สมิท, โรเบิร์ต โรว์แลนด์. มื้อเช้ากับโสเครติส, แปลโดย ศิระประภา ธนากิจ และเชน อภิชน. กรุงเทพฯ: ยิปซี กรุ๊ป, 2555.
 
 
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือแนะนำแนวคิดของนักปรัชญาหลายยุคหลายสมัย นับตั้งแต่กรีกโบราณอย่างโสเครติสไปจนถึงนักวิชาการ(เกือบ)ร่วมสมัย อย่างพวกปัญญาชนในสำนักแฟรงค์เฟิร์ต เช่น ธีโอดอร์ อดอร์โน แต่ความน่าสนใจของมัน (ซึ่งถ้าว่ากันแบบไม่ซึนฯ เดี๋ยวนี้กลับกลายเป็นว่าไม่น่าสนใจเท่าไรแล้ว เพราะมีคนเอาอย่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ) คือ ผู้เขียนแนะนำแนวคิดทางปรัชญาเหล่านั้นโดยอาศัยชีวิตประจำวันของผู้อ่านในอุดมคติของหนังสือเล่มนี้ คือ ชนชั้นกลางในมหานคร เป็นเครื่องมือประกอบการนำเสนอ ดังนั้นผู้อ่านจะได้พบกับการนำแนวคิดจาก Discipline and Punishment ของมิแชล ฟูโกต์ มาอธิบายพฤติกรรมการเข้าใช้บริการฟิตเนส (หน้า 173) หรือแนวคิด "บูรพนิยม" จาก Orientalism ของเอ็ดเวิร์ด ซาอิด มาจับกับวัฒนธรรมในการกินอาหารสุกหรือดิบ (หน้า 231) นอกจากนั้นยังมีการโยงไปถึงอะไรต่อมิอะไรหลายอย่างที่ทั้งเกี่ยวและไม่เกี่ยวกับปรัชญา เช่น ศาสนา สังคมศาสตร์ จิตวิเคราะห์ วรรณกรรม ภาพยนตร์ รวมทั้งวิธีการนอนแช่อ่างอาบน้ำจากวิกิฮาว (หน้า 177-179)

ก่อนหน้านี้ ผมเคยไปเรียนรู้มาจากที่ไหนสักแห่งหรือใครสักคน ว่ามนุษย์สายวิทย์กับมนุษย์สายศิลป์ (อักษรศาสตร์, มนุษยศาสตร์) จะมีวิธีคิดต่างกัน สายวิทย์มักคิดอะไรเป็นลำดับขั้นตอนชัดเจน (A==>B==>C==>D) ในขณะที่สายศิลป์ จะคิดแบบร่างแหหรือ mind map คือจาก A โยงใยไปถึง B, C, D และ C ก็โยงใยต่อไปยัง E, F, G หนังสือเล่มนี้คือตัวอย่างชั้นเยี่ยมของ "หนังสือกึ่งวิชาการแบบสายศิลป์" เพราะมันโยงใยกันสุดฤทธิ์สุดเดช หากคุณผู้อ่านอ่านและคิดตามโดยละเอียดทุกบรรทัดแล้วเข้าใจ อ่านรู้เรื่อง และพบว่าสนุกมาก ยินดีด้วย คุณเป็นมนุษย์สายศิลป์ แต่ถ้ารู้สึกว่า...อะไรของแม่ง โยงไปโยงมา มั่วฉิบหาย งง ก็ไม่ต้องเสียใจไป เพราะในบางส่วนของหนังสือเล่มนี้ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ คือออกจะโยงใยหลุดโลกไปนิดหนึ่ง เหนืออื่นใด วิธีการเขียนแบบกึ่งวิชาการ คือขึ้นต้นด้วย thesis statement ตามด้วยข้อสนับสนุนยาวเป็นหางว่าว บางย่อหน้ายาวเกินหนึ่งหน้า ก็ยังทำให้มนุษย์สายศิลป์อย่างผมมึนหัวไปไม่น้อย

