คำเตือน!!! สปอยล์อย่างไม่ไว้หน้าอินทร์หน้าพรหม และอาจจะเวิ่นเว้อร์เกินมาตรฐานเอนทรีทั่วไปของบล็อกนี้ เนื่องจากคุณภูมิว่างเว้นจากการเขียนบล็อกทำนองนี้มานาน
 
คงไม่ผิดอะไรหากคุณภูมิจะกล่าวว่า แนวคิดเรื่องการกลับชาติมาเกิดเป็นเรื่องที่ผู้คนในโลกตะวันออกคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในหมู่ผู้นับถือพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู อันมีความเชื่อเรื่อง "สังสารวัฏ" หรือการเวียนว่ายตายเกิดของสรรพชีวิต ตราบใดที่ยังไม่สิ้นกรรม ทุกชีวิต ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์ (โดยส่วนตัวไม่แน่ใจว่ารวมพืชกับเชื้อราด้วยหรือไม่) จำต้องกลับชาติมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามชาติภพต่างๆ ขึ้นอยู่กับบุญทำกรรมแต่ง จนกว่าจะใช้กรรมหมดถึงจะมีสิทธิเข้าสู่ "นิพพาน" คือไม่ต้องกลับมาเกิดอีก
 
แน่นอนว่าแนวคิดเช่นนี้ย่อมต่างจากความเชื่อของศาสนาแห่งโลกตะวันตกอย่างคริสต์ศาสนา (รวมถึงศาสนาในตระกูลเดียวกันอย่างยิวและอิสลาม) ที่สอนว่า ทุกคน (เน้นว่า "คน" เพราะ  "สัตว์" ไม่มีวิญญาณ) มีสิทธิใช้ชีวิตลองผิดลองถูกกันแค่ชาติเดียว พอหมดอายุขัยก็มีทางเลือกแค่ไปสวรรค์หรือนรก โดยวัดจากความดี-ชั่วที่ได้กระทำไว้เมื่อตอนมีชีวิต คำสอนแบบสุดโต่งดังกล่าวส่งผลให้ผู้คนที่เติบโตมาในบริบทของมันต่างก็ดำเนิน ชีวิตกันแบบสุดโต่งพอกัน คนที่เชื่อก็ตั้งหน้าตั้งตาทำความดีเพราะหวังจะมีชีวิตหลังความตายแบบสุขนิรันดร์ คนที่เชื่อแต่ไม่แคร์ก็ใช้ชีวิตแบบมัวเมาอย่างเต็มที่ เพราะเห็นว่าไหนๆ ก็เกิดมาชาติเดียว ก็ต้องใช้ชีวิตกันให้คุ้ม
 
ด้วยเหตุนี้จึงไม่บ่อยนักที่จะพบเห็นวรรณกรรมหรือภาพยนตร์จากโลกตะวันตกที่นำเสนอความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด แต่พอจะมีขึ้นมาสักทีก็มักได้รับความสนใจจากผู้อ่าน ผู้ชม และผู้/นักวิจารณ์กันเป็นพิเศษ ด้วยความที่เป็นแนวคิดซึ่งโลกตะวันตกไม่ใคร่คุ้นเคยเท่าไร ภาพยนตร์เรื่องล่ามาแรง (พฤศจิกายน 2012) ที่นำเอาความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของเรื่องก็คือ Cloud Atlas 
 
 
Cloud Atlas   มีจุดกำเนิดจากนวนิยายชื่อเดียวกัน (2004) โดย เดวิด มิตเชลล์ (David Mitchell) (ฉบับแปลภาษาไทยภายใต้ลิขสิทธิ์ของ สนพ.มติชนใช้ชื่อว่า เมฆาสัญจร  แปลโดย จุฑามาศ แอนเนียน) ลำพังแค่ฉบับหนังสือก็มีความดีเด่นอย่างเหลือล้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการได้รับรางวัลทางด้านวรรณกรรมระดับใหญ่ๆ อย่าง British Book Awards สาขาบันเทิงคดี หรือได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Man Booker Prize ประจำปี 2004 ทว่าฉบับภาพยนตร์ที่เข้าฉายอย่างเป็นทางการในอีกแปดปีให้หลังได้สร้างความคาดหวังจากคนดูให้เพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่า เริ่มจากการที่ได้แอนดี้ และลานา (ชื่อเดิม - แลร์รี) วาชอว์สกี (Andy & Lana Wachowski) ผู้กำกับสองพี่น้องซึ่งได้ฝากผลงานระดับมาสเตอร์พีซให้สาธารณชนได้ประจักษ์มาแล้วกับไตรภาค The Matrix  มาเป็นผู้กำกับและอำนวยการสร้าง นอกจากนั้นยังได้นักแสดงชื่อดังค่าตัวแพงมากหน้าหลายตา อาทิ ทอม แฮงค์ส (Tom Hanks), แฮลลี เบอร์รี (Halle Berry), ฮิวจ์ แกรนท์ (Hugh Grant), ฮิวโก วีฟวิง (Hugo Weaving) ฯลฯ มาประชันบทบาทกันแบบเต็มสตีม (มิพักต้องพูดถึงว่า แต่ละคนล้วนได้รับมอบหมายให้แสดงมากกว่าสองบทบาทขึ้นไป เรียกค่าใช้งานคุ้มค่าจ้างกันทุกเหรียญทีเดียว)
 
