งานศิลป์ทุกแขนง ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ภาพยนตร์ ภาพวาด ดนตรี สถาปัตยกรรม นาฏกรรม การ์ตูน ฯลฯ ล้วนแต่เป็นสิ่งสรรค์สร้างของมนุษย์ และอะไรก็ตามที่มนุษย์คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้น สิ่งนั้นมักแอบแฝงไว้ด้วย "สาร" หรือใจความบางอย่างที่ต้องการให้มนุษย์คนอื่นๆ ได้รับรู้ และสารเหล่านั้น บางครั้งก็มีอยู่เพราะผู้สร้างงานศิลป์จงใจใส่เอาไว้ บางครั้งก็แฝงเข้าไปในงานโดยที่ผู้สร้างไม่รู้ตัว ผู้เสพงานศิลป์ชิ้นหนึ่งๆ อาจเข้าถึงสารเหล่านั้นได้มากบ้างน้อยบ้างต่างกันไป ตามแต่สติปัญญาและไหวพริบปฏิภาณที่มี อย่างไรก็ดี มีวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยให้คนทั่วไปเข้าถึงสารที่แอบแฝงอยู่ในงานศิลป์ได้ วิธีนั้นก็คือ การวิจารณ์

การวิจารณ์ (Criticism) ตามหนังสือ อธิบายศัพท์วรรณคดี  (กระทรวงศึกษาธิการ, 2529) หมายถึง "การศึกษาเกี่ยวกับการนิยาม การจำแนกประเภท การวิเคราะห์ และการประเมินค่าวรรณกรรม" หรือพูดง่ายๆ ก็คือการนำวรรณกรรมเรื่องหนึ่งๆ มาตีแผ่ในด้านต่างๆ เพื่อให้คนทั่วไปสามารถเข้าใจอะไรๆ เกี่ยวกับวรรณกรรมนั้นๆ ได้มากขึ้น การศึกษางานศิลป์ในรูปของการวิจารณ์เริ่มขึ้นจากการวิจารณ์วรรณกรรม (Literary criticism) ต่อมาก็ได้ขยายขอบเขตไปถึงงานศิลป์แขนงอื่นๆ และเมื่อภาพยนตร์เริ่มได้รับการยอมรับในฐานะ "งานศิลป์แขนงที่เจ็ด" การวิจารณ์ภาพยนตร์ (Film criticism) ก็ถือกำเนิดขึ้นมา

ตลอดเวลานับแต่มีศาสตร์แห่งการวิจารณ์ขึ้นมา ก็มีการหยิบยืมแนวคิด ปรัชญา และทฤษฎีจากสำนักต่างๆ มาใช้ตีความวรรณกรรมและงานศิลป์อื่นๆ กันต่างๆ นานา จนเกิดเป็นการวิจารณ์หลากสาขาหลายสำนัก ที่พร้อมจะตีแผ่แง่มุมต่างๆ ของงานศิลป์ ตลอดจน "สาร" ที่แอบแฝงในงานชิ้นนั้นๆ (โดยผู้สร้างอาจจะจงใจหรือไม่ก็ตาม) แต่เดิมการวิจารณ์งานศิลป์แต่ละประเภทมักสงวนไว้เฉพาะกับงานประเภทเดียวกัน แต่ไปๆ มาๆ เมื่อคนรุ่นหลังยึดติดกับกรอบน้อยลง และเปิดใจยอมรับความคิดสร้างสรรค์และการพลิกแพลงมากขึ้น นักวิจารณ์ก็เริ่มทดลองวิจารณ์งานศิลป์ประเภทหนึ่งด้วยแนวทางของงานศิลป์ประเภทอื่น เช่น นำเอาหลักการวิจารณ์วรรณกรรมมาใช้กับภาพยนตร์ เป็นต้น

งานศิลป์ชิ้นหนึ่งอาจเหมาะกับการวิจารณ์แนวทางหนึ่ง บางชิ้นอาจเหมาะกับการวิจารณ์หลายแนวทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าองค์ประกอบในงานชิ้นนั้นเอื้อต่อการวิจารณ์มากน้อยแค่ไหน และผู้วิจารณ์สามารถมองเห็นความเชื่อมโยงได้ขนาดไหน Clash of the Titans  ภาพยนตร์ประจำต้นปี 2010 ในเครือ Warner Bros. เป็นเรื่องที่เหมาะจะนำมาเป็นตัวอย่างแสดงการวิจารณ์สาขาต่างๆ ในฐานะงานศิลป์ที่เอื้อต่อการวิจารณ์หลายแนว (อย่างไม่น่าเชื่อ)

ก่อนอื่น ขอชี้แจงก่อนว่า การวิจารณ์สำนักต่างๆ ต่อไปนี้ ส่วนใหญ่เริ่มจากงานวรรณกรรม และมีบ้างที่เริ่มจากภาพยนตร์ อย่างไรก็ดี ทั้ง "วรรณกรรม" และ "ภาพยนตร์" ต่างก็ถือเป็น "ตัวบท" (Text) เหมือนกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อเล่าเรื่องเหมือนกัน และสอดแทรก "สาร" ในระดับต่างๆ ไว้เช่นเดียวกัน เมื่อพิจารณาตามนี้แล้ว จึงไม่น่าจะผิดอะไรที่จะนำการวิจารณ์งานศิลป์ทั้งสองประเภทมาใช้ด้วยกันได้...จริงมั้ยครับ

เรามารู้จักกับการวิจารณ์แบบต่างๆ โดยใช้ตัวอย่างจาก Clash of the Titans  กันเถอะครับ

 

Journalist Criticism : การวิจารณ์สาขาวารสารศาสตร์

ชื่อเรียกอื่น: การปริทัศน์  การปฏิทัศน์  รีวิว (Review)

ถือเป็นการวิจารณ์ขั้นพื้นฐานที่สุดที่ใครๆ ก็ทำได้ เพราะไม่ต้องอาศัยความรู้หรือทฤษฎีเพิ่มเติมอะไร นอกจากความรู้สึก "ชอบ" หรือ "ไม่ชอบ" หนังสือหรือภาพยนตร์เรื่องหนึ่งๆ พร้อมกับให้เหตุผลประกอบ เช่น ชอบหนังสือเรื่องนี้เพราะโครงเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน หักมุมจนเดาแทบไม่ถูก หรือไม่ชอบภาพยนตร์เรื่องนั้นเพราะพล็อตเรื่องเดาง่าย เอฟเฟกต์ไม่สมจริง นางเอกหน้าเหมือนแย้ ฯลฯ

ข้อดีของการวิจารณ์แนวนี้คือผู้วิจารณ์สามารถหลีกเลี่ยงการสปอยล์เรื่องได้ ทั้งยังช่วยให้คนอื่นได้รับรู้ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับเรื่องที่วิจารณ์ เพื่อประกอบการตัดสินใจว่าควรจะซื้อมาอ่านหรือหามาชมดีหรือไม่ ขณะเดียวกัน การวิจารณ์แนวนี้ก็มีข้อเสียร้ายแรงคือ เต็มไปด้วยอัตวิสัย (Subjectivity) หรืออคติของผู้วิจารณ์ (เพราะบอกให้คนอื่นรู้ว่าชอบหรือเกลียดเรื่องที่วิจารณ์อย่างไร) ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ได้อ่านคล้อยตามโดยไม่คิดไปรับชมด้วยตัวเอง ในการเขียนบทวิจารณ์ระดับวิชาการจะหลีกเลี่ยงการวิจารณ์ในแนวนี้โดยเด็ดขาด และวงการวิจารณ์วรรณกรรมและภาพยนตร์แบบฮาร์ดคอร์ก็มักไม่เรียกการวิจารณ์แนวนี้ว่าเป็นการวิจารณ์ด้วยซ้ำ จะเรียกว่าเป็นแค่การรีวิวเท่านั้น

ในปัจจุบัน มีนักวิจารณ์หนังสือ ภาพยนตร์ และงานศิลป์อื่นๆ ตามแนวทางวารสารศาสตร์อยู่ทั่วไป ทั้งที่เป็นมืออาชีพแบบทำเป็นงานประจำ และมือสมัครเล่นทำเป็นงานอดิเรก และบางคนก็นำหลักการวิจารณ์ตามแนวทางอื่นเข้ามาผสมด้วย แต่ก็ยังแฝงทัศนคติส่วนตัวของผู้วิจารณ์อยู่ดี บางคนใช้วิธีให้เกรด คะแนน หรือจำนวนดาวเพื่อแสดงระดับความชอบ-ไม่ชอบเรื่องที่วิจารณ์ มีเว็บไซต์หลายเว็บที่เป็นแหล่งรวมการวิจารณ์ภาพยนตร์ในแนวนี้ เช่น RottenTomatoes.com และ IMDb.com ส่วนในจักรภพแห่ง Exteen เองก็ได้แก่บล็อกนี้และบล็อกนี้

สำหรับการรีวิวเรื่อง Clash of the Titans  หรือการวิจารณ์เรื่องนี้ตามแนววารสารศาสตร์ คุณภูมิก็ขอใช้สิทธิ์ในการแสดงทัศนคติส่วนตัวว่าไม่ชอบภาพยนตร์เรื่องนี้ โดยมีเหตุผลคือตัวภาพยนตร์ดูจะเน้นขายฉากอลังการงานสร้าง สเปเชียลเอฟเฟกต์ (สำหรับการชมแบบ 3D) และฉากต่อสู้ชวนตื่นเต้นมากเกินไป จนลืมสร้างโครงเรื่องให้ซับซ้อนซ่อนเงื่อนและน่าสนใจ ผลก็คือภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องเหมือนเส้นตรง ตัวละครแค่ต่อสู้และผจญภัยตะลุยด่านไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็จบ แถมยังไม่มีข้อคิดอะไรที่น่าสนใจ นอกจากนี้ ด้วยความที่คุณภูมิเป็นคนเรื่องมากและค่อนข้างพิถีพิถันในความถูกต้องแม่นยำ คุณภูมิจึงรับไม่ได้ที่ภาพยนตร์เรื่องนี้นำตำนานเพอร์ซีอุสมาปู้ยี่ปู้ยำจนมั่วไปหมด ต่างจากฉบับเก่า (ปี 1981) ที่ยังสร้างเรื่องอิงตามตำนานเดิมอยู่บ้าง ถ้าจะให้ประเมิน คุณภูมิให้เรื่องนี้ 3 ดาวครึ่งจาก 5 ดาว / 55 เต็ม 100 / C+

 

 

Positivist Criticism : การวิจารณ์สาขาปฏิฐานนิยม

ชื่อเรียกอื่น: การวิจารณ์สาขาขนบนิยม (Traditional Criticism)  การวิจารณ์สาขาประวัติศาสตร์ (Historical Criticism)

แนวคิดปฏิฐานนิยม (Positivism) จะให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงที่สามารถรับรู้ พิสูจน์ และอธิบายความเป็นมาได้ เมื่อนำมาใช้กับการวิจารณ์งานศิลป์ จึงเกิดเป็นการวิจารณ์เพื่อค้นหาว่าปัจจัยภายนอกงานศิลป์ เช่น ประวัติผู้สร้าง สภาพสังคม เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ ฯลฯ มีอิทธิพลต่อการสร้างงานศิลป์ชิ้นนั้นๆ ขึ้นอย่างไรบ้าง เช่น นวนิยายในชุดเจมส์ บอนด์ เรื่อง From Russia with Love  (1957) โดยเอียน เฟลมิง ก็สะท้อนความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ที่อเมริกามีต่อรัสเซีย ซึ่งตอนที่เฟลมิงเขียนเรื่องนี้ก็เป็นช่วงสงครามเย็นระหว่างค่ายโลกเสรี (นำโดยอเมริกา) และค่ายสังคมนิยม (นำโดยรัสเซีย) หรือภาพยนตร์ไทยเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ  (2552) แสดงให้เห็นสภาพสังคมเมืองของประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 ซึ่งผู้คนใช้ชีวิตอย่างแปลกแยกจากกัน

นอกจากนี้ การวิจารณ์แนวนี้ยังให้ความสำคัญกับบทสัมภาษณ์ คำอธิบาย และจดหมายจากผู้สร้าง นั่นหมายความว่าถ้าตัวผู้สร้างงานศิลป์เขียนข้อความหรือให้สัมภาษณ์ไปว่าสร้างงานชิ้นนู้นชิ้นนี้ขึ้นมาโดยได้แรงบันดาลใจจากอะไร และสร้างทำไม ต้องการบอกอะไร นักวิจารณ์สำนักปฏิฐานนิยมก็จะยึดถือข้อความจากผู้สร้างเป็นความจริงสูงสุดที่หักล้างไม่ได้

การวิจารณ์ Clash of the Titans  ตามแนวปฏิฐานนิยมอาจทำได้หลายทาง เช่น อาจพิจารณาว่าภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นจากค่านิยมของคนในสังคมปัจจุบัน (ต้นศตวรรษที่ 21) หรือสังคม "โพสต์โมเดิร์น" ที่ชอบนำเรื่องเก่ามาเล่าใหม่ ดังที่เรื่องนี้เป็นการนำทั้งตำนานกรีกและภาพยนตร์ดั้งเดิม (ปี 1981) มาดัดแปลงและตีความใหม่ เนื้อเรื่องเลยเปลี่ยนไปจากเดิม หรืออาจยึดตามบทสัมภาษณ์ของผู้อำนวยการสร้าง (Adam Schroeder) และผู้เขียนบท (John Glenn และ Travis Wright) ที่ต้องการเน้นภาพของมนุษย์ในฐานะผู้กุมชะตาชีวิตตนเอง จึงลดบทบาทของตัวละครที่เป็นเทพเจ้าลงจากภาพยนตร์ต้นฉบับ และเพิ่มฉากการต่อสู้และการดำเนินชีวิตของพวกตัวเอกที่เป็นมนุษย์ไปแทน (อ่านเนื้อหาบทสัมภาษณ์แบบย่อได้ที่นี่)

 

Auteur Theory Critism : การวิจารณ์ตามทฤษฎีประพันธกร

ทฤษฎีประพันธกร (Auteur Theory หรือ Auteurism) เป็นการวิจารณ์แนวปฏิฐานนิยมแบบหนึ่ง แต่จะเน้นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับ "ประพันธกร" หรือผู้สร้างงานศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมา ความเชื่อ รสนิยม แรงบันดาลใจ รวมทั้งเปรียบเทียบระหว่างงานที่วิจารณ์กับงานชิ้นอื่นของผู้สร้างคนเดียวกัน เพื่อค้นหาลักษณะร่วมที่เป็น "เอกลักษณ์" หรือ "แบบแผน" ของตัวผู้สร้าง หรือดูทิศทางพัฒนาการของผลงานของผู้สร้างว่ารักษาระดับมาตรฐานได้เรื่อยๆ หรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

ในการวิจารณ์ภาพยนตร์ มักกำหนดให้ประพันธกรของภาพยนตร์คือผู้กำกับ จึงกล่าวได้ว่าประพันธกรของ Clash of the Titans  ก็คือนายหลุยส์ เลอตีแยร์ (Louis Leterierre) ผู้กำกับของเรื่อง นอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เลอตีแยร์มีผลงานกำกับเรื่องอื่นอีกสามเรื่อง ได้แก่ Unleashed  (2005) Transporter 2  (2005) และ The Incredible Hulk  (2008) ทั้งสามเรื่องมีลักษณะร่วมได้แก่ เป็นหนังแนว Action เน้นการต่อสู้ มีตัวละครเอกเป็นคนที่มีความสามารถหรือคุณสมบัติบางอย่างเหนือกว่าคนทั่วไป แต่ก็ต้องอยู่อย่างแปลกแยกจากผู้อื่น คุณสมบัติเหล่านี้มีปรากฏให้เห็นครบถ้วนใน Clash of the Titans  เช่นกัน ดังนี้จึงสามารถอนุมานได้ว่า "ภาพยนตร์ Action ที่มีตัวเอกเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป แต่ขณะเดียวกันก็แปลกแยกจากสังคม" กลายเป็น "สไตล์" ภาพยนตร์ของเลอตีแยร์ไปเสียแล้ว หรืออย่างน้อยก็จนกว่าผู้กำกับคนนี้จะนึกอยากทำอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา นอกจากนี้ยังสามารถสันนิษฐานได้ว่าภาพยนตร์ที่สร้างจากการ์ตูนซูเปอร์ฮีโร่อเมริกันอย่างThe Avengers  ที่มีข่าวว่าเลอตีแยร์มีโครงการสร้างนั้นก็คงออกมาในแบบเดียวกัน

 

Utilitarianist Criti