คิดว่าหลายๆ คนคงจะได้เห็นข่าวประชาสัมพันธ์จากสื่อต่างๆ มาเยอะแล้ว ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงครับ...วันแรกของ "งานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชน ครั้งที่ 7" สถานที่ก็ไม่ใช่ที่ไหนอื่นไกล เป็นศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เจ้าเก่า
งานหนังสือเด็กและเยาวชนแต่ละครั้งจะมีการกำหนดชื่อธีมขึ้นมาเพื่อกำกับรูปแบบกิจกรรมและการตกแต่งสถานที่ อย่างของงานครั้งที่ 6 คราวที่แล้วเป็น "สวนสุข สนุกอ่าน" ก็เลยมีการตกแต่งเหมือนเป็นสวนสนุกผสมงานคาร์นิวัล มีการออกร้านแบบงานวัดในสมัยก่อน
ของครั้งที่ 7 นี้ มีธีมว่า...
"จักรวาลแห่งความรู้"
ดูจากชื่อธีมงานแล้ว คงพอจะเดาได้ว่ารูปแบบการตกแต่งคงจะออกแนวอวกาศๆ มีกิจกรรมเสริมความรู้ให้เด็กๆ ได้ร่วมทำเป็นจุดๆ ไปใช่มั้ยครับ เอาล่ะครับ เราก็ต้องมาดูกันต่อไป
ก่อนอื่น ขอออกตัวก่อนว่า เอนทรีนี้ คุณภูมิจะขอนำเที่ยวในแง่ของการพาชมงานอย่างเดียว จะไม่ลงรายละเอียดในด้านของบูธหนังสือหรือหนังสือที่คุณภูมิได้มาในวันนี้นะครับ เพราะคุณภูมิถือตามตำราพิชัยสงครามที่ว่า "สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร" และคุณภูมิก็ไม่คิดว่าจะไปเดินเที่ยวในงานหนังสือคราวนี้แค่ครั้งเดียว
เอาล่ะ มาเดินเที่ยวงานหนังสือเด็กฯ ย้อนรอยเส้นทางที่คุณภูมิได้เดินมาในวันนี้กัน
แรกสุด บ้านคุณภูมิอยู่อ่อนนุช คุณภูมิเลยนั่งรถไฟฟ้ามาลงที่อโศก แล้วต่อรถไฟใต้ดินไปที่ศูนย์สิริกิติ์ ออกจากสถานีแล้วเข้าไปในศูนย์ผ่านทาง Food Court ชั้นล่าง
คนโหรงเหรงมาก ทั้งที่เป็นเวลาที่คนน่าจะยังรู้สึกหิวกันอยู่ (ประมาณบ่ายโมงกว่าๆ ได้) น่ากลัวจะเป็นเพราะวันนี้เพิ่งเริ่มงาน อีกทั้งคนไทยส่วนหนึ่งคงกำลังอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากช่วงลองวีคเอนด์ที่ผ่านมานะครับ
เดินออกจาก Food Court ก็จะเข้าสู่ โซน C1



เท่าที่คุณภูมิสังเกตดูจากงานหนังสือเด็กฯ คราวก่อนๆ บูธหนังสือส่วนใหญ่ที่ได้อยู่โซน C1 จะเป็นพวกสำนักพิมพ์ บริษัท หรือโครงการที่เกี่ยวข้องกับเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยรุ่น เช่น แปลนฟอร์คิดส์ ชมรมเด็ก ฯลฯ จะมีหลุดมาบ้างไม่ถึงสิบบูธที่ขายของสำหรับคนช่วงอายุที่โตขึ้นมา เช่น เนชั่น (ถ้าจำไม่ผิดคือบูธในรูปที่สี่ ข้างบนน่ะครับ)
และเช่นทุกปี ด้านหน้าของโซน C1 เป็นส่วนของบูธหนังสือต่างๆ ด้านหลังก็จะมีซุ้มกิจกรรมน่าสนใจๆ ที่สอดคล้องกับธีมงาน อย่างคราวที่แล้วมีการออกร้านแบบงานวัดในสมัยก่อน คราวนี้ก็มี...
"กำเนิดจักรวาลความรู้"
โดยภาพรวมมันก็คือ...ลานจัดกิจกรรมต่างๆ ให้เด็กๆ ได้ทำเพื่อสร้างความสนุกสนานและเสริมความรู้ ซึ่งคุณพ่อแม่ผู้ปกครองจะเข้ามาร่วมเล่นด้วยหรือคอยอธิบายประกอบก็ได้น่ะครับ
ฐานกิจกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่...
