http://scriptshadow.net/wp-content/uploads/2013/05/the_great_gatsby_movie-wide.jpg

 

คำเตือน!!! นี่คือ "บทพร่ำเพ้อ" ไม่ใช่ บทวิจารณ์ หรือ รีวิว

 

ในช่วงนี้มีภาพยนตร์เข้าฉายใหม่เรื่องหนึ่งชื่อ The Great Gatsby หรือชื่อภาษาไทยว่า รักเธอสุดที่รัก หลายๆ คนน่าจะคุ้นหูคุ้นตากับเรื่องนี้จากทีเซอร์และใบปลิวที่ประกาศว่า หนึ่งในคณะนักแสดงนำคือ ลีโอนาโด ดิคาปริโอ พระเอกสุดหล่อตลอดกาลจากบท “แจ็ก ดอว์สัน” จาก Titanic แต่ผมเชื่อว่า หลายๆ คนคงไม่รู้ว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่สร้างขึ้นจากนวนิยาย ในเอนทรีนี้ ผมจะขอแนะนำสั้นๆ เกี่ยวกับนิยายที่ว่า รวมทั้งผู้ที่เขียนมันขึ้นมา

The Great Gatsby (1925) เป็นผลงานของเอฟ. สก็อตต์ ฟิตซ์เจอรัลด์ (F. Scott Fitzgerald, 1896-1940, F. ย่อมาจาก ฟรานซิส (Francis)) เนื้อเรื่องไม่ได้เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์แว็กซ์ขนหรือสัตว์ฟันแทะชนิดหนึ่ง แต่อย่างใด ทว่าเป็นเรื่องของหนุ่มอเมริกันนามว่า เจมส์ แก็ตซ์ (James Gatz) ตาคนนี้เคยร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ในระหว่างการเดินทัพครั้งหนึ่ง แกตซ์บังเอิญพบสาวสวยชื่อ เดซี (Daisy) และตกหลุมรักเธอเข้าอย่างจัง แต่เดซีมีสามีอยู่แล้ว ชื่อ ทอม บูเคแนน (Tom Buchanan) ซึ่งรวยระดับมหาเศรษฐี หนุ่มแกตซ์ตั้งใจว่าจะชิงเธอจากทอมให้ได้ แต่ก่อนอื่น เขาจำเป็นต้องรวยเทียบเท่าหรือมากกว่าทอมเสียก่อน


http://thefoxisblack.com/blogimages//great-gatsby-1.jpg


หลังสงครามยุติ ตาแกตซ์เปลี่ยนชื่อใหม่ให้ดูเก๋ไก๋กว่าเดิมว่า เจย์ แกตส์บี จากนั้นก็ทำทุกวิถีทางเพื่อสร้างฐานะ ทั้งงานธุรกิจสุจริตในเบื้องหน้า และงานในโลกมืดอย่างลักลอบขนของเถื่อน (ซึ่งเป็นที่นิยมมากในตอนต้นของศตวรรษที่ 20) ไม่นาน แกตส์บีก็กลายเป็นเศรษฐีอีกคน เขาจัดงานเลี้ยงที่บ้านบ่อยๆ เพื่อโปรโมทตัวเอง รวมถึงเรียกความสนใจจากเดซี ซึ่งเขาก็ทำได้ดังหวัง แต่เรื่องยังไม่จบ เพราะเดซียังคงเป็นภรรเมียของทอมอยู่ ความสัมพันธ์สามเส้า (หรือจริงๆ คือห้าเส้า เพราะทอมเองก็แอบคบชู้ แล้วชู้ก็มีสามีด้วย) เช่นนี้ดำเนินไปจนจบเรื่อง และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรมของแกตส์บี

จากเนื้อเรื่องย่อๆ ที่เล่ามา หลายคนคงรู้สึกว่า ดูคล้ายโครงเรื่องประเภทชิงรักหักสวาททั่วไป ละครไทยก็ทำบ่อย (ชื่อภาษาไทยของภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ดูจะชี้นำไปในทางการจำกัดให้มันเป็นหนังรัก) ทว่านวนิยายที่เหมือนจะเป็นเรื่องรักดาดๆ เรื่องนี้กลับมีกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้อ่านร่วมสมัยของฟิตซ์เจอรัลด์ จนในที่สุดก็กลายเป็นหนึ่งในวรรณกรรมคลาสสิกของอเมริกา

ทำไม The Great Gatsby ถึงถูกอกถูกใจชาวอเมริกันนักหนา คำตอบคงเป็นเพราะภายใต้ความเป็นนิยายรัก มันแอบแฝงสิ่งที่เรียกว่า ฝัริกั(American Dream) หรือก็คือความเชื่อว่า ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีโอกาสในการสร้างความรุ่งเรืองมั่งคั่งให้ตัวเองเท่าๆ กัน ไม่ว่าจะเกิดมาในตระกูลไหน แกตส์บีคือตัวแทนที่เป็นรูปธรรมของฝันแบบอเมริกัน เขาเริ่มต้นจากการเป็นทหารผ่านศึกต๊อกต๋อย จนสามารถสร้างเนื้อสร้างตัวเป็นมหาเศรษฐี (แม้ว่าจะด้วยธุรกิจผิดกฎหมาย) ยกระดับจากชนชั้นกลางมาเป็นชนชั้นสูง มีศักดิ์ศรีพอๆ กับทอม บูเคแนน ที่รวยเพราะมรดกของตระกูล แม้ว่าจุดจบของแกตส์บีในนิยายจะไม่สวยงาม แต่แค่ความพยายามของเขาที่จะถีบตัวให้ขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นก็ชนะใจชาวอเมริกัน รวมทั้งอีกหลายเชื้อชาติทั่วโลกที่รับเอาวัฒนธรรมและแนวคิดจากอเมริกันไป เรียบร้อยแล้ว


