Disclaimer: เอนทรีนี้จั่วหัวไว้ว่าเป็น "รีวิว" หาใช่ "บทวิจารณ์" ดังนั้นคุณภูมิใคร่ขอคุณผู้อ่านอย่าคาดหวังเนื้อหาสาระจากมันเหมือนดังที่ท่านอาจพบในบทวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องอื่นๆ ที่คุณภูมิลงในบล็อกเลยนะครับ สิ่งที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ คุณภูมิเขียนขึ้นจากความทรงจำล้วนๆ ไม่ได้รีเสิร์ชเพิ่มเติม ทั้งนี้ หากมีเวลามากพอ จะพยายามเขียนบทวิจารณ์แบบจริงจังในโอกาสต่อไปครับ Foot in mouth

สิ่งหนึ่งที่ผู้(คิดจะไป)ชมภาพยนตร์เรื่องนี้พึงทราบและระลึกไว้คือ แม้ว่าในตอนเป็นนิยาย มันจะเขียนโดยผู้เขียนเดียวกับ The Lord of the Rings แถมพอมาเป็นหนังก็ได้ทีมสร้างชุดเดียวกับลอร์ดฯ แต่สิ่งที่ไม่เหมือนลอร์ดฯ อย่างสิ้นเชิงคือ ความรู้สึก epic ที่ผู้ชม (บางคน เช่น คุณภูมิ) สัมผัสได้จากลอร์ดฯ อาจหาไม่ได้จากเรื่องนี้
 
 
The Hobbit ฉบับนิยาย (ซึ่งโทลคีนแต่งไว้นานมากก่อนจะเขียนลอร์ดฯ เล่มแรก) เป็นหนังสือเล่มเล็กๆ เล่มเดียวจบ เนื้อหาเน้นฮามากกว่าเครียด แม้จะมีการแง้มพรายถึงสงครามกับเซารอนในอดีตและอนาคต แต่มันก็แค่เศษเสี้ยวที่โดนบดบังไปภายใต้ฉากเพี้ยนๆ ระหว่างบิลโบ แกนดาล์ฟ และพวกคนแคระที่มีตลอดทั้งเรื่อง ทุกวันนี้ร้านหนังสือใหญ่ๆ หลายแห่งทั้งในไทยและเทศยังสับสนว่าจะจัดให้ The Hobbit เป็นนิยายแฟนตาซีหรือวรรณกรรมเยาวชน (บางร้าน เช่น คิโนะคุนิยะ ก็จัดมันไว้สองที่เลย) ซึ่งพอนิยายเล่มเล็กๆ ที่คนเขียนเขียนมาเพื่อกะให้คนอ่านอ่านเอาฮา โดนนำไปขยายเป็นหนังมหากาพย์ไตรภาคแบบลอร์ดฯ จึงนำมาซึ่งความรู้สึกพิพักพิพ่วนในหลายๆ จุด

 
ไตรภาคลอร์ดฯ ว่าด้วยมหาสงครามที่ทำให้ทุกเผ่าพันธุ์ในมิดเดิ้ลเอิร์ธ ทั้งมนุษย์ เอลฟ์ พ่อมด คนแคระ ออร์ค ก๊อบลิน ฯลฯ ต้องเข้ามามีส่วนร่วม โดยมีธีมหลักของเรื่องที่เข้าใจได้ง่ายมาก นั่นคือ ความชั่ว (เซารอน) ปะทะความดี (พวกที่ไม่ใช่เซารอน) ซึ่งต่างกับฮอบบิทที่นำเรื่องการที่นายบิลโบ แบ๊กกิ้นส์ เดินทางร่วมขบวนกับคนแคระโหลนึงกับพ่อมดหนึ่งตนไปขโมยขุมทรัพย์ของมังกร แต่จับพลัดจับผลูไปเจอเอาแหวนในตำนาน แถมยังไปเป็นส่วนหนึ่งในสงครามย่อมๆ ระหว่างคนแคระกับออร์คที่หวังชำระแค้นจากเมื่อครั้งกระโน้น นิยายเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องแบบ Bildungsroman ว่าด้วยการเติบโตทางความคิดและจิตใจของบิลโบในระหว่างที่ได้ออกเดินทางและกลับมาบ้านอีกครั้ง (ตามสูตร Hero's Journey ของโจเซฟ แคมป์เบล)

