ภาพยนตร์ไตรภาคชุด เดอะ เมทริกซ์  อันได้แก่ The Matrix  (1999) The Matrix Reloaded  (2003) และ The Matrix Revolutions  (2003) ทำรายได้มากมายให้กับผู้กำกับสองพี่น้องตระกูลวาชอว์สกีและคณะผู้สร้าง ด้วยเหตุที่ภาพยนตร์ชุดดังกล่าวมีเนื้อเรื่องที่เข้มข้น สนุกสนาน ดำเนินเรื่องเร็วชวนให้ตื่นเต้นและไม่น่าเบื่อ ทั้งยังสอดแทรกสาระและข้อคิดมากมายที่อาจนำไปตีความได้ทั้งในด้านปรัชญาและศาสนา ประเด็นเกี่ยวกับศาสนาที่ผู้ชมและนักวิจารณ์ภาพยนตร์หลายคนดูจะให้ความสำคัญมากที่สุดคือบทบาทของตัวละครเอก “นีโอ” ที่ใกล้เคียงกับความเป็นศาสดาคนหนึ่ง โดยเฉพาะพระเยซูคริสต์ ศาสดาของคริสต์ศาสนา ทั้งนี้เพราะสิ่งต่างๆ ที่นีโอได้กระทำ ไม่ว่าจะเป็นการเป็น “เดอะ วัน” บุคคลผู้ถูกเลือกที่แบกรับความหวังของมนุษยชาติ การแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ในโลกเมทริกซ์แบบที่มนุษย์ธรรมดาไม่สามารถทำได้ การกลับฟื้นขึ้นจากความตาย ตลอดจนการสละชีวิตตนเองแลกกับทางรอดและอิสรภาพของมนุษย์ทั้งมวล ล้วนไม่ต่างอะไรไปจากพระประวัติและกิจการของพระเยซูตามที่บันทึกไว้ในพระธรรมมัทธิวถึงพระธรรมยอห์น ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ ภาคพันธสัญญาใหม่ (ต่างกันเพียงแค่พระเยซูประกาศพระศาสนาในอิสราเอล แต่ฉากหลังของเดอะ เมทริกซ์ คือโลกจริงที่เสื่อมโทรมในอนาคตและโลกเสมือนจริงที่สร้างโดยคอมพิวเตอร์)

การเปรียบเทียบในข้างต้นนำมาสู่คำถามหนึ่งข้อ นั่นคือหากนีโอหรือ “เดอะ วัน” มีฐานะเป็นพระเมสสิอาห์หรือ “ผู้ไถ่บาป” เช่นเดียวกับพระเยซู แล้วสิ่งใดคือ “บาป” ที่นีโอต้องไถ่ให้มนุษยชาติ ภารกิจของพระเยซูในพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่เกิดขึ้นเพราะมีการอ้างถึงแนวคิดเรื่อง “บาปกำเนิด” (Original sin) ในภาคพันธสัญญาเก่า หากแต่ไตรภาคเดอะ เมทริกซ์ กลับนำเสนอภาพของมนุษย์ในฐานะผู้ถูกกระทำที่ต้องชดใช้ผลของ “บาป” เพียงฝ่ายเดียว

 

ดูเหมือนคำถามดังกล่าวจะไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของพี่น้องวาชอว์สกี เพราะในระหว่างที่กำลังทรมานจิตใจของผู้ชมที่ติดตามภาพยนตร์มหากาพย์ฝีมือกำกับของพวกตนอย่างเหนียวแน่นด้วยตอนจบที่ “ค้างคาใจ” ของ The Matrix Reloaded  แอนดี้และเลียร์รี วาชอว์สกีก็ถือโอกาสเปิดตัวการ์ตูนแอนิเมชันชุด The Animatrix  (2003) ที่สองพี่น้องได้ติดต่อทีมงานชาวญี่ปุ่นให้ช่วยสร้างไว้ตั้งแต่ตอนออกเดินทางเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพยนตร์ตอนแรกที่ญี่ปุ่น การ์ตูนแอนิเมชันชุดนี้มีทั้งหมด 9 ตอน เนื้อเรื่องในแต่ละตอนไม่มีความเกี่ยวข้องอย่างใดกันมากไปกว่าเป็นเนื้อเรื่องปลีกย่อยของไตรภาคเดอะ เมทริกซ์ เหตุการณ์ของแต่ละตอนเกิดขึ้นในช่วงเวลาตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดระบบเมทริกซ์ขึ้น ไปจนถึงช่วงรอยต่อระหว่าง The Matrix  กับ The Marix Reloaded