 

http://obrag.org/wp-content/uploads/2010/07/American_Dream_Just_add_money.jpg


นิยายเรื่องนี้มีการใช้สัญลักษณ์ที่น่าสนใจในรูปของ “สี” ตัวแกตส์บีจะมีความเกี่ยวข้องกับอะไรๆ ที่เป็นสีเขียว เช่น เขาชอบมองแสงสีเขียวซึ่งส่องจากบ้านของเดซี สีเขียวเป็นสีของธนบัตรดอลลาร์สหรัฐ อันเป็นสัญลักษณ์ของความมั่งคั่งแบบอเมริกันดรีม แค่สะสมเงินได้มาก คุณก็เลื่อนฐานะตัวเองได้ ในทางกลับกัน เดซีกับทอมมักจะเกี่ยวข้องกับสีเหลือง สีของทองคำและทรัพย์สมบัติ  อันเป็นเครื่องพิสูจน์ความมั่งคั่งของชนชั้นสูงแต่ดั้งเดิม

อย่างไรก็ดี นวนิยายเรื่องนี้ไม่ได้เชิดชูฝันแบบอเมริกันเท่านั้น แต่ยังเผยให้เห็นถึงด้านมืดของมันด้วย ชนชั้นกลางหลายคนดิ้นรนสร้างฐานะเพราะอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น ทว่า “ชีวิตที่ดีขึ้น” เท่ากับการมีเงินให้ถลุงสนองตัณหามากขึ้น มีโอกาสจัดหรือเข้าร่วมงานรื่นเริงเพื่ออวดอร่ำอวดรวยมากขึ้น ดังเช่นพฤติกรรมของตัวละครในเรื่องที่แทบเรียกได้ว่า ใช้เงินเหมือนเทน้ำทิ้ง แกตส์บีจัดงานเลี้ยงงานแล้วงานเล่าเพื่อประกาศศักดาและฐานะ ส่วนสามีภรรยาบูเคแนนก็ใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย แต่คุณค่าทางศีลธรรมของตัวละครเหล่านี้กลับตกต่ำ ไม่มีใครอยากแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง สนใจแค่จะหาและใช้เงิน เพราะเงินคือคำตอบของทุกสิ่ง

ชีวิตของฟิตซ์เจอรัลด์ ผู้เขียนเรื่องนี้ก็ไม่ต่างจากแกตส์บีเท่าไร เขาเป็นนักเขียนธรรมดาๆ ที่สร้างงานเขียนจนโด่งดังและร่ำรวย แต่ด้วยบรรยากาศของยุคแห่งดนตรีแจ๊สที่อบอวลช่วงเวลาหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เขากับภรรยาก็ทำในสิ่งเดียวกับที่ผู้คนร่วมสมัยทำเพื่อให้ลืมผลกระทบจาก สงครามโลก นั่นคือ ใช้ชีวิตอย่างสนุกสุดเหวี่ยงไปกับการจับจ่ายใช้สอยและจัดงานรื่นเริง...และ แน่นอนว่า บั้นปลายชีวิตของฟิตซ์เจอรัลด์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าตัวละครเอกในนิยายของเขาเท่าไร

 

http://www.thegloss.com/wp-content/uploads/2013/01/f_scott_fitzgerald.jpg


แต่ถึงกระนั้น เช่นเดียวกับ The Great Gatsby ฟิตซ์เจอรัลด์ยังคงได้รับการจดจำและนับถือในฐานะผู้เป็นแรงบันดาลใจในการสู้ชีวิตแก่ชนรุ่นหลัง หนังสือ คนกับนิยาย (2536) ของชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ เล่าว่า มีนักศึกษาคนหนึ่งขอคำแนะนำในการเขียนจากฟิตซ์เจอรัลด์ คำแนะนำของเขาคือ “ เธอจะต้องขายหัวใจของเธอ ความรู้สึกอันแรงกล้าที่สุดของเธอ ไม่ใช่เพียงเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่สะกิดความรู้สึกของเธอ หรือประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เธอเล่าเหนือโต๊ะกินข้าว

ผมใคร่อยากแปลเหลือเกินว่า “ถ้าอยากให้นิยายของเราขายได้ เราต้องขายหัวใจของเราก่อน

Comment

Comment:

Tweet

IMHO you've got the right ansrwe!

#5 By D3ek9jtyRy2i (159.255.169.4) on 2013-10-01 03:02

ขายหัวใจให้ปีศาจเลยสินะคะ big smile
ชอบคำแนะนำอะค่ะ กำลังวางแผนอ่านเรื่องนี้เป็นภาษาอังกฤษอยู่ ไม่รุ้จะรอดไหม เหตุผลไม่ใช่เพราะมันเป็นหนัง แต่เพราะดู Midnight in Paris เนื่องจากชอบคนที่แสดงเป็น สก็อต ต่อมาเลยสนใจสก็อตไปด้วยซะงั้น
ด้วยความสนใจเลยตามมาอ่านเอนทรี่นี้
เหตุผลบ้ามากมายจริงไหมคะ

#4 By ald_aruza on 2013-05-30 00:13

confused smile Hot!

#3 By ปิยะ99 on 2013-05-27 08:14

เป็นหนังเรื่องที่น่าดูสุดๆเลยค่ะ

#2 By คุณนายโฮ (103.7.57.18|171.96.29.186) on 2013-05-25 22:24

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#1 By aaax on 2013-05-23 15:44