 
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า Cloud Atlas  เป็นเรื่องที่นำเสนอแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิด อันจะเห็นได้จากการที่บรรดาตัวละครตลอดทั้งเรื่องต่างกลับชาติมาเกิดชาติแล้วชาติเล่า ก่อบุญสร้างกรรมใส่กันและกันไปเรื่อยๆ (ไม่ใช่แค่ชาติสองชาติ แต่มีถึงหกชาติทีเดียว) แม้ตัวละครเหล่านี้ บางชาติจะเกิดเป็นชาย บางชาติเป็นหญิง บางชาติรักต่างเพศ บางชาติรักร่วมเพศ บางชาติดีสุดขั้ว บางชาติชั่วสุดตีนขีด แต่ผู้รับชมเนื้อเรื่องจากภายนอกอย่างเราๆ จะสามารถสังเกต gimmick ของตัวละครที่กลับชาติมาเกิดนี้ได้จากเงื่อนงำหลายอย่างที่ปรากฏตลอดทั้งเรื่อง เป็นต้นว่า ลักษณะเด่นบนร่างกาย (รอยแผลเป็นรูปร่างคล้ายดาวหาง) ประโยคคำพูดที่ฟังดูคุ้นหู ส่วนในฉบับหนังก็ยกระดับไปอีกขั้น ด้วยการให้นักแสดงนำแต่ละคนร่วมแสดงในเนื้อเรื่องทั้งหกชาติ โดยเปลี่ยนรูปลักษณ์และบุคลิก (ในบางกรณีก็เปลี่ยนเพศ) ไปตามบทบาทและยุคสมัย (สำหรับคนที่ได้มีโอกาสเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ในโรงหนัง คุณภูมิขอแนะนำให้อยู่ชม Credits ตอนแนะนำนักแสดง...คุณอาจอุทานด้วยความประหลาดใจเมื่อได้รับรู้ถึงชาติบางชาติของตัวละครบางตัว Cry)
 
 
อันที่จริง เทคนิคนี้ก็หาใช่เรื่องใหม่อะไร (ตามคติประจำใจของยุคโพสต์โมเดิร์น "ไม่มีอะไรใหม่ใต้ดวงตะวันดวงเดิม") คนที่คุ้นเคยกับมังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่นพอควรน่าจะรู้จักการ์ตูนเรื่อง Hi no Tori  (1967-1988) หรือ ฮิโนโทริ วิหคเพลิง  หนึ่งในผลงานชิ้นอมตะของบร๊ะมหาเทพแห่งการ์ตูนญี่ปุ่น เทสึกะ โอซามุ สรุปเกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องนี้สั้นๆ คือ มันเป็นมังงะแนวอภิปรัชญาที่ตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์และความหมายของชีวิต โดยมีตัวดำเนินเรื่องเป็นนกเพลิงอมตะ (ซึ่งหลายๆ คนอาจคุ้นเคยกับชื่อภาษาเปอร์เซียนของมันว่า "ฟีนิกซ์" มากกว่า) กับมนุษย์ตัวประกอบกลุ่มหนึ่ง ซึ่งจากผลกรรมที่กระทำต่อกันชาติแล้วชาติเล่า จึงส่งผลให้เดี๋ยวก็เกิดแก่เจ็บตายแล้วก็กลับมาเกิดใหม่ด้วยรูปร่างหน้าตาที่เหมือนเดิมเป๊ะ ทว่าเปลี่ยนบทบาทคนดี-คนชั่วไปเรื่อยๆ ส่วนคนที่ติดตามชมละครหลังข่าวของไทยทีวีสีช่อง 3 มานานแสนนานก็คงคุ้นเคยกับละครเรื่อง เจ้ากรรมนายเวร  (2000-2001) ซึ่งให้นักแสดงคนเดียวกันเล่นเป็นตัวละครเจ้าของวิญญาณดวงเดิมในชาติภพที่ต่างกัน อนึ่ง สองเรื่องที่ว่ามานี้ไม่ได้กล้าหาญชาญชัยพอจะนำเสนอแนวคิดที่ว่า เพศสถานะและเพศสภาวะของแต่ละตัวตนอาจเปลี่ยนไปในแต่ละชาติภพ (ซึ่งตามคอนเซ็ปต์เรื่องกฎแห่งกรรมและสังสารวัฏนั้นสามารถเกิดขึ้นได้)
 