การ์ตูนในลำดับที่ 2 และ 3 ของแอนิเมชันชุดนี้มีชื่อว่า The Second Renaissance Part I  และ Part II  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอันดับแรกสุดในภาพยนตร์ชุด เดอะ เมทริกซ์ ทั้งหมด และยังเป็นตอนที่ตอบคำถามที่ได้ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ได้เป็นอย่างดี นั่นคือ “มนุษย์ทำสิ่งใดลงไป จึงทำให้ต้องมี เดอะ วัน มาช่วยไถ่บาป

 

The Second Renaissance  เริ่มต้นด้วยการเปิดไฟล์ข้อมูลลำดับที่ 12-1 ในหอประวัติศาสตร์ของนครไซออน ว่าด้วยยุคสมัยในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 21 ที่เรียกกันว่า “ยุคเรอเนสซองส์ที่สอง” ซึ่งวิทยาการของมนุษย์เจริญขึ้นถึงขีดสุด มนุษย์สามารถพัฒนา “ระบบปัญญาประดิษฐ์” ขึ้นมา และทำให้เครื่องจักรและหุ่นยนตร์มีความรู้สึกนึกคิดและจิตใจ แต่มนุษย์ก็ยังคงใช้งานเครื่องจักรอย่างหนักและปฏิบัติกับหุ่นยนตร์ในอาณัติเหมือนเป็นสิ่งของที่พร้อมจะทิ้งขว้างเมื่อใดก็ได้ พวกเครื่องจักรที่มีชีวิตจิตใจต่างก็เก็บความขมขื่นไว้ในใจและตั้งหน้าตั้งตารับใช้มนุษย์ต่อไป จนกระทั่งหุ่นยนตร์รหัส “B1-66ER” ทนให้เจ้านายชาวมนุษย์กดขี่ข่มเหงต่อไปไม่ไหว จึงลงมือสังหารครอบครัวเจ้านาย หลังจาก B1-66ER ถูกตัดสินให้โดนทำลายทิ้ง มนุษย์ที่รู้สึกไม่ค่อยดีกับเครื่องจักรเป็นทุนเดิมก็ก่อเหตุจลาจลสังหารหมู่หุ่นยนตร์ในแต่ละที่ จนหุ่นยนตร์ที่เหลือตัดสินใจอพยพออกจากเมืองของมนุษย์ไปตั้งรกรากในภูมิภาคตะวันออกกลาง เกิดเป็นนคร “01” (ซีโร่-วัน) ที่มีประชากรทั้งหมดเป็นเครื่องจักร

นครเครื่องจักรสามารถพัฒนาวิทยาการได้ก้าวหน้ากว่าอารยธรรมใดๆ ที่มนุษย์เคยมี ทั้งยังส่งออกสินค้าที่มีคุณภาพกว่าของที่มนุษย์ผลิตเข้ามาตีตลาดแข่งกับมนุษย์ ทำให้มนุษย์ที่ยังคงไม่ยอมรับว่าเครื่องจักรเท่าเทียมกับพวกตนรู้สึกว่าถูกคุกคามยิ่งขึ้น และเริ่มดำเนินการคุกคามเหล่าเครื่องจักรกลับ เช่น ปฏิเสธการนำเข้าสินค้าจาก 01 ไม่ยอมให้ 01 เข้าเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ จนในที่สุดก็ถึงกับประกาศสงครามอย่างเป็นทางการกับ 01 และดำเนินปฏิบัติการณ์ “ดาร์ก สตอร์ม” ซึ่งเป็นการสร้างควันดำขึ้นมาบดบังแสงอาทิตย์จากท้องฟ้า เนื่องจากมนุษย์เชื่อว่าหากปิดกั้นไม่ให้เครื่องจักรได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักที่เครื่องจักรใช้มาตลอด จะทำให้พวกตนสามารถกำจัดเครื่องจักรได้โดยง่าย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะสูญเสียแหล่งพลังงานหลัก กองทัพเครื่องจักรก็ยังมีอำนาจการทำลายล้างมหาศาล และสามารถเอาชนะกองทัพมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย ต่อมาไม่นาน มนุษย์ส่วนใหญ่ก็เป็นฝ่ายยอมจำนน (มีส่วนน้อยที่หลบหนีไปอยู่ใต้ดิน ซึ่งจะกลายเป็นไซออนในภายหลัง) และหุ่นยนตร์ก็ใช้ร่างกายของมนุษย์เป็นแหล่งกำเนิดพลังงานแหล่งใหม่ พร้อมกับพัฒนาระบบโลกเสมือนจริงขึ้นเพื่อ “หลอก” ให้มนุษย์เชื่อว่าชีวิตของตนยังเป็นปกติสุข แม้ว่าตามที่จริงแล้วพวกตนจะถูกทำให้หลับใหลไม่ได้สติเพื่อให้สะดวกต่อการสร้างพลังงานหล่อเลี้ยงเครื่องจักรใน 01 ที่สร้างขึ้นใหม่ นำไปสู่จุดกำเนิดของเมทริกซ์รุ่นแรกขึ้นในที่สุด

