้สำเร็จก็มีลักษณะภายนอกไม่ต่างจากพระสงฆ์ธรรมดาสองรูป ส่วนปอที่มีหิริโอตตัปปะหรือความละอายใจสูงกว่าเพื่อนขอเป็นแค่เด็กวัดที่คอยปรนนิบัติหลวงพี่เก๊ทั้งสอง หลวงตาชื่นยกกุฏิหลังหนึ่งให้ทั้งสามคนใช้เป็นที่หลบซ่อนตัวจากตำรวจ พร้อมทั้งขอร้องแกมสั่งสอนให้พระปลอมทั้งสองรูปร่วมปฏิบัติกิจของสงฆ์เหมือนพระรูปอื่นๆ คำขอของหลวงตาหวังผลให้เกิดประโยชน์สองทาง คือนอกจากจะทำให้สิงห์กับป่านดูกลมกลืนกับพระรูปอื่นจนไม่มีใครผิดสังเกตแล้วไปแจ้งความกับตำรวจ (ซึ่งอาจทำความเดือดร้อนและอันตรายให้กับพระที่วัด) หลวงตายังมีความหวังว่าพวกโจรจะซึมซับพระธรรมขึ้นใจจนสามารถกลับตัวเป็นคนดีได้

เมื่อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆ ก็จะเห็นได้ว่าความหวังของหลวงตาชื่นมีแนวโน้มว่าจะเป็นจริงได้แค่ 2 ใน 3 แต่สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ใช่พระพุทธธรรมหรือภาระหน้าที่ของสงฆ์ แต่เป็น "เนื้อแท้" หรื อ "สันดาน" ของโจรแต่ละคน ซึ่งตรงกับคำสอนเรื่อง "บัวสี่เหล่า" ที่หลวงตาชื่นยกขึ้นมาสอนปอ

ปอเป็นตัวละครที่มีกิเลสน้อยที่สุดในเรื่อง แต่เดิมเขาประกอบอาชีพสุจริตเป็นช่างซ่อมรถ และคอยดูแลแม่ตาบอดอยู่ที่บ้าน ปอตัดสินใจร่วมแผนปล้นรถขนเงินกับป่านผู้เป็นพี่ชายเพราะหวังจะได้ส่วนแบ่งเงินไปรักษาตาให้แม่ ซึ่งตัวเองรู้ทั้งรู้ว่าผิดแต่ก็ยังทำเพราะรักแม่ รวมทั้งไม่ต้องการให้พี่ชายต้องเสี่ยงอันตรายคนเดียว หลังจากเจอกับหลวงตาชื่นที่วัดป่าล้อม ปอเป็นคนเดียวที่เกิดความละอายใจจึงไม่ขอร่วมปล้นผ้าเหลืองกับป่านและสิงห์ แต่ขอทำตัวเป็นเด็กวัดคอยรับใช้และควบคุมความประพฤติของโจรผ้าเหลืองทั้งสองแทน ด้วยความที่มีนิสัยและกิริยามารยาทดีเป็นทุนเดิม ปอจึงเข้ากับลูกวัดคนอื่นได้ง่าย และชอบมาปรึกษาและ "สนทนาธรรม" กับหลวงตาชื่นบ่อยๆ จนเกิด "ดวงตาเห็นธรรม" และสารภาพความจริงทุกอย่างกับหลวงตา รวมทั้งเรื่องที่พวกตนวางแผนจะมาขุดเงินที่ซ่อนไว้ใต้พื้นโบสถ์