"ลานจักรวาล" เป็นสนามเด็กเล่นขนาดย่อมให้คุณหนูๆ ผู้มีกำลังวังชามากมาย และเรี่ยวแรงยังดี ยังคึกคักอยู่ ได้มาปลดปล่อยพลังกาย สร้างเสริมความแข็งแรงของร่างกายไปในตัว เครื่องเล่นเท่าที่คุณภูมิเห็นก็มีสไลเดอร์ ม้าโยกที่ทำเป็นรูปกระสวยอวกาศ ลูกบอล (เอาไว้ปาใส่กัน ดูเหมือนว่าคุณพี่สวมเสื้อสีแดงขาวที่นั่งอยู่ข้างนอกต้องเป็นคนคอยเก็บ) และถ้าคุณภูมิดูไม่ผิดก็เหมือนว่าจะมีที่เป่าฟองสบู่ด้วย แหม...ครบครันความสนุกจริงๆ ถ้ายังเป็นเด็กเล็กๆ อยู่นี่คุณภูมิคงกระโดดเข้าไปเล่นด้วยแล้วล่ะครับ
"นักวิทย์ดาวเคราะห์น้อย" ดูจากชื่อแล้วเหมือนจะเป็นซุ้มให้เด็กๆ ได้มาทำการทดลองทางวิทยาศาสตร์กัน แต่ตอนที่คุณภูมิไปดู เห็นมีกิจกรรมแค่อย่างเดียวที่แสดงอยู่
หนังตะลุงจักรกล! (คุณภูมิตั้งชื่อเองซะงั้น)
มาดูข้างหลังก็จะได้เห็นกลไกการทำงานของหนังตะลุงชุดนี้ครับ
น่าคิดว่าอุปกรณ์พวกนี้อาจจะเป็นของให้พวกเด็กๆ ได้ทำการทดลองในการฉายหนังตะลุงก็ได้นะครับ (แน่ล่ะว่าต้องรอให้มีเจ้าหน้าที่มากำกับดูแลด้วย ซึ่งตอนที่คุณภูมิไปถ่ายรูปนี่ไม่เห็นมีสักคน ตรงนี้ก็เลยดูร้างไปหน่อย แต่วันหลังๆ คงจะมีอะไรให้ทำแหละครับ)
"เติมสีสันจักรวาล" จริงๆ ก็คือซุ้มระบายสีนั่นเอง (แอบรู้สึกว่ากิจกรรมระบายสีเป็นอะไรที่ขาดไม่ได้ในการ entertain เด็ก)
มือศิลป์ทั้งหลาย ถ้าเบื่อๆ ก็สามารถ "แอ๊บเด็ก" แล้วไประบายสี แสดงความสามารถทางศิลปะกันได้นะครับ
หันหน้ามาทางขวามือ ก็จะเจอพื้นที่สำหรับทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างพ่อแม่ลูก
"เรียนรู้รอบด้านจากการอ่านกับพ่อแม่"
ถึงป้ายข้างบนจะบอกว่าเป็น "ตลาดจำลอง" แต่เท่าที่คุณภูมิเห็น รู้สึกจะไม่ค่อยมีตรงไหนที่ดูเป็นตลาดเท่าไหร่เลยครับ
ส่วนนี้ตรงตามคอนเซปต์ในป้ายหน้าซุ้ม มีหนังสืออยู่ตามชั้น ให้คุณพ่อหรือคุณแม่มาอ่านให้ลูกฟัง (แต่อันนี้เหมือนผู้ใหญ่จะเริ่มเม้าท์กันเอง)
ตรงนี้ก็แบบเดียวกันกับในภาพเมื่อกี้ แต่ตกแต่งแบบเหมือนเป็นห้องนั่งเล่นในบ้านจริงๆ เพื่อสร้างบรรยากาศความผ่อนคลายและความอบอุ่น ให้สมกับเป็นกิจกรรมของครอบครัว
มีเกมงูตกบันไดขนาดใหญ่ ให้ตัวคนเล่นเป็นหมากสำหรับเดิน และยังมีลูกเต๋ายักษ์ให้ทอยด้วยนะครับ (อันสีส้มๆ อยู่แถวๆ เท้าของน้องคนที่สวมเสื้อสีฟ้า)
นอกจากมุมอ่านหนังสือและเกมแล้ว ยังมีบางจุดที่มีการสอนประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ อย่างในรูปนี่คิดว่าน่าจะเป็นพุ่มไม้ที่ทำจากกระดาษ (หมายเหตุ: คุณแม่กับคุณลูกในรูปข้างบนนี่เขาเห็นกล้องแล้วเลยหันมาสูสองนิ้วให้เองนะครับ คุณภูมิไม่ได้ขอแม้แต่น้อย คืออยากได้ภาพที่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า อีกอย่าง ดูคุณแม่ท่านนี้อยากออกกล้องมากเลย แต่คุณลูกนี่ไม่ค่อยอยากเท่าไหร่
)
อันนี้สอนทำอะไรสักอย่าง เหมือนเป็นแก้วกระดาษที่ตกแต่งให้ดูมีลวดลายสวยงาม
นอกจากนี้ งานหนังสือเด็กฯ ยังมีกิจกรรมที่ค่อนข้างตามกระแสอยู่ไม่น้อย...
"กำเนิดแพนด้า"...มันยังอุตส่าห์ตามมาหลอกหลอนถึงที่นี่ มาทั้งภาพทั้งเสียงครบ!
ถึงแม้คุณภูมิจะไม่ได้ตามกระแสเห่อแพนด้าน้อย แต่คุณภูมิว่าพวกตุ๊กตาแพนด้าที่เอามาประดับตกแต่งในซุ้มก็ดูน่ารักไม่น้อย ก็เลยถ่ายรูปเก็บมาเป็นที่ระลึกด้วยครับ


ส่วนใครที่รักแพนด้ามาก คุณก็สามารถเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นแพนด้าได้ที่ตรงจุดนี้...
หน้าแพนด้าน้อยดูหลอนๆ ไงไม่รู้อะ
และแน่นอน...ที่ขาดไม่ได้สำหรับงานหนังสือแต่ละครั้ง...มุมนวดฝ่าเท้าครับ
อยากไปลองนวดเป็นประสบการณ์บ้างสักครั้งจัง
หมดจากกิจกรรมในโซน C1 แล้ว เข้าสู่ โซนเอเทรียม กันบ้างนะครับ
สำหรับคนที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกับศัพท์เฉพาะของศูนย์สิริกิติ์ โซนเอเทรียมก็คือบริเวณโถงทางเดินที่อยู่ระหว่างโซน C ทั้งสองชั้นกับเพลนารี ฮอลล์นั่นเอง ในจุดที่ว่านี้มักจะมีเวทีสำหรับเสวนาหรือแจกของชิงรางวัลร้อยแปดพันเก้า เวทีที่ว่านี้ก็คือ "เวทีเอเทรียม" ครับ
ก่อนจะไปชมกิจกรรมในโซนนี้ โปรดสังเกตด้านบนของภาพ
อย่างที่คุณภูมิบอกไงครับว่าจะมีการตกแต่งสถานที่ให้เข้ากับธีม "จักรวาลแห่งความรู้" (ดีนะที่ไม่ลงทุนเอา Glow in the Dark รูปดาว จรวด หรือจานบิน ไปติดบนเพดานศูนย์ด้วย
)
ในบริเวณใกล้กัน คือข้างๆ ขั้นบันไดที่จะเข้าสู่โซนพลาซ่า (ห้องโถงกว้างที่มียักษ์เฝ้าทางเข้า มีทางเชื่อมถึงโซน C ชั้นสอง) มี "ผังอำนวยการ" ที่ให้ข้อมูลเบื้องต้นกับผู้เดินชมได้เป็นอย่างดี อาทิ รายชื่อผู้ออกบูธ และตำแหน่งแห่งหนของบูธเหล่านั้น (ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมีปรากฏในสูจิบัตรงานดังเช่นทุกครั้งครับ ไม่จำเป็นต้องเอากล้องมาถ่ายภาพแผนผังอันนี้เก็บไว้แม้แต่น้อย
กิจกรรมหลักของโซนเอเทรียม จะมาคนละแนวกับในโซน C1 เมื่อกี้ เพราะมันจะพาเด็กๆ ไปทัวร์อดีตแทนที่จะไปอนาคตหรือนอกโลก
"เจาะเวลาโลกล้านปี" ศูนย์สิริกิติ์กลายเป็นเดอะลอสต์เวิร์ลด์ไปแล้ว
มีอะไรบ้าง มาดูกันครับ
"บ่มเพาะนักขุดค้น" เห็นทางทีมงานเขาบอกว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กสนใจในงานสาขาโบราณคดี โดยจำลองสถานที่ให้เด็กได้ขุดค้นหา "ซากฟอสซิล" ด้วยตัวเอง ซากฟอสซิลที่เด็กขุดเจอได้นี่เป็นของจำลองที่ศูนย์วิทยาศาสตร์ที่ไหนสักแห่งทำขึ้นมา และจะให้เด็กเก็บเป็นของที่ระลึกกลับบ้าน ส่วนคุณภูมิดูไปแล้ว...เหมือนหลอกเด็กให้คุ้ยทรายเล่นยังไงไม่รู้อะ (พูดไปงั้น เชื่อเหอะว่าถ้าเป็นคุณภูมิตอนเด็กๆ คุณภูมิก็คงไปคุ้ยทรายด้วยชัวร์ๆ
)
มีมุมสำหรับอ่านหนังสือ ซึ่งรวบรวมเฉพาะหนังสือที่ให้ความรู้เรื่องไดโนเสาร์สำหรับเด็กๆ (ก็เป็นงานหนังสือทั้งทีนี่เนอะ)
พิพิธภัณฑ์สิรินธรก็มาร่วมแจมในงานด้วย โดยไม่ได้มาแต่ตัวเฉยๆ แต่นำฟอสซิลที่เพิ่งขุดพบได้ในประเทศไทยมาโชว์ให้ชมกันเป็นขวัญตา
ซากปลาโบราณ "เลปิโดเทส พุทธบุตรเอนซิส" ...ชื่อนี่ คิดได้ไงเนี่ย
แน่นอนว่า...ฟอสซิลที่เอามาโชว์นี่เป็นแบบจำลองครับ ของจริงยังคงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สิรินธร (ก็สมควรอยู่ ถ้าเกิดเอามาแล้วโดนใครขโมยไปกราบไหว้บูชานี่คงเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว)

โต๊ะนี้สำหรับผู้มีศิลปะในจิตใจครับ (ไม่รู้ว่าเพนท์แล้วให้กลับบ้านด้วยรึเปล่า วันหลังคุณภูมิไปทำมั่งดีกว่า
)
"ถ้ำล้านปี" ข้างในเป็นถ้ำในยุคหินแบบจำลอง มีอะไรๆ แบบที่เรามักนึกถึงถ้ำในยุคหิน เช่น จิตรกรรมฝาผนัง ฯลฯ บนโต๊ะที่มีแสงนั่นเห็นเขาว่าเป็น "ศิลปะการโรยทราย" หนึ่งในอารยธรรมยุคหินอีกแล้วครับท่าน คุณภูมิไม่สามารถถ่ายรูปข้างในถ้ำได้ เพราะกลัวจะได้แสงที่ไม่ถูกใจ เลยขอถ่ายเฉพาะด้านนอกพอ อย่าว่ากันเลยนะครับ

"ไดโนซอร์จอแก้ว" อันนี้เป็น VTR สารคดีเกี่ยวกับไดโนเสาร์และโลกล้านปีฉายให้ชม ในภาพนั่นกำลังฉายเรื่องของเจ้าสามเขา "ไทรเซอราท็อปส์" พอดี (ครั้งหนึ่งเจ้าตัวนี้เคยเป็นไดโนเสาร์ตัวโปรดของคุณภูมิ แต่พักหลังๆ เริ่มรู้สึกว่าเขาสามเขาของมัน เอาเข้าจริงก็ไม่ได้ "แกร่ง" แบบที่เห็นเสมอไป ก็เลยเปลี่ยนไปชอบตัวอื่นแทน)
พูดถึงเจ้าสามเขา...อยากบอกว่าแอบสงสารพี่คนนี้เหมือนกันครับ
น่ากลัวจะหนัก + อึดอัดน่าดู
นอกจากส่วนของกิจกรรมโลกล้านปีแล้ว กิจกรรมทั่วไปที่พบเห็นได้ประจำตามงานหนังสืองานอื่นๆ ก็มีให้เห็นในงานนี้เช่นกัน อาทิ...
เวทีเอเทรียม (คณะครูและนักเรียนในรูปนี่ เหมือนจะมาแข่งตอบปัญหาหรือร่วมกิจกรรมอะไรสักอย่างในงาน)
และบูธขององค์การไปรษณีย์ไทย เชิญเลยครับ นักสะสมสแตมป์ทั้งหลาย
ถ้าเดินๆ อยู่แล้วหิวขึ้นมา ก็ไม่จำเป็นต้องลงไปหาอะไรทานที่ Food Court หรอกครับ อย่าลืมว่าโซนเอเทรียมเองก็มีร้านอาหารอยู่ด้วย ช่วงงานหนังสือที่ผ่านมานี่ เห็นร้านอาหารตรงนี้ปรับปรุงไปมากพอดู บรรยากาศดูไม่มืดทึบอึดอัดแบบแต่ก่อน ซึ่งก็ดี แต่ดูเหมือนรายการอาหารจะน้อยลงไปด้วยนี่สิ
ต่อไป...เราจะไปที่ โซนพลาซ่า กันครับ
เริ่มนำทัวร์โซนพลาซ่าด้วยฐานถ่ายรูปที่เป็นภาพเจ้าตัวมาสคอตงานหนังสือเด็กฯ ครั้งนี้ แบบว่ามันเป็นสิ่งแรกที่พบเห็นได้เมื่อเดินจากโซนเอเทรียมเข้าสู่พลาซ่าน่ะครับ
ในส่วนของโซนนี้ พื้นที่ด้านหน้าจะค่อนข้างโล่ง (เมื่อเทียบกับงานหนังสือตามปกติ) เพราะกิจกรรมต่างๆ จะไปอยู่บริเวณมุมห้องแทน ส่วนรูปแบบของกิจกรรมก็จะอิงกับธีมของงาน นั่นคือจักรวาลและอวกาศ
บูธของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นบูธหนังสือบูธเดียวที่มาตั้งอยู่ในโซนเอเทรียม ไม่รู้เหมือนกันครับว่าทำไม (ไม่ได้ไปถาม) แต่ถ้าคุณภูมิเป็นบูธนี้คงเหงาแทบจะขาดใจ
เลยไปจากบูธตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเป็น "Galaxy School" ชื่อบอกเป็นโรงเรียน แต่เอาจริงแล้วก็เป็นสนามเด็กเล่นเหมือน "ลานจักรวาล" ในโซน C1 แหละครับ ชั่วแต่ว่าใหญ่กว่าเท่านั้น

หน้าของคุณเจ้าหน้าที่ผู้หญิงที่เฝ้าบ่อบอลนี่...สื่อความหมายของวลี "เซ็งเป็ด" ได้ชัดมากเลย
ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ แต่ดูจากหน้าแล้วมันอดไม่ได้ที่จะคิดแบบนั้นนี่
ที่ 90๐ จาก "Galaxy School" เป็นที่ตั้งของซุ้ม "จักรวาลท้องฟ้า" คุณภูมิไม่ได้เข้าไปดูว่าข้างในมีอะไร (ดูเหมือนว่าคนที่เฝ้าจะไม่อนุญาตให้คนที่ดูภายนอกไม่ใช่เด็กเข้าไป) แต่อ่านๆ จากข้อความในแผ่นป้ายข้างนอกซุ้ม (ทางขวาของภาพ) ก็พอจับใจความได้ว่ามีการฉายภาพท้องฟ้าหรืออวกาศ แบบเดียวกับที่ท้องฟ้าจำลอง
ข้ามกลับมาที่ฝั่งสนามเด็กเล่นอีกครั้ง เดินต่อไปไม่ถึงสิบก้าวก็จะมาถึง...ประตูสู่แดนสนธยาแห่งนี้
นี่คือเบื้องหลังผ้าม่านครับ
ข้างใน XXX นี้ (ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร
) มีกิจกรรมยิบย่อยเยอะพอดู คุณภูมิจะขอไล่เรียงตามลำดับจากนอกสุดไปในสุดนะครับ

ที่ใกล้ประตูทางเข้าที่สุดคือ ระนาดที่มีแขนจักรกลบรรเลงเพลง ดูเหมือนคนที่นั่งอยู่หน้าจอคอมฯ ด้านหลังระนาดจะคอยควบคุมแขนกลอยู่
อนึ่ง หลังจากได้ชมทุกกิจกรรมในส่วนนี้และเดินกลับออกมา อาจมีบางคนคิดเหมือนคุณภูมิก็ได้ว่าเจ้าระนาดนี่ดูจะ "หลุดธีม" ของตรงนี้ที่สุดแล้ว
ดูเหมือนพื้นที่ภายในซุ้มนี้จะได้รับความอนุเคราะห์กิจกรรมจาก "สมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับ" ไม่ใช่เพราะแค่มีโลโก้ของสมาคมดังกล่าวตั้งหราอยู่บนผนังเท่านั้นหรอกนะครับ แต่เพราะอะไรๆ ในซุ้มนี้ดูจะเกี่ยวข้องกับเครื่องบินจำลองทั้งนั้น (ยกเว้นแขนกลตีระนาด ดังที่ได้บอกไปแล้วเมื่อกี้)


มีเครื่องบินจำลองหลายรุ่นหลายไซส์ให้ได้ชมกัน
ที่เป็นแบบใส่กล่องพลาสติกใสมาโชว์ก็มี
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมี Workshop สอนทำเครื่องบินจำลองด้วยไม้แบบง่ายๆ อีกด้วย
ส่วนใครที่คิดว่าทำเครื่องบินจำลองด้วยไม้ยังยากไป ก็มี Workshop สอนทำเครื่องบินอีกแบบหนึ่งให้เลือก

คงไม่ยากไปอีกใช่มั้ยครับ
อย่างไรก็ดี คนจากสมาคมเครื่องบินจำลองมาสอนทั้งที คงไม่สอนแค่พับเครื่องบินแบบเบสิกๆ แน่ๆ อย่างน้อยป้ายที่ตั้งอยู่ข้างๆ โต๊ะ Workshop นี้ก็นำเสนอ tips เจ๋งๆ เกี่ยวกับการพับเครื่องบินกระดาษอยู่
ถ้าใครสนใจใคร่รู้ tips ที่ว่านี้ คุณภูมิได้เก็บภาพแต่ละส่วนของป้ายที่ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมดมาให้แล้ว สามารถคลิกเข้าไปอ่านได้จากรูปเล็กๆ ข้างล่างนี้ได้เลยครับ (ข้อไหนที่แสงจ้าจนอ่านไม่ออก ลองอ่านจากในรูปอื่นดูนะครับ ตอนถ่าย คุณภูมิลืมไปว่ากล้องเปิดแฟลชอยู่
)
ทำตามแต่ละข้อแล้วได้เครื่องบินที่เมพขิงๆ จริงหรือไม่ ช่วยมาบอกคุณภูมิด้วยนะครับ
ตรงนี้มีหน้าจอและคีย์บอร์ดอยู่ คุณภูมิไม่ได้เข้าไปดูใกล้ๆ เลยไม่กล้าฟันธงว่าเป็นอะไร แต่ถ้าให้เดาก็ขอเดาว่าเป็นเกมส์ควบคุมเครื่องบินแบบหนึ่งกระมังครับ (ส่วน "บินสู่จักรวาล" นี่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นชื่อของเฉพาะส่วนหน้าจอตรงนี้ หรือเป็นชื่อของซุ้มนี้ทั้งหมดกันแน่)
เมื่อเดินลึกเข้ามาถึงด้านในสุดของซุ้มเครื่องบิน จะพบทางเชื่อมไปสู่กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องบินจำลองเลยแม้แต่น้อย เป็นกิจกรรมชื่อ "ดาวน้อยสีน้ำเงิน"
ซึ่งชื่อ "ดาวน้อยสีน้ำเงิน" นี้ คิดว่าทุกคนคงจะเข้าใจกันดีว่าเป็นชื่อเรียกขานอย่างไม่เป็นทางการชื่อหนึ่งของดาวเคราะห์โลกที่พวกเราอยู่กันทุกวันนี้ ดังนั้นกิจกรรมอะไรก็ตามที่อยู่ข้างในก็น่าจะเกี่ยวข้องกับดาวโลก รวมทั้งการกระตุ้นจิตสำนึกรักษ์โลก และย้ำเตือนถึงภัยอันตรายของภาวะโลกร้อนจริงมั้ยครับ ถูกต้องแล้ว มันมีทั้งหมดนั้นจริงๆ และก็มีอยู่แค่นั้นด้วยมั้ง
รวมหนังสือที่เกี่ยวข้องกับโลกและการปกป้องโลก (เล่มเอกภพนี่ดูจะหลุดธีมไปบ้างนะ แต่ก็ยอมได้ เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับดาวเคราะห์โลกอยู่ด้วยนี่)
ที่ติดอยู่บนผนังนั่นเป็นคำแนะนำว่าด้วยการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติครับ ส่วนในกล่องบนฐานสีแดงนั่นห้องพิเศษ สำหรับนำเสนอข้อมูลเรื่องภาวะโลกร้อนโดยเฉพาะ (สังเกตได้จากแสงที่ส่องออกมา ดูร้อนได้ใจมาก)
อนึ่ง ห้อง "ดาวน้อยสีน้ำเงิน" นี้ยังเชื่อมกับกิจกรรมของงานหนังสือเด็กฯ อีกกิจกรรมหนึ่งที่อยู่ภายในโซนพลาซ่านี้ด้วย
ตอนนี้เรากำลังเดินทางผ่านรูหนอนกันแล้วนะครับท่าน
ตามผนังของ "รูหนอนหนังสือ" จะมีลูกกลมๆ สีเงินติดอยู่ แต่ละลูกจะมีช่องเล็กๆ พอให้มองลอดไปได้ แบบที่คุณป้าพี่เสื้อสวยในรูปกำลังทำ พอมองเข้าไปในรูเล็กๆ นั่น ก็จะพบเกร็ดความรู้มากมายหลายเรื่อง แบบในรูปข้างล่างนี่ครับ
เอ่อ...ข้อความที่ถ่ายมานี่ คุณภูมิสุ่มเจอเอานะครับ ไม่ได้ตั้งใจเลือกมา คุณภูมิไม่ได้มีปัญหาใดๆ กับผู้หญิงทั้งสิ้นนะครับ ออกจะชอบด้วยซ้ำ (แน่ใจ?)
ถ้าเดินตามทางในรูหนอนต่อไปเรื่อยๆ ไม่หันหลังกลับไปทางห้อง "ดาวน้อยสีน้ำเงิน" ก็จะทะลุจักรวาลออกมาสู่บริเวณเวทีแห่งนี้ครับ
แน่นอนว่าเป็นเวทีสำหรับจัดเสวนา มีวิทยากรมาพูดเรื่องน่าสนใจๆ แต่ตอนที่คุณภูมิถ่ายรูปนี่ดูเหมือนว่ากำลังอยู่ระหว่างเปลี่ยนช่วงกิจกรรม อะไรๆ ก็เลยดูฉุกละหุกเล็กน้อย อ้อ! เผื่อใครมองเห็นไม่ชัด ข้อความบนเวทีเขียนว่า "หนังสือ ประตูสู่จักรวาล" ครับ (แล้วจะมีใครอยากรู้มั้ยเนี่ย
)
หยุดพักแล้วแหงนหน้ามองเพดานสักเล็กน้อย...เพดานตรงส่วนนี้ทำเหมือนเป็นลายบานเกล็ด สีสันฉูดฉาดถูกใจคุณภูมิมากมาย
ถ้าคุณภูมิทำธีสิสเสร็จ เรียนจบ ป.โท หางานทำได้เงินเดือนเดือนละหมื่นอัพเมื่อไหร่ คุณภูมิจะเปลี่ยนหน้าต่างทุกบานในห้องนอนตัวเองให้เป็นบานเกล็ดสีให้หมดเลยเอ้า!
ก่อนจะออกไปที่โซน C2 ขอเชิญหันหน้าไปทางทิศสามนาฬิกานับจากเวที
เราจะพบ "Star Gate" ประตูสู่ดวงดาวและจักรวาล ซึ่งบังเอิญว่าไม่มีใครอยู่ให้คุณภูมิได้ "รายงานตัวสู่จักรวาล" คุณภูมิก็เลยอดเที่ยวจักรวาล เลยต้องหันมาเที่ยวงานหนังสือเด็กต่อแทน
ในระหว่างกำลังเดินออก ก็สวนกันกับโมบิลสูทกันดั้มหนึ่งตน ซึ่งเคลื่อนไหวได้เหมือนหุ่นยนต์ไอโบะมากกว่า (น่าจับมาสู้กับคุณพี่หัวสามเขาที่ซุ้มโลกล้านปี)
เวิ่นเว้อร์ (เยิ่นเย้อ + เว่อร์) ไปกับกิจกรรมในโซนพลาซ่าพอควร มาเดินดูบูธหนังสือใน โซน C2 กันต่อดีกว่าครับ



จากที่คุณภูมิสังเกต ถ้าหนังสือในโซน C1 มักจะเป็นหนังสือสำหรับเด็กเล็กและเด็กก่อนวัยรุ่น หนังสือในโซน C2 ก็เป็นอะไรที่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง หนังสือพวกที่เอาไว้ขายเด็กโต วัยรุ่น รวมไปถึงผู้ใหญ่ มักจะมารวมกันอยู่ที่ชั้นบนนี้ เป็นต้นว่า จำพวกวรรณกรรมเยาวชนปกสวยๆ สีสันฉูดฉาด นวนิยายแฟนตาซี นิยายรักหวานแหวว รวมทั้งการ์ตูนญี่ปุ่น (ยกเว้นแต่ สนพ.เนชั่น ที่อยู่ในโซน C1) ดังนั้นจึงไม่ควรที่จะแปลกใจหากพบว่าประชากรมนุษย์บนชั้นนี้มีจำนวนเยอะกว่าคนในโซนอื่นๆ รวมกัน (บวกคนใน Food Court ด้วยเอ้า!)
สนพ.ใหญ่ๆ ที่เคยมีผลงานตีพิมพ์ยอดนิยมก็มักจะอยู่ชั้นบนนี่แหละครับ ไม่ว่าจะเป็นนานมีบุ๊คส์ ร้านนายอินทร์ แจ่มใส สถาพร บลิส ฯลฯ
พูดถึงแจ่มใส หลายๆ คนที่ไปงานหนังสือเป็นประจำคงรู้กิตติศัพท์ของ สนพ.แห่งนี้เป็นอย่างดี กิตติศัพท์ที่ว่าสามารถเรียกคนให้ไปกระจุกกันได้ยิ่งกว่าพระสังข์เป่ามนตร์เรียกปลา คงอยากรู้กันใช่มั้ยครับว่าคราวนี้จะเป็นเช่นไร อยากรู้ไม่อยากรู้ คุณภูมิก็จะขอโชว์ให้ดูครับ


แน่นเอี้ยด
ขนาดวันแรกยังแน่นขนาดนี้ โชคดีที่ทางผู้จัดงาน (หรืออาจจะเป็นทางแจ่มใสเอง) รู้ถึงกิตติศัพท์เรื่องมนตร์ขลังดึงดูดคนของแจ่มใสเป็นอย่างดี ในงานนี้เลยจัดให้บูธของแจ่มใสได้ไปอยู่ตรงมุมด้านหลังของโซน C2 เพื่อไม่ให้คนที่เบียดกันต่อคิวของบูธแจ่มใสไปกีดขวางการจราจรของคนอื่นในงาน (แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ทำให้จำนวนคนที่เบียดกันน้อยลงเลยแม่แต่น้อย)
ขณะที่คุณภูมิเก็บภาพบูธแจ่มใส คุณภูมิกำลังยืนอยู่ในส่วนหนึ่งของบูธร้านนายอินทร์ พอหันไปทางขวามือก็ได้เห็นหนังสือเล่มหนึ่ง

นี่ถ้าคุณภูมิอยากได้หนังสือเล่มไหนของแจ่มใส คุณภูมิคงซื้อเล่มข้างบนนี้ไปอ่านรอฆ่าเวลา (โชคดีที่ในงานหนังสือเมื่อเดือน มี.ค. ซื้อมาหมดแล้ว)
กิจกรรมหลักๆ ของงานเทศกาลหนังสือเด็กและเยาวชนครั้งที่ 7 ก็มีเพียงเท่านี้แหละครับ ตัวงานจะยังคงมีไปถึงวันอาทิตย์ที่ 12 ก.ค. แถมแต่ละวันก็จะมีกิจกรรมที่น่าสนใจตามส่วนต่างๆ ที่คุณภูมิได้พาชมไปแล้ว คนที่ว่างและอยากเดินเล่นก็ขอเชิญให้มาเที่ยวชมครับ ใครที่หมายตาหนังสือเล่มไหนไว้ก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็พาลูกๆ หลานๆ มาเที่ยวเล่นได้ตามอัธยาศัย
ขอปิดท้ายด้วยความห่วงใย
ปล. อันนี้ไม่ได้ต้องการจะโฆษณา แต่ขอฝากข่าวให้บรรดาคนรักสัตว์เลี้ยงนิดนึงครับ