 
ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถนำมาขยายเป็นหนังไตรภาค จะให้โฟกัสที่คณะเดินทางบ้าๆ บวมๆ ของบิลโบก็คงไม่ได้เรื่องเท่าไร ผกก.ปีเตอร์ แจ็กสัน จึงต้องเอาองค์ประกอบย่อยในนิยายต้นฉบับ นั่นคือ สงครามระหว่างคนแคระและออร์ค กับการที่พวกคนแคระหมายแย่งชิงเอเรบอร์ ดินแดนถิ่นฐานบ้านเกิดให้กลับมาเป็นของพวกตน มาเป็นพล็อตเรื่องหลัก ธอริน โอเคนชีลด์ เจ้าชายคนแคระพลัดถิ่นจึงถูกขับเน้นบทบาทให้ดูเด่นเทียบเท่าอารากอร์น เอเลสซาร์ ในไตรภาคลอร์ด และทำให้ตัวละครที่ควรจะเป็นตัวเอกจริงๆ อย่างบิลโบกลายเป็นตัวประกอบไปเลย แต่ยังดีที่บิลโบเป็นฮอบบิทขี้เล่น หัวไว ฉลาดเป็นกรด ต่างกับโฟรโดที่โคตร angst จึงมีอะไรมา surprise และ entertain คนดูได้เรื่อยๆ
 
 
อีกจุดที่ต่างไปจากลอร์ดฯ อย่างสิ้นเชิงคือ ในเรื่องนี้ (เฉพาะภาคแรกนี้ ภาคอื่นยังไม่ทราบ) ไม่ปรากฏตัวละครที่เป็นมนุษย์เลย ไม่ว่าจะเป็นตัวเด่นหรือตัวประกอบ ทั้งเรื่องจะมีแต่ฮอบบิท พ่อมด คนแคระ เอลฟ์ ออร์ค กอบลิน ผีของราชันย์ขมังเวทแห่งอังมาร์ และเงาดำของเนโครมันเซอร์ตนหนึ่ง (เซารอน) การที่มนุษย์อย่างคุณภูมิกับพ่อ (แม้จะมีขนาดพอๆ กับฮอบบิทโตเต็มวัย) ไปดูหนังสมครามชิงบ้านเกิดของพวกคนแคระ แม้จะสนุกและตื่นตาตื่นใจกับภาพและเอฟเฟกต์ต่างๆ แต่มันก็ไม่ทำให้รู้สึก "อิน" หรือขนลุกแบบตอนดูลอร์ดฯ อยู่ดี

 
สิ่งหนึ่งที่ผิดจากความคาดหมายตอนก่อนไปชมคือ ส่วนสูงของเจ้าชายคนแคระ ธอริน ดูในทีเซอร์เหมือนจะสูงมากๆ (ตามมาตรฐานคนแคระ) ทีแรกนึกว่าสูงพอๆ กับแกนดาล์ฟ ที่ไหนได้ พอมายินเทียบกับแกนดาล์ฟและเอลฟ์อย่างเอลรอนด์ก็ดูเป็นเด็กไปเลย แต่เทียบกับคนแคระมาตรฐาน (กิมลี) แล้วก็ยังจัดว่าสูง