ป่านเป็นพี่ชายแท้ๆ ของปอ แต่ด้วยนิสัยเกกมะเหรกเกเรตั้งแต่เด็กจึงทำตัวเสเพล พอหนักเข้าก็หนีออกจากบ้านและไปเป็นโจรร่วมกับสิงห์ แต่ลึกๆ แล้วป่านก็มีจิตใจที่ดี เขารักแม่ที่ตาบอดมากไม่แพ้ปอ ทั้งยังรู้ตัวว่าตัวเองทำเรื่องเลวร้ายลงไปมากจึงไม่กล้ากลับมาสู้หน้าแม่ ป่านต้องการตอบแทนพระคุณแม่ตามแบบวิถีทางของตัวเอง ด้วยการร่วมแผนปล้นเงินกับสิงห์เพื่อนำส่วนแบ่งเงินมารักษาตาให้แม่ หลังจากปล้นผ้าเหลืองในระยะแรกๆ ป่านก็ยังอดไม่ได้ที่จะแสดงท่าทางดิบถ่อยตามนิสัยโจร แต่ด้วยพื้นฐานจิตใจที่ดี ทำให้ป่านเริ่มรู้สึกถึงและเข้าใจธรรมะมากขึ้นเรื่อยๆ ในภายหลังเขาจึงมีท่าทีที่สงบและใจเย็นลง ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าเริ่มสำนึกผิดและอยากบวชขึ้นมาจริงๆ เพื่อให้แม่ได้ภาคภูมิใจ

สิงห์เป็นคนที่เถื่อนถ่อยและกิเลสหนาที่สุดในกลุ่มโจรทั้งสามคน ตลอดทั้งเรื่อง สิงห์ดูจะไม่สามารถปรับตัวให้ชินกับ "ผ้าเหลือง" และกิจวัตรของสงฆ์ได้แม้แต่น้อย เขาไม่ยอมรับงานเคาะระฆังปลุกพระสงฆ์ในตอนเช้ามืด และหลังๆ ก็ฝืนความขี้เกียจไม่ไหวจนไม่ยอมลุกไปบิณฑบาตและทำวัตรเช้า ฉากที่ทำให้นาคปรก โดนวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านนั้นมาจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของ "พระสิงห์" เป็นส่วนใหญ่ เช่น เตะสุนัข ถีบเณรที่มาปลุกตอนเช้ามืด และพูดคำหยาบคายได้อย่างไม่เกรงผ้าเหลือง และฉากเหล่านี้จะปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เพื่อตอกย้ำว่าสิงห์ต่างจากเพื่อนโจรอีกสองคนที่ไม่ยอมและไม่สามารถเปิดใจรับพระธรรมได้แม้แต่น้อย จะว่าไปแล้ว สิงห์เป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุด เพราะเรื่องไม่เปิดโอกาสให้ผู้ชมได้รับรู้ถึงความซับซ้อนในจิตใจหรือภูมิหลังของเขาแม้แต่น้อย สิงห์จึงเป็นตัวละครที่แบนราบไร้มิติ และมีอยู่เพียงด้านเดียวคือชั่วเกินบรรยาย

สิงห์มีเมีย (ซึ่งไม่น่าจะจดทะเบียนกันตามกฎหมาย) เป็นกะหรี่หญิงขายบริการชื่อผึ้ง (อินทิรา เจริญปุระ) ซึ่งถ้าเรียกตามคำพูดของปอก็ต้องบอกว่าเหมาะสมกับสิงห์ราวกับ "ผีเน่ากับโลงผุ" ผึ้งออกจากซ่องที่เธอประจำอยู่เพื่อไปหาสิงห์ที่วัดป่าล้อม หลังจากที่สิงห์ทนอยากนอนกับผึ้งไม่ไหวจนต้องต่อโทรศัพท์ไปหาผึ้งที่ซ่อง ผึ้งมีหน้าตาสวยจึงได้เป็นดาวเด่นประจำซ่อง แม้จะได้ชื่อว่าเป็น "เมียไอ้สิงห์" ที่ใครๆ ต่างก็รู้ไปทั่ว แต่ผึ้งก็พร้อมจะนอนกับผู้ชายไม่เลือกหน้าเพื่อให้ได้เงิน ทั้งยังแอบหักหลังผัวด้วยการเป็นสายตำรวจให้กับสารวัตรเปรม (พศิน เรืองวุฒิ) หนึ่งในลูกค้าเจ้าประจำของเธอ ผึ้งคอยรายงานความคืบหน้าของสิงห์และเพื่อนโจรให้สารวัตรทราบเป็นระยะๆ เพื่อแลกกับค่าตอบแทน รวมทั้งเรียกร้องส่วนแบ่งจาก "เงินของกลาง" ที่พวกสิงห์นำไปซ่อนห