นอกจากชื่อเสียงทางด้านการ (กระหน่ำโฆษณาตัวเองว่า) เปิดรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม จนมีสมญานามว่าเป็น "หม้อจับฉ่ายยำใหญ่ทางวัฒนธรรม" (Cultural Pot) ความภาคภูมิใจอีกประการของประเทศสหรัฐอเมริกาคือ การได้ชื่อว่าเป็นดินแดนต้นแบบของเสรีภาพ ในฐานะอดีตอาณานิคมที่สามารถเอาชนะและประกาศอิสรภาพจากเจ้าอาณานิคมผู้แผ่อำนาจไปทั่วโลกอย่างอังกฤษในปี 1776 และสามารถปลดแอกตนเองจากอำนาจและอิทธิพลทางวัฒนธรรมของประเทศฝั่งทวีปยุโรปมาได้นับแต่นั้น

การประกาศเอกราชของอเมริกาเป็นเหมือนดาบสองคม ในด้านหนึ่งมันทำให้ชาวอเมริกันได้รับการนับหน้าถือตาเป็นแบบอย่างของเสรีชนผู้ไม่นิยมชมชอบการกดขี่ และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อสู้เรียกร้องเอกราชในประเทศอื่น โดยเฉพาะฝรั่งเศส (1789) แต่ในอีกด้าน มันก็ทำให้ชาวอเมริกันถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไร้รากเหง้าทางวัฒนธรรม หลังจากที่ขับไสไล่ส่ง "ซากเดนศักดินาอังกฤษ" ออกจากผืนดินอันเป็นไทของตน ชาวอเมริกันก็ละทิ้งระบบความเชื่อ พิธีกรรม และวัฒนธรรมดั้งเดิมส่วนใหญ่ที่ติดตัวมาจากทางฝั่งอังกฤษ และหันมาสร้างวัฒนธรรมสำเร็จรูปตามแบบของตนขึ้นแทน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทุกวันนี้ในนาม "วัฒนธรรมแดกด่วน" (ไม่ต้องพูดถึงการที่ชาวอเมริกันในยุคสร้างชาติดำเนินนโยบายกวาดล้าง "วัฒนธรรมมีราก" ของคนเผ่าพันธุ์อื่นที่มาอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกับตน ไม่ว่าจะของชาวอินเดียนแดงที่เป็นชนพื้นเมือง คนผิวดำ และคนเอเชีย ทั้งยังบังคับให้คนต่างเผ่าพันธุ์ต้องยอมรับวัฒนธรรมแบบอเมริกันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตนเอง เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็น "อเมริกันชนที่ดี")

เมื่อกระแสโพสต์โมเดิร์น (หลังสมัยใหม่) และโพสต์โคโลเนียล (หลังอาณานิคม) เผยแพร่อย่างกว้างขวางตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 20 เป็นต้นมา ก็เริ่มมีการตั้งคำถามเรื่องความถูกต้องชอบธรรมและโปร่งใสของระบบความคิดที่เป็น "สากล" ซึ่งแน่นอนว่าก็คือผลิตผลของคนขาว ภาวะความไร้รากของอเมริกาโดนเพ่งเล็งมากขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนว่าอเมริกานั้นแม้จะภาคภูมิใจในความเจริญรุ่งเรืองของชาติตนแค่ไหน แต่ก็ไม่หน้าหนาพอจะยอมรับอย่างโต้งๆ ว่าตัวเองไม่ยี่หระในเรื่องละเอียดอ่อนอย่างวัฒนธรรม ด้วยเหตุนี้ สื่อประเภทต่างๆ ของอเมริกาในช่วง 40-50 ปีมานี้ ทั้งวรรณกรรม ภาพยนตร์ และรายการโทรทัศน์ จึงมักนำเสนอด้านที่แสดงให้เห็นว่าคนอเมริกันนั้น "มีราก" และ/หรือให้ความสำคัญกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมของชนชาติอื่นมากพอๆ กับ "วัฒนธรรมแดกด่วน" ของตนเอง