ขณะเดียวกัน แม้ว่าแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจะไม่ได้เป็นสิ่งที่ผู้คนในโลกตะวันตกคุ้นเคย กระนั้น Cloud Atlas ก็ไม่ใช่ทั้งหนังสือและภาพยนตร์เรื่องแรกที่นำเสนอแนวคิดดังกล่าว เพราะก่อนหน้านี้ก็มีนวนิยายเรื่องWhat Dreams May Come  (1978) โดย ริชาร์ด แมทธีสัน  (Richard Matheson) ที่เอ่ยถึงการเวียนว่ายตายเกิดในฐานะทางเลือกหนึ่งของการใช้ชีวิตหลังความตาย ต่อมา นิยายเรื่องนี้ยังได้รับการนำไปดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ในปี 1998 (และเป็นหนังที่มีฉากสวยงามที่สุดเรื่องหนึ่งตามความเห็นของคุณภูมิ)
 

 
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าแนวคิดเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดจะปรากฏในทั้ง What Dreams May Come  และ Cloud Atlas ทว่าแนวคิดดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้ในฐานะเครื่องมือสำหรับนำเสนอความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมตามคติฮินดูและพุทธเหมือนกับใน ฮิโนโทริ, เจ้ากรรมนายเวร  หรือกระทั่งตำนานสุดคลาสสิกของดินแดนชมพูทวีปอย่างทศชาติชาดก แต่กลับกลายเป็นพาหนะสำหรับให้แนวคิดหรือความเชื่ออื่นได้มาโลดแล่นผ่านเนื้อเรื่องของวรรณกรรมหรือภาพยนตร์แทน ในกรณีของ What Dreams May Come  ความเชื่อเรื่องการกลับชาติมาเป็นโดนใช้เป็นเครื่องพิสูจน์ความรักแท้อันยั่งยืนเหนือกาลอวกาศของตัวละครเอกชายหญิง คือในตอนจบ ถึงแม้ทั้งคู่จะได้มาเสวยสุขด้วยกันในดินแดนบรมสุขเยี่ยงสวรรค์ แต่ทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ห้วงสังสารวัฏเพื่อพิสูจน์ความรักที่มีต่อกันและกันว่า ต่างคนต่างจะสามารถกลับมาเจอกันและรักกันได้อีกหรือไม่ (อย่าลืมว่า "ความรัก" เป็นคำสอนสำคัญที่สุดของเยซูแห่งนาซาแร็ธ)
 
สำหรับ Cloud Atlas  สิ่งที่แฝงมากับการเวียนว่ายตายเกิดครั้งแล้วครั้งเล่าของบรรดาตัวละครหลัก (เท่าที่สายตาของคนที่ยังไง้ยังไงก็ไม่เคยเข้าใจโลกซะทีอย่างคุณภูมิมองเห็น) คือ การขับเคี่ยวอันไม่มีวันสิ้นสุดของมนุษย์ที่แบ่งพรรคแบ่งพวกกันเป็นชนชั้นต่างๆ
 
 
The Communist Manifesto  (1848) ของคาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) และฟรีดริช เองเกลส์ (Friedrich Engels) เอกสารถ้อยแถลงการณ์อันถือได้ว่าเป็นปฐมคัมภีร์ของผู้สนใจศึกษาแนวความคิดที่เรียกว่า "มาร์กซิสม์" (Marxism) หรือลัทธิมาร์กซ์ มีประโยคสำคัญประโยคหนึ่งความว่า "ประวัติศาสตร์ของสังคมที่ดำรงเรื่อยมาจนถึง ณ ปัจจุบันขณะล้วนแล้วแต่เป็นประวัติศาสตร์แห่งการต่อสู้ดิ้นรนทางชนชั้น" (The history of all hitherto existing society is the history of class struggles.)
 