แต่เรื่องความยาวหรือการโยงใยอย่างชวนงงก็ไม่เป็นปัญหาเท่าไร อย่างน้อย ผมก็ไม่มองว่าเป็นปัญหาเท่าแนวทางการแปล ไม่ได้หมายความว่า แปลผิดหรือแปลไม่รู้เรื่องนะครับ แต่เล่มนี้ใส่วงเล็บภาษาอังกฤษแบบไม่สม่ำเสมอเลย คือในบางจุด ไม่มีการใส่วงเล็บคำในภาษาอังกฤษต้นฉบับตามหลังคำที่แปลเป็นไทย ทั้งที่ตามขนบของหนังสือ(กึ่ง)วิชาการแปลแล้วควรจะมี เพื่อให้คนที่สนใจไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ เช่น แนวคิดเรื่อง "ต้นแบบจำลอง" ของฌอง โบดริยาร์ (หน้า 156) ซึ่งในภาษาอังกฤษเรียกว่า "Simulacra" นอกจากนั้นก็มีชื่อของหนังสือหรือภาพยนตร์บางเล่มที่ไม่มีชื่อภาษาอังกฤษกำกับไว้ ซึ่งสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยกับชื่อของนักเขียนหรือผู้กำกับมาก่อน คงไม่รู้ว่าหมายถึงเล่มไหน เช่น ภาพยนตร์เรื่อง พ่อครัว โจร ภรรยาของเขา และชู้รักของเธอ (The Cook, the Thief, His Wife & Her Lover, หน้า 17) นิยายชื่อ โองการปีศาจ ของซัลมาน รัชดี (Satanic Verses, หน้า 204) และหนังสือ ประวัติศาสตร์ของกามารมณ์ ของฟูโกต์ (The History of Sexuality, หน้า 288) ในขณะที่บางบท โดยเฉพาะช่วงครึ่งแรกของเล่ม จะมีการใส่ชื่อภาษาอังกฤษในวงเล็บเอาไว้ ซึ่งตรงนี้ ดูเหมือนจะเป็นเพราะผู้แปลสองคนของหนังสือเล่มนี้มีวิธีการแปลไม่เหมือนกัน คนหนึ่งอาจจะใส่ภาษาอังกฤษ อีกคนไม่ได้ใส่ พอเอาต้นฉบับแปลมารวมกันก็เลยมีทั้งที่ใส่และไม่ใส่

อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้เลวร้ายอะไร แต่น่าสังเกตอยู่ คือ หนังสือเล่มนี้ไม่มีการใส่เชิงอรรถหรือ footnote เพื่อขยายความเลยสักจุด ต่างกับหนังสือแปลทั้งบันเทิงคดีและสารคดีที่ต้องมีเชิงอรรถอย่างน้อยหนึ่งจุด ซึ่งอาจทำให้เกิดความลำบากบ้าง ตรงที่ถ้าผู้อ่านเกิดอ่านๆ ไปแล้ว นึกสงสัยว่า ตาคนชื่อนี้ๆๆ เป็นใคร มาจากไหน ก็ต้องไปค้นกันเอง แต่แบบนี้มันก็มีข้อดีตรงที่กระตุ้นให้คนอ่านที่สนใจจริงๆ หัดไปหาข้อมูลด้วยตัวเองเสียบ้าง ไม่ใช่คิดจะพึ่งพิงข้อมูลสำเร็จรูป อย่างเชิงอรรถที่ บ.ก. (ส่วนใหญ่) หรือนักแปล (ส่วนน้อย) หาเอาไว้ให้ท่าเดียว (จะว่าไป หนังสือของฝรั่งก็แทบจะไม่ใส่เชิงอรรถกันเลย ยกเว้นแต่เล่มที่เป็นงานเขียนวิชาการจริงๆ จังๆ เหมือนคนเขียนจะบอกคนอ่านกลายๆ ว่า ฉันเขียนมาให้เท่านี้ก็บุญแล้ว ที่เหลือเธอไปค้นเพิ่มเองนะ ในขณะที่พอเอามาแปลไทย กระทั่งหนังสือบันเทิงคดีบางเล่มก็จำเป็นต้องใส่เชิงอรรถ...ตรงนี้แค่ตั้งข้อสังเกตนะครับ ไม่ได้จะติติง)

สรุปแล้ว เป็นหนังสือ(กึ่ง)วิชาการที่อ่านสนุกครับ อารมณ์เหมือนอ่านข้อความในสเตตัสหรือโน้ตของเพื่อนที่เป็นนักวิชาการในเฟซบุ๊คมาเรียงต่อๆ กัน แต่ในความอ่านสนุกมันก็แฝงสาระน่าสนใจเอาไว้ให้ไปขบคิดหรือค้นคว้าต่อ แถมในบางจุดสามารถเอาไปใช้อ้างอิงในบทความวิชาการได้...ถ้ากล้าพอน่ะนะ  Kiss