ริก ไรเออร์แดน (Rick Riordan) เป็นนักเขียนผู้หนึ่งที่โด่งดังขึ้นมาด้วยการเขียนวรรณกรรมที่ "ต่อราก" ให้กับวัฒนธรรมอเมริกัน ก่อนจะมาเป็นนักเขียนเต็มตัว ไรเออร์แดนทำงานเป็นครูสอนประวัติศาสตร์และภาษาอังกฤษ (ซึ่งหลักสูตรครอบคลุมเรื่องวรรณคดีด้วย) ร่วม 15 ปี เป็นเวลามากพอที่ทำให้เขาสำนึกได้ว่าชาวอเมริกันอย่างตนนั้น "ไร้ราก" เพียงใด การนำเรื่องในเทวตำนานกรีกมาเล่าให้ลูกชายฟัง โดยปรับเปลี่ยนช่วงเวลาจากยุคกรีกโบราณเป็นสมัยปัจจุบัน กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ไรเออร์แดนสร้างสรรค์วรรณกรรมเยาวชนชุด Percy Jackson and the Olympians 

วรรณกรรมชุดนี้ดำเนินเรื่องภายใต้แนวคิด (แบบชาวอเมริกันที่ยังไง้ยังไงก็อดชื่นชมตัวเองไม่ได้) ว่า บรรดาทวยเทพและตัวละครจากเทวตำนานกรีกซึ่งเป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันตกนั้นมีอยู่จริง และเมื่อศูนย์กลางอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบันโดนย้ายมาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา (?!?) พวกอมตชนจากเทวตำนานจึงต้องปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิตให้เข้ากับ "ไลฟ์สไตล์" แบบอเมริกันเพื่อให้ตนเองอยู่รอด เทพเจ้าและอสุรกายที่ปรากฏในเรื่องจึงทำอะไรต่อมิอะไรแบบอเมริกันชนคนสมัยใหม่ทั่วไป อาทิ เทพไดโอไนซัสเปลี่ยนจากดื่มไวน์มาซดไดเอ็ตโค้กกระป๋อง เมดูซ่าหันมาเอาดีทางด้านเปิดธุรกิจค้ารูปปั้นหิน และเทพระดับบิ๊กๆ จากเทพยสภาแห่งเขาโอลิมปัสก็ย้ายสำนักงานใหญ่มาอยู่ที่ชั้น 600 ของตึกเอ็มไพร์สเตท (แถมยังตั้งเพลงในลิฟต์ที่จะขึ้นไปยังชั้นดังกล่าวเป็นเพลง "Raindrops Keep Falling On My Head" ซึ่งโคตรจะอเมริกันอย่างยิ่ง) ทั้งยังแต่งตัวกันเหมือนคนปกติธรรมดา ฯลฯ นอกจากนี้ ไรเออร์แดนยังนำเสนอ "ความจริง" ว่า "ผลผลิต" หลายอย่างของตัวละครในตำนานนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรมที่คนอเมริกันคุ้นเคยกันดี เช่น อินเตอร์เน็ตเป็นสิ่งประดิษฐ์ของเทพเฮอร์มีส ธุรกิจแฟรนไชส์มีต้นกำเนิดจากงูไฮดรา และบุคคลสำคัญหลายคนของอเมริกา เช่น จอร์จ วอชิงตัน ก็เป็นลูกครึ่งมนุษย์กับเทพเจ้า