ในทรรศนะของมาร์กซ์ (โดยมีเองเกลส์คอยช่วยเรียบเรียงและสรุปความเป็นลายลักษณ์อักษร) มนุษย์ไม่ว่าจะในยุคสมัยใดก็ล้วนถูกแบ่งเป็นสองกลุ่ม คือผู้กดขี่ (The oppressor) และผู้ถูกกดขี่ (The oppressed) ฝ่ายที่กดขี่คือผู้ที่มีอำนาจเหนือฝ่ายถูกกดขี่ และปัจจัยสำคัญอันนำมาซึ่งอำนาจของผู้กดขี่คือ ทรัพย์สินที่ผู้กดขี่มีมากกว่าผู้ถูกกดขี่ มากจนถึงขนาดสามารถเจียดให้ผู้ถูกกดขี่นำไปแลกเปลี่ยนเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตประจำวัน หรือร้ายกว่านั้นคือแปลงฝ่ายที่ถูกกดขี่ให้เป็นทรัพย์สินของฝ่ายกดขี่เสียเอง ในสมัยก่อน ความสัมพันธ์รูปแบบนี้เห็นได้จากระบอบฟิวดัล (Feudalism) ที่แบ่งคนเป็นนาย (Lord) กับทาส (Serf) ส่วนในยุคหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมเรื่อยมาก็มีคนจำพวกนายทุน (Capitalist) กับกรรมกร/ผู้ใช้แรงงาน (Proletariat) ความสัมพันธ์แบบหลังนี้เป็นสิ่งที่คนในยุคสมัยนี้รู้จักกันดีในนาม "ระบบทุนนิยม" (Capitalism) และแน่นอนว่าเป็นศัตรูตัวฉกาจของผู้ฝักใฝ่ลัทธิมาร์กซ์
 
อย่างไรก็ดี การกดขี่ตามความคิดของมาร์กซ์เน้นเรื่องปัจจัยทางการผลิตและเศรษฐกิจเป็นหลัก ดังนั้นจึงดูเหมือนว่า ชนชั้นผู้ใช้แรงงานหรือกรรมกรเป็นฝ่ายที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากชนชั้นสูงและนายทุน/ชนชั้นกลาง/กระฎุมพี (Bourgeoisie) เพียงอย่างเดียว แต่ถ้ามองลงไปในประวัติศาสตร์มนุษย์แต่ละยุคแต่ละสมัย การกดขี่ระหว่างมนุษย์มีอยู่เรื่อยมา แต่ไม่ได้เป็นการกดขี่ที่มีอำนาจ ทรัพย์สิน หรือฐานะเป็นปัจจัยเท่านั้น ซึ่งการกดขี่ข่มเหงในรูปแบบต่างๆ นานาเป็นสิ่งที่เนื้อเรื่องหรือชาติทั้งหกตอนของตัวละครใน Cloud Atlas  แสดงให้เห็นสลับไปมา ดังจะแจกแจงทีละชาติต่อไปนี้

 
ชาติที่ 1 - The Pacific Journal of Adam Ewing (ค.ศ. 1849)
 
 
อดัม อีวิง (Jim Sturgess) เป็นทนายหนุ่มชาวอเมริกันที่อาศัยเรือเดินทางไปยังเกาะชาธัมเพื่อเจรจาธุรกิจแทนผู้เป็นพ่อตา ระหว่างทางเขาได้รู้จักกับนายแพทย์เฮนรี กูส (Tom Hanks) ซึ่งร่วมทางไปด้วยในฐานะหมอประจำเรือ ขณะอยู่บนเรือ อีวิงล้มป่วยและได้รับการรักษาดูแลอย่างใกล้ชิดจากหมอกูส ต่อมาเขาก็พบว่าทาสผิวดำชื่อ ออทัว (David Gyasi) แอบลักลอบขึ้นเรือมา และขอร้องให้เขาช่วยหาที่ซ่อนให้จนกว่าเรือจะกลับขึ้นฝั่ง
 
ออทัวกับอีวิงเคยพบกันมาก่อนเมื่อครั้งอีวิงไปเยือนไร่นาบนเกาะชาธัม ออทัวเป็นคนงานในไร่ที่โดนลงโทษด้วยการจับเฆี่ยนจนหลังลาย ในตอนนั้นชายผิวดำได้สบตากับอีวิง และบังเกิดความเชื่อมั่นว่าอีวิงเป็นคนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ ฝ่ายอีวิงเองก็เกิดถูกชะตาออทัว จึงได้ขอร้องให้กัปตันเรือรับชาวผิวดำเข้าเป็นลูกเรือ แถมยังป้องกันไม่ให้โดนนายท้ายเรือลอบยิง
 
ภายหลัง อีวิงป่วยหนักขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นเพราะหมอกูสที่ทำเป็นให้ยารักษาอาการป่วยของเขามาโดยตลอดนั้น จริงๆ แล้วคอยป้อนยาพิษให้เขาดื่มเป็นระยะๆ เนื่องจากต้องการแก้วแหวนเงินทองที่อีวิงพกติดตัวขึ้นเรือมา ในขณะที่อีวิงใกล้จะโดนหมอกูสปลิดชีพ ออทัวก็บุกเข้ามาช่วยชีวิตของอีวิงเอาไว้ได้ทันท่วงที  หลังจากรอดตายกลับไปหาคนรักได้ อีวิงก็ตั้งปริธานว่าจะต่อต้านการค้าแรงงานทาสผิวดำอย่างถึงที่สุด ทั้งยังเข้าเป็นสมาชิกของแนวร่วมปลดปล่อยแรงงานทาสผิวดำ