วอร์เบอร์ตัน, ไนเจล. ประวัติศาสตร์ปรัชญา ฉบับกะทัดรัด, แปลโดย ปราบดา หยุ่น และรติพร ชัยปิยะพร. กรุงเทพฯ: สำนักหนังสือใต้ฝุ่น, 2556.
 

อย่างหนึ่งที่ต้องสารภาพไว้ก่อนเลยคือ ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ทันทีหลังจากอ่านเล่ม มื้อเช้ากับโสเครติส ด้วยความที่มันเป็นหนังสือแนะนำแนวคิดทางปรัชญาเหมือนกัน ผมจึงอดนำมันมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ และผมจะไม่ซึนฯ ด้วยว่า ผมกำลังจะเปรียบเทียบเล่มนี้กับเล่มก่อน

ในด้านดี เล่มนี้อ่านง่ายกว่า มื้อเช้ากับโสเครติ มาก คนเขียนไม่ได้โยงใยแนวคิดต่างๆ ในบทกันยึกยือเป็นใยแมงมุม แต่ละย่อหน้าสรุปความสั้นกระชับ ตามความคิดง่าย นอกจากนั้น คนเขียนยังเขียนโดยพยายามเชื่อมโยงแนวคิดทางปรัชญาของนักคิดในแต่ละบทเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะในแง่ของอิทธิพลทางความคิดระหว่างยุค หรือการแสดงความขัดแย้งในรูปแบบของวิภาษวิธี (Dialectics) ทำให้คนอ่านสามารถเห็นความต่อเนื่องทางแนวคิดของนักปรัชญาต่างยุคต่างสมัย

มีด้านดีก็มีด้านเสีย ด้านเสียคือ การแสดงความเชื่อมโยงในด้านของความต่อเนื่องหรือต่อต้านขัดแย้งแบบนี้ ทำให้คนเขียนไม่สามารถกล่าวถึงแนวคิดของนักปรัชญาแต่ละคนได้อย่างครอบคลุมทั่วถึง เพราะในแง่หนึ่งก็ต้องคอยคุมธีมให้มีความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกับคนก่อนหน้าและคนถัดไปด้วย นอกจากนั้น เล่มนี้ยังไม่มีบทนำและบทสรุป เนื้อหาเริ่มต้นที่นักปรัชญาและจบที่นักปรัชญา ใครอยากสรุปความให้สรุปเอาเอง

เพิ่มอีกนิด อันนี้ความหงุดหงิดส่วนตัว เล่มนี้ไม่ได้รวมนักปรัชญาที่เป็นที่กล่าวถึงมากที่สุดในยุคปัจจุบันสองคนเอาไว้ นั่นคือ อแลง บาดิยู กับสลาวอย ชิเชค ซึ่งเนื่องจากเล่มนี้ไม่มีทั้งบทนำหรือบทสรุป ก็สุดแท้ที่จะเข้าใจได้ว่า ทำไมสองคนที่ว่า (รวมถึงอีกหลายๆ คนที่ผมรู้จักและไม่รู้จัก) ถึงไม่ถูกนำมารวมไว้ในนี้ จะเป็นเพราะบาดิยูกับชิเชคไม่ได้เป็นนักปรัชญาแบบเพียวๆ ก็ไม่ใช่ เพราะใครหลายๆ คนในเล่มนี้ อาทิ ฟรอยด์ หรือฮอบส์ ก็ไม่ใช่นักปรัชญาบริสุทธิ์ แต่มีบรรดาศักดิ์เป็นนักจิตวิเคราะห์หรือนักปรัชญาการเมืองพ่วงมาด้วย ไม่ต่างอะไรกับชิเชคและบาดิยู

ก็คงแล้วแต่จะคิดกัน แต่ไม่ว่าอย่างไร เล่มนี้ก็เป็นหนังสือแนะนำปรัชญาที่อ่านง่าย ไม่มีการประยุกต์แนวคิดจนซับซ้อน เหมาะจะเป็นหนังสือ Intro ในวิชาปรัชญาชนิดอ่านเพลินๆ ช่วงก่อนนอนหรือตอนขึ้นรถไฟฟ้าเล่มหนึ่ง