 
ส่วนดีของการขยายเนื้อเรื่องจากต้นฉบับก็มี นั่นคือทำให้ได้เห็นบทบาทของตัวละครบางตัวที่ในฉบับนิยาย ไม่ว่าจะฮอบบิทหรือลอร์ดฯ เป็นเพียงแค่ชื่อที่ถูกกล่าวถึงลอยๆ นั่นคือพ่อมดสีน้ำตาล ราดากัสต์ พ่อมดเพี้ยนแห่งป่ากรีนวู้ด พ่อมดตนที่สาม ซึ่งให้อารมณ์คนละแบบกับพ่อมดพเนจรแอบเกรียนอย่างแกนดาล์ฟ หรือพ่อมดโฉดเนียนมาดขรึมอย่างซารูมาน ส่วนตัวรู้สึกว่าราดากัสต์เป็นตัวละครที่มีสีสันที่สุดในเรื่อง เป็นอะไรที่คาดคิดไม่ได้ (เพราะไม่เคยปรากฏตัวในหนังภาคหลักมาก่อน) และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้มีบทบาทยิ่งขึ้นในหนังฮอบบิทภาคต่อๆ ไป

ในด้านเทคนิคการฉาย เป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่ได้ชมภาพยนตร์ที่ฉายในโรง Imax สามมิติ แถมเป็นหนังที่ถ่ายทำแบบ 48 เฟรมต่อวินาที ภาพบนจอจึงลื่นไหลรวดเร็วฉับๆๆ ประหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง คิดว่าเป็นหนังอีกเรื่องต่อจาก Avatar ที่คุ้มค่าแก่การดูแบบสามมิติ (แต่ถ้าถามว่า หากมีโอกาสดูอีกจะดูแบบสามมิติมั้ย ก็คงไม่ เพราะเรื่องนี้เข้าฉายที่ลิโด้ สองมิติแต่ราคาถูกกว่าโรงทั่วไป Sealed )
 

 
Acknowledgement: ขอขอบคุณ เว็บ Sanook.com และโชคซึ่งนานๆ ทีจะมีของตัวเอง ที่มอบตั๋วฟรีสองที่นั่งให้ ขอบคุณพ่อที่ไปดูเป็นเพื่อน เพราะหนังดันฉายที่เมเจอร์ รัชโยธิน ไกลบ้านมวากกกก แถมฉายรอบสองทุ่มอีก ทำเอาไม่กล้าชวนสาวที่ไหนไปดูด้วยเลย Foot in mouth และขอบคุณเว็บสนุกอีกครั้งสำหรับของที่ระลึก แว่นสามมิติพิมพ์ชื่อหนังฮอบบิทตรงขาแว่น (ตามที่เห็นในรูปเลยครับ)

Comment

Comment:

Tweet

These replica handbags could be boastful actual alluringly with your admired outfit. You can acquirement abounding accoutrements in the arrangement in adjustment tosuit your outfit. These handbags can be agitated for gucci replica an black break or fora marriage. Alone a appearance able could analyze a affected from a 18-carat one. Paying about bisected the fendi outlet bulk Gucci Shoes , you ability aswell charge the achievement that you own a beautiful handbag.Replica Gucci handbags may aswell be presented to appropriate women that you experienced. Mothers Day, Valentines Day louis vuitton replica are ideal occasions wherein you are able to allowance these. Your mother would certainlygladly accept this blazon of replica chanel allowance which not just looks beautiful but additionally has account value. She d absolutely acknowledge this action of yours.As an accession to any watch enthusiast's collection, the Watches are absolutely the actual best best in your life. We can accommodate you the best and a lot of omega replica reliable availabel on today's marketplace. Just aces up your admired accounttoday. Please feel chargeless to boutique with Rep1ica.com and adore the a lot of beautiful and the hottest advised watches at the best price!

#3 By louis vuitton replica (50.117.48.234|50.117.48.234) on 2014-08-12 16:38

ผมยังไม่ได้ดูเลยครับ ศุกร์นี้สอบเสร็จว่าจะไปดู

#2 By Pigwidgeon on 2012-12-24 23:35

Hot!
ดีมากเลยค่าา
เมืองเอล์ฟงามมากๆ><

#1 By -:+Hell whalE+:- on 2012-12-14 23:30