แม้โดยเนื้อแท้แล้วเรื่องนี้จะเป็นวรรณกรรมเยาวชนแบบแฟนตาซีผจญภัย ที่สร้างจินตนาการขึ้นมาให้คนอ่านได้หลบหนีจากความจริง แต่จินตนาการที่ว่านี้ก็สร้างความสบายใจให้ผู้อ่านชาวอเมริกันอย่างมาก เพราะมันแสดงให้เห็นว่าอเมริกันไม่ได้ "ไร้ราก" อย่างที่โดนกล่าวหา เนื่องจากอิทธิพลจากเทวตำนาน อารยธรรม และวัฒนธรรมสมัยก่อนยังมีหลงเหลือและปรากฏให้เห็นในสังคมอเมริกันปัจจุบัน (การันตีความถูกต้องโดยประสบการณ์การทำงานเป็นครูมา 15 ปีของไรเออร์แดน) ในขณะเดียวกัน การที่เรื่องนี้นำเสนอว่าศูนย์กลางอารยธรรมตะวันตกในปัจจุบันย้ายมาอยู่ที่อเมริกา และตัวละครในตำนานพร้อมใจกันยอมรับวัฒนธรรมแดกด่วนแบบอเมริกัน ก็สนับสนุนความเชื่อว่าอเมริกาเป็นเสมือนผู้นำของโลก (ฝั่งตะวันตก) อย่างกลายๆ การแสดงความประนีประนอมระหว่างกระแสวัฒนธรรมเก่ากับใหม่เช่นนี้จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วรรณกรรมเยาวชนชุด Percy Jackson  ติดอันดับเบสท์เซลเลอร์ในเวลารวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ Harry Potter  วรรณกรรมเยาวชนชื่อดังจากอังกฤษ อดีตเจ้าอาณานิคมที่อเมริกาประกาศตัดความเกี่ยวข้องทางการเมืองและวัฒนธรรม และแอบดูหมิ่นในความด้อยพัฒนากว่าตนเอง (แม้เพียงเล็กน้อย) ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นที่ชาวอเมริกันมีต่ออุดมการณ์ชาติตนเองพอสมควร จุดเด่นของ Harry Potter คือการนำสิ่งที่จัดได้ว่าเป็นวัฒนธรรมและความเชื่อในอดีต (ซึ่งอเมริกาไม่มี เพราะทิ้งไปหมดแล้ว) เช่น เวทมนตร์ เทวตำนาน และความเชื่อประจำท้องถิ่นกลับมาโลดแล่นในโลกยุคปัจจุบัน ยิ่งHarry Potter   ประสบความสำเร็จถล่มทะลายไปทั่วโลก อเมริกาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนตอกย้ำปมด้อยว่า "ไร้ราก" ที่ไม่สามารถสร้างสรรค์วรรณกรรมที่นำเอารากเหง้าวัฒนธรรมของชาติตนเองมารื้อฟื้นใหม่จนมัดใจผู้อ่านทั่วโลกได้ ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าริก ไรเออร์แดนและ Percy Jackson  เป็นเหมือนอัศวินม้าขาวที่ช่วยขุดดินกลบฝังปมด้อยในใจคนอเมริกันมากเพียงใด

และในปี 2004 ค่ายหนังยักษ์ใหญ่ของอเมริกาอย่าง 20th Century Fox ก็ริเริ่มโครงการนำวรรณกรรมชุด Percy Jackson  มาสร้างเป็นภาพยนตร์ และติดต่อคริส โคลัมบัส (Chris Columbus) มาเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ชุดนี้ในปี 2007 ในฐานะที่โคลัมบัสเคยมีผลงานกำกับสองภาคแรกของ Harry Potter  ฉบับภาพยนตร์ (และยังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้ภาค 3) จนทำให้ชื่อเสียงของพ่อมดน้อยเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นราวกับราดน้ำมันลงบนกองไฟ ชาวอเมริกันจึงตั้งหน้าตั้งตารอชมภาพยนตร์เรื่องใหม่นี้อย่างยิ่ง ด้วยหวังว่าคริส โคลัมบัส จะสามารถปั้นเพอร์ซีย์ แจ็กสัน ให้กลายเป็นแฮร์รี่ พอตเตอร์ของอเมริกา และปูทางให้ชาวโลกเข้าใจอเมริกาว่าเป็นชาติที่มี "รากทางวัฒนธรรม" เฉกเช่นคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส (ชื่อเต็มของ "คริส") ที่เคยปูทางให้บรรพบุรุษชาวอเมริกันเข้ามาสร้างชาติบนแผ่นดินใหม่ จนกลายเป็นมหาอำนาจของโลกในทุกวันนี้

ทว่าเมื่อ Percy Jackson and the Lightning Thief  ภาพยนตร์เรื่องแรกของชุดออกฉายในปี 2010 ความหวังที่ดูเหมือนจะเปล่งประกายเจิดจ้าก็พลันดับลง เนื่องจากสิ่งละอันพันละน้อยที่นำเสนอมาในภาพยนตร์เรื่องนี้หาได้แสดงให้เห็นว่าอเมริกามีและให้ความสำคัญกับรากเหง้าทางวัฒนธรรมจากฝั่งยุโรป เหมือนกับที่หนังสือต้นฉบับเล่มนี้พยายามเน้นย้ำหลายครั้ง ในทางกลับกัน ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับเสนอภาพของอเมริกาในฐานะชาติที่ภาคภูมิใจในวัฒนธรรมแดกด่วนของตนเองเกินกว่าจะยอมหันกลับไปหารากเหง้าในอดีต

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นในโลกฝั่งเทวตำนาน (ซึ่งหนังไม่เสียเวลาแม้แต่น้อยที่จะอุตส่าห์อธิบายให้ผู้ชมที่ไม่ได้อ่านหนังสือมาก่อนทราบว่ามาอยู่ที่อเมริกาได้อย่างไร) ที่ร่ำๆ ว่าจะเกิดสงครามระหว่าง 2 ใน 3 มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่ ("The Big Three") ชนวนของสงครามเริ่มมาจากมีมือดีทะลึ่งมาขโมยสายฟ้าของซูส ซึ่งว่ากันว่าเป็นอาวุธที่ทรงพลังที่สุด จอมเทพซูส (Sean Bean) กล่าวหาว่าเจ้าสมุทรโพไซดอน (Kevin McKidd) สั่งการให้ลูกชายที่แอบไปมีกับหญิงชาวมนุษย์เป็นผู้ขโมย (เนื่องจากมีข้อตกลงระหว่างเทพว่าจะไม่แตะต้องทรัพย์สมบัติของกันและกัน) และขู่ว่าจะประกาศสงครามระหว่างเทพหากตนเองไม่ได้สายฟ้าคืนภายใน 14 วัน ระหว่างนั้น ยมบาลเฮดีส (Steve Coogan) ที่ได้ข่าวมาก็ส่งลูกสมุนมากมายไปขู่เอาสายฟ้าจากหนุ่มวัยรุ่นผู้ยังไม่รู้ซึ้งถึงชาติกำเนิดของตัวเอง

ต่อมาเป็นการเปิดตัวพระเอกของเรื่อง เพอร์ซีย์ แจ็กสัน (Logan Lerman) อาศัยอยู่ในแฟลตคุณภาพระดับพอใช้ร่วมกับแม่และพ่อเลี้ยง เขามีเพื่อนสนิทเป็นคนผิวสีและขาพิการชื่อโกรเวอร์ (Brandon T. Jackson) นอกเหนือจากมีอาการไฮเปอร์แอ๊กทีฟ (อยู่ไม่สุข) และดิสเล็กเชีย (Dyslexia - ความผิดปกติทางสมองที่ส่งผลให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง) และชอบอยู่ในน้ำนานๆ หลายนาที เพอร์ซีย์ก็ไม่ต่างอะไรจากวัยรุ่นอเมริกันทั่วไป ที่เสพติดไลฟ์สไตล์แบบอเมริกั๊นอเมริกันเข้าเส้นเลือด หรืออีกในหนึ่งก็คือเป็นตัวแทนของชาวอเมริกันโดยรวมนั่นเอง

ด้วยเหตุผลบางประการ ซึ่งเป็นไปได้มากว่าเพื่อเพิ่มความนิยมจากผู้ชม ตัวละครเพอร์ซีย์โดนเพิ่มอายุจากที่เป็นเด็กย่างเข้าช่วงวัยรุ่นตามวรรณกรรมต้นฉบับ กลายมาเป็นหนุ่มวัยรุ่นเต็มตัว แต่นั่นเป็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เพอร์ซีย์ในต้นฉบับเป็นคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสนใจในเรื่องเทวตำนาน ประวัติศาสตร์ และอารยธรรมโบราณ ทั้งยังรู้เรื่องราวในตำนานกรีก-โรมันอย่างค่อนข้างดี เรียกได้ว่าเป็นตัวเอกในอุดมคติที่สะท้อนความหวังของไรเออร์แดนในการเชื่อมต่อรากฐานทางวัฒนธรรมให้กับอเมริกา แต่เพอร์ซีย์ในภาพยนตร์กลับไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีความรู้หรือความสนใจในเรื่องที่เป็น "รากฐานของอารยธรรมตะวันตก" แต่อย่างใด เขาเป็นเช่นเดียวกับคนอเมริกันทั่วไปที่รู้เรื่องเกี่ยวกับตำนานกรีก-โรมันเพียงไม่กี่เรื่อง และที่รู้ก็เป็นแค่ความรู้ระดับ "พื้นๆ" เช่น ชื่อของเทพเจ้าและอสุรกายที่มีบทบาทเด่นๆ ซึ่งสื่อบันเทิงอย่างภาพยนตร์ นิยาย การ์ตูน และเกมส์มักนำมาใช้บ่อยๆ

ตัวอย่างเด่นชัดที่แสดงความไม่รู้และไม่สนใจในรากฐานทางวัฒนธรรมของคนอเมริกันอย่างเพอร์ซีย์มีให้เห็นตั้งแต่ต้นเรื่อง เมื่อชั้นเรียนของเพอร์ซีย์ไปทัศนศึกษาที่พิพิธภัณฑ์ ไครอน (Pierce Brosnan) เซ็นทอร์ผู้ฝึกสอนวีรบุรุษในตำนานกรีก ซึ่งจำแลงตัวมาอยู่ในร่างของครูสอนภาษาละตินชื่อบรันเนอร์ เรียกเพอร์ซีย์ให้ยกตัวอย่างชื่อวีรบุรุษในเทพปกรณัมกรีกมาชื่อหนึ่ง พร้อมแถมคำใบ้ว่า "คล้ายกับชื่อเขา" คำตอบที่ถูกต้องคือ "เพอร์ซีอุส" (Perseus) ซึ่งเพอร์ซีย์ฉบับหนังสือรู้เป็นอย่างดีว่าเป็นชื่อจริงของตน แต่เพอร์ซีย์ในภาพยนตร์ไม่รู้และคงจะตอบไม่ได้ถ้าเขาไม่บังเอิญอ่านภาษากรีกบนแผ่นจารึกออกด้วยอาการดิสเล็กเชีย ชาวอเมริกันหลายคนก็เป็นเช่นเดียวกับเพอร์ซีย์ในภาพยนตร์ คือไม่รู้ว่าชื่อที่ตัวเองใช้อยู่เป็นเวอร์ชันย่อหรือดัดแปลงจากชื่อในตำนานและวัฒนธรรมดั้งเดิม (เช่น Bob มาจาก Robert, Bill มาจาก William, Sam มาจาก Samuel (ชาย) หรือ Samantha (หญิง) ฯลฯ) หรือถึงจะรู้ก็ไม่สนใจ เพราะพอใจที่จะใช้ชื่อย่อๆ สั้นๆ แบบอเมริกันมากกว่า

อย่างไรก็ดี