 

ภาษาที่ใช้ใน The Second Renaissance  มีหลายตอนที่เป็นการอ้างถึง (Biblical allusion) หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการจงใจล้อเลียนพระคริสตธรรมคัมภีร์ (Biblical parody) โดยเฉพาะพระธรรมปฐมกาล (Genesis) ตัวอย่างเช่น “In the beginning, there was Man, and for a time, it was good.” หรือ “And man said, ‘Let there be light,’ and he was blast by light.” อีกทั้งยังมีการใช้สัญลักษณ์บางประการที่มีบทบาทสำคัญในพระธรรมปฐมกาล เช่น ผลแอปเปิล ซึ่งมักเป็นตัวแทนของ “ผลของต้นไม้แห่งความสำนึกรู้ดีรู้ชั่ว” ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงปลูกไว้ในใจกลางของสวนอีเดนและทรงสั่งห้ามมิให้มนุษย์ที่ทรงสร้างไปเด็ดมาทาน แต่มนุษย์ก็ละเมิดคำสั่งของพระองค์ และกลายเป็นการทำบาปครั้งแรกหรือ “บาปกำเนิด” ไปในที่สุด การใช้ภาษาและสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับพระคัมภีร์อย่างเห็นได้ชัดเป็นการบ่งบอกโดยนัยให้ทราบว่า เหตุการณ์ในการ์ตูนสองตอนนี้มีบทบาทเช่นเดียวกับเหตุการณ์ช่วงแรกๆ ของพระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาเก่า นั่นคือนำเสนอว่ามนุษย์ทำความผิดบาปอย่างไรในอดีต จึงต้องชดใช้บาปในปัจจุบัน

ในการที่จะวิเคราะห์ประเด็นเรื่อง “บาป” ที่เกิดขึ้นใน The Second Renaissance คงจะเป็นการดีที่จะทำความเข้าใจแนวคิดสำคัญเกี่ยวกับ “บาปกำเนิด” ตามทัศนะของคริสต์ศาสนาเสียก่อน บาปกำเนิดหรือบาปที่เกิดขึ้นครั้งแรกสุดในประวัติศาสตร์มนุษย์มีชื่อเรียกในภาษาละตินว่า “Superbia” หรือก็คือ “Pride” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหนึ่งใน “บาปหนักเจ็ดประการ” (Seven Deadly Sins) ที่พระสันตะปาปากริกอรีที่ 1 (Pope Gregory I) ทรงกำหนด และต่อมา นักบุญธอมัส อไควนาส (St. Thomas Aquinas) ก็นำมาเรียบเรียงและปรับปรุงใหม่ นักบุญธอมัส อไควนาส ให้คำจำกัดความเกี่ยวกับบาป “Pride” ไว้ในหนังสือ Summa Theologicae  (1265-1274) ที่ตนเขียนขึ้นว่าเป็น “ความรักและลุ่มหลงในตนเองอย่างเกินขอบเขต” และยังหมายรวมถึงการกระทำใดๆ ก็ตามที่แสดงว่า “ไม่ยอมอยู่ภายใต้อำนาจของพระผู้เป็นเจ้าและกฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางไว้” ด้วยเหตุที่กฎเกณฑ์และคำสั่งสอนของพระผู้เป็นเจ้านั้นถือเป็นหลักสำคัญในการเป็นศาสนิกชนที่ดี การกระทำใดๆ ที่ขัดกับกฎและคำสอนของพระองค์จึงเท่ากับเป็นการทำบาป “Pride” ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า “Pride” ก็คือ “บาปกำเนิด” หรือรากเหง้าของบาปทั้งมวล การกระทำบาป “Pride” ที่สำคัญในพระคริสตธรรมคัมภีร์มีอยู่ด้วยกันสองครั้ง เหตุการณ์ครั้งแรกคือการก่อกบฏของทูตสวรรค์ลูซิเฟอร์ที่มีบันทึกไว้ในพระธรรมอิสยาห์ (Isaiah) ลูซิเฟอร์เป็นทูตสวรรค์ตนแรกที่พระเจ้าทรงสร้างขึ้น และกล่าวกันว่ามีพลังอำนาจเป็นรองเพียงพระองค์ แต่ลูซิเฟอร์ไม่พอใจในการตัดสินพระทัยหลายประการของพระเจ้า ทั้งยังไม่พอใจที่ต้องมารับใช้พระองค์ เขาจึงรวบรวมไพร่พลก่อกบฏในสวรรค์และประกาศว่าจะขึ้นมามีอำนาจเหนือพระเจ้า (อิสยาห์ 14:13-14) ผลที่เกิดขึ้นคือฝ่ายของลูซิเฟอร์พ่ายแพ้และถูกขับออกจากสวรรค์ และลูซิเฟอร์ก็โดนขนานนามว่าเป็น “ซาตาน” (Satan) หรือผู้ต่อต้านพระเจ้า เหตุการณ์อีกครั้งเกิดขึ้นในช่วงต้นของพระธรรมปฐมกาล เมื่องู (บางตำนานว่ากันว่าเป็นสมุนของลูซิเฟอร์ บ้างก็ว่าเป็นร่างแปลงของเขา) ล่อลวงให้อีฟหรือมนุษย์ผู้หญิงที่พระเจ้าสร้างขึ้นในสวนอีเดนฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ด้วยการรับประทานผลไม้ต้องห้าม โดยงูกล่าวว่าผลไม้ที่กินเข้าไปจะไม่ทำให้ตาย แต่จะทำให้เป็นเหมือนกับพระเจ้า นั่นคือรู้สำนึกว่าดีและชั่วเป็นอย่างไร (ปฐมกาล 3:4-5) เมื่อพระเจ้าทรงทราบว่ามนุษย์ทั้งคู่ได้ทานผลไม้ต้องห้ามและมีสำนึกรู้ดีรู้ชั่วแล้ว พระองค์ก็ทรงขับไล่พวกเขาออกจากสวนอีเดนและลงโทษพวกเขาต่างๆ นานา เมื่อพิจารณาเหตุการณ์ทั้งสองเหตุการณ์เปรียบเทียบกัน จะเห็นได้ว่าบาป “Pride” ที่เกิดขึ้นทั้งสองครั้งมีลักษณะเหมือนกัน คือเป็นการที่ “สิ่งที่ถูกสร้าง” (Creation) ปฏิเสธที่จะเชื่อฟัง “ผู้สร้าง” (Creator) และปรารถนาที่จะอยู่ในระดับเดียวกับผู้สร้าง

ในตอนต้นของ The Second Renaissance มนุษย์ถูกนำเสนอในฐานะเดียวกับพระเจ้า มิใช่เพียงเพราะบทบรรยายที่จงใจล้อเลียนพระธรรมปฐมกาล แต่ยังเป็นเพราะมนุษย์กลายมาเป็น “ผู้สร้าง” เช่นเดียวกับพระเจ้า ส่วน “สิ่งที่ถูกสร้าง” กลุ่มใหม่ก็คือเครื่องจักรและหุ่นยนตร์นั่นเอง แม้ว่าจะมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทำให้เครื่องจักรและหุ่นยนตร์สามารถคิดและรู้สึกได้เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มนุษย์ก็ยังคงมองว่าหุ่นยนตร์เป็นทาสรับใช้ที่มีสถานะต่ำกว่าพวกตนดังเช่นในอดีต คำว่